เข้าสู่ระบบรักหลงระเริงไฟ ตอนที่ 03 ของที่เงินซื้อไม่ได้ นามปากกา มุกรัญจวน
“เพิ่มข้อเสนออีกยี่สิบเปอร์เซ็นต์”
เสียงทุ้มเรียบดังขึ้นกลางห้องประชุมชั้นสามสิบแปดของสำนักงานใหญ่กลุ่มวรเวชเมธา
ผู้บริหารฝ่ายจัดซื้อเงยหน้าจากเอกสารทันที “คุณภพครับ ตัวเลขนี้สูงกว่าราคาตลาดเกือบ สามเท่าแล้วนะครับ”
จิรภพ วรเวชเมธา ปิดแฟ้มตรงหน้าอย่างไม่รีบร้อน “ผมไม่ได้ถามว่าราคาตลาดเท่าไร ผมถามว่า ถ้าเพิ่มอีกยี่สิบเปอร์เซ็นต์ อินทรเทพจะขายหรือเปล่า”
“จากคำตอบล่าสุด........ไม่น่าครับ เขายืนยันว่าไหมทับทิมผืนต้นแบบเป็นสมบัติของตระกูล ไม่มีนโยบายจำหน่าย”
“เหตุผล?”
“แจ้งเพียงว่าเป็นมรดกของครอบครัวครับ”
จิรภพเอนหลังพิงเก้าอี้ นิ้วเรียวยาวเคาะโต๊ะเบา ๆ สองครั้ง “แล้วผ้าอื่น”
“ยินดีร่วมงานทั้งหมด เขาส่งตัวอย่างเบื้องต้นมาสิบสองแบบ ทีมออกแบบชอบมากครับ”
“แต่ไม่ใช่ผืนที่เราอยากใช้เป็นชิ้นหลัก”
“ครับ”
ชายหนุ่มทอดสายตามองกรุงเทพฯ นอกกระจกสูงจากพื้นจรดเพดาน โครงการใหม่ของวรเวชเมธา ตั้งอยู่ห่างไปไม่กี่กิโลเมตร ห้าปีตั้งแต่ซื้อที่ ออกแบบ แก้แบบ เจรจากับผู้ร่วมทุน และผ่านปัญหาก่อสร้าง นับไม่ถ้วน มันกำลังเข้าสู่ช่วงสุดท้ายก่อนเปิดตัว
เขาไม่ชอบคำว่า “เกือบสมบูรณ์”
หากจะเปิด โครงการนี้ต้องมีสิ่งที่ทำให้ผู้คนจำได้ ไม่ใช่เพียงอาคารหรูแห่งใหม่ที่หน้าตา เหมือนอีกสิบแห่งในกรุงเทพฯ แนวคิดหลักคือ Thai Heritage Reimagined ความเป็นไทยที่ถูก ตีความใหม่อย่างร่วมสมัย เขาจึงไม่ต้องการลายไทยสำเร็จรูปติดผนัง แต่ต้องการงานที่มีเจ้าของ มีช่าง มีประวัติ และมีความเฉพาะตัว ไหมทับทิมสีเลือดตรงโจทย์นั้นทุกอย่าง
“เตรียมทางเลือกใหม่” จิรภพสรุป “ถ้าซื้อไม่ได้ ขอสิทธิ์ยืมจัดแสดง หรือสั่งทอผืนใหม่”
ผู้บริหารรับคำ ก่อนเสียงเคาะประตูดังขึ้นเพียงครั้งเดียว ประตูก็ถูกเปิด
“พี่ภพ”
พิมพ์พิชชา วรเวช ยื่นหน้าเข้ามา “ประชุมอยู่เหรอ”
จิรภพมองนาฬิกา “พิมพ์”
“โอเค ๆ รู้แล้ว ผิดกฎ” เธอยกมือไหว้คนในห้อง “ขอโทษทุกคนนะคะ มีเรื่องด่วนกับพี่ชายสุดที่รัก”
เมื่อผู้บริหารทยอยออกไป พิมพ์พิชชาก็เดินมาหยิบแฟ้มบนโต๊ะอย่างถือวิสาสะ
“ยังไม่เลิกตามตื๊อไหมทับทิมอีก?”
“ใครใช้คำว่าตื๊อ”
“มุนใช้”
สายตาของจิรภพหยุด “รู้จักเจ้าของ?”
“อ้าว ยังไม่มีใครบอกพี่เหรอ มุนเป็นเพื่อนพิมพ์ตั้งแต่มหา’ลัยค่ะ”
ชายหนุ่มมองลูกพี่ลูกน้องนิ่ง “แล้วทำไมไม่บอกตั้งแต่แรก”
“ตอนทีมออกแบบถาม เขาถามเรื่องผ้า ไม่ได้ถามประวัติเพื่อนพิมพ์นี่”
“แล้วทำไมไม่ช่วยติดต่อ”
“เพราะรู้ว่ามุนไม่ขายผืนเก่า”
“ทุกอย่างมีราคา”
พิมพ์พิชชาหัวเราะทันที “ประโยคนี้ห้ามพูดต่อหน้ามุนเด็ดขาด”
“ทำไม”
“ได้โดนเชิญกลับก่อนดื่มน้ำแน่ค่ะ”
เธอพลิกดูภาพไหมทับทิมในแฟ้ม “พิมพ์เคยเห็นผืนจริงนะ”
“ที่ไหน”
“บ้านมุนไงคะ”
“แล้วเป็นอย่างไร”
“พูดยากค่ะ สีมันไม่เหมือนในรูป เวลาโดนแสงมันเปลี่ยนเฉด เหมือนมีชีวิตชีวา”
“มีรูปไหม”
“ไม่มี บ้านนั้นไม่ให้ถ่ายผืนต้นแบบ”
“แล้วเธอเห็นได้อย่างไร”
“งานครบรอบตระกูล มุนเอาออกมา แล้วนางใส่เองด้วย”
จิรภพเงยหน้า “ใส่?”
“ใช่ค่ะ มุนทำเป็นชุดไทยค่ะ”
“แล้วเป็นอย่างไร”
พิมพ์พิชชาอมยิ้ม “สวยมาก”
“ผ้า?”
“คน”
จิรภพหยิบปากกาขึ้น “ไม่เกี่ยวกับงาน”
“ก็พี่ถามเองอะ”
“นัดให้หน่อย”
“ใคร”
“เพื่อนเธอ”
พิมพ์พิชชาชะงัก “พี่จะไปเอง?”
“ใช่”
“นี่ผ้านะพี่ภพ ไม่ใช่ดีลที่ดินพันล้าน”
“โครงการนี้ไม่มีอะไรเล็ก”
พิมพ์ถอนหายใจแล้วหยิบโทรศัพท์ “ก็ได้ แต่เตือนก่อน อย่าไปใช้วิธีซื้อทุกอย่างแบบนักธุรกิจ ใหญ่กับมุน”
“พี่ไม่ได้ดูถูกของเขา”
“รู้ แต่พี่ชอบพูดราคา”
“ธุรกิจไม่พูดราคาแล้วพูดอะไร”
“พูดเรื่องคุณค่าบ้างก็ได้ค่ะ”
เขามองเธอ “เธอคิดว่าผมสร้างโรงแรมโดยไม่รู้จักคำว่าคุณค่า?”
พิมพ์พิชชาหยุดยิ้มเล็กน้อย “งั้นก็ไปพิสูจน์เองค่ะ”
สายฝนยังคงโปรยปรายลงบนหลังคาคุ้มอินทรเทพ กลิ่นดอกมะลิหอมอบอวลอยู่ใต้ชายคา มุนินทร์ธิตายืนห่างจากจิรภพเพียงไม่กี่ก้าว แต่ระยะห่างแค่นั้นกลับทำให้เธอรู้สึกปลอดภัยขึ้นบ้าง หลังจากปล่อยให้หัวใจอยู่เหนือเหตุผลจนเผลอจูบเขาอีกครั้ง หญิงสาวยกมือขึ้นแตะริมฝีปากตัวเอง ความอบอุ่นจากสัมผัสเมื่อครู่ยังไม่ทันจางหาย เธอก็ต้องเผชิญกับความรู้สึกผิดที่ตามมาติด ๆ “ฉันว่าคุณควรกลับได้แล้วค่ะ” เธอเอ่ยโดยไม่มองหน้าเขา “ฝนเริ่มตกหนัก เดี๋ยวถนนจะลื่น” จิรภพมองหญิงสาวด้วยความเป็นห่วง เขาอยากเข้าไปกอดปลอบ อยากบอกว่าไม่จำเป็นต้องหวาดกลัวสิ่งที่เกิดขึ้น แต่เมื่อเห็นเธอขยับออกห่าง ชายหนุ่มจึงเลือกยืนอยู่ที่เดิม “ผมกลับแน่ครับ แต่ก่อนกลับ ผมขอถามอะไรคุณอีกสักอย่างได้ไหม” มุนินทร์ธิตาเงยหน้าขึ้น “เรื่องความฝันหรือคะ” “ครับ ผมอยากรู้ว่าในฝันของคุณ ผู้ชายคนนั้นเรียกคุณว่าอะไร” คำถามนั้นทำให้หญิงสาวนิ่งไป เธอจำเสียงเรียกได้ชัดเจน แม้จะไม่เข้าใจว่าทำไมชื่อสั้น ๆ เพียงชื่อเดียวจึงทำให้หัวใจเจ็บแปลบทุกครั้งที่
“มุน...คุณรู้ประโยคนั้นได้ยังไงครับ” น้ำเสียงของจิรภพแหบพร่าจนมุนินทร์ธิตารู้สึกได้ถึงความตื่นตระหนกที่เขาพยายามปกปิด หญิงสาวยืนอยู่กลางศาลาไม้ สองมือกำเข้าหากันแน่น ขณะที่สายลมพัดกลิ่นดอกมะลิจากสวนเข้ามาเป็นระยะ “เพราะเมื่อคืนฉันก็ฝันค่ะ” เธอตอบหลังรวบรวมความกล้าอยู่ครู่หนึ่ง “ฉันเห็นผู้ชายคนหนึ่งยืนอยู่ใต้ชายคาเรือนไม้ เขาแต่งตัวเหมือนคนสมัยก่อน แล้วก็เรียกฉันว่านิน” จิรภพขยับเข้ามาใกล้โดยไม่รู้ตัว ดวงตาคมจับจ้องใบหน้าหญิงสาวราวกับต้องการค้นหาคำตอบจากแววตาคู่นั้น “แล้วผู้ชายคนนั้น...หน้าตาเหมือนใครครับ” มุนินทร์ธิตาเม้มริมฝีปาก ความร้อนผ่าวแล่นขึ้นมาบนแก้มเมื่อภาพในความฝันย้อนกลับมาอีกครั้ง เธอหลบสายตาเขาก่อนตอบเสียงเบา “เหมือนคุณค่ะ” ความเงียบเข้าปกคลุมศาลาไม้ชั่วขณะ จิรภพยกมือขึ้นลูบใบหน้าตัวเองอย่างคนกำลังสับสน เขาไม่เคยเชื่อเรื่องอดีตชาติหรือความทรงจำข้ามภพ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้ากลับทำให้เหตุผลที่เคยยึดถือเริ่มสั่นคลอน “ผมอยากเล่าให้คุณฟังทั้งหมดครับ แต่ตรงนี้อาจมีคนเดินผ่านมา” “คุณจะกลับโฮมสเตย์แล้วใช่ไหมคะ” “ครับ ผมไ
เสียงกี่ทอผ้าดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอภายในเรือนทอของคุ้มอินทรเทพ แสงแดดยามสายส่องผ่านหน้าต่างไม้ลงบนเส้นไหมหลากสีที่จัดเรียงอยู่บนชั้น มุนินทร์ธิตานั่งตรวจลวดลายผ้าผืนใหม่ร่วมกับช่างทอสูงวัย ทว่าแม้ดวงตาจะจับจ้องอยู่บนเนื้อผ้า ความคิดของเธอกลับล่องลอยไปถึงชายหนุ่มที่พักอยู่ในโฮมสเตย์ไม่ไกลจากคุ้ม “คุณมุนเจ้า ลายตรงนี้เอาสีเดิมก่อเจ้า” หญิงสาวสะดุ้งนิดหนึ่ง ก่อนก้มมองตำแหน่งที่ช่างทอชี้ให้ดู “เอาสีเดิมค่ะป้า แต่ตรงขอบลองเพิ่มเส้นไหมสีทองอีกนิดนะคะ จะได้ดูมีมิติมากขึ้น” เมื่อช่างทอหันกลับไปทำงาน มุนินทร์ธิตาก็เผลอมองโทรศัพท์ที่วางอยู่ข้างสมุดบันทึกอีกครั้ง หน้าจอมืดสนิท ไม่มีข้อความใหม่จากจิรภพ เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังรออะไร เมื่อคืนเขาก็คงนอนหลับไปตามปกติ มีเพียงเธอที่เก็บความฝันประหลาดมาคิดจนถึงเช้า หรือบางทีเขาอาจฝันเหมือนกันจริง ๆ อย่างที่เธอแอบหวังอยู่ลึก ๆ มุนินทร์ธิตาเม้มริมฝีปาก ก่อนดึงสายตากลับมาหางานตรงหน้า เธอไม่ควรเอาแต่คิดถึงผู้ชายที่มีคู่หมั้นแล้ว โดยเฉพาะหลังจากเพิ่งเตือนตัวเองไปเมื่อเช้าว่าต้องรักษา
แสงอาทิตย์ยามเช้าค่อย ๆ ลอดผ่านช่องว่างระหว่างม่านสีขาวเข้ามาภายในห้องพักเล็ก ๆ ของโฮมสเตย์ กลิ่นดินชื้นหลังฝนตกหนักตลอดคืนลอยมากับสายลมเย็น เสียงนกร้องแว่วจากแนวต้นไม้ด้านหลังบ้าน สลับกับเสียงน้ำในลำธารที่ยังไหลเชี่ยวกว่าปกติ ทว่าความสงบของเช้าวันใหม่กลับไม่อาจทำให้จิรภพรู้สึกผ่อนคลายได้เลย ชายหนุ่มนั่งอยู่บนขอบเตียงมานานเกือบครึ่งชั่วโมงแล้ว เสื้อยืดสีเทาเข้มที่สวมอยู่ยับย่นจากการพลิกตัวตลอดคืน ใต้ดวงตาปรากฏรอยคล้ำจาง ๆ เขายกมือขึ้นเสยผม ก่อนทอดสายตามองโทรศัพท์ที่วางอยู่ข้างตัวเป็นครั้งที่เท่าไรก็จำไม่ได้ หน้าจอยังคงแสดงบทสนทนากับมุนินทร์ธิตา ข้อความสุดท้ายเป็นเรื่องงานที่ทั้งคู่คุยกันก่อนเขาจะเดินทางมาถึงภาคเหนือ ไม่มีข้อความใหม่ ไม่มีสายเรียกเข้า และไม่มีสิ่งใดบ่งบอกว่าหญิงสาวกำลังเผชิญความสับสนเช่นเดียวกับเขา แต่จิรภพกลับรู้สึกว่าเมื่อคืนไม่ได้มีเพียงเขาที่ฝัน ภาพหญิงสาวในชุดไทยโบราณยังคงชัดเจนอยู่ในความทรงจำ ผ้าซิ่นไหมสีม่วงหม่น สไบสีงาช้าง ปิ่นทองที่ปักอยู่บนมวยผม และดวงตาคู่นั้นซึ่งมองเขาด้วยความรักปนหวาดหวั่น ทุกอย่างสมจริงจนชายหนุ่มยังจำได้แม้กร
จิรภพลุกจากเตียงในเวลาไล่เลี่ยกัน เขาเดินไปหยุดตรงหน้าต่างห้องพัก ก่อนเปิดม่านออกมองสายฝนด้านนอก แสงไฟจากระเบียงโฮมสเตย์ส่องลงบนพื้นดินเปียกชื้น เสียงลำธารไหลแรงขึ้นจากฝนที่ตกต่อเนื่องมาหลายชั่วโมง ชายหนุ่มยกมือขึ้นลูบใบหน้า ภาพมุนินทร์ธิตาในชุดโบราณยังคงปรากฏชัดอยู่ในความคิด เขาจำรายละเอียดได้ทุกอย่าง สีของผ้าซิ่นปิ่นทองบนมวยผม แสงตะเกียง และคำพูดที่เธอถามก่อนทุกอย่างจะดับวูบ พี่จะไม่ทิ้งนินไปใช่หรือไม่ จิรภพหลับตาลงความเจ็บปวดประหลาดแล่นผ่านกลางอกอีกครั้งเขาไม่เข้าใจว่าทำไมความฝันจึงทำให้รู้สึกผิดได้ถึงเพียงนี้ราวกับเขาเคยทำบางสิ่งที่ไม่อาจให้อภัย ราวกับเคยปล่อยมือผู้หญิงคนหนึ่ง ทั้งที่สัญญาว่าจะไม่มีวันทอดทิ้งชายหนุ่มหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา หน้าจอยังคงแสดงบทสนทนาสุดท้ายกับมุนินทร์ธิตา เขาอยากส่งข้อความหาเธอแต่เมื่อมองเวลาที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอ ก็จำต้องหยุดตัวเองไว้ตีสองกว่าแล้ว เธอคงหลับอยู่ และถึงแม้จะยังไม่หลับ เขาก็ไม่มีเหตุผลสมควรที่จะรบกวนเธอในเวลานี้จิรภพจึงวางโทรศัพท์ลง ก่อนเดินกลับไปนั่งบนขอบเตียงเขาพยายามทบทวนสิ่งที่หล
เวลาเดียวกันนั้น มุนินทร์ธิตากำลังดิ้นกระสับกระส่ายอยู่บนเตียงภายในคุ้มเก่า เสียงฝนกระทบหลังคากระเบื้องดังต่อเนื่อง แต่ในความฝันของเธอกลับมีเสียงตะเกียงแกว่งไกวเบา ๆ และกลิ่นดอกมะลิหอมอบอวลอยู่รอบตัว เธอยืนอยู่บนชานเรือนไทยสวมผ้าซิ่นไหมสีม่วงหม่น มีสไบสีงาช้างพาดอยู่บนบ่า เบื้องหน้าคือชายหนุ่มร่างสูงในชุดโบราณ เขากำลังมองเธอด้วยสายตาอ่อนโยน “พี่คิดถึงเจ้า” หัวใจของเธอสั่นไหวทั้งที่รู้ว่าตนเองกำลังฝัน แต่ความรู้สึกกลับสมจริงอย่างน่าประหลาด “ก็เพิ่งพบกันเมื่อยามหัวค่ำเองมิใช่หรือเจ้าคะ”เสียงที่หลุดออกจากปากไม่ใช่ถ้อยคำที่เธอตั้งใจพูดราวกับมีใครอีกคนกำลังใช้ร่างของเธอ ชายหนุ่มยิ้ม ก่อนเลื่อนมือขึ้นประคองแก้ม “ต่อให้พบกันทุกวัน พี่ก็คงยังคิดถึง”มุนินทร์ธิตารู้สึกเหมือนหัวใจของตัวเองกำลังละลาย เธอเงยหน้าขึ้นมองเขา แล้วภาพใบหน้าของชายหนุ่มก็ค่อย ๆ ชัดเจนขึ้นใต้แสงตะเกียง จิรภพ เป็นเขา แต่เสื้อผ้า ทรงผม และบรรยากาศรอบตัวกลับไม่ใช่ยุคสมัยที่เธอรู้จัก ก่อนจะทันตั้งคำถาม ริมฝีปากของเขาก็โน้มลงมาสัมผัสเธอ ความอบอุ่นนั้นแล่นผ่านหัวใจอย่างรุนแรง ลึกซึ้ง คุ้นเคย และเจ็บปวดอย่างไม่มีเหตุผลเธอจ







