โปรดปรานทำอะไรไม่ได้นอกจากทำใจ ในระยะเวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ข่าวการเตรียมตัวจัดงานวิวาห์ของคิมหันต์และม่านฟ้ายิ่งใหญ่จนขึ้นหน้าเว็บธุรกิจหลายเจ้า แม้ส่วนหนึ่งเกิดจากการจ่ายเงินโฆษณาของเจ้าสัวหลี่ผู้เป็นบิดาของคิมหันต์ แต่กระแสฮือฮาเปิดตัวสะใภ้คนโตของวรหิรัญก็ยังเป็นที่จับตามองของคนในสังคมอยู่ดี
แม้แต่บาร์เทนเดอร์ร้านประจำที่เธอชอบไปนั่งดื่มยังถามถึงข่าวนี้ เนื่องจากรู้ว่าโปรดปรานทำงานให้กับอัลฟา เจ็บปวดขนาดไหนก็ต้องยอมรับว่าทั้งสองเป็นคู่รักที่เหมาะสมกันมากจริงๆ
ร่างบางในชุดเดรสยาวสีฟ้าอ่อนเดินเข้าไปภายในสถานที่จัดงานแต่งริมแม่น้ำ สวนข้างโรงแรมถูกเนรมิตเป็นสวนดอกเดซีที่เจ้าสาวชอบ กรอบรูปพร้อมภาพถ่ายพรีเวดดิ้งหวานชื่นถูกตั้งโชว์เป็นแนวยาวตลอดงาน และโปรดปรานหยุดยืนดูทุกรูป
ใบหน้าที่แม้จะแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางราคาแพงก็ไม่อาจปกปิดร่องรอยแห่งความเสียใจเอาไว้ได้ ผู้หญิงภายในงานต่างพูดแซวคิมหันต์เป็นแถบๆ ว่าทำพวกเธออกหัก ในขณะที่คนอกหักจริงๆ ไม่แม้แต่จะพูดอะไรนอกจากการยืนยิ้มให้
“ผม...นายคิมหันต์ ยินดีรับคุณม่านฟ้า เป็นภรรยาของผม สัญญาว่าจะซื่อสัตย์ทั้งในยามสุขและยามยาก ในยามไข้และสบายดี ผมจะรักและให้เกียรติตลอดชั่วชีวิตของผม”
เสียงคำปฏิญาณตนรับเป็นสามีจากฝ่ายชายบนปะรำพิธียิ่งกว่ามีดที่กรีดกลางใจ โปรดปรานยืนกล้ำกลืนกับภาพตรงหน้ารอฝั่งเจ้าสาวให้คำปฏิญาณก่อนที่ทั้งคู่จะจูบกันหวานชื่นต่อหน้าบาทหลวง ส่วนเธอก็รับบทเป็นแขกที่ชูแก้วแชมเปญไชโยตามธรรมเนียม
แอลกอฮอล์แก้วแล้วแก้วเล่าถูกส่งลงคอ เธอยืนเทมันดื่มอยู่กับพนักงานเสิร์ฟห่างจากโต๊ะที่เจ้าบ่าวเจ้าสาวกำลังนั่งตักออดอ้อนกันพอสมควร
“เจ๊~! มากินเหล้าอะไรตรงนี้คนเดียวเนี่ย” กีตาร์เดินเข้ามาหาพร้อมกับยื่นหน้ามาส่องด้วยความเป็นห่วง “หน้าโคตรแดง เจ๊เมาแล้วใช่ไหม?”
“ม่ายต้องมายุ่ง~!” น้ำเสียงเนือยจากฤทธิ์แอลกอฮอล์บอกลูกน้องตนเองพร้อมกับหยิบแก้วใหม่ขึ้นมาดื่ม
“เอ้า! ผมน้องเจ๊นะ ไม่ยุ่งได้ไง”
“ไอ้กี!!”
“กีตาร์! ผมชื่อกีตาร์ พี่ผมชื่อเบส น้องสาวชื่อเปียโน เจ๊ช่วยเรียกชื่อเต็มได้ไหมวะ!!”
“ปายไหนก็ไปเลย~!”
“เมาเป็นหมาเลยว่ะ ถ้าจะกลับห้องเดินไปหาผมที่โต๊ะเฮียโอมนะพี่ เดี๋ยวน้องชายสุดหล่อคนนี้จะไปส่งพี่สาวคนสวยถึงห้อง”
คำพูดทะลึ่งทะเล้นถูกตอบโต้ด้วยนิ้วกลางจากหัวหน้าสาว ลูกน้องหนุ่มจึงได้แต่ยืนเท้าเอวมองมายังเธออย่างสุดเซ็ง ก่อนจะหันไปบอกให้พนักงานเสิร์ฟในงานช่วยดูแลก่อนเดินจากไป
คนตัวเล็กยืนดื่มจนแทบทรงตัวต่อไปไม่ไหว แต่แทนที่เธอจะหยุดดื่มและเดินไปตามกีตาร์ให้ไปส่งที่ห้อง โปรดปรานกลับเลือกที่จะเดินไปยังลานจอดรถซึ่งมีรถญี่ปุ่นของตนเองจอดอยู่
เธอจะกลับไปนอนให้สร่าง เพื่อที่จะมางานของเขาตอนกลางคืน
ติ๊ด!
เสียงปลดล็อกสัญญาณกันขโมยดังขึ้น แต่เพียงแค่เอื้อมมือจะเปิดประตูรถก็ถูกมือหนาของใครมาคนตีหลังมือดัง 'เพียะ'
“โอ๊ย!” หญิงสาวชักมือกลับทันทีด้วยความเจ็บ หลังมือเธอแดงจนเป็นรอยต้องยกมือขึ้นมาลูบมันเบาๆ “ทำบ้าอะไรวะ!? ...เหมันต์”
ชายร่างสูงในชุดสูทสีกรมท่าดูภูมิฐานยืนขมวดคิ้วเครียดมองมายังเธอไม่ต่างจากกีตาร์เมื่อชั่วโมงก่อน เหมันต์ตรงเข้ามาดึงกุญแจรถออกจากมือบาง ก่อนจะอ้าปากเริ่มร่ายคำด่าใส่ไม่เว้นช่วงให้สวนกลับ
“เป็นบ้าหรือไง! เมาแล้วยังจะขับ? นี่สติเธอยังดีอยู่ไหมฮะ แค่อกหักนี่มันทำให้ไม่เหลือคุณค่าในชีวิตจนยอมตายเหมือนหมาข้างถนนหรือไง” เขาชี้หน้าด่าเธอจนอ้าปากค้าง โปรดปรานสูดลมหายใจเข้าปอดจะเถียงกลับ แต่คนตรงหน้าก็พ่นคำด่าล็อตใหม่ออกมาก่อน “ถ้าอกหักมันทำให้ตายก็อย่าตายให้คนอื่นเดือดร้อน รถที่ขับชนกับเธอเขาอาจจะมีครอบครัวรออยู่ที่บ้านก็ได้”
“เหมันต์!!”
“อย่าตะคอกใส่ฉัน”
“ฉันแค่จะหยิบสายชาร์จ!!” นิ้วเรียวชี้เข้าไปในรถก่อนจะยื้อแย่งกุญแจรถตัวเองกลับมา
คนตัวเล็กกว่าเปิดประตูรถ จากนั้นจึงรีบหยิบสายชาร์จโทรศัพท์ออกมาให้อีกฝ่ายเห็น เหมันต์มองมันเล็กน้อยก่อนจะรู้ตัวว่าเข้าใจผิดและเบือนหน้าหนี
“ขอโทษ ฉันเห็นเธอเดินตรงมาที่รถ ก็นึกว่าจะขับรถกลับคอนโด”
“ฉันจะกลับ แต่จะกลับแท็กซี่” เธอเฉลยพร้อมกับชูโทรศัพท์ที่เหลือแบตเตอรี่เล็กน้อยให้เขาดูหน้าแอปพลิเคชันเรียกรถสาธารณะ “ฉันมีสมอง ฉันรู้ว่าฉันแพ้ ฉันยอมรับว่าฉันเสียคิมหันต์ให้กับม่านฟ้า...แม้เขาจะไม่เคยเป็นของฉันเลยก็ตาม”
เธอเหมือนคนถูกใจอยากได้ของดีในร้าน แต่เพราะมัวแต่ยืนจ้องไม่ยอมจองหรือมัดจำ สุดท้ายสินค้าชิ้นนั้นก็ถูกคนที่ไวกว่าได้ไป
“ฉันเห็นแล้วว่าเขาสองคนรักกัน ฮึก...ฉันรับรู้ว่าหัวใจของคิมหันต์มีแค่ม่านฟ้า ตะ แต่นายไม่ต้องตามมาตอกย้ำว่าฉันแพ้ได้ไหม ไม่ต้องทำมาเห็นใจหรือสงสารในสิ่งที่ฉันกำลังเป็น”
ให้ตาย...น้ำตามากมายที่กลั้นเอาไว้ตั้งแต่เช้ามันไหลพรากออกมาเพียง เพราะมีใครบางคนมาฉุดอารมณ์ของเธอ ตลอดหนึ่งเดือนเธอไม่เคยร้องไห้ให้ใครเห็น อยากร้องก็จะเข้าห้องน้ำหรือร้องไห้ในห้องของตนเองเท่านั้น
แต่ตอนนี้เหมันต์กลับเข้ามาทำให้ความอดทนของเธอสั่นคลอน ยิ่งใบหน้าของเขาเหมือนคิมหันต์ด้วยแล้ว โปรดปรานยิ่งรู้สึกว่าตนเองกำลังร้องไห้ต่อหน้าคนที่ตนเองแอบชอบมานาน
“ถ้านายอยากเห็นฉันเป็นแบบนี้นายได้เห็นแล้ว คำพูดที่พยายามบอกว่าเขาเหมาะสมกันขนาดไหนมันยังก้องอยู่ในหูของฉันตั้งแต่วันนั้น...ไม่ต้องพูดซ้ำ” เธอร้องไห้จนมองไม่เห็นภาพตรงหน้า ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอีกฝ่ายกำลังทำท่าแบบไหน
หัวเราะขบขันกับความพังทลายของเธอ
หรือเฉยชาดั่งนิสัยปกติที่มักจะเป็น
“ฉันไม่ได้มาตอกย้ำเธอ”
เสียงทุ้มตอบกลับสิ่งที่เธอด้วยฟังดูราบเรียบ โปรดปรานก้มหน้าพยายามปาดน้ำตาออกจากใบหน้าเพื่อให้มองเห็นหน้าอีกฝ่ายชัดๆ แต่ระหว่างนั้นคนตัวสูงก็ยังพูดไม่หยุด
“ฉันเข้าใจดีว่าเธอรู้สึกยังไง ฉันรับรู้ว่าเธอเสียใจและพยายามเข้มแข็ง”
“นะ นายเนี่ยนะมองเห็นความพยายามของฉัน” เขาไม่เคยอยู่ในจุดที่ต้องตัดใจแล้วเขาจะเข้าใจเธอได้ยังไง
“วันนี้เธอเก่งมาก กลับไปพักผ่อนเถอะ และถ้าไม่ไหวก็ไม่ต้องมางานกลางคืน ฉันจะบอกทุกคนให้ว่าเธอไม่สบาย”
“มะ ไม่ต้อง ฉันไม่ใช่คนอ่อนแอ” ต่อให้ปากปฏิเสธ น้ำตาก็ยังไหลออกมาจนมองไม่เห็นทางอยู่ดี
“ฉันรู้ว่าเธอไม่ได้อ่อนแอ เธอเข้มแข็งมาก”
กลิ่นหอมจากน้ำหอมราคาแพงชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเขาขยับเข้ามาใกล้ เหมันต์ยัดบางอย่างใส่มือบาง ตามด้วยการยกมือลูบศีรษะทุยเบาๆ สองสามครั้งไปมา
“...” หญิงสาวนิ่งงันไปกับสัมผัสของอีกฝ่าย
ที่คือครั้งแรกเลยก็ว่าได้ที่เหมันต์สัมผัสร่างกายของเธอ ปกติเขามักจะถือตัวและพูดน้อยเหมือนพวกเด็กหัวสูง หยิ่งยโสตามฐานะทางบ้านที่สูงส่งกว่าชาวบ้านอย่างพวกตน
อย่าว่าแต่จับเลย ให้คุยด้วยเขายังไม่คุย ไม่รู้รังเกียจอะไรกันขนาดนั้น
“กลับไปพักผ่อน อย่าเผลอหลับบนแท็กซี่ มีอะไรโทรหาฉัน”
เจ้าของร่างสูงโปร่งเดินผ่านเธอกลับเข้าไปทางสถานที่จัดงานโดยไม่รอให้โปรดปรานตอบอะไรกลับมา หญิงสาวยืนมองแผ่นหลังกว้างของอีกฝ่ายกระทั่งลับสายตาจึงได้สติ สิ่งหนึ่งที่เธอเพิ่งสังเกตได้เมื่อกี้นี้ คือน้ำตาของเธอหยุดไหลแล้ว
และสิ่งที่เขายัดใส่มือของเธอเมื่อครู่นี้ ก็คือนามบัตรที่มีเบอร์โทรศัพท์ส่วนตัว ของสำคัญที่รองประธานหนุ่มไม่ค่อยให้ใคร เพราะมักจะเลี่ยงเป็นการใช้อีเมลในการติดต่อสื่อสารแทน จนหลายครั้งโปรดปรานกับลูกน้องในแผนกยังเอาเขาไปนินทา ว่าเหมันต์ทำตัวแก่กว่าคิมหันต์ที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับเธอเสียอีก
เด็กพิลึก
🌷🌷🌷