LOGINรามอุ้มเด็กชายหันซ้ายหันขวากำลังคิดว่าจะพาไปเอารถที่บ้านพักดีหรือรอรถฉุกเฉินดี พอดีที่ตอนนั้นรถกู้ภัยมาถึงทันเวลาชายหนุ่มแสดงตัวเป็นแพทย์แล้วขอใช้ถังออกซิเจนของทางกู้ภัยให้กับอวัชและตัวเขาเองจะนั่งไปในรถด้วย ชายหนุ่มหันมาสั่งมัทรีที่วิ่งตามมา
“มาศคุณเอาสมุดประจำตัวผู้ป่วยของน้องวัชมาไหม”
“เอามาค่ะ อยู่บนห้อง”
“งั้นคุณไปเอาสมุดของลูกแล้วตามผมไปที่โรงพยาบาล เดี๋ยวผมโทรบอกนายเล็กให้เอารถไปรอคุณที่หน้ารีสอร์ต”
“ค่ะๆ ขอบคุณมากนะคะ”
มัทรีขอบคุณเขาทั้งน้ำตา เธอมองรามที่ขึ้นรถฉุกเฉินไปกับลูกชายแล้วจึงรีบวิ่งกลับไปที่ห้องพักเพื่อเอาของที่จำเป็นตามไปโรงพยาบาล
หญิงสาวเจอบุษบากลางทางที่เอายาพ่นมาจึงกลับห้องไปช่วยกันเก็บของด้วยกัน เมื่อออกมาจากห้องพักเธอเห็นรถยนต์คันคุ้นตามาจอดรออยู่แล้วเป็นรถคันเดิมที่นั่งมาเมื่อเช้าหญิงสาวจึงขึ้นรถเพื่อไปหาอวัชทันที
สี่สิบห้านาทีต่อมามัทรีมาถึงโรงพยาบาล รามโทรมาแจ้งแล้วว่าเด็กชายอยู่ในห้องฉุกเฉินจึงตรงไปที่นั่นทันที
“หมอต้นคะ” เธอเจอว่าเขากำลังคุยกับคุณหมออยู่พอดี
“มาแล้ว ผมขอสมุดของลูกหน่อยครับมาศ” รามยื่นมือมาขอสมุดประจำตัวผู้ป่วยโรคหอบหืดของอวัช
เขาเปิดดูคร่าวๆ พอจะได้เห็นข้อมูลว่าอวัชป่วยเป็นหอบหืดตั้งแต่เกิด ชายหนุ่มส่งสมุดให้แพทย์ประจำห้องฉุกเฉิน ฝ่ายนั้นรับไปพร้อมกับขอคุยกับมัทรีที่เป็นผู้ปกครองเพื่อสอบถามเหตุการณ์ก่อนหน้าที่อวัชจะอาการกำเริบอย่างละเอียด
'เป็นตั้งแต่เกิด กรรมพันธุ์ใช่ไหมลูก'
รามถามตนเองขณะที่หลีกทางให้แพทย์ในห้องฉุกเฉินได้ปฏิบัติหน้าที่โดยสะดวก เขาคิดไปถึงครอบครัวของตนเองที่มีคนป่วยเป็นหอบหืดอันเป็นภูมิแพ้ที่ส่งต่อทางพันธุกรรมได้ ซึ่งบิดาของเขานายแพทย์ศิวะก็เคยเป็นในวัยเด็ก ส่วนในรุ่นของเขามีวิศรุตที่เป็นโรคนี้เหมือนพ่อ
ปัจจุบันน้องชายคนเล็กก็ยังไม่ถูกกับแมวเท่าไร เพราะใกล้กันทีไรในยามที่ร่างกายภูมิตกวิศรุตจะมีอาการคันจมูก ครั่นเนื้อครั่นตัวเป็นประจำจนเจ้าตัวเองก็ชินไปแล้ว
ส่วนตัวเขามารดาเคยบอกว่าตอนเด็กมีอาการบ้าง แต่ไม่มากถึงขั้นที่หมอจะระบุให้เป็นโรคประจำตัว ชายหนุ่มมองดูมัทรีที่คุยกับหมอแล้วจึงเดินแยกไปดูเด็กชายในห้องฉุกเฉิน
เด็กชายอวัชมีอาการดีขึ้นเมื่อได้รับยาพ่นไปสองครั้งและคุณหมออนุญาตให้กลับบ้านได้ รามเป็นธุระเรื่องค่าใช้จ่ายและดูแลเรื่องการเดินทางกลับถึงแม้ว่ามัทรีจะบอกว่าไม่ต้องก็ตาม
“ผมอยากจะขอให้คุณกับลูกไปพักที่บ้าน เผื่อเป็นอะไรไปอีกผมจะได้ช่วยดู ส่วนมากเด็กที่เป็นหอบหืดจะมีอาการตอนดึกๆ”
มัทรีลังเล ความจริงการที่เขามาช่วยอวัชตอนเย็นทำให้เธอมองเขาในแง่ดีขึ้นมาก แต่ถึงอย่างนั้นจะให้เธอไปพักบ้านเดียวกันก็กระไรอยู่
“เอ่อ...”
“ผมเป็นห่วงน้องวัช ถึงหมอจะให้ออกจากโรงพยาบาลแล้วก็ไม่ใช่ว่าจะวางใจได้เลย ถ้าคุณลำบากใจให้น้องวัชนอนที่บ้านผมแล้วคุณนอนโรงแรมตามเดิมก็ได้”
“ใครจะไปทำแบบนั้นล่ะคุณ” มัทรีพูดทันที
“มาศสอนลูกดีมากเลยครับพี่โชคดีจังที่ได้มาศมาเป็นแม่ของลูก” ชายหนุ่มค่อนข้างทึ่งกับคำสอนของเธอและยอมรับว่ามันดีมากจริงๆ“พ่อแม่มาศก็สอนเรามาแบบนี้ค่ะพี่หมอ คนเป็นพี่ไม่จำเป็นต้องเสียสละทุกอย่างให้น้องเพียงเพราะว่าเป็นพี่เท่านั้น แต่เราต้องเต็มใจที่จะแบ่งปันกันค่ะ” มัทรีมาถึงเชียงใหม่ในตอนสิบสี่นาฬิกา หญิงสาวโทรหาบุษบาติดในตอนนั้นเอง “บุษอยู่ที่ไหนตอนนี้” “พี่มาศมาถึงรึยังคะ” เสียงบุษบาอู้อี้จนเธอขมวดคิ้ว หรือว่าน้องสาวไม่สบาย“มาถึงแล้ว พี่เช็คอินที่โรงแรมแล้วจะออกไปแก้บนที่พระธาตุดอยคำเลย บุษจะไปไหม” “ไปค่ะ เราไปเจอกันที่นั่นเลยก็ได้นะคะตอนนี้บุษอยู่บ้านเพื่อน” “โอเคจ้ะ”สองชั่วโมงต่อมามัทรีพบน้องสาวที่วัดพระธาตุดอยคำ แถมด้วยอีกคนคือหัสดี เธอนิ่วหน้าเพราะคิดว่าหัสดีไม่มาด้วยแล้วจากที่ตอนแรกรามบอกว่าเพื่อนเขาจะไปด้วยกัน“มาด้วยกันได้ยังไงคะสองคนนี้” เธอถามตรงๆ“บังเอิญเจอกันบนรถไฟค่ะ พอดีเราจองตั๋วขบวนเดียวกัน” บุษบารีบตอบมัทรีพยักหน้า “แล้วก็เลยมาด้วยกันตั้งแต่ลงรถไฟเหรอคะพี่หัส” “เปล่าค่ะ เราต่างคนต่างไปแยกกันตั้งแต่ลงรถไฟเลย” บุษยารีบปฏิเสธทันทีทำให้หัสดีหน้าตึ
รามใช้รถตู้ครอบครัวในการเดินทางครั้งนี้ เขาตรวจเช็คว่าไม่ลืมอะไรแล้วจึงบอกให้สมาชิกทุกคนขึ้นรถได้ รอบนี้เขาไม่ได้ขับรถเองเพราะบิดามารดาเป็นห่วงจึงให้คนขับรถที่บ้านขับไปให้“ไปกันได้แล้วลูกเดี๋ยวแดดร้อน” คุณวิชุตามาส่งลูกหลานไปเที่ยวกำชับไม่ให้แต่ละคนโอ้เอ้“เดี๋ยวน้องวัชซื้อขนมมาฝากคุณย่านะฮะ” อวัชบอกคุณย่าพลางโบกมือบ๊ายบายตามประสาเด็ก วันใหม่เห็นก็ทำตามคุณย่าโบกมือตอบหลานทั้งสองคนอย่างชื่นใจพวกเขาเดินทางกันอย่างไม่รีบเร่ง มีแวะลงเข้าห้องน้ำ แวะร้านกาแฟ แวะเข้าร้านสะดวกซื้อเป็นระยะๆ ซึ่งไม่มีใครหงุดหงิดเพราะเป็นการพักผ่อนจริงๆ อวัชและวันใหม่จูงมือกันเข้าร้านกาแฟชื่อดังทำให้หลายคนมองอย่างเอ็นดู“รับอะไรดีคะ พี่น้องคู่นี้น่ารักจังเลย” พนักงานประจำร้านสอบถามเด็กชาย“เอานมน้ำผึ้งปั่นให้น้องครับกับของผมเอาน้ำส้มปั่นหนึ่งแก้วฮะ” เด็กชายอวัชเลือกเมนู ส่วนเด็กหญิงวันใหม่พูดตามพี่ชาย“เอานมๆ โนมน้ำผึ้งปั่น ปั่นๆๆๆ” มัทรีและรามที่เดินตามมามองอย่างดีใจที่พี่น้องรักกัน รวมถึงอนวัชเองก็มีความรู้สึกเดียวกันหากแต่เมื่อได้รับเครื่องดื่ม พี่น้องที่รักกันในตอนแรกเริ่มแตกคอก
ชายหนุ่มรูดม่านออกครึ่งหนึ่งแล้วกวาดขาลงจากที่นอน เขาลุกขึ้นยืนพลางบิดขี้เกียจก่อนจะส่งมือให้หญิงสาวลุกตาม ขณะนั้นในขบวนรถไฟเงียบสนิท ทุกที่นั่งปิดม่านมิดชิดไม่มีใครเปิดออกมาเลยหญิงสาวเดินไปตามทางตรงไปที่ห้องน้ำท้ายตู้ บนรถไฟขบวนนี้แต่ละตู้จะมีห้องน้ำสามห้อง ซึ่งเพียงพอต่อการให้บริการและได้รับการดูแลเรื่องความสะอาดอย่างดีหัสดีอาศัยจังหวะที่บุษบาเข้าห้องน้ำไปทำธุระส่วนตัวของตนเองบ้าง ออกมาพอดีกับที่หญิงสาวเปิดประตูห้องน้ำออกมา“แปรงฟันเลยไหมเดี๋ยวก็เช้าแล้ว” เธอพยักหน้า “ก็ดีค่ะ แต่ต้องเดินกลับไปเอาของก่อน” บุษบาซื้อชุดแปรงฟันและล้างหน้าสำหรับพกพามาด้วยในกระเป๋าที่วางทิ้งไว้บนที่นอน“พี่ไปหยิบให้เอง กระเป๋าบนที่นอนใช่ไหม” “ใช่ค่ะ” เธอมองตามหลังชายหนุ่มไปส่วนตัวเองยืนรอที่หน้าห้องน้ำ ไม่กี่นาทีหัสดีกลับมาพร้อมกับกระเป๋าของใช้ส่วนตัวมายื่นส่งให้“พี่ก็จะล้างหน้าแปรงฟันเหมือนกัน” เขาบอกสั้นๆบุษบาใช้เวลาราวสิบห้านาทีในการล้างหน้าแปรงฟัน เธอเปิดประตูห้องน้ำกลับพบคนที่มารอเข้าเหมือนกัน“อ้าว อาจารย์พี่เนศสวัสดีค่ะ” ชายหนุ่มผิวขาวสวมแว่นเลิกคิ้วเมื่อพบเธอบนรถไฟขบวนนี้“บุษ
“มันไม่มีอะไรเกิดขึ้นแบบนั้นหรอกค่ะ ใครๆ เขาก็เดินทางรถไฟกันปกติ” บุษบาเถียง คนที่อยู่ข้างๆ อันตรายกว่าคนอื่นข้างนอกอีก“ใครๆ ที่ว่าไม่ใช่บุษ เราทั้งสาวทั้งสวยขนาดนี้ใครเห็นมันก็หวังทั้งนั้น” หัสดีพูดตรงๆ ทำให้บุษบายิ่งเคืองหนัก แต่อีกใจเธอเองก็เริ่มกลัวเมื่อนึกถึงข่าวไม่ดีที่ออกมาบ่อยๆ โดยเฉพาะในขบวนรถตู้นอนบุษบาเม้มปากแน่น เห็นเขาล้วงมือเข้ามาในถุงขนมหยิบไปกินไม่หยุดก็ถามปนประชด“ข้าวมีนะ ซื้อขึ้นมาเผื่อคุณไม่อิ่ม” “แหม... บุษรู้ใจว่าพี่กินดุ” เธอตาเขียวกับคำว่า 'กินดุ' หัสดีจึงรีบพูดต่อ“พี่กะแล้วว่าบุษต้องซื้อข้าวมาฝากพี่ เพราะตอนอยู่ญี่ปุ่นพี่ก็เลี้ยงข้าวบุษหลายมื้ออยู่” “อย่าพูดเรื่องที่ญี่ปุ่นนะ คุณรับปากแล้ว” เธอถลึงตาใส่“นั่นก็อยู่ที่บุษว่าทำตัวดีแค่ไหน ตามใจพี่บ้าง พูดเพราะๆ แล้วเรื่องของเราจะเป็นความลับต่อไปอีกสักระยะก็ได้” ชายหนุ่มหยิบถุงใส่อาหารแช่แข็งที่หญิงสาวซื้อมาจากร้านสะดวกซื้อ มันถูกอุ่นเรียบร้อยแล้วมีทั้งหมดสองกล่องมาเปิดวางบนที่นอนเลื่อนกล่องหนึ่งมาวางตรงหน้าเธอ“บุษกินข้าวไข่เจียวดีกว่าจะได้ไม่ปวดท้อง พี่กินผัดกะเพราเอง” ชายหนุ่มแก
บุษบาโล่งอกที่หัสดีไม่ตามมา เธอมองเวลาแล้วรีบเข้าไปที่ชานชาลาเดินหาตู้ของตัวเองพอเจอแล้วก็นั่งลงให้หายเหนื่อย ตู้นี้เป็นตู้นอนแต่ในเวลาที่ยังไม่ได้ปูเตียง โต๊ะอเนกประสงค์จะถูกกางมาใช้ร่วมกันสำหรับผู้โดยสารเตียงบนและเตียงล่างเมื่อได้เวลาตามตารางเดินรถ รถไฟเคลื่อนตัวออกจากสถานีหญิงสาวจึงโทรหามัทรีเพื่อบอกว่ารถออกแล้ว“ค่ะพี่มาศ เจอกันพรุ่งนี้นะคะเดี๋ยวบุษโทรบอกว่าเจอกันที่ไหน”หญิงสาวกดวางสายเธอหยิบขวดน้ำมาเปิดเอาหลอดใส่ดูดไปสองทีแล้วมองวิวนอกหน้าต่าง รู้สึกสบายใจและเป็นอิสระ วันนี้ในตู้มีผู้โดยสารเกือบทุกที่นั่ง เธอคิดว่าออกจากกรุงเทพฯ ไปสักห้าหกสถานีคนที่จองตั๋วไว้คงทยอยขึ้นมาจนเต็มรถแน่เจ้าหน้าที่ตรวจตั๋วเดินมาถึงที่นั่งของเธอ หญิงสาวจึงส่งตั๋วให้เขาตรวจ “ถ้าจะปูที่นอนเมื่อไหร่เรียกได้เลยนะครับ” “ขอบคุณค่ะ” บุษบานั่งเล่นเกมในไอแพดไม่ได้สังเกตว่าที่นั่งตรงข้ามมีใครเดินมานั่งด้วย เธอเงยหน้าเมื่อรู้สึกว่าถูกจ้อง “คุณ ! มาได้ยังไง” หัสดีเหวี่ยงเป้ลงกับที่นั่งที่หุ้มเบาะด้วยกำมะหยี่สีแดง เขานั่งเหยียดเท้ามาอีกฝั่งชนขาของบุษบาจนเธอรีบชักขาหนี สีหน้าบึ
มัทรีมองน้องสาว คนเป็นพี่เห็นท่าทีกระอักกระอ่วนใจจึงสงสัยว่าบุษบากับหัสดีไปเจอกันได้อย่างไร แบบไหน และทำไมบุษบาไม่เคยพูดเรื่องนี้“ถ้าบุษไม่โอเคไม่เป็นไรนะ ยังไงนายหัสมันก็เจอพี่บ่อย ๆ อยู่แล้ว” รามหรี่ตามเพื่อนที่ทำอะไรแปลกไปจากเดิม“ไม่เป็นไรค่ะพี่ต้น บุษโอเค” บุษบาไม่อยากให้ใครๆ สงสัยว่าทำไมเธอมีพิรุธ หญิงสาวหยิบโทรศัพท์มาเตรียมกดสายโทรออก“ขอเบอร์พี่หัสดีด้วยค่ะ เดี๋ยวบุษจะโชว์เบอร์ไป” หัสดียิ้มกริ่มในที่สุดเขาก็ได้ตามที่เขาต้องการ ชายหนุ่มบอกเลขจำนวนสิบตัวให้เธอ หลังจากนั้นไม่นานเสียงเตือนสายเรียกเข้าของเขาดังขึ้นหนึ่งครั้งและเงียบไป“เมื่อกี้บุษคิดเรื่องงานอยู่ค่ะเลยตอบช้าไปหน่อย บุษไม่มีปัญหาค่ะพี่ต้น” หญิงสาวยิ้มให้ทุกคนบนโต๊ะอาหาร รามมองหน้าภรรยาทั้งสองสบตากันและไม่พูดอะไรอีก ส่วนคุณวิชุตามองสองหนุ่มสาวเงียบๆ อย่างครุ่นคิดแต่ท่านไม่พูดอะไรเช่นกันต่อมาครอบครัวของรามพากันไปเชียงใหม่โดยที่รอบนี้ชายหนุ่มเอารถไปเองเพื่อที่จะได้เดินทางกันแบบสบายๆ ไม่เร่งรีบ มีแขกพิเศษที่ไปด้วยคืออนวัชที่ตามลูกชายมา และหัสดีที่รู้จากรามจึงขอไปด้วย ส่วนบุษบาขอแยกเดินทางไปต่างหาก“ท
“ไม่เอาแล้วไม่พูดเรื่องคนอื่นดีกว่า มาพูดเรื่องของเราน่าสนใจกว่าเยอะ” เขาพลิกร่างหญิงสาวที่ตอนแรกนอนซบอยู่กับอกให้นอนหงาย“มีอะไรคุยคะ มาศว่าเราไม่เห็นมีอะไรคุยเลย” มัทรีพลิกตัวหนีนอนคว่ำซึ่งรามก็ตามมาคร่อมร่างไว้ เขากดจูบลงบนต้นคอขาวมือพลันยุ่มย่ามไปทั่วร่างบาง“น้องวัชบอกว่าอยากมีน้อง ทำน้อ
เย็นนั้นคุณวิชุตาบอกให้อนวัชอยู่รับประทานมื้อเย็นด้วยกัน ชายหนุ่มตอบรับทันทีด้วยความยินดี บนโต๊ะอาหารทุกคนหลีกทางให้เขาได้นั่งข้างเด็กชายอวัช บรรยากาศในบ้านโชติภิวรรธอบอุ่นเสียจนชายหนุ่มสะท้อนใจ ความคิดที่อยากได้เด็กน้อยกลับไปด้วยพลันหายไปเมื่อนึกถึงมารดาที่บ้านเขารู้ดีว่าท่านไม่สามา
รามขอตัวพาญาติหนุ่มเข้าไปในบ้าน อนวัชใจเต้นแรงขึ้นทุกครั้งที่เดินเข้าใกล้ห้องนั่งเล่นที่อวัชทำกิจกรรมอยู่มากขึ้นเรื่อยๆ ชายหนุ่มหยุดยืนค้างที่หน้าประตูขาแข็งไม่กล้าเข้าไปเมื่อเห็นเด็กชายอายุหกขวบเศษ นั่งวาดรูปอยู่กับมัทรีและบุษบา“นายเข้ามาเถอะ” รามพูดและเดินนำไปก่อน ชายหนุ่มทรุดตัวลงนั่งกับพื
สุดสัปดาห์ต่อมาในยามที่ครอบครัวอยู่พร้อมหน้า ในช่วงบ่ายคุณศิวะ รามและวิศรุตคุยกันเรื่องที่คุณศิริจะยื่นฟ้องรามและมัทรีในข้อหากักขังหน่วงเหนี่ยวเด็กชายอวัช“ป้าเขาเป็นบ้าเหรอครับพ่อ” วิศรุตถามตรงๆคุณศิวะไม่ตอบลูกชายคนเล็ก ท่านเองก็ไม่คิดเหมือนกันว่าเรื่องจะบานปลายมาถึงขั้นนี้ได้“ลูกว่าเราควรทำ







