LOGIN“ต้นวันนี้ลูกจะเข้าไปที่โชติใช่ไหม”
วิชุตาสตรีวัยหกสิบผ่านพ้นวัยกลางคนมาชั่วระยะเวลาหนึ่ง เธอถาม นายแพทย์ราม ลูกชายคนโตในตอนที่ทานอาหารเช้าร่วมกัน นางกำลังพูดถึงโรงพยาบาลสัตว์โชติภิวรรธอันเป็นกิจการในครอบครัว โดยใช้ชื่อสั้นๆ ออกเสียงว่า โช-ติ เป็นอันที่รู้กันของสมาชิก
“ครับแม่ วันนี้ผมมีนัดกับทีมทำโฆษณา”
“วันนี้วันเสาร์ตอนค่ำลูกจะกลับมากินข้าวไหม แม่จะได้เข้าครัว”
“กลับครับแม่ เดี๋ยวผมจะโทรไปจัดการนายเล็กด้วยที่เมื่อคืนไม่มา” รามบ่นถึงน้องชายขณะที่เขาลุกขึ้นจากโต๊ะทานอาหารไปหอมแก้มมารดาก่อนไปทำงาน
“อย่าไปว่าน้องนะลูก น้องคงยุ่งอยู่” นางวิชุตารีบปรามลูกชายคนโต รามมักจะจริงจังกับทุกเรื่องเสมอ ผิดกับเจ้าลูกชายคนเล็กที่เวลาอยู่ในบ้านก็ทำเหมือนเป็นเด็กอยู่ร่ำไป
“ครับ” รามรับคำก่อนจะเดินออกจากบ้าน เขารู้ว่าควรจะบอกอะไรมารดาแค่ไหน และอะไรที่ไม่ควรบอกโดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับน้องชายทั้งสองคน
ชายหนุ่มเป็นแพทย์เฉพาะทางผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกหรือแพทย์ออร์โธปิดิกส์ (Orthopedics) หมอกระดูกและข้อคือหมอที่มีความเชี่ยวชาญในการรักษากระดูก ข้อ ต่าง ๆ รวมถึงกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นของแขนขาและกระดูกสันหลัง
เขามีตารางที่จะต้องลงตรวจสัปดาห์ละสองวัน นอกจากนั้นชายหนุ่มยังต้องรับผิดชอบงานที่โรงพยาบาลสัตว์โชติภิวรรธที่รับช่วงต่อจากมารดา หรือสัตวแพทย์หญิงวิชุตาผู้ก่อตั้งโรงพยาบาลนั่นเอง
ชายหนุ่มเป็นลูกคนโตและมีน้องชายอีกสองคนคือ นพ.ลักษณ์ หรือหมอรองศัลยแพทย์ตกแต่งเจ้าของคลีนิกเสริมความงามหลายสาขาในประเทศ น้องชายคนรองเอาดีตามบิดาคือนายแพทย์ศิวะ ซึ่งปัจจุบันคืออจ.แพทย์ด้านสาขาศัลยกรรมตกแต่งมีลูกศิษย์ทั่วบ้านทั่วเมือง
บิดาของเขาเป็นอาจารย์แพทย์เกี่ยวกับศัลยกรรมตกแต่ง ตัวท่านเองก็มีธุรกิจส่วนตัวเป็นคลีนิกศัลยกรรมเสริมความงามหลายสาขาในประเทศ และเป็นลักษณ์ลูกชายคนกลางของบ้านเองที่สืบทอดงานนี้ต่อจากบิดา
ส่วนน้องชายอีกคนคือวิศรุต ชายหนุ่มจบแพทยศาสตร์ได้ชื่อว่าเป็นหมอเหมือนกันแต่ดันไปเอาดีด้านการเป็นทนายความแทน เพราะน้องชายคนเล็กเรียกหมอคู่กับนิติศาสตร์มาตั้งแต่เริ่มต้น ครอบครัวเขาจึงได้ชื่อว่าครอบครัวหมอที่แท้จริง
รามชะลอรถรอสัญญาณไฟที่เช้านี้ติดมาทุกแยก ชายหนุ่มถอนใจระหว่างอยู่บนท้องถนน เขาคิดว่าวันนี้ออกจากบ้านเช้าแล้วแต่ถึงกระนั้นเช้าวันเสาร์ก็ยังเป็นวันที่การจราจรหนาแน่นมากอยู่ดีแทบจะไม่ต่างจากวันธรรมดาเลย เขาจึงใช้เวลาว่างในขณะรอสัญญาณไฟนั้นกดโทรออกหาน้องชายคนเล็กจากหน้าจอแอลซีดีในรถยนต์ที่เชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือ
ชายหนุ่มรอสายอยู่นานแต่ไม่มีคนรับสาย รามนิ่วหน้าเพราะรู้สึกผิดปกติกับพฤติกรรมของวิศรุตอย่างมาก นอกจากจะไม่มารับประทานข้าวทุกเย็นวันศุกร์อันเป็นมื้อครอบครัวแล้ว ยังทำตัวลึกลับติดต่อไม่ได้ ทั้งที่ความจริงสิ่งที่คนเป็นน้องชายทำเสมอหากจำเป็นต้องผิดนัดกับมารดาเขาจะต้องโทรบอกท่านเองเสมอ
รามกดตัดสายแล้วเปลี่ยนเป้าหมายเป็นโทรหาลักษณ์แทน เขารอสายไม่นานอีกฝ่ายก็รับทันที
“ว่า...” หมอนั่นพูดมาห้วนๆ จนรามแปลกใจ ปกติลักษณ์เป็นคนสุภาพถึงแม้ว่าข้างในมันจะอยากฆ่าใครสักคนก็ตาม
“วันนี้ฉันติดต่อนายเล็กไม่ได้ นายว่างไหมรองตอนนี้ทำอะไรอยู่ ฉันอยากจะวานไปดูมันทีเผื่อตายไปแล้ว”
ชายหนุ่มได้ยินเสียงฝ่ายนั้นทำเสียงจิ๊จ๊ะในคอ แต่ก็รับปากโดยดีเพราะลักษณ์จะรู้ว่าหากไม่สำคัญเขาจะไม่ไหว้วานให้ทำอะไร
“ได้ เดี๋ยวไปดูมันที่คอนโดให้ แค่นี้ก่อนนะพี่ผมออกกำลังกายอยู่” ลักษณ์ไม่รอให้พี่ชายว่าอะไรอีก เขาตัดสายไปทันทีท่ามกลางความไม่เข้าใจของราม
ออกกำลังกายอะไรต้องรีบขนาดนั้น แล้ววันนี้มันวันอะไรกันวะ ดูไม่ปกติกันสักคน!
“มาศสอนลูกดีมากเลยครับพี่โชคดีจังที่ได้มาศมาเป็นแม่ของลูก” ชายหนุ่มค่อนข้างทึ่งกับคำสอนของเธอและยอมรับว่ามันดีมากจริงๆ“พ่อแม่มาศก็สอนเรามาแบบนี้ค่ะพี่หมอ คนเป็นพี่ไม่จำเป็นต้องเสียสละทุกอย่างให้น้องเพียงเพราะว่าเป็นพี่เท่านั้น แต่เราต้องเต็มใจที่จะแบ่งปันกันค่ะ” มัทรีมาถึงเชียงใหม่ในตอนสิบสี่นาฬิกา หญิงสาวโทรหาบุษบาติดในตอนนั้นเอง “บุษอยู่ที่ไหนตอนนี้” “พี่มาศมาถึงรึยังคะ” เสียงบุษบาอู้อี้จนเธอขมวดคิ้ว หรือว่าน้องสาวไม่สบาย“มาถึงแล้ว พี่เช็คอินที่โรงแรมแล้วจะออกไปแก้บนที่พระธาตุดอยคำเลย บุษจะไปไหม” “ไปค่ะ เราไปเจอกันที่นั่นเลยก็ได้นะคะตอนนี้บุษอยู่บ้านเพื่อน” “โอเคจ้ะ”สองชั่วโมงต่อมามัทรีพบน้องสาวที่วัดพระธาตุดอยคำ แถมด้วยอีกคนคือหัสดี เธอนิ่วหน้าเพราะคิดว่าหัสดีไม่มาด้วยแล้วจากที่ตอนแรกรามบอกว่าเพื่อนเขาจะไปด้วยกัน“มาด้วยกันได้ยังไงคะสองคนนี้” เธอถามตรงๆ“บังเอิญเจอกันบนรถไฟค่ะ พอดีเราจองตั๋วขบวนเดียวกัน” บุษบารีบตอบมัทรีพยักหน้า “แล้วก็เลยมาด้วยกันตั้งแต่ลงรถไฟเหรอคะพี่หัส” “เปล่าค่ะ เราต่างคนต่างไปแยกกันตั้งแต่ลงรถไฟเลย” บุษยารีบปฏิเสธทันทีทำให้หัสดีหน้าตึ
รามใช้รถตู้ครอบครัวในการเดินทางครั้งนี้ เขาตรวจเช็คว่าไม่ลืมอะไรแล้วจึงบอกให้สมาชิกทุกคนขึ้นรถได้ รอบนี้เขาไม่ได้ขับรถเองเพราะบิดามารดาเป็นห่วงจึงให้คนขับรถที่บ้านขับไปให้“ไปกันได้แล้วลูกเดี๋ยวแดดร้อน” คุณวิชุตามาส่งลูกหลานไปเที่ยวกำชับไม่ให้แต่ละคนโอ้เอ้“เดี๋ยวน้องวัชซื้อขนมมาฝากคุณย่านะฮะ” อวัชบอกคุณย่าพลางโบกมือบ๊ายบายตามประสาเด็ก วันใหม่เห็นก็ทำตามคุณย่าโบกมือตอบหลานทั้งสองคนอย่างชื่นใจพวกเขาเดินทางกันอย่างไม่รีบเร่ง มีแวะลงเข้าห้องน้ำ แวะร้านกาแฟ แวะเข้าร้านสะดวกซื้อเป็นระยะๆ ซึ่งไม่มีใครหงุดหงิดเพราะเป็นการพักผ่อนจริงๆ อวัชและวันใหม่จูงมือกันเข้าร้านกาแฟชื่อดังทำให้หลายคนมองอย่างเอ็นดู“รับอะไรดีคะ พี่น้องคู่นี้น่ารักจังเลย” พนักงานประจำร้านสอบถามเด็กชาย“เอานมน้ำผึ้งปั่นให้น้องครับกับของผมเอาน้ำส้มปั่นหนึ่งแก้วฮะ” เด็กชายอวัชเลือกเมนู ส่วนเด็กหญิงวันใหม่พูดตามพี่ชาย“เอานมๆ โนมน้ำผึ้งปั่น ปั่นๆๆๆ” มัทรีและรามที่เดินตามมามองอย่างดีใจที่พี่น้องรักกัน รวมถึงอนวัชเองก็มีความรู้สึกเดียวกันหากแต่เมื่อได้รับเครื่องดื่ม พี่น้องที่รักกันในตอนแรกเริ่มแตกคอก
ชายหนุ่มรูดม่านออกครึ่งหนึ่งแล้วกวาดขาลงจากที่นอน เขาลุกขึ้นยืนพลางบิดขี้เกียจก่อนจะส่งมือให้หญิงสาวลุกตาม ขณะนั้นในขบวนรถไฟเงียบสนิท ทุกที่นั่งปิดม่านมิดชิดไม่มีใครเปิดออกมาเลยหญิงสาวเดินไปตามทางตรงไปที่ห้องน้ำท้ายตู้ บนรถไฟขบวนนี้แต่ละตู้จะมีห้องน้ำสามห้อง ซึ่งเพียงพอต่อการให้บริการและได้รับการดูแลเรื่องความสะอาดอย่างดีหัสดีอาศัยจังหวะที่บุษบาเข้าห้องน้ำไปทำธุระส่วนตัวของตนเองบ้าง ออกมาพอดีกับที่หญิงสาวเปิดประตูห้องน้ำออกมา“แปรงฟันเลยไหมเดี๋ยวก็เช้าแล้ว” เธอพยักหน้า “ก็ดีค่ะ แต่ต้องเดินกลับไปเอาของก่อน” บุษบาซื้อชุดแปรงฟันและล้างหน้าสำหรับพกพามาด้วยในกระเป๋าที่วางทิ้งไว้บนที่นอน“พี่ไปหยิบให้เอง กระเป๋าบนที่นอนใช่ไหม” “ใช่ค่ะ” เธอมองตามหลังชายหนุ่มไปส่วนตัวเองยืนรอที่หน้าห้องน้ำ ไม่กี่นาทีหัสดีกลับมาพร้อมกับกระเป๋าของใช้ส่วนตัวมายื่นส่งให้“พี่ก็จะล้างหน้าแปรงฟันเหมือนกัน” เขาบอกสั้นๆบุษบาใช้เวลาราวสิบห้านาทีในการล้างหน้าแปรงฟัน เธอเปิดประตูห้องน้ำกลับพบคนที่มารอเข้าเหมือนกัน“อ้าว อาจารย์พี่เนศสวัสดีค่ะ” ชายหนุ่มผิวขาวสวมแว่นเลิกคิ้วเมื่อพบเธอบนรถไฟขบวนนี้“บุษ
“มันไม่มีอะไรเกิดขึ้นแบบนั้นหรอกค่ะ ใครๆ เขาก็เดินทางรถไฟกันปกติ” บุษบาเถียง คนที่อยู่ข้างๆ อันตรายกว่าคนอื่นข้างนอกอีก“ใครๆ ที่ว่าไม่ใช่บุษ เราทั้งสาวทั้งสวยขนาดนี้ใครเห็นมันก็หวังทั้งนั้น” หัสดีพูดตรงๆ ทำให้บุษบายิ่งเคืองหนัก แต่อีกใจเธอเองก็เริ่มกลัวเมื่อนึกถึงข่าวไม่ดีที่ออกมาบ่อยๆ โดยเฉพาะในขบวนรถตู้นอนบุษบาเม้มปากแน่น เห็นเขาล้วงมือเข้ามาในถุงขนมหยิบไปกินไม่หยุดก็ถามปนประชด“ข้าวมีนะ ซื้อขึ้นมาเผื่อคุณไม่อิ่ม” “แหม... บุษรู้ใจว่าพี่กินดุ” เธอตาเขียวกับคำว่า 'กินดุ' หัสดีจึงรีบพูดต่อ“พี่กะแล้วว่าบุษต้องซื้อข้าวมาฝากพี่ เพราะตอนอยู่ญี่ปุ่นพี่ก็เลี้ยงข้าวบุษหลายมื้ออยู่” “อย่าพูดเรื่องที่ญี่ปุ่นนะ คุณรับปากแล้ว” เธอถลึงตาใส่“นั่นก็อยู่ที่บุษว่าทำตัวดีแค่ไหน ตามใจพี่บ้าง พูดเพราะๆ แล้วเรื่องของเราจะเป็นความลับต่อไปอีกสักระยะก็ได้” ชายหนุ่มหยิบถุงใส่อาหารแช่แข็งที่หญิงสาวซื้อมาจากร้านสะดวกซื้อ มันถูกอุ่นเรียบร้อยแล้วมีทั้งหมดสองกล่องมาเปิดวางบนที่นอนเลื่อนกล่องหนึ่งมาวางตรงหน้าเธอ“บุษกินข้าวไข่เจียวดีกว่าจะได้ไม่ปวดท้อง พี่กินผัดกะเพราเอง” ชายหนุ่มแก
บุษบาโล่งอกที่หัสดีไม่ตามมา เธอมองเวลาแล้วรีบเข้าไปที่ชานชาลาเดินหาตู้ของตัวเองพอเจอแล้วก็นั่งลงให้หายเหนื่อย ตู้นี้เป็นตู้นอนแต่ในเวลาที่ยังไม่ได้ปูเตียง โต๊ะอเนกประสงค์จะถูกกางมาใช้ร่วมกันสำหรับผู้โดยสารเตียงบนและเตียงล่างเมื่อได้เวลาตามตารางเดินรถ รถไฟเคลื่อนตัวออกจากสถานีหญิงสาวจึงโทรหามัทรีเพื่อบอกว่ารถออกแล้ว“ค่ะพี่มาศ เจอกันพรุ่งนี้นะคะเดี๋ยวบุษโทรบอกว่าเจอกันที่ไหน”หญิงสาวกดวางสายเธอหยิบขวดน้ำมาเปิดเอาหลอดใส่ดูดไปสองทีแล้วมองวิวนอกหน้าต่าง รู้สึกสบายใจและเป็นอิสระ วันนี้ในตู้มีผู้โดยสารเกือบทุกที่นั่ง เธอคิดว่าออกจากกรุงเทพฯ ไปสักห้าหกสถานีคนที่จองตั๋วไว้คงทยอยขึ้นมาจนเต็มรถแน่เจ้าหน้าที่ตรวจตั๋วเดินมาถึงที่นั่งของเธอ หญิงสาวจึงส่งตั๋วให้เขาตรวจ “ถ้าจะปูที่นอนเมื่อไหร่เรียกได้เลยนะครับ” “ขอบคุณค่ะ” บุษบานั่งเล่นเกมในไอแพดไม่ได้สังเกตว่าที่นั่งตรงข้ามมีใครเดินมานั่งด้วย เธอเงยหน้าเมื่อรู้สึกว่าถูกจ้อง “คุณ ! มาได้ยังไง” หัสดีเหวี่ยงเป้ลงกับที่นั่งที่หุ้มเบาะด้วยกำมะหยี่สีแดง เขานั่งเหยียดเท้ามาอีกฝั่งชนขาของบุษบาจนเธอรีบชักขาหนี สีหน้าบึ
มัทรีมองน้องสาว คนเป็นพี่เห็นท่าทีกระอักกระอ่วนใจจึงสงสัยว่าบุษบากับหัสดีไปเจอกันได้อย่างไร แบบไหน และทำไมบุษบาไม่เคยพูดเรื่องนี้“ถ้าบุษไม่โอเคไม่เป็นไรนะ ยังไงนายหัสมันก็เจอพี่บ่อย ๆ อยู่แล้ว” รามหรี่ตามเพื่อนที่ทำอะไรแปลกไปจากเดิม“ไม่เป็นไรค่ะพี่ต้น บุษโอเค” บุษบาไม่อยากให้ใครๆ สงสัยว่าทำไมเธอมีพิรุธ หญิงสาวหยิบโทรศัพท์มาเตรียมกดสายโทรออก“ขอเบอร์พี่หัสดีด้วยค่ะ เดี๋ยวบุษจะโชว์เบอร์ไป” หัสดียิ้มกริ่มในที่สุดเขาก็ได้ตามที่เขาต้องการ ชายหนุ่มบอกเลขจำนวนสิบตัวให้เธอ หลังจากนั้นไม่นานเสียงเตือนสายเรียกเข้าของเขาดังขึ้นหนึ่งครั้งและเงียบไป“เมื่อกี้บุษคิดเรื่องงานอยู่ค่ะเลยตอบช้าไปหน่อย บุษไม่มีปัญหาค่ะพี่ต้น” หญิงสาวยิ้มให้ทุกคนบนโต๊ะอาหาร รามมองหน้าภรรยาทั้งสองสบตากันและไม่พูดอะไรอีก ส่วนคุณวิชุตามองสองหนุ่มสาวเงียบๆ อย่างครุ่นคิดแต่ท่านไม่พูดอะไรเช่นกันต่อมาครอบครัวของรามพากันไปเชียงใหม่โดยที่รอบนี้ชายหนุ่มเอารถไปเองเพื่อที่จะได้เดินทางกันแบบสบายๆ ไม่เร่งรีบ มีแขกพิเศษที่ไปด้วยคืออนวัชที่ตามลูกชายมา และหัสดีที่รู้จากรามจึงขอไปด้วย ส่วนบุษบาขอแยกเดินทางไปต่างหาก“ท







