Masukรัณที่ยืนฟังอยู่ใกล้ ๆ ไม่พูดอะไร แต่ในใจกลับรู้สึกแปลกใจและชื่นชมชายหนุ่มคนนี้มากขึ้นเล็กน้อย แม้ว่าเขาจะดูเป็นคนพูดกวนประสาทในบางครั้ง แต่การทำงานของเขาก็พิสูจน์ให้เห็นว่า ธันวาไม่ได้มาเล่น ๆ
“เอาเถอะ… ถ้าจะช่วยให้ร้านง่ายขึ้นแบบนี้ ก็ถือว่ามีประโยชน์อยู่เหมือนกัน” รัณพึมพำเบา ๆ กับตัวเอง พลางหันกลับไปจัดการงานในส่วนของตัวเองต่อ ขณะที่ในใจเริ่มเปิดรับชายหนุ่มลึกลับคนนี้ทีละนิด
ระหว่างที่ช่วยงาน ธันวาแอบสังเกตว่าเอกภพยังคงวนเวียนส่งข้อความหาผ่านโทรศัพท์ของรัณเกี่ยวกับการถ่ายรีวิวและสอบถามความคืบหน้าของการจ้างรีวิว ทำให้เขารู้สึกไม่พอใจ แต่ต้องเก็บอาการเอาไว้
ช่วงสาย ป้าสมรเดินเข้ามาในร้านพร้อมถาดขนม
เธอวางถาดลงบนเคาน์เตอร์ก่อนจะมองสองหนุ่มที่ดูเหมือนทะเลาะกันบ่อยขึ้นทุกวัน
“ป้าว่าหลานป้ากับนายธันวานี่เหมาะกันดีนะ” ป้าสมรพูดพลางหัวเราะ
รัณหันมามองป้าสมรอย่างไม่เชื่อหู “ป้าครับ อย่าพูดอะไรแบบนี้สิ”
“ก็จริงนี่นา หลานป้าควรจะลองมีเพื่อนสนิทบ้าง”
ธันวายิ้มอย่างมีเลศนัย
“ป้าพูดขนาดนี้ ผมก็คงต้องสนิทกับเขาให้ได้แล้วล่ะครับ”
รัณถอนหายใจยาว ก่อนจะหันไปจัดการงานต่อ ปล่อยให้ป้าสมรและธันวาหัวเราะกันอยู่ข้างหลัง
เสียงพูดคุยของลูกค้าดังขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อช่วงสายกลายเป็นช่วงบ่าย ร้าน “บ้านกาแฟอุ่นไอรัก” ที่เคยเงียบเหงากลับเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและความวุ่นวาย ลูกค้าหลายคนมานั่งจิบกาแฟ บ้างก็นั่งทำงานเงียบ ๆ
ธันวาที่ยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์สังเกตลูกค้ากลุ่มใหม่ที่เดินเข้ามา กลุ่มสาวออฟฟิศสองคนและชายหนุ่มอีกคนเดินมาสั่งกาแฟพร้อมพูดคุยเสียงดัง
“รัณ รับออเดอร์ตรงนี้หน่อย” ธันวาเรียกขึ้นพร้อมรอยยิ้ม พลางหันไปยิ้มให้ลูกค้า
“สวัสดีครับ สั่งอะไรดีครับ?”
หนึ่งในสาวออฟฟิศพูดขึ้นพร้อมยิ้มเขิน
“เอาอเมริกาโน่เย็นหนึ่งแก้วค่ะ แล้วก็… ขนมทองหยอดด้วยค่ะ”
ป้าสมรที่ยืนใกล้ ๆ เสริมขึ้นทันที
“อ๋อ เดี๋ยวป้าจัดให้ค่ะ แต่รอแป๊บนะ เหมือนในครัวจะต้องไปซื้อน้ำตาลเพิ่ม”
ธันวาหันมาหาป้าสมร
“งั้นผมไปซื้อให้ก็ได้ครับ จะได้ช่วยแบ่งเบางานในร้าน”
ป้าสมรส่ายหน้าไปมา เพราะมันเกินหน้าที่ของธัน
“ไม่ได้หรอกเดี๋ยวป้าไปซื้อเอง”
“ผมอยากช่วยจริง ๆครับ ผมวิ่งไปแป๊บเดียว แต่ถ้าป้าไปซื้อลูกค้าคงไม่รอ” ธันวาตอบพร้อมรอยยิ้มขี้เล่น
ป้าสมรหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะยื่นเงินให้
“ถ้างั้นก็ไปซื้อที่ร้านตรงหัวมุม นี่เลยนะธันวา เดินตรงไปแล้วเลี้ยวขวา”
เสียงกระดิ่งหน้าร้านดังขึ้นอีกครั้งในช่วงบ่าย รัณที่กำลังง่วนอยู่กับการจัดขนมในตู้กระจกเงยหน้าขึ้น และพบว่าลุงชื่น ลูกค้าประจำในชุดลำลองสบาย ๆ เดินเข้ามา ใบหน้าของเขาประดับด้วยรอยยิ้มกว้าง
“ช่วงนี้ร้านนี้คนเยอะขึ้นจริง ๆ แฮะ หลานรัณลุงไม่ได้เข้าผิดร้านใช่มั้ย” ลุงชื่นพูดด้วยน้ำเสียงสนุกสนาน
ธันวาที่ยืนอยู่ข้างเคาน์เตอร์เหลือบมองลุงชื่น ก่อนจะเอ่ยทัก
“สวัสดีครับ”
ลุงชื่นหยุดมองเขาด้วยสายตาสงสัย
“แล้วนี่ใครล่ะ? มาช่วยร้านหลานรัณเหรอ?”
ป้าสมรที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ หัวเราะเบา ๆ ก่อนจะตอบ
“คนนี้แหละที่รัณจ้างมาช่วยงาน”
ลุงชื่นเลิกคิ้วสูง
“โห… หล่อขนาดนี้ นายจะมาชงกาแฟหรือจะมาขายหน้าตาให้ลูกค้าดูเล่นกันแน่?”
ธันวาหัวเราะในลำคอ
“ก็ทั้งสองอย่างแหละครับลุง อะไรขายได้ ผมก็ขายหมด”
ในขณะที่ลุงชื่นกำลังนั่งรอเครื่องดื่มที่เคาน์เตอร์ ลูกค้าสาวสองคนเดินเข้ามาในร้าน พวกเธอจ้องมองธันวาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกระซิบกระซาบกัน
“คนนั้นเป็นพนักงานใหม่เหรอ? หล่อจังเลย” หนึ่งในสาวพูดขึ้น
ธันวาที่ได้ยินเต็มสองหูยิ้มมุมปาก ก่อนจะพูดเสียงดังพอให้ได้ยิน
“ขอบคุณครับ พนักงานใหม่อย่างผมจะตั้งใจทำงานให้คุ้มกับคำชม”
สาว ๆ หัวเราะคิกคักอย่างเขินอาย ก่อนจะหันไปสั่งเครื่องดื่ม
ลุงชื่นที่เห็นเหตุการณ์หันไปพูดกับป้าสมรด้วยความภาคภูมิใจ
“ตอนหนุ่ม ๆ ฉันก็หล่อแบบนี้นะ”
“โธ่ ลุงชื่น ตอนหนุ่ม ๆ ลุงอาจจะหล่อก็จริง แต่ตอนนี้น่ะ… หล่อเฉพาะตอนหลับใช่ไหม?” ป้าสมรแซวลุงชื่นที่ยกยอตัวเอง
ลุงชื่นเลิกคิ้วสูงทันที
“เอาวะ หล่อตอนหลับก็ยังดีกว่าไม่หล่อเลย”
ป้าสมรหัวเราะเบา ๆ
เสียงหัวเราะจากธันวาที่นั่งฟังอยู่ดังขึ้นทันที ธันวาเสริมด้วยรอยยิ้มกวน ๆ
“ป้าสมรพูดได้ใจจริง ๆ ครับ ผมเห็นด้วย”
ลุงชื่นหันมามองธันวาอย่างไม่พอใจนัก
“นี่ไอ้หนุ่ม! ฉันไม่ได้ถามความเห็นนาย”
ป้าสมรยังไม่หยุด เธอยิ้มมุมปากก่อนจะพูดเสริม
“เอาน่าตาชื่น ความหล่อของแกตอนนี้ฉันว่าอยู่ที่แกทำให้คนที่อยู่รอบตัวได้หัวเราะตลอดเวลา อย่างน้อยก็ทำให้ร้านเราไม่เงียบดี”
ลุงชื่นส่ายหัวพลางพูดสวน
“ถ้าไม่มีฉันรับรองได้ว่า ร้านนี้เงียบเหมือนป่าช้าแน่ๆ”
“ป่าช้าเหรอ? แกนี่จะเป็นสัปเหร่อให้ได้เลยใช่มั้ย” ป้าสมรสวนกลับทันควัน
เสียงหัวเราะดังขึ้นอีกครั้งจากทั้งรัณและธันวาที่ได้ฟังบทโต้ตอบของทั้งสอง
ลุงชื่นถอนหายใจพร้อมยิ้มเจื่อน ๆ
“เอาเถอะ ๆ ฉันไม่เถียงกับผู้หญิง แกจะว่าอะไรก็ว่ามา ฉันยอม”
ป้าสมรหัวเราะเบา ๆ พลางวางถาดขนมลง
“ดีแล้วล่ะตาแก่ เพราะถ้าแกเถียงฉัน ฉันก็มีคำจะสวนกลับอีกเพียบ”
ภายในร้านกาแฟที่เริ่มมีลูกค้าแน่นขึ้น ธันวาเริ่มปรับตัวกับงานในร้าน เขาเรียนรู้การชงกาแฟจากรัณ และช่วยป้าสมรจัดขนมในตู้
“นี่ธันวา... ขนมชั้นวางแบบนั้นมันไม่สวย ต้องให้สีมันเรียงไล่กันสิ วางเบาๆนะธันวาเดี๋ยวระวังขนมมันจะเละ” ป้าสมรพูดพร้อมเดินเข้ามาแก้ไข
“ผมขอโทษครับ ต้องวางแบบไหนครับ”
ป้าสมรยิ้มบาง
“ต้องวางเรียงสีแบบนี้นะ จะได้ดูน่ากินเห็นมั้ย”
รัณที่ยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์แอบมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกแปลก ๆ
“นายนี่ก็ขยันดีนะ”
ธันวาหันไปมองรัณก่อนจะยิ้มเจ้าเล่ห์
“แน่นอนสิ นายคิดว่าฉันจะเป็นได้แค่ลูกค้าจอมป่วนอย่างเดียวเหรอ?”
ในเช้าวันรุ่งขึ้น มิวออกเดินทางจากภูเก็ตโดยทิ้งงานกองโตไว้ข้างหลัง เธอลากกระเป๋าเดินทางขึ้นเครื่องบิน พร้อมเปิดดูวิดีโอของช่อง “แชะชิม” ซ้ำไปมาในระหว่างการเดินทาง มิวมองออกไปนอกหน้าต่าง พลางคิดถึงแผนการที่จะเผชิญหน้าธันวา“ฉันจะคุยกับเจ้าของร้านนั้น ถ้าเขารู้จักพี่ ฉันจะไม่ยอมให้พี่หลบหน้าฉันอีก”เสียงประกาศเตรียมลงจอดดังขึ้น มิวเตรียมตัวให้พร้อมด้วยแววตามุ่งมั่นเมื่อเครื่องบินลงจอด มิวลากกระเป๋าเดินทางออกจากสนามบิน พร้อมเช่ารถมุ่งหน้าไปยังร้านกาแฟทันที“ถึงเวลาที่พี่ธันวาจะต้องกลับมารับผิดชอบทุกอย่างเสียที” เธอพูดกับตัวเองอย่างหนักแน่น พร้อมก้าวสู่การเผชิญหน้าที่เธอรอคอยรัณนั่งมองภาพธันวาที่กำลังเก็บโต๊ะอยู่ ท่าทางเรียบง่าย แต่ทุกการเคลื่อนไหวดูมีระเบียบและตั้งใจ ธันวาเป็นคนที่มักเข้าร้านตรงเวลา พอเลิกงานก็กลับไปโดยไม่พูดอะไรมาก ความเงียบของเขาช่างขัดกับคำพูดกวนประสาทที่หลุดออกมาบ่อย ๆ"นายเป็นคนยังไงกันแน่..." รัณพึมพำกับตัวเองธันวาไม่เคยพูดเรื่องส่วนตัวให้ฟังเลย ไม่เคยเล่าถึงครอบครัว หรือสิ่งที่เขาทำก่อนจะมาทำงานที่ร้าน ทุกครั้งที่รัณพยายามถามคำถามเกี่ยวกับอดีตของเขา ธันวาก็เพี
“ทำงาน?” พ่อเลิกคิ้ว มองไปที่โต๊ะทำงานที่แทบไม่มีแฟ้มเอกสารถูกเปิดออกด้วยซ้ำ เขาถอนหายใจหนัก ๆ ก่อนพูดเสียงแข็ง “แค่เซ็นเอกสารง่าย ๆ แล้วโยนไปให้เลขาฯ ทำแทนแบบนี้เรียกว่าทำงานเหรอ?”มิวสะดุ้งเล็กน้อย เธออาจจะเคยชินกับชีวิตที่ไม่ต้องเหนื่อยยากเท่าพี่ชาย แต่เธอรู้ดีว่าเธอไม่อยากเป็น “ลูกสาวที่ไม่มีความสามารถ” อย่างที่พ่อพูด“พ่อเคยคิดว่าาธันวาต้องกลับมา เขาทิ้งบริษัทนี้ไปไม่ได้ แต่นี่มันนานเกินไป หมดเวลาสนุกได้แล้ว” คณินพูดหนักแน่น “ลูกต้องไปตามเขากลับมา มิว ถ้าธันวาไม่กลับมา ลูกต้องรับผิดชอบงานทั้งหมดแทน”“อะไรนะคะ?” มิวเบิกตากว้าง “ให้หนูทำงาน แล้วรับผิดชอบทุกอย่างแบบที่พี่ธันทำ...หนูไม่เคยทำงานแบบนั้นมาก่อนเลยนะ”พ่อจ้องเธอด้วยสายตานิ่ง “งั้นก็เลือกเอาว่าจะเรียนรู้ที่จะเป็นมืออาชีพ หรือไปตามพี่ชายของลูกกลับมา”มิวเม้มริมฝีปากแน่น สองตัวเลือกที่พ่อมอบให้ไม่มีทางไหนที่เธออยากเลือกเลยสักทางคืนนั้น มิวนั่งอยู่ในห้องนอนส่วนตัว เปิดโทรศัพท์ไถฟีดโซเชียลอย่างไร้จุดหมาย ก่อนจะสะดุดกับคลิปหนึ่งในช่องรีวิวอาหารยอดนิยม“แชะชิม”เธอไม่ใช่คนที่ติดตามช่องนี้เป็นพิเศษ แต่มีบางอย่างในคลิปดึงดูด
เสียงโทรศัพท์ดังไม่หยุดในห้องทำงานหรูของมิว โต๊ะทำงานที่ดูสะอาดสะอ้านเต็มไปด้วยแฟ้มเอกสารที่ถูกวางกระจัดกระจายราวกับถูกนำมาโยนทิ้งไว้เฉย ๆ ผู้ช่วยของเธอส่งเสียงผ่านอินเตอร์คอมเป็นครั้งที่สามในรอบเช้า"คุณมิวคะ ลูกค้าเพิ่งส่งอีเมลมาเรื่องสัญญาเช่าใหม่ค่ะ พวกเขาถามว่าเมื่อไหร่จะได้รับการยืนยัน?"มิวที่กำลังนั่งไถโทรศัพท์เล่นอยู่เงยหน้าขึ้นจากจอ ก่อนจะถอนหายใจเสียงดังราวกับแสดงความเบื่อหน่ายเต็มที่"ก็บอกให้พวกเขารอไปก่อนสิ! จะรีบอะไรนักหนา"น้ำเสียงที่เปล่งออกมาฟังดูหงุดหงิดแต่ไร้ความจริงจัง ผู้ช่วยที่อยู่อีกฝั่งของสายเงียบไปชั่วขณะ ก่อนจะตอบกลับอย่างระมัดระวัง"แต่นี่เป็นอีเมลฉบับที่สามแล้วค่ะ คุณคณินสั่งให้เร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด..."ทันทีที่ได้ยินชื่อพ่อ มิวเบ้ปากอย่างไม่พอใจ"โอเค เดี๋ยวฉันดูให้ก็ได้"เธอปิดอินเตอร์คอมอย่างหัวเสีย ก่อนจะกวาดตามองโต๊ะทำงานที่เต็มไปด้วยเอกสารสำคัญที่เธอไม่เคยคิดจะอ่านอย่างจริงจัง"ทำไมต้องเป็นฉันด้วยนะ? พี่ธันวาน่าจะกลับมาทำงานได้แล้ว"เธอบ่นพึมพำกับตัวเองพลางเอนตัวพิงเก้าอี้ด้วยความขี้เกียจมิวไม่เคยต้องรับผิดชอบงานในบริษัทจริงจังมาก่อน นับตั้งแต่
ในคอนโดมิเนียมชั้นสูงใจกลางกรุงเทพฯ ห้องของธันวาถูกจัดเรียบง่าย แต่แฝงด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผนังห้องสีเทาอ่อนตัดกับเฟอร์นิเจอร์ไม้ให้ความรู้สึกอบอุ่นและสงบ มีแสงธรรมชาติส่องผ่านหน้าต่างบานใหญ่ที่เผยให้เห็นทิวทัศน์เมืองหลวงด้านนอกมุมหนึ่งของห้องถูกจัดเป็นสตูดิโอขนาดเล็ก มีโต๊ะทำงานที่วางคอมพิวเตอร์สำหรับตัดต่อวิดีโอ พร้อมไมโครโฟน กล้องถ่ายวิดีโอ และไฟวงแหวนขนาดเล็ก ธันวามักใช้เวลาช่วงดึกที่นี่ ทำงานตัดต่อคลิปและวางแผนเนื้อหาสำหรับช่อง “แชะชิม” ของเขาธันวานั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน มือหนึ่งถือเมาส์ลากคลิปวิดีโอในโปรแกรมตัดต่อ ขณะที่อีกมือหนึ่งเลื่อนไปแตะหน้าจอโทรศัพท์ที่วางอยู่ข้าง ๆ โทรศัพท์มือถือของเขามีชื่อ "มิว" ปรากฏบนหน้าจอพร้อมกับการสั่นเบา ๆ แต่เขาไม่ยอมกดรับสายเขามองหน้าจอโทรศัพท์นิ่ง ๆ ก่อนจะถอนหายใจยาว “อีกแล้ว... เรื่องเดิมอีกแน่”เสียงโทรศัพท์เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะสั่นอีกครั้ง ธันวาเอื้อมไปปิดเสียง พลางพึมพำกับตัวเอง “มิว... พี่รู้ว่าเธอจะพูดอะไร”ธันวาเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ มองออกไปนอกหน้าต่างที่เห็นแสงไฟระยิบระยับของเมือง ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความกังวลและความลังเล เขารู้
ธันวานั่งลงข้างเตียง มองลุงชื่นด้วยความตั้งใจ “แล้วตอนนี้ล่ะครับ? ทำไมลุงยังไม่ยอมพัก ทั้งที่ไม่มีความจำเป็นต้องลำบากขนาดนั้นแล้ว”ลุงชื่นหัวเราะเบา ๆ แต่แฝงไปด้วยความขมขื่น “มันติดเป็นนิสัยแล้วมั้ง ฉันรู้สึกว่าถ้าฉันไม่ทำอะไรเลย วันเวลามันจะผ่านไปเปล่า ๆ ฉันอยากมีคุณค่า ถึงจะไม่มีลูก ๆ อยู่ให้ดูแลแล้วก็ตาม...ฉันอยากทำอะไรที่ยังมีประโยชน์ อย่างน้อยก็ช่วยร้านของรัณได้บ้าง”ธันวาพยักหน้าเบา ๆ ก่อนตอบ “แต่บางที การพักก็เป็นการให้คุณค่ากับตัวเองนะครับ ลุงทำมามากพอแล้ว ผมว่าไม่เป็นไรหรอกถ้าจะปล่อยให้คนอื่นช่วยดูแลบ้าง”ลุงชื่นมองธันวานิ่ง ๆ ก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง “แกพูดเหมือนฉันยังเป็นหนุ่มที่ไม่รู้จักโลกเลยนะ...แต่เอาเถอะ บางทีแกอาจจะพูดถูก”หมอวัยกลางคนเดินเข้ามาด้วยใบหน้าสุขุม เขาตรวจร่างกายลุงชื่นอย่างละเอียด“ลุงมีอาการความดันต่ำ ต้องพักผ่อนให้เพียงพอ อย่าหักโหมงานหนักเกินไป” หมอกล่าวพลางจดบันทึกในสมุดเวชระเบียนป้าสมรฟังคำหมอด้วยสีหน้าเป็นกังวล “ลุงชื่นไม่ค่อยฟังใครหรอกค่ะหมอ ชอบทำงานจนลืมดูแลตัวเอง”ลุงชื่นที่นอนบนเตียงพยายามยิ้ม “ฉันยังไหวอยู่...แค่พักหน่อ
รัณหันมามอง ก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ“ใช่…เพราะที่นี่ คือบ้านหลังที่สองของพ่อ”ในความเงียบสงบของค่ำคืน ความสัมพันธ์ของทุกคนในศาลาดูเหมือนจะถักทอเข้าด้วยกันอย่างแน่นแฟ้น ไม่ต่างจากเมล็ดกาแฟที่ต้องผ่านการดูแลอย่างใส่ใจจนได้เป็นกาแฟคุณภาพดี ความสัมพันธ์ของรัณและธันวาเองก็ค่อย ๆ เติบโตอย่างเรียบง่าย แต่มั่นคงในไร่แห่งนี้หลังจากกลับจากไร่กาแฟของลุงก้อง ความทรงจำในไร่ยังติดค้างอยู่ในหัวใจของรัณ เขาเห็นภาพธันวาเดินเคียงข้างไปตามแถวต้นกาแฟ ท่ามกลางสายลมเย็นที่พัดผ่านใบไม้ เมื่อมองย้อนกลับไป ทุกอย่างในวันนั้นดูเรียบง่ายแต่กลับพิเศษอย่างบอกไม่ถูกรัณนั่งอยู่บนเก้าอี้หน้าเคาน์เตอร์ในร้านกาแฟที่เงียบสงบ เขามองภาพในโทรศัพท์มือถือที่ถ่ายไว้ตอนอยู่ที่ไร่ ภาพของธันวาที่กำลังช่วยลุงก้องตรวจเมล็ดกาแฟ แววตาของธันวาเต็มไปด้วยความตั้งใจ ความอบอุ่นในแววตานั้นทำให้รัณเริ่มรู้สึกถึงบางสิ่งที่เปลี่ยนไป“ทำไมตอนนั้นเราถึงไม่เห็นว่าธันวา…เขาดูจริงจังกับรื่องพวกนี้ขนาดไหน” รัณพึมพำกับตัวเอง เขานึกถึงบทสนทนาที่ธันวาพูดอย่างเป็นกันเองกับลุงก้อง ความอบอุ่นและความเอาใจใส่ที่ธันวาแสดงออกมา ทำให้รัณเริ่มมองเขาในมุมใหม







