LOGINต้องใช้เวลาเป็นครู่กว่ามนสิชาจะเจอของส่วนตัวที่มองหา ทั้งกระเป๋าสะพายที่หล่นอยู่ใต้โต๊ะหน้ากระจก อันเดอร์แวร์ที่ตกอยู่ข้างเตียง และสุดท้ายบราเซียที่วางหราอยู่บนหมอนใบที่รามินทร์ใช้หนุนนอน เธอรีบหยิบขึ้นมายัดใส่กระเป๋าโดยไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นสบตาเขา
“แค่ทำเป็นลืม ๆ ไปไม่ได้เหรอ” รามินทร์อ้าปากคล้ายอยากพูดอะไรบางอย่าง “ถือว่าเราขอ” กระนั้นเมื่อมนสิชาเอ่ยคำที่เป็นดังประกาศิต เขาก็จนใจจะทู่ซี้ต่อ
“แต่ถ้า–” ถึงตอนนี้ชายหนุ่มเริ่มมั่นใจแล้วว่าเรื่องที่เกิดขึ้นมีบางอย่างไม่ชอบมาพากล เพียงแต่ยังไม่แน่ใจว่าความผิดพลาดนั้นเริ่มจากตรงไหน แต่ไม่ว่าอย่างไรเขาก็มีส่วนต้องรับผิดชอบกับการกระทำของตัวเองอยู่ดี
“ไม่มีแต่อะไรทั้งนั้น” น้ำเสียงและท่าทางเด็ดขาดของคนพูด ทำให้รามินทร์ต้องละวางสิ่งที่คิดไว้ก่อน บางทีเขาควรรอให้อีกฝ่ายใจเย็นลงกว่านี้ แล้วค่อยหาทางคุยกันตอนนั้นก็คงไม่สาย
“ม่อน…” ชายหนุ่มไม่รู้จะทัดทานคนที่กำลังหมุนเท้าไปทางหน้าห้องอย่างไรนอกจากเรียกชื่อเธอไว้แค่นั้น ร่างเล็กของมนสิชาคล้ายจะเล็กจ้อยลงไปอีกเมื่อมองจากจุดที่เขายืนอยู่
“เราขอโท–” เอ่ยยังไม่ทันจบประโยคดี หญิงสาวก็ลับหายไปแล้วหลังจากประตูห้องพักแห่งนี้ปิดลง
รามินทร์ทรุดตัวลงกับพื้นด้วยจนปัญญาจะจัดการกับปัญหาตรงหน้าในขณะที่ตัวเองก็ยังไม่สร่างเมาดี เขานึกไม่ออกเลยว่าคนที่เพิ่งจากไปต้องเจ็บปวดแค่ไหนกับสิ่งที่เกิดขึ้น ถ้านั่นคือความผิดพลาด
ทั้งที่สิ่งหนึ่งซึ่งชัดเจนที่สุดในความทรงจำอันเลือนรางของชายหนุ่มก็คือ เซ็กส์เมื่อคืนเป็นไปด้วยความเต็มอกเต็มใจกันทั้งสองฝ่าย เขาเป็นผู้นำที่ดีส่วนเธอคือผู้ตามที่ยอดเยี่ยม
หลายครั้งที่มนสิชาเป็นฝ่ายเรียกร้องให้เขาเติมเต็มเสียเอง ส่วนรามินทร์ก็สนองให้เธอได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่องพอกัน นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมชายหนุ่มถึงไม่ได้ระแคะระคายอะไรเลยจนกระทั่งตอนที่ตื่นขึ้นมา
•
มนสิชาสับเท้าตรงดิ่งไปยังห้องของตัวเองซึ่งอยู่ถัดจากห้องเกิดเหตุไปเพียงแค่สองห้อง ในขณะที่ยังมืดแปดด้านหาคำตอบไม่ได้ว่าเธอไปโผล่ที่นั่นได้อย่างไร
Rrrrr Rrrrr
สายเรียกเข้าจากใครคนหนึ่งดึงคนเพิ่งกลับถึงห้องตัวเองออกจากภวังค์ เจ้าตัวรีบร้อนควานหาต้นเสียงที่นอนนิ่งอยู่ในกระเป๋าสะพาย “ค่ะ”
“(ถึงสนามบินรึยัง)” เสียงวางอำนาจอันคุ้นเคยเอ่ยถามถึงสิ่งที่คนรับสายกำลังกังวลอยู่พอดี หญิงสาวจึงตัดสินใจเปิดสปีกเกอร์โฟนทิ้งไว้แล้วหันไปเร่งมือทำธุระส่วนตัวแทน
เพราะเวลาที่งวดเข้ามาทำให้มนสิชาไม่มีเวลาแม้แต่จะชำระล้างคราบอะไรต่อมิอะไรให้สะอาดหมดจดเท่าที่ใจอยาก จึงทำได้เพียงล้างเอาความเหนอะหนะตรงหว่างขาออกอย่างลวก ๆ เท่านั้น
“ใกล้แล้วค่ะ” เธอขี้เกียจตอบคำถามให้มากความเลยเลือกจะโกหกออกไป
“(อืม)” มนสิชาเอื้อมมือหมายจะแตะปุ่มสีแดงเพื่อจบบทสนทนา แต่กลับต้องหยุดกึกเมื่อคนในสายโพล่งขึ้นว่า
“(เดี๋ยว! เมื่อคืนแกไปทำอะไรมา)” คนมีชนักติดหลังชาวาบด้วยกลัวว่าคนอื่นจะสงสัยที่เธอขาดการติดต่อทั้งคืน โดยเฉพาะคนอื่นที่ว่าคืออรวีหรือป้าอ่อนที่กำลังซักไซ้กันอยู่นี่
“(อ้อนเขาทั้งไลน์ทั้งโทร. หาแกตั้งแต่เมื่อคืน แต่แกไม่รับสาย ไลน์ก็ไม่อ่าน ทำอะไร!)” น้ำเสียงคาดคั้นของผู้เป็นป้ากดดันจนหลานสาวลนลาน
“มะ…ม่อนหลับค่ะเลยไม่ได้ยินเสียง” มนสิชาพยายามบังคับเสียงของตัวเองให้เป็นธรรมชาติที่สุด หวังอย่างสุดใจว่าป้าของเธอจะไม่สงสัยและยอมวางหูแต่เพียงเท่านี้
“(งั้นก็แล้วไป)” เมื่อผู้เป็นป้าไม่มีทีท่าว่าจะจับผิดกันอีก หญิงสาวจึงค่อยหายใจทั่วท้องขึ้นมาหน่อย
“ป้าอ่อนรู้มั้ยคะว่าพี่อ้อนโทร. หาม่อนทำไม”
“(อ้อนเขาเปลี่ยนใจจะไปรับแกที่สนามบินเอง กลัวแกจะไปหลงอยู่ตรงไหน)”
“ค่ะ ไว้ถึงที่นู่นแล้วม่อนจะรีบโทร. หาพี่อ้อนทันที” เธอสำทับตามหลังให้อรวีสบายใจ ว่าอรนุชไม่ต้องมาแกร่วรอรับหลานสาวอย่างเธอนานเกินความจำเป็น กระทั่งได้คำตอบเป็นที่พอใจแล้วผู้เป็นป้าถึงได้ยอมวางหูไป
มนสิชามองตัวเลขสี่ตัวบนหน้าจอโทรศัพท์อีกครั้ง เหลือเวลาให้จัดการตัวเองอีกเพียงไม่กี่สิบนาทีเท่านั้น ก่อนที่เธอจะต้องลากกระเป๋าลงไปเช็กเอาต์ออกจากโรงแรมและตรงไปสนามบินเพื่อขึ้นเครื่องไปฮ่องกง
กว่าจะฝ่ารถติดมาถึงบ้านของเพื่อนสนิทได้ก็ปาเข้าไปดึกดื่นค่อนคืน จนลูกชายคนกลางถึงขั้นต้องโทร. ตาม“(คุณแม่หนีเที่ยวเหรอครับ ป๋าฝากถาม)” รังรองระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ เมื่อได้ยินสามีเอ็ดลูกชายดังเข้ามาในสายว่า ‘เอ้า ไอ้ลูกคนนี้นี่มาโยนให้ป๋าซะงั้น’“ขอบใจมากนะรอง รบกวนซะดึกเลย” ผานิตเอ่ยกับเพื่อนสนิทเบา ๆ“ไม่เป็นไร แค่นี้เอง” รังรองส่ายหน้าพร้อมกับหันไปรับไหว้หญิงสาวอีกคนที่นั่งรถกลับมาด้วยกัน“หายไว ๆ นะลูก” เพื่อนของผานิตอวยพร ทั้งที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคนป่วยเป็นอะไร หากรังรองก็ไม่คิดจะละลาบละล้วง แค่ทำหน้าที่ขับรถส่งเพื่อนให้ถึงจุดหมายเท่านั้น“ขอบคุณคุณรังรองมากนะคะ” สองมือของมนสิชายกมือพนมไหว้เจ้าของรถอีกเป็นรอบที่เท่าไรไม่รู้ตั้งแต่เจอกันไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา“คุณเคินอะไรกัน เรียกป้าเหมือนที่เรียกป้าผาก็ได้” รังรองท้วงขึ้นอย่างไม่ถือตัว“ค่ะ” คนเด็กสุดในรถเอ่ย ก่อนขยับตัวลงจากรถไปอย่างระมัดระวัง เนื่องจากยังมีอาการเวียนศีรษะอยู่บ้าง“(คุณแม่คุยกับใครครับ)” ลูกชายคนกลางที่คาสายอยู่ ถามกับมารดาเมื่อได้ยินเสียงพูดคุยดังแว่วเข้ามา“หลานป้าผาไงลูก จำป้าผาได้มั้ย” คนปลาย
“หนูคงแปลกใจใช่มั้ย” ผานิตขยับเข้าใกล้คนป่วยอีกนิด “…ที่เห็นป้า” ความกังวลพาดผ่านนัยน์ตาของคนที่ผ่านโลกมามากกว่าครึ่งร้อย หญิงสูงวัยทาบมือตนเองกับหลังมือของมนสิชา หวังส่งผ่านความห่วงใยไปถึงคนเด็กกว่า อย่างน้อยท่านก็มองหญิงสาวตรงหน้าไม่ต่างจากลูกหลานคนหนึ่ง“…” มนสิชาจนในคำพูด เท่าที่สมองเบลอ ๆ ของเธอยังพอจะปะติดปะต่อเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้ มันดูประจวบเหมาะเกินกว่าจะเป็นแค่ ‘ความบังเอิญ’ ที่ผานิตกับเลขาฯ และเพื่อนสนิทของท่านได้มาเจอกับเธอในสถานที่แห่งนี้“อันที่จริงป้ารู้อยู่แล้วว่าหนูจะกลับมา เฟิงเขาฝากฝังให้ป้าช่วยดูว่าหนูถึงเมืองไทยเรียบร้อยดีรึยัง” มนสิชาไม่นึกโกรธสักนิดที่ได้ยินเช่นนั้น มีแต่จะเต็มตื้นไปด้วยคำขอบคุณในความเอื้อเฟื้อที่หลี่เฟิงมีให้เธอเสมอ หากว่าเมื่อครู่เธอฟื้นขึ้นมาโดยไม่มีแม้แต่คนคุ้นเคยคงทุกข์ใจยิ่งกว่า“หนู…ขอบคุณนะคะ…” หญิงสาวกล่าวเสียงเครือได้ไม่กี่คำก็ต้องหยุดลง ด้วยปวดแปลบไปทั้งอกใจจนไม่อาจเปล่งวาจา เพียงความเมตตาที่อีกฝ่ายยื่นมือมาคว้าเธอไว้ ขณะกำลังจมดิ่งลงในช่วงเวลาแห่งความมืดมิด กลับมีค่ายิ่งกว่าข้าวของเงินทองอย่างเทียบกันไม่ติดมนสิชาถูกความเครียดขรึมก
ปาณชีวาผลักประตูเดินเข้ามาด้านในคลินิกด้วยท่วงท่าสงบ ทั้งที่ภายในสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง เธอกวาดตามองไปรอบ ๆ พื้นที่สีขาวสะอาดสะอ้าน ด้านหน้ามีพนักงานต้อนรับสองคนกำลังส่งยิ้มมาให้อย่างสุภาพ แต่แล้ว“คุณคะ! คุณ! ได้ยินฉั– ว้าย!!” เลขาฯ ของผานิตที่ล็อกเป้าหมายไว้กับคนเดินนำเข้ามาก่อนแล้ว รีบพุ่งตัวตามเสียงหวีดร้องนั้นไปอย่างรวดเร็วกระทั่งหน่วยตากลมโตเบิกกว้างอย่างตกใจ เมื่อภาพในกรอบสายตาเธอตอนนี้คือร่างของมนสิชาในสภาพอ่อนปวกเปียก กำลังฟุบลงกับบ่าของพนักงานคนหนึ่งที่สังเกตเห็นความผิดปกติของหล่อนเข้าพอดีพนักงานอีกคนรีบปรี่เข้ามากันคนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องให้ออกห่างรวมทั้งปาณชีวาด้วย ทว่า“ฉันเป็นญาติกับเธอค่ะ” เลขาสาวแอบอ้างทั้งยังสำทับเพิ่มเติมความน่าเชื่อถือไปอีกว่า “ไม่รู้เพลียเพราะนั่งเครื่องนานไปรึเปล่า พอดีเธอเพิ่งบินกลับจากฮ่องกงน่ะค่ะ” เพียงเท่านั้นปาณชีวาก็สามารถเข้าถึงตัวคนที่เพิ่งเป็นลมได้ในฐานะ ‘ญาติ’ ของเจ้าตัว•ล่วงเข้าสู่ช่วงหัวค่ำ มนสิชาที่ได้รับการปฐมพยาบาลเบื้องต้นก็ตื่นขึ้นมาบนเตียงผู้ป่วยของทางคลินิก นอกจากพยาบาลที่แวะเข้ามาดูอาการเธอแล้ว ยังมีหญิงสาวอีกคนที่เธอไม่เคยเห
ถัดจากนั้นไม่กี่ช่วงถนนรถทั้งสองคันที่ขับตามกันมาก็จอดสนิทที่หน้าโรงแรมสามดาวแห่งหนึ่ง ปาณชีวาตัดสินใจว่าจะตามมนสิชาเข้าไปในโรงแรมแห่งนั้นด้วย โดยฝากให้ประดิษฐ์ช่วยดูลาดเลาแถว ๆ ด้านหน้าที่พักไว้อีกทางเผื่อมีเหตุให้คลาดกันเห็นหญิงสาวร่างเล็กคว้าเป้จากเบาะนั่งออกมาสะพายไว้บนบ่า ก่อนจะปิดประตูรถตามหลัง และหมุนเท้าตรงไปยังประตูทางเข้าของตึกสี่ชั้นตรงหน้า ปาณชีวาก็ไม่รั้งรอให้เสียเวลา อย่างน้อยไปให้ทันตอนอีกฝ่ายเช็กอินเผื่อจะได้รู้ว่าหล่อนพักชั้นไหนก็ยังดีเลขาฯ ของผานิตแฝงตัวเข้าไปในคราบผู้เข้าพักเช่นเดียวกับมนสิชาเพื่อไม่ให้เป็นที่ผิดสังเกต เลยทำให้เธอสืบทราบได้ว่าอีกฝ่ายพักอยู่ห้องไหน จากนั้นเธอก็จงใจจองห้องพักบนชั้นเดียวกันปาณชีวาต่อสายหาเจ้านายอีกครั้ง ขณะหันไปปิดประตูห้องที่จองได้เมื่อครู่ ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับห้องของมนสิชาพอดิบพอดี หน่วยตาเรียวรีแนบกับช่องตาแมวหลังบานประตูเพื่อเช็กให้แน่ใจว่าไม่มีอะไรบดบังทัศนวิสัยตรงหน้า“(ได้เรื่องมั้ยปูเป้)” สัญญาณรอสายดังขึ้นเพียงไม่กี่วินาที ผานิตก็ตอบรับทันควันราวกับรออยู่“ค่ะ คุณม่อนเข้าพักที่โรงแรมxxค่ะ เป้ตามเธอมา เราอยู่ห้องตรงข้ามกันนี่เ
ปาณชีวาแยกกับเจ้านายที่สนามบิน โดยผานิตให้เลขาฯ ส่วนตัวกับคนขับรถตามมนสิชาไป ส่วนตัวเองโทร. หาเพื่อนสนิทที่นัดทานมื้อเย็นด้วยกันให้ช่วยส่งคนมารับนางตอนนี้แทนบ่ายคล้อยรถของปาณชีวาก็มาหยุดตรงหน้าคลินิกเอกชนแห่งหนึ่ง เยื้องกันกับรถแท็กซี่คันที่มนสิชานั่งมาจากสนามบิน เลขาฯ สาวเงยหน้าขึ้นมองป้ายชื่อขนาดใหญ่แล้วให้สังหรณ์ใจแปลก ๆก่อนจะย้ายสายตากลับมาที่คนในรถคันข้าง ๆ อีกครั้ง โชคดีที่กระจกรถคันดังกล่าวไม่ได้ติดฟิล์มทึบ จึงพอจะสอดส่องท่าทีของผู้หญิงคนนั้นได้ถนัด“คุณผาบอกว่าคุณม่อนท้องอยู่ใช่มั้ยคะ” ปาณชีวาตัดสินใจโทร. ถามเจ้านายอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ เมื่อเธอเพิ่งขอให้คนของผานิตช่วยหาข้อมูลเกี่ยวกับคลินิกแห่งนี้ให้ และพบว่าที่นี่เป็นคลินิกเวชกรรมวางแผนครอบครัว หากมนสิชาท้องอยู่ ก็มีความเป็นไปได้ที่หล่อนจะแวะมาที่นี่เพื่อ ‘ฝากครรภ์’ หรืออะไรเทือกนั้นแต่หากหญิงสาวไม่ได้มาเพื่อการนั้นล่ะ เพราะคลินิกดังกล่าวได้เปิดเป็นสถานบริการยุติการตั้งครรภ์อย่างถูกกฎหมายด้วยเช่นกัน ปาณชีวาที่พอจะรับรู้ปมปัญหาของฝ่ายนั้นมาบ้างแล้วจากผานิตจึงอดตงิดใจไม่ได้“(มีอะไรเหรอปูเป้)” แผนที่ตั้ง รวมทั้งรูปถ่ายหน้า
จากที่ตั้งใจแค่จะ ‘แวะ’ เข้ามาที่ร้านเพื่อดูความเรียบร้อยตามที่สั่งงานเอาไว้ในขณะที่ยังนอนรักษาตัวอยู่ โดยคิดว่าคงใช้เวลาไม่นานก็กลับออกไป ทว่าพอเจอแบบนี้เข้าไป หลี่เฟิงจึงตัดสินใจหมกตัวอยู่ที่นั่นต่อยาว ๆRrrrr Rrrrr“ว่าไงครับป้าโจว” หลี่เฟิงแปลกใจเล็กน้อยที่แม่บ้านโทรศัทท์หาเขาในเวลานี้“(คุณอ้อนกำลังจะออกไปรับคุณแม่ของเธอที่สนามบินค่ะ)” ชายหนุ่มเพิ่งรู้ในนาทีนั้นเองว่าแม่ยายของเขามาที่นี่ ทำไมอรนุชไม่เห็นบอกกล่าวอะไรเขาเลย“(…ดูเหมือนคุณอ้อนจะให้แม่เธอมาช่วยจัดการเรื่องคุณม่อนน่ะค่ะ)” โจวบังเอิญไปได้ยินเข้าพอดีตอนที่อรนุชโทร. หามารดา หากก็ไม่มั่นใจนักว่า ‘จัดการ’ ในความหมายของอรนุชนั้นแฝงความนัยอะไรไว้หรือไม่ แต่ดูจากความสัมพันธ์ของสองพี่น้องในเวลานี้ ทำให้โจวไม่อาจคิดไปในทางที่ดีได้เลย“ป้าโจวช่วยไปเป็นเพื่อนเมียผมทีได้มั้ยครับ” ไม่ใช่แค่แม่บ้านคนสนิทที่รับรู้ได้ถึงบรรยากาศอึมครึมระหว่างอรนุชกับมนสิชา หลี่เฟิงเองก็สัมผัสได้ถึงความไม่ชอบมาพากลบางอย่างด้วยเช่นกันบางทีเขาก็อยากให้มันเป็นแค่การคิดมากไปเอง กระนั้นปากอิ่มกลับสั่งการกับพี่เลี้ยงไปแล้ว ว่าให้ช่วยจับตาดูความเคลื่อนไหวของ







