LOGINเอกภพยิ้มกว้าง ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเป็นกันเอง
“ใช่แล้วครับ ผมทำรีวิวมาแล้วหลายร้าน ร้านไหนที่ผมรีวิวก็ได้ผลตอบรับดีทุกครั้ง ลูกค้าทะลักกันจนเจ้าของร้านต้องขยายพื้นที่เลยล่ะครับ”
“โห อย่างนั้นเลยเหรอ?” ลุงชื่นพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
“ถ้าร้านนี้เป็นแบบนั้นตลอดไป ก็ดีสิ ร้านเจ้ารัณจะได้ดังไปทั่ว”
เอกภพหยิบแท็บเล็ตขึ้นมา เปิดหน้าตัวอย่างรีวิวของร้านอื่น ๆ ให้รัณดู
“นี่ครับ ผลงานที่ผ่านมา ร้านนี้ได้ยอดขายเพิ่มขึ้นถึงสองเท่าในเดือนแรกที่ผมรีวิวให้ ส่วนร้านนี้จากที่ไม่มีใครรู้จัก ตอนนี้ลูกค้าเข้าคิวกันตั้งแต่เช้า”
รัณดูหน้าจอด้วยความสนใจเล็กน้อย แต่ยังคงมีความลังเลในใจ เขาหันมองลุงชื่นที่พยักหน้าอย่างเห็นด้วย
“เจ้าเอกภพนี่เก่งจริง ๆ เจ้ารัณ ฉันว่าแกลองดูนะ อาจเป็นโอกาสดีที่จะทำให้ร้านของแกเป็นที่รู้จัก”
เอกภพเห็นท่าทีของรัณและลุงชื่นก็ยิ่งได้ใจ เขายื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้
“นี่ครับ รายละเอียดแพ็กเกจการรีวิวของผม มีตั้งแต่แพ็กเกจพื้นฐานไปจนถึงแบบพรีเมียม เลือกได้ตามความต้องการของร้านเลยครับ”
ขณะที่รัณกำลังพิจารณาเอกสาร ป้าสมรเดินออกมาจากครัว พร้อมถาดขนมไทยในมือ เธอวางถาดลงบนเคาน์เตอร์ แล้วมองเอกภพด้วยสายตาจับสังเกต
“หลานรัณ ป้าขอพูดอะไรหน่อยได้ไหม?” ป้าสมรพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
รัณเงยหน้าขึ้น “ครับป้า มีอะไรเหรอ?”
ป้าสมรมองเอกภพ ก่อนจะพูดต่อ
“ป้าคิดว่าเรื่องแบบนี้ควรศึกษาให้ดี อย่าเพิ่งรีบตัดสินใจ”
สมรได้ยินสิ่งที่ธันวาเตือนรัณมื่อเช้าบอกให้ระวังคนที่จะมารีวิวร้านให้ แล้วคนคนนี้ ก็มาจริง บางที ก็ต้องฟังคนที่เตือนไว้บ้าง
เอกภพหัวเราะเบา ๆ
“คุณป้าครับ ผมเข้าใจว่าคุณอาจกังวล แต่ผมมีชื่อเสียงและผลงานที่การันตีได้ ลองเช็กดูในโซเชียลมีเดียก็ได้ครับ”
ป้าสมรไม่ละสายตาจากเอกภพ
“ป้าไม่ได้ว่าอะไรหรอกนะ แต่ป้าคิดว่า อย่างน้อยก็ต้องศึกษาให้ดีก่อนตัดสินใจ”
เอกภพยังคงยิ้ม แต่แววตาเริ่มไม่พอใจเล็กน้อย เขาหันไปทางรัณ
“คุณอารัณย์ครับ ผมอยากให้คุณมั่นใจในความเป็นมืออาชีพของผม ลองพิจารณาดูอีกทีนะครับ”
รัณนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้า
“ผมขอเวลาตรวจสอบอีกหน่อยครับ ขอบคุณสำหรับข้อมูลที่ให้มา”
เอกภพยิ้มอย่างฝืน ๆ ก่อนจะลุกขึ้น
“ได้ครับ ผมจะรอฟังข่าวดี” จากนั้นเขาก็เดินออกจากร้าน
หลังจากเอกภพจากไป ลุงชื่นยังคงพูดสนับสนุน
“เอาน่า เจ้ารัณ เขาก็ทำให้เห็นแล้วว่ารีวิวของเขาทำให้ร้านหลาน มีลูกค้าเข้าเยอะมาก”
ป้าสมรเหลือบมองลุงชื่นก่อนพูดเบา ๆ
“แต่บางครั้ง สิ่งที่ดูดี อาจไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดก็ได้นะ”
รัณมองตามหลังเอกภพ พลางนึกถึงคำเตือนของธันวาและป้าสมร เขาเริ่มลังเลมากขึ้นว่าเอกภพจะน่าไว้วางใจจริงหรือไม่…
ในเช้าวันถัดมา ร้าน "บ้านกาแฟอุ่นไอรัก" ยังคงคึกคักตั้งแต่เปิดร้าน เสียงเครื่องชงกาแฟที่ทำงานต่อเนื่องและเสียงพูดคุยของลูกค้าสร้างบรรยากาศที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน รัณกำลังยุ่งอยู่หลังเคาน์เตอร์ ขณะที่ป้าสมรเดินไปมาระหว่างเคาน์เตอร์กับตู้ขนมไทยอย่างวุ่นวาย
เสียงกระดิ่งหน้าร้านดังขึ้นอีกครั้ง ธันวาเดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้มมุมปาก ดวงตาเขากวาดมองไปทั่ว
ร้านที่เต็มไปด้วยผู้คนทำให้ธันวายิ้มอย่างพอใจ เขาเดินเข้ามาหยุดที่หน้าเคาน์เตอร์ก่อนจะพูดแซวด้วยน้ำเสียงขี้เล่น
“เฮ้... ร้านกาแฟนี่ไม่เงียบเหมือนป่าช้าแล้วนี่ครับ”
คำพูดนั้นทำให้รัณที่กำลังชงกาแฟอยู่หันมามองทันที ดวงตาคมของเขาเบิกกว้างเล็กน้อยเมื่อจำได้ว่าเป็นชายหนุ่มที่เคยพูดจิกกัดเมื่อวันก่อน
ป้าสมรที่ได้ยินเสียงธันวาหันมามองเช่นกัน ก่อนจะพูดแซวด้วยน้ำเสียงขี้เล่น
“สวัสดีจ้าคนที่ทำให้หลานป้าจากคนใจเย็นเหมือนน้ำแข็ง กลายเป็นน้ำเดือด วันนี้จะเหมาขนมป้ากี่กล่องดีจ๊ะ”
รัณหน้าแดงเล็กน้อยก่อนจะรีบหันไปหยิบแก้วกาแฟบนเคาน์เตอร์เหมือนตั้งใจหลบสายตา ป้าสมรหัวเราะเบา ๆ ขณะธันวายกมือเกาท้ายทอย ดูเหมือนจะมีความขัดเขินปนอยู่ในท่าทางของเขา
“หลานป้า...ลูกค้าเยอะมากแบบนี้ เราทำกันสองคนป้าว่าไม่ไหวแล้วนะ” ป้าสมรพูดพลางเดินกลับไปหยิบขนมจากหลังร้าน
“ผมก็กำลังคิดอยู่ว่าต้องจ้างคนเพิ่มแล้วล่ะครับ ทั้งช่วยทำขนม ทั้งช่วยเสิร์ฟในร้าน ป้าจะได้พักบ้าง”
ธันวาที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ ได้ยินบทสนทนา เขาหันกลับมามองรัณ ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง แต่แฝงความขี้เล่น
“ถ้าอย่างนั้น... ผมขอสมัครงานที่นี่ได้ไหมครับ? ผมคิดค่าตัวไม่แพงหรอก”
คำพูดของธันวาทำให้รัณและป้าสมรที่เพิ่งกลับมาหันมามองเขาพร้อมกัน ป้าสมรถึงกับหลุดหัวเราะ
“ผู้ชายอย่างเราเนี่ยนะ อยากทำงานร้านกาแฟ?”
ธันวายิ้มมุมปาก ก่อนตอบกลับด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ใช่ครับ ผมสนใจทำงานในร้านนี้จริง ๆ”
รัณมองธันวาอย่างลังเลเล็กน้อย ก่อนจะถาม
“คุณแน่ใจเหรอว่าคุณจะรับมือไหว? งานในร้านไม่ได้ง่ายนะ”
ธันวาหัวเราะเบา ๆ “แน่ใจสิครับ อีกอย่าง... ผมอยากช่วยคุณ แล้วก็อยากลองดูว่าการทำงานในร้านกาแฟมันจะสนุกขนาดไหน”
ป้าสมรยืนมองทั้งสองคนด้วยสีหน้าครุ่นคิด ก่อนจะพยักหน้า
“ก็ดีนะหลาน ถ้าเขาอยากช่วยก็ให้เขาลองดู ป้าจะได้ไม่ต้องวิ่งวุ่นเหมือนตอนนี้”
ในเช้าวันรุ่งขึ้น มิวออกเดินทางจากภูเก็ตโดยทิ้งงานกองโตไว้ข้างหลัง เธอลากกระเป๋าเดินทางขึ้นเครื่องบิน พร้อมเปิดดูวิดีโอของช่อง “แชะชิม” ซ้ำไปมาในระหว่างการเดินทาง มิวมองออกไปนอกหน้าต่าง พลางคิดถึงแผนการที่จะเผชิญหน้าธันวา“ฉันจะคุยกับเจ้าของร้านนั้น ถ้าเขารู้จักพี่ ฉันจะไม่ยอมให้พี่หลบหน้าฉันอีก”เสียงประกาศเตรียมลงจอดดังขึ้น มิวเตรียมตัวให้พร้อมด้วยแววตามุ่งมั่นเมื่อเครื่องบินลงจอด มิวลากกระเป๋าเดินทางออกจากสนามบิน พร้อมเช่ารถมุ่งหน้าไปยังร้านกาแฟทันที“ถึงเวลาที่พี่ธันวาจะต้องกลับมารับผิดชอบทุกอย่างเสียที” เธอพูดกับตัวเองอย่างหนักแน่น พร้อมก้าวสู่การเผชิญหน้าที่เธอรอคอยรัณนั่งมองภาพธันวาที่กำลังเก็บโต๊ะอยู่ ท่าทางเรียบง่าย แต่ทุกการเคลื่อนไหวดูมีระเบียบและตั้งใจ ธันวาเป็นคนที่มักเข้าร้านตรงเวลา พอเลิกงานก็กลับไปโดยไม่พูดอะไรมาก ความเงียบของเขาช่างขัดกับคำพูดกวนประสาทที่หลุดออกมาบ่อย ๆ"นายเป็นคนยังไงกันแน่..." รัณพึมพำกับตัวเองธันวาไม่เคยพูดเรื่องส่วนตัวให้ฟังเลย ไม่เคยเล่าถึงครอบครัว หรือสิ่งที่เขาทำก่อนจะมาทำงานที่ร้าน ทุกครั้งที่รัณพยายามถามคำถามเกี่ยวกับอดีตของเขา ธันวาก็เพี
“ทำงาน?” พ่อเลิกคิ้ว มองไปที่โต๊ะทำงานที่แทบไม่มีแฟ้มเอกสารถูกเปิดออกด้วยซ้ำ เขาถอนหายใจหนัก ๆ ก่อนพูดเสียงแข็ง “แค่เซ็นเอกสารง่าย ๆ แล้วโยนไปให้เลขาฯ ทำแทนแบบนี้เรียกว่าทำงานเหรอ?”มิวสะดุ้งเล็กน้อย เธออาจจะเคยชินกับชีวิตที่ไม่ต้องเหนื่อยยากเท่าพี่ชาย แต่เธอรู้ดีว่าเธอไม่อยากเป็น “ลูกสาวที่ไม่มีความสามารถ” อย่างที่พ่อพูด“พ่อเคยคิดว่าาธันวาต้องกลับมา เขาทิ้งบริษัทนี้ไปไม่ได้ แต่นี่มันนานเกินไป หมดเวลาสนุกได้แล้ว” คณินพูดหนักแน่น “ลูกต้องไปตามเขากลับมา มิว ถ้าธันวาไม่กลับมา ลูกต้องรับผิดชอบงานทั้งหมดแทน”“อะไรนะคะ?” มิวเบิกตากว้าง “ให้หนูทำงาน แล้วรับผิดชอบทุกอย่างแบบที่พี่ธันทำ...หนูไม่เคยทำงานแบบนั้นมาก่อนเลยนะ”พ่อจ้องเธอด้วยสายตานิ่ง “งั้นก็เลือกเอาว่าจะเรียนรู้ที่จะเป็นมืออาชีพ หรือไปตามพี่ชายของลูกกลับมา”มิวเม้มริมฝีปากแน่น สองตัวเลือกที่พ่อมอบให้ไม่มีทางไหนที่เธออยากเลือกเลยสักทางคืนนั้น มิวนั่งอยู่ในห้องนอนส่วนตัว เปิดโทรศัพท์ไถฟีดโซเชียลอย่างไร้จุดหมาย ก่อนจะสะดุดกับคลิปหนึ่งในช่องรีวิวอาหารยอดนิยม“แชะชิม”เธอไม่ใช่คนที่ติดตามช่องนี้เป็นพิเศษ แต่มีบางอย่างในคลิปดึงดูด
เสียงโทรศัพท์ดังไม่หยุดในห้องทำงานหรูของมิว โต๊ะทำงานที่ดูสะอาดสะอ้านเต็มไปด้วยแฟ้มเอกสารที่ถูกวางกระจัดกระจายราวกับถูกนำมาโยนทิ้งไว้เฉย ๆ ผู้ช่วยของเธอส่งเสียงผ่านอินเตอร์คอมเป็นครั้งที่สามในรอบเช้า"คุณมิวคะ ลูกค้าเพิ่งส่งอีเมลมาเรื่องสัญญาเช่าใหม่ค่ะ พวกเขาถามว่าเมื่อไหร่จะได้รับการยืนยัน?"มิวที่กำลังนั่งไถโทรศัพท์เล่นอยู่เงยหน้าขึ้นจากจอ ก่อนจะถอนหายใจเสียงดังราวกับแสดงความเบื่อหน่ายเต็มที่"ก็บอกให้พวกเขารอไปก่อนสิ! จะรีบอะไรนักหนา"น้ำเสียงที่เปล่งออกมาฟังดูหงุดหงิดแต่ไร้ความจริงจัง ผู้ช่วยที่อยู่อีกฝั่งของสายเงียบไปชั่วขณะ ก่อนจะตอบกลับอย่างระมัดระวัง"แต่นี่เป็นอีเมลฉบับที่สามแล้วค่ะ คุณคณินสั่งให้เร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด..."ทันทีที่ได้ยินชื่อพ่อ มิวเบ้ปากอย่างไม่พอใจ"โอเค เดี๋ยวฉันดูให้ก็ได้"เธอปิดอินเตอร์คอมอย่างหัวเสีย ก่อนจะกวาดตามองโต๊ะทำงานที่เต็มไปด้วยเอกสารสำคัญที่เธอไม่เคยคิดจะอ่านอย่างจริงจัง"ทำไมต้องเป็นฉันด้วยนะ? พี่ธันวาน่าจะกลับมาทำงานได้แล้ว"เธอบ่นพึมพำกับตัวเองพลางเอนตัวพิงเก้าอี้ด้วยความขี้เกียจมิวไม่เคยต้องรับผิดชอบงานในบริษัทจริงจังมาก่อน นับตั้งแต่
ในคอนโดมิเนียมชั้นสูงใจกลางกรุงเทพฯ ห้องของธันวาถูกจัดเรียบง่าย แต่แฝงด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผนังห้องสีเทาอ่อนตัดกับเฟอร์นิเจอร์ไม้ให้ความรู้สึกอบอุ่นและสงบ มีแสงธรรมชาติส่องผ่านหน้าต่างบานใหญ่ที่เผยให้เห็นทิวทัศน์เมืองหลวงด้านนอกมุมหนึ่งของห้องถูกจัดเป็นสตูดิโอขนาดเล็ก มีโต๊ะทำงานที่วางคอมพิวเตอร์สำหรับตัดต่อวิดีโอ พร้อมไมโครโฟน กล้องถ่ายวิดีโอ และไฟวงแหวนขนาดเล็ก ธันวามักใช้เวลาช่วงดึกที่นี่ ทำงานตัดต่อคลิปและวางแผนเนื้อหาสำหรับช่อง “แชะชิม” ของเขาธันวานั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน มือหนึ่งถือเมาส์ลากคลิปวิดีโอในโปรแกรมตัดต่อ ขณะที่อีกมือหนึ่งเลื่อนไปแตะหน้าจอโทรศัพท์ที่วางอยู่ข้าง ๆ โทรศัพท์มือถือของเขามีชื่อ "มิว" ปรากฏบนหน้าจอพร้อมกับการสั่นเบา ๆ แต่เขาไม่ยอมกดรับสายเขามองหน้าจอโทรศัพท์นิ่ง ๆ ก่อนจะถอนหายใจยาว “อีกแล้ว... เรื่องเดิมอีกแน่”เสียงโทรศัพท์เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะสั่นอีกครั้ง ธันวาเอื้อมไปปิดเสียง พลางพึมพำกับตัวเอง “มิว... พี่รู้ว่าเธอจะพูดอะไร”ธันวาเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ มองออกไปนอกหน้าต่างที่เห็นแสงไฟระยิบระยับของเมือง ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความกังวลและความลังเล เขารู้
ธันวานั่งลงข้างเตียง มองลุงชื่นด้วยความตั้งใจ “แล้วตอนนี้ล่ะครับ? ทำไมลุงยังไม่ยอมพัก ทั้งที่ไม่มีความจำเป็นต้องลำบากขนาดนั้นแล้ว”ลุงชื่นหัวเราะเบา ๆ แต่แฝงไปด้วยความขมขื่น “มันติดเป็นนิสัยแล้วมั้ง ฉันรู้สึกว่าถ้าฉันไม่ทำอะไรเลย วันเวลามันจะผ่านไปเปล่า ๆ ฉันอยากมีคุณค่า ถึงจะไม่มีลูก ๆ อยู่ให้ดูแลแล้วก็ตาม...ฉันอยากทำอะไรที่ยังมีประโยชน์ อย่างน้อยก็ช่วยร้านของรัณได้บ้าง”ธันวาพยักหน้าเบา ๆ ก่อนตอบ “แต่บางที การพักก็เป็นการให้คุณค่ากับตัวเองนะครับ ลุงทำมามากพอแล้ว ผมว่าไม่เป็นไรหรอกถ้าจะปล่อยให้คนอื่นช่วยดูแลบ้าง”ลุงชื่นมองธันวานิ่ง ๆ ก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง “แกพูดเหมือนฉันยังเป็นหนุ่มที่ไม่รู้จักโลกเลยนะ...แต่เอาเถอะ บางทีแกอาจจะพูดถูก”หมอวัยกลางคนเดินเข้ามาด้วยใบหน้าสุขุม เขาตรวจร่างกายลุงชื่นอย่างละเอียด“ลุงมีอาการความดันต่ำ ต้องพักผ่อนให้เพียงพอ อย่าหักโหมงานหนักเกินไป” หมอกล่าวพลางจดบันทึกในสมุดเวชระเบียนป้าสมรฟังคำหมอด้วยสีหน้าเป็นกังวล “ลุงชื่นไม่ค่อยฟังใครหรอกค่ะหมอ ชอบทำงานจนลืมดูแลตัวเอง”ลุงชื่นที่นอนบนเตียงพยายามยิ้ม “ฉันยังไหวอยู่...แค่พักหน่อ
รัณหันมามอง ก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ“ใช่…เพราะที่นี่ คือบ้านหลังที่สองของพ่อ”ในความเงียบสงบของค่ำคืน ความสัมพันธ์ของทุกคนในศาลาดูเหมือนจะถักทอเข้าด้วยกันอย่างแน่นแฟ้น ไม่ต่างจากเมล็ดกาแฟที่ต้องผ่านการดูแลอย่างใส่ใจจนได้เป็นกาแฟคุณภาพดี ความสัมพันธ์ของรัณและธันวาเองก็ค่อย ๆ เติบโตอย่างเรียบง่าย แต่มั่นคงในไร่แห่งนี้หลังจากกลับจากไร่กาแฟของลุงก้อง ความทรงจำในไร่ยังติดค้างอยู่ในหัวใจของรัณ เขาเห็นภาพธันวาเดินเคียงข้างไปตามแถวต้นกาแฟ ท่ามกลางสายลมเย็นที่พัดผ่านใบไม้ เมื่อมองย้อนกลับไป ทุกอย่างในวันนั้นดูเรียบง่ายแต่กลับพิเศษอย่างบอกไม่ถูกรัณนั่งอยู่บนเก้าอี้หน้าเคาน์เตอร์ในร้านกาแฟที่เงียบสงบ เขามองภาพในโทรศัพท์มือถือที่ถ่ายไว้ตอนอยู่ที่ไร่ ภาพของธันวาที่กำลังช่วยลุงก้องตรวจเมล็ดกาแฟ แววตาของธันวาเต็มไปด้วยความตั้งใจ ความอบอุ่นในแววตานั้นทำให้รัณเริ่มรู้สึกถึงบางสิ่งที่เปลี่ยนไป“ทำไมตอนนั้นเราถึงไม่เห็นว่าธันวา…เขาดูจริงจังกับรื่องพวกนี้ขนาดไหน” รัณพึมพำกับตัวเอง เขานึกถึงบทสนทนาที่ธันวาพูดอย่างเป็นกันเองกับลุงก้อง ความอบอุ่นและความเอาใจใส่ที่ธันวาแสดงออกมา ทำให้รัณเริ่มมองเขาในมุมใหม







