อัลฟา เทคโนโลยี คอมเพล็กซ์ (ATC) บริษัทรับทำเว็บไซต์และเขียนโปรแกรมเพื่อตอบโจทย์ทางธุรกิจแบบครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ที่มักจะติดเทรนด์หรือแอปพลิเคชันที่เป็นที่นิยมในขณะนี้ ล้วนมาจากฝีมือของคนในออฟฟิศนี้ทั้งสิ้น
อัลฟาเป็นธุรกิจภายใต้การบริหารของตระกูลวรหิรัญ หลังจากเจ้าสัวหลี่ผู้ก่อตั้งรุ่นแรกวางมือให้ลูกชายคนโตอย่าง ‘คิมหันต์’ เข้ามาดูแลธุรกิจแทน โดยมี ‘เหมันต์’ ลูกชายคนรองนั่งตำแหน่งรองประธาน
คิมหันต์ วรหิรัญ พี่ชายคนโตของวรหิรัญอายุสามสิบสี่ปี เจ้าของคนปัจจุบันควบด้วยตำแหน่งวิศวกรคอมพิวเตอร์ในระดับผู้เชี่ยวชาญจึงเกณฑ์พรรคพวก ทั้งศิษย์พี่ ศิษย์น้องจากสาขาวิศวกรรมซอฟต์แวร์มาคุมระบบในบริษัทกันเองทั้งหมด จนอัลฟาสามารถขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่งด้านงานเขียนโปรแกรมภายในเจ็ดปี
และเพื่อนที่เรียนมาด้วยกัน ตั้งแต่ปริญญาตรีต่อปริญญาโต รวมถึงเคียงบ่าเคียงไหล่ทำงานมาด้วยกันกว่าสิบสองปีก็คือ ‘โปรดปราน’ อดีตดาวคณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาซอฟต์แวร์ ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์ระบบ
ก๊อกๆๆ
“ขออนุญาตค่ะ” ร่างเพรียวบางในชุดเสื้อเชิ้ตพับแขนสีแดงกับเดรสสีดำเข้ารูปเดินเยื้องย่างเข้ามาในอาณาเขตห้องผู้บริหารตามความเคยชิน เสียงปลายรองเท้าส้นสูงกว่าสี่นิ้วกระทบลงบนพื้นตามจังหวะการเดินแสนมั่นใจในตัวเอง ก่อนจะหยุดนั่งลงตรงหน้าเพื่อนสนิท “อันนี้งานแก้ของเครือ BK ที่ลูกค้าขอปรับให้มันทำงานเร็วขึ้น ส่วนนี่ค่าใช้จ่ายที่จะขอเก็บเพิ่มจากลูกค้า”
แฟ้มสองเล่มถูกวางลงตรงหน้าประธานหนุ่ม คิมหันต์ละสายตาจากหน้าจอโทรศัพท์ส่วนตัวขึ้นมามองเล็กน้อย ก่อนจะจรดปากกาวาดลายเซ็นลงบนเอกสารภายในแฟ้มทั้งสองอย่างไม่คิดมาก
“เซ็นง่ายจังเลยนะคะท่านประธาน ไม่กลัวดิฉันงุบงิบเงินหรือไง” โปรดปรานออกปากแซวเพื่อน พร้อมกับพับแฟ้มมาเก็บด้านข้างโดยไม่ได้ตรวจทานเช่นกัน
“งานถึงมือโปรดแล้ว คิมจะต้องห่วงอะไรอีก”
คำพูดแสดงออกถึงความเชื่อใจทำเอาคนตัวเล็กลอบยิ้ม ใบหน้านวลแดงปลั่งจากอาการดีใจยากจะปกปิด
เธอเองก็เชื่อใจเขา เช่นเดียวกับที่เขาเชื่อใจเธอเช่นกัน
“แล้วคิมไปดูงานที่เขาใหญ่วันก่อนเป็นไงบ้าง ทางโรงแรมโอเคไหม?”
“ไม่มีอะไรไม่โอเค ปลายเดือนหน้าเริ่มคิวได้เลย”
“โอเค้~ เจ้าของบริษัทถึงกับไปดูงานเองเลยนี่เนอะ งั้นโปรดกลับไปทำงานดีกว่า ไม่รบกวนแล้ว” รอยยิ้มสดใสเปล่งปลั่งระบายออกมา ก่อนที่ร่างน้อยจะค่อยๆ ลุกขึ้น
“เดี๋ยว”
พรึ่บ!
โปรดปรานนั่งลงบนเก้าอี้ตัวเดิมอย่างไม่ลังเล รีบหันหน้าไปรอฟังอีกฝ่ายคุยกับตนเองใจจดใจจ่อ แม้จะรู้สึกว่าตนเองแสดงออกมากเกินไปหรือเปล่าว่าอยากอยู่ใกล้เขา แต่ถึงอย่างนั้นโปรดปรานก็ไม่อาจบังคับร่างกายตนเองได้ในยามที่ถูกคิมหันต์เรียกชื่อ
“คิมมีอะไรเหรอ?”
ใกล้เที่ยงแล้ว หรือว่าเขาจะชวนเธอไปกินมื้อเที่ยงด้วยกันอีก
“ซื้อต่างหูใหม่เหรอ?”
คนถูกทักเรื่องเล็กน้อยสะดุ้งนิดๆ ไม่คิดว่าเขาจะใส่ใจจนสังเกตเห็นบางอย่างที่เปลี่ยนไปบนร่างกายเธอ
“อะ อื้อ อันที่ใส่ประจำมันพังเลยซื้อใหม่” ปลายนิ้วชี้แตะบริเวณติ่งหูตนเองด้วยความเก้อเขิน ใบหน้าที่แดงระเรื่อทวีความแดงขึ้นมาอีกเป็นเท่าตัว
“สวยดีนะ ส่งชื่อร้านเข้าแช็ตคิมให้หน่อยสิ”
“ได้เลย ^^” ผู้จัดการสาวยิ้มหวานเต็มที่ ชนิดที่ว่าใครได้เห็นก็ต้องหลงเสน่ห์กับรอยยิ้มนี้ทั้งนั้น
เธอเป็นถึงอดีตดาวภาค แม้จะผ่านมาหลายปีแต่ความสวยสะพรั่งของโปรดปรานไม่ได้ลดลงแม้แต่น้อย ที่เพิ่มเติมคือความลึกลับแบบผู้ใหญ่ และทรวดทรงส่วนโค้งเว้าที่โดดเด้งออกมาตามการเจริญพันธุ์
“งั้น...โปรดไปแล้วนะ” เธอบอกลาเขาเป็นครั้งที่สองของวัน ทั้งที่ไม่ได้อยากจากกันไปไหนเลย
“เดี๋ยว”
เสียงทุ้มเรียกเธอที่กำลังจะลุกเอาไว้อีกรอบ แน่นอนว่าเธอนั่งลงทันที ตามด้วยการยิ้มกว้างรอฟังสิ่งที่อีกฝ่ายจะพูด
ต้องชวนกินข้าวแล้วไหม!
“ตอนบ่ายไปคุยงานกับบริษัทประกันเป็นเพื่อนหน่อยสิ เขาจะรื้อระบบหลังบ้านเขาทั้งเซต คิมกลัวว่าจะฟังรายละเอียดกลับมาไม่หมด”
คนถูกชวนใจแป้ว กำลังจะพยักหน้าตอบรับเรื่องงาน ทว่าชายหนุ่มตรงหน้ากลับพูดประโยคต่อที่ซึ่งทำเอาตัวลอยด้วยความดีใจ
“อีกครึ่งชั่วโมงออกไปกันเลย ค่อยไปหาอะไรกินแถวนั้น คิมเลี้ยงเอง”
“เย้! งั้นโปรดไปเก็บของก่อนนะ เดี๋ยวมาหาใหม่” เสียงหวานเอ่ยขึ้นด้วยความร่าเริง แฟ้มที่ถือถูกกอดเข้าแนบอกซ่อนความรู้สึกตื่นเต้นแทบไม่อยู่
“แค่เลี้ยงข้าวต้องดีใจขนาดนั้น? เดือนนี้ช็อต?”
“พูดมากน่า~”
เธอออกปากดุเขาอย่างมีจริตจะก้าน ดวงตาซุกซนสดใสสบตากับคนตรงหน้าแวบหนึ่ง ก่อนที่ผู้จัดการสาวจะเป็นฝ่ายหลบสายตาคมนั้นเสียเอง
ไม่มีใครกล้าสบตากับคนที่ชอบได้เกินสามวิหรอก เพราะเขาอาจจะล่วงรู้ความในใจเธอเข้าสักวัน
ผู้จัดการสาวเดินออกจากห้องทำงานของเขาด้วยความสุขใจ ไม่ลืมที่จะเดินแวะไปยังฝ่ายบัญชีให้ช่วยจัดการเรื่องการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากลูกค้าต่อ
เธอทำงานที่นี่ก็เพราะคิมหันต์ ชอบมากตั้งแต่ปีหนึ่ง นอกจากความหล่อและส่วนสูงที่ถูกตาต้องใจ คิมหันต์ยังเป็นพวกเอาจริงเอาจังกับงานที่บ้าน เขาทำงานที่บริษัทนี้ตั้งแต่เริ่มขึ้นปีสองด้วยซ้ำ การเรียนของเขาจึงคืบหน้าและเก่งกว่าคนอื่นๆ ในชั้น ขนาดเธอที่เป็นนักเรียนทุนของคณะยังไม่เคยได้คะแนนดีกว่าเขา จนใครๆ ต่างขนานนามว่าเขาคือเสาหลักของภาควิชาซอฟต์แวร์ คนที่มักจะเป็นที่พึ่งให้เพื่อนร่วมรุ่นและรุ่นพี่รุ่นน้องเสมอ รวมถึงตัวเธอเองด้วย
“เอาค่าใช้จ่ายเดือนเมษายนมาส่งค่ะ อ้าว! เหมันต์”
คนตัวเล็กเดินหลบมุมเข้าไปในโซนแผนกบัญชีก็พบเข้ากับทายาทลำดับที่สองของวรหิรัญ เขาอายุน้อยกว่าคิมหันต์สี่ปี นั่นเท่ากับเป็นน้องเธอสี่ปีเช่นกัน เหมันต์ในชุดสูทสีกรมท่ายืนคุยกับหัวหน้าแผนกบัญชีด้วยใบหน้าเคร่งขรึมละสายตาจากงานตรงหน้ามามองเธอเพียงเล็กน้อย ก่อนจะกลับไปคุยต่อราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“นี่! น้อยๆ หน่อยไอ้เด็กนี่ ฉันอุตส่าห์ทักทาย”
ผลัวะ!
แฟ้มสีดำสองเล่มในมือถูกฟาดลงบนต้นแขนล่ำอย่างไม่แรงนัก ก่อนจะรีบส่งมันให้คนในแผนกเป็นการทำลายหลักฐาน
เหมันต์ยืนจับต้นแขนตนเองมองหน้าเธอด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ ก่อนที่จะกลับไปคุยงานต่อจากเมื่อกี้ได้อย่างไร้ที่ติ
โปรดปรานยักไหล่ให้กับความไร้มารยาทนั้น อย่างไรวันนี้ก็มีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นในชีวิตแล้ว เธอจะทำเป็นไม่สนใจกับความกวนโอ๊ยของน้องชายคนที่เธอชอบก็แล้วกัน
“มาเฝ้าออฟฟิศตามคำสั่งเจ้าสัวหลี่สินะ ดีแล้วเพราะตอนบ่ายฉันกับคิมจะออกไปพบลูกค้า แล้วเราก็จะแวะกินข้าวเที่ยงด้วยกั...อื้อ!!”
ใบหน้าสวยแต้มรอยยิ้มแปรเปลี่ยนเป็นความตกใจทันที เมื่อมีกระดาษทิชชูก้อนกลมยัดเข้ามาในปากโดยไม่ทันตั้งตัว
เหมันต์ปรายตามองมายังเธอซึ่งตัวเล็กกว่าอย่างเย็นชา จากนั้นจึงรับแฟ้มจากพนักงานมาถือในมือ เขากำลังจะเดินผ่านตัวเธอที่กำลังยืนอึ้ง เสียงทุ้มกังวานเปล่งประโยคที่ชวนอยากให้กรี๊ดออกมา หากไม่เพิ่งถูกเขาอุดปากด้วยทิชชูก้อนใหญ่
“พูดมาก น่ารำคาญ...”
เสียงฝีเท้าตึกๆ ตามจังหวะการเดินห่างออกไปเรื่อยๆ กว่าสติจะกลับมาเหมันต์ก็เดินหายเข้าไปในห้องทำงานส่วนตัวตนเองแล้ว มือเรียวรีบดึงก้อนกระดาษชำระออกจากปาก ได้แต่ชี้นิ้วไปยังห้องทำงานของรองประธานหนุ่มด้วยความเจ็บใจ
“อะ ไอ้บ้า! ไอ้เด็กบ้า!”
🌷🌷🌷