INICIAR SESIÓNเสียงเคาะประตูดังขึ้นเบา ๆ
ไม่ใช่จังหวะเร่งเร้า…แต่ก็ไม่ใช่การเคาะที่ไร้จุดหมายยิหวาละสายตาจากแฟ้มคดีที่เปิดอยู่บนโต๊ะ
หันไปมองประตูด้วยแววตานิ่งสงบ ก่อนจะเดินไปเปิดประตูเปิดออกช้า ๆ
เผยให้เห็นร่างของน้องชายที่ยืนอยู่ตรงนั้น สีหน้าเคร่งเครียดกว่าปกติ“…มีอะไร?”
ยิหวาถามเรียบ ๆ แต่สายตากำลังสแกนไปทั่วร่างน้องชาย เธอรู้ว่าเขาไม่ใช่คนจะเดินมาหาเธอตอนกลางคืนเพียงเพราะเรื่องเล่น ๆภานุเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูด
“หมอเจนนิสกลับมาแล้ว”
คำพูดนั้นราวกับทิ้งความเงียบทั่วทั้งห้อง
เงียบเสียจนได้ยินเสียงเครื่องปรับอากาศที่พึ่งเริ่มทำงานเบา ๆภานุนั่งลงบนเก้าอี้อีกฝั่งของโต๊ะ
ในห้องเงียบ มีเพียงเสียงจุดไฟแช็ก และเสียงสูดควันบุหรี่ของยิหวาที่นั่งพิงพนักพิงอยู่ฝั่งตรงข้ามแสงไฟสีส้มสะท้อนกับดวงตาคู่นิ่งที่มองออกไปนอกหน้าต่าง
ยิหวายิ้มบาง ๆ ขณะปล่อยควันสีขาวให้ลอยหายไปในอากาศ
“กลับมาก็ดีแล้วนิ เขาเป็นหมออยู่กับโรงพยาบาลก็ดีแล้ว”
เสียงของเธอนิ่ง
ไร้อารมณ์ เหมือนพูดถึงคนไกลที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอีกต่อไปภานุมองพี่สาวเงียบ ๆ ก่อนจะถามเสียงต่ำ
“แล้วพี่ไม่คิดจะไปหาเขาเลยเหรอ…ไปปรับความเข้าใจ อะไรแบบนั้น?”
คำถามนั้นลอยค้างในอากาศครู่หนึ่ง
ก่อนที่ยิหวาจะเอาบุหรี่ขึ้นสูบอีกครั้ง แล้วก้มมองปลายไฟที่ไหม้จนเกือบหมดมวน“มันก็ผ่านมา…ห้าปีกว่าแล้วนะภานุ”
เธอพูดเบา ๆ แต่ชัดเจน
แววตาไม่ได้เศร้า แต่ก็ไม่ว่างเปล่า“ตอนแรกก็อยาก…อยากรู้ อยากถาม อยากรู้เหตุผล อยากได้คำอธิบาย…แต่พอผ่านไปนานขนาดนี้แล้ว”
เธอหยุด หายใจเข้าเฮือกหนึ่ง
“พี่ว่าบางที…ปล่อยไปแบบนี้ มันก็ดีแล้วล่ะ”
ภานุยังคงจ้องพี่สาวอย่างเข้าใจ
แต่ก็ยังอดถามไม่ได้“แล้วพี่ไม่อยากรู้จริง ๆ เหรอ ว่าเขากลับมาเพราะอะไร…หรือยังรู้สึกอะไรอยู่มั้ย?”
ยิหวาวางมวนบุหรี่ที่ดับไฟแล้วลงในถาด
เอนหลังพิงเก้าอี้อีกครั้ง รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏที่มุมปาก“รู้ไป…แล้วได้อะไร?”
“พี่ไม่อยากเจ็บอีกแล้วว่ะนุ”
เสียงเธอไม่สั่น…แต่นิ่ง
นิ่งจนบาดลึกกว่าเสียงสะอื้น“ถ้ามันเป็นความรู้สึกจริง ๆ มันคงไม่จบลงตั้งแต่วันนั้น”
“แต่ถ้ามันแค่สิ่งที่เคยมี…พี่ก็ไม่อยากไปรื้อ”
ภานุพยักหน้าช้า ๆ
ภานุนิ่งเงียบไปพักหนึ่ง
ก่อนจะเอ่ยขึ้นช้า ๆ ด้วยน้ำเสียงที่ไม่ได้กดดัน แต่ชัดเจน“แล้ว…ใจพี่ตอนนี้มันเป็นยังไงวะ?”
ยิหวาหันไปมองน้องชายเล็กน้อย
คิ้วข้างหนึ่งยกขึ้นเหมือนครุ่นคิดจะตอบดีไหม ก่อนจะหัวเราะในลำคอเบา ๆ แล้วพูดเสียงเรียบ“ก็…สนุกดีนะ”
เธอยกแก้วน้ำขึ้นจิบเล็กน้อย แล้ววางลงบนโต๊ะอย่างใจเย็น
“มีความสุข…ในแบบของพี่แหละ ใช้ชีวิตไปวัน ๆ ภารกิจที่ท้าทายทุกวัน”
เธอเว้นจังหวะก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงนิ่ง ๆ แต่แฝงความเหนื่อยล้าบางอย่าง
“ไม่ต้องกลัวว่าจะมีใครมานั่งเป็นห่วงเวลาพี่ไปทำงาน…”
“ไม่ต้องกังวลว่าจะทำให้ใครนอนไม่หลับทั้งคืน…”
เสียงของยิหวาเริ่มเบาลง
ดวงตายังคงจ้องตรงไปข้างหน้า คล้ายพูดกับตัวเองมากกว่ากับใคร“ไม่ต้องรู้สึกผิด…ถ้ากลับมาพร้อมสภาพเหมือนจะตายวันนั้น”
“ไม่มีใครต้องร้องไห้เพราะพี่อีกแล้ว”
ภานุกัดฟันแน่น เขาไม่ได้พูดอะไร
เพราะสิ่งที่พี่สาวพูด…มันจริงจนเจ็บยิหวาหัวเราะเบา ๆ อีกครั้ง
แต่เสียงนั้น…มันไม่ได้สนุกเลย“แบบนี้ก็ดีแล้วใช่มั้ยล่ะ?”
“ไม่มีใครต้องเสียใจ ไม่มีใครต้องรอ ไม่มีใครต้องผิดหวังเพราะพี่อีกแล้ว”
เธอจ้องน้องชายด้วยแววตานิ่งสนิท
เหมือนคนที่เดินมาไกลเกินจะหันหลังกลับภานุนั่งนิ่งอยู่สักพัก ดวงตาจับจ้องไปที่พี่สาวของเขา
ประโยคที่ยิหวาเพิ่งพูด มันกระแทกใจเขาอย่างบอกไม่ถูก“ไม่มีใครต้องร้องไห้เพราะพี่อีกแล้ว”
เขาได้ยินเสียงหัวเราะที่ฟังแล้วไม่สนุกแม้แต่น้อย
เขาไม่รู้ว่าพี่สาวเขารอดมาได้ยังไง…จากชีวิตที่เหมือนไม่เหลืออะไรเลยเขาเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจถามคำถามที่อยู่ในใจมาตลอด
“พี่ยังอยากกลับไปหาเขาอยู่ไหม…เจนนิสน่ะ”
คำถามที่พ่นออกมาเบา ๆ แต่หนักราวกับหินก้อนโต
ยิหวาชะงักเล็กน้อย ดวงตาเลื่อนไปมองไกลออกไป ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงที่นิ่งจนน่ากลัว“…ถ้าเป็นสามปีก่อน คงไปแล้วล่ะ”
เธอยิ้มจาง ๆ ให้ตัวเอง แววตาเศร้าจาง ๆ รื้นขึ้นอย่างไม่รู้ตัว
“ตอนนั้นพี่ยังคิดว่า ถ้าได้เจอ ถ้าได้พูด มันอาจจะเปลี่ยนอะไรได้บ้าง”
“แต่ตอนนี้…”
เธอหันกลับมามองภานุ ริมฝีปากยังมีรอยยิ้ม
แต่ในแววตา…มีเพียงความว่างเปล่าและยอมรับ“มันคงไม่แล้วล่ะ…”
“พี่คิดว่า…พี่คงไม่เหมาะที่จะยืนข้างเขาจริง ๆ”
ภานุนั่งฟังเงียบ ๆ แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยคำถามที่ตีวนอยู่ไม่หยุด
สุดท้ายเขาเลือกพูดในสิ่งที่คนเป็นน้องชายอยากรู้มาตลอด“เขาทำให้พี่เจ็บปวดขนาดนี้…พี่ไม่คิดจะทำให้เขาเจ็บกลับบ้างเหรอ”
คำถามนั้นไม่ได้มาจากความสะใจ แต่มาจากความไม่เข้าใจ
เพราะคนที่อยู่ตรงหน้าเขา ไม่ใช่คนที่ยอมให้ใครมาทำร้ายแล้วเงียบเฉยแต่ยิหวาเพียงยิ้มบาง ๆ ดับไฟในดวงตาตัวเองด้วยความจริงที่กลั่นจากหัวใจ
“พี่ทำคนที่พี่เคยรักไม่ลงหรอก”
เสียงของเธอนุ่ม แต่ขม
เธอสูบบุหรี่อีกคำ แล้วค่อย ๆ ปล่อยควันออกมาอย่างเนิบช้า ไม่ใช่เพื่อพักหายใจ แต่เพื่อกดความรู้สึกที่ยังไม่มอด“แค่พี่เคยทำให้เขาร้องไห้…พี่ก็เจ็บจะแย่แล้วภานุ”
ภานุยังคงไม่เข้าใจ เขาขมวดคิ้วแน่น
“แล้วพี่ไม่แค้นเหรอ เขาทิ้งพี่ไปแบบนั้นอะ”
ยิหวาเงียบไปนานพอจะทำให้ความรู้สึกตีตื้นขึ้นมาอีกครั้ง
ก่อนที่เธอจะเอ่ยด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความขมขื่น…และความรักที่ยังไม่ตายดี“แค้นสิ…”
“แต่ให้ทำให้เขาเจ็บ พี่ทำไม่ลงว่ะ”
เธอหัวเราะเบา ๆ กับตัวเอง น้ำเสียงนั้นไม่มีความขบขันเลยแม้แต่น้อย
เหมือนคนที่รู้ว่าตัวเองแพ้…แต่ก็ยังยิ้มออกมาอย่างไม่ฝืน“บางทีการรักใครสักคน มันก็คือการยอมเจ็บคนเดียว…”
ภานุจ้องมองแผ่นหลังของพี่สาวที่เขารักที่สุดในชีวิต
แม้ยิหวาจะยืนอยู่อย่างเข้มแข็ง แต่เขารู้…ข้างในเธอเจ็บขนาดไหน เขาทนไม่ได้จริง ๆ ที่ต้องเห็นคนที่เคยแบกทั้งบ้าน คนที่ยอมเสี่ยงตายทุกภารกิจ กลับต้องนั่งอยู่ตรงนี้เหมือนคนที่ไม่เหลืออะไร“ให้ผมแก้แค้นแทนพี่ไหม…”
ยิหวาชะงัก เธอหันกลับมาเล็กน้อย แววตาภานุจริงจัง
น้ำเสียงของเขามั่นคงกว่าทุกครั้งที่เคยพูด“พี่ก็รู้ว่าผมรักพี่ พี่เป็นมากกว่าพี่สาว…พี่เป็นทั้งชีวิตของผม”
“ผมทนเห็นพี่เจ็บมามากพอแล้ว ผมอยากให้เขารู้บ้าง ว่าคนที่เขาทิ้งไป มันเจ็บปวดขนาดไหน”
ยิหวามองเขาเงียบ ๆ ดวงตาเรียบนิ่ง แต่แววเจ็บยังสะท้อนอยู่ในนั้น
เธอเดินกลับมาหาเขา คุกเข่าลงตรงหน้า แล้ววางมือบนเข่าของน้องชายเบา ๆ“อย่าเลยภานุ…”
เสียงของเธอเบา ราวกับกลัวว่าอะไรในใจจะพังไปมากกว่านี้
“แกจะเสียเวลาเปล่า ๆ”
ภานุกำมือแน่น ดวงตาสั่นระริก
“แต่พี่….”
“ต่อให้แกทำให้เขาเสียใจ…พี่ก็ไม่ได้มีความสุขขึ้นมาหรอก”
ยิหวาสูดลมหายใจลึก แล้วพูดอย่างนิ่งที่สุดเท่าที่เธอจะทำได้
“คนบางคน…มันไม่ได้เกิดมาเพื่อจะอยู่ด้วยกัน”
“แต่เขาก็เป็นคนเดียวที่เคยทำให้พี่อยากมีชีวิตอยู่ต่อให้ถึงพรุ่งนี้”
เธอยิ้ม…แต่รอยยิ้มนั้นโคตรเศร้า
ภานุมองพี่สาวแล้วกลืนน้ำลายแทบไม่ลง นี่ไม่ใช่แค่รักที่ไม่สมหวัง แต่มันคือรักที่ยังฝังอยู่ในหัวใจทุกลมหายใจยิหวาสูบควันบุหรี่เข้าปอดเงียบ ๆ ก่อนจะเป่ามันออกมาอย่างเรียบนิ่ง
เธอหันกลับมามองภานุที่ยังนั่งนิ่งไม่ไปไหน สายตาของเขายังเต็มไปด้วยความห่วงหาเธอยิ้มบาง ๆ แล้วเอื้อมมือไปเคาะหัวเขาเบา ๆ ด้วยหลังนิ้ว
“ไป ๆ แกไปทำงานได้ล่ะ”
ภานุกะพริบตาปริบ ๆ
“แต่พี่ยัง—”
“พี่มีงานต้องทำ แกอย่ามานั่งมองหน้าพี่เหมือนพี่เป็นคนใกล้ตายแบบนี้หน่อยเลย”
ยิหวาพูดติดตลกแบบไม่มีเสียงหัวเราะเธอยืนขึ้น ปัดเสื้อผ้าตัวเอง แล้วเอ่ยต่อทั้งที่ยังมองออกไปนอกหน้าต่าง
“รักพี่จริงก็บริหารโรงพยาบาลให้รวย ๆ สิ”
เธอหันมายักคิ้วให้หนึ่งที แล้วพูดต่อแบบขำ ๆ แต่ในน้ำเสียงมีความจริงจังซ่อนอยู่
“เดี๋ยวพี่เบื่องานเมื่อไหร่ จะได้ไปนอนใช้เงินแก…ให้สบายเลย”
ภานุหลุดหัวเราะในลำคอ เขาส่ายหน้าน้อย ๆ ก่อนลุกขึ้น
“ถ้างั้นพี่ก็อย่ารีบเบื่อเร็วล่ะกัน ผมยังจัดบัญชีโรงพยาบาลไม่เสร็จเลย”
“เหอะ…เรื่องเยอะ”
ยิหวาโยนบุหรี่ทิ้งแล้วใช้รองเท้าบู๊ตเหยียบดับไฟ ก่อนจะเดินกลับเข้าด้านในอย่างไม่รีบร้อน
ภานุมองตามหลังพี่สาวที่เคยแกร่งที่สุดในโลกของเขา
และยังเป็นแบบนั้นเสมอ…แม้หัวใจจะเคยแตกสลายภานุเดินมาหยุดตรงม้านั่งใต้ร่มไม้ข้างอาคารกรมฯ เขาทิ้งตัวลงนั่ง ชันศอกพาดเข่า และก้มหน้าลงราวกับหวังจะทบทวนอะไรสักอย่างที่ยังวกวนอยู่ในหัว
ภาพในอดีตผุดขึ้นอีกครั้ง…
ภาพของพี่สาวที่เดินกะเผลกออกมาจากภารกิจแทบทุกครั้งพร้อมแผลเต็มตัว
ภาพของคุณหมอน้ำแข็งในชุดกาวน์สีขาวกับสีหน้าเย็นชา และภาพที่เจนนิสเป็นลมตรงหน้าพี่สาวของเขาเอง…มันไม่ใช่แค่ความบังเอิญ
ไม่ใช่ความผูกพันธรรมดา“ทั้งสองคน… ต้องรักกันมากแน่ ๆ”
ภานุพูดกับตัวเองในใจ
แต่ก็ยิ่งสับสนกับสิ่งที่เห็นในวันนี้“แล้วทำไมถึงปล่อยให้เรื่องมันกลายเป็นแบบนี้?”
ยิหวาเลือกที่จะไม่กลับไป
เจนนิสเองก็เลือกที่จะไม่เดินเข้ามาหาต่างคนต่างเงียบ
ต่างคนต่างปิดประตูความรู้สึก ราวกับการอยู่เงียบ ๆ จะทำให้ทุกอย่างลืมเลือนได้ง่ายขึ้น“มันคงมีบางอย่าง… ที่ฉันยังไม่รู้”
ภานุคิดพลางกำมือแน่นเขาไม่ได้อยากแค่เข้าใจ
แต่ลึกลงไป… เขาอยากรู้ว่าเจนนิสรู้สึกยังไงกันแน่ ในวันนั้น วันที่เธอเลือกจะเดินจากพี่ของเขาไป วันที่เธอร้องไห้ในห้องพักแพทย์“ถ้ามีโอกาส… ฉันจะถามเธอด้วยตัวเอง”
ภานุเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง
สายตานิ่งเรียบ แต่ภายในใจกลับเต็มไปด้วยคำถาม ที่เขายังไม่มีคำตอบ… แต่จะหามันให้เจอเช้าวันนี้ แสงอรุณอุ่นนวลเล็ดลอดผ่านผ้าม่านสีครีมเข้ามาในห้องพักผู้ป่วยความเงียบสงบของยามเช้าถูกเติมด้วยเสียงฝีเท้าเบา ๆ ของภานุที่เดินมาหยุดข้างเตียง เขาก้มลงตรวจชีพจรเจนนิสอย่างชำนาญ ก่อนจะใช้เครื่องฟังเสียงหัวใจลูก ๆ ที่อยู่ในครรภ์เสียง “ตึกตัก” สองจังหวะซ้อนกันดังชัดเจน…ชวนให้หัวใจพ่อเต้นตามท้องของเจนนิสโตขึ้นพอสมควรแล้วเธอนอนพิงหมอนสูง มองภานุด้วยสายตาอุ่น ๆ ที่เต็มไปด้วยความขอบคุณไม่นาน พ่อและแม่ภานุก็เข้ามาเยี่ยมตั้งแต่เช้าตรู่แม่ถือถุงผลไม้และซุปอุ่น ๆ พ่อแม้จะยังอยู่ในเครื่องแบบ ก็ยังสละเวลามายืนข้างเตียง เอ่ยเพียงสั้น ๆ แต่ชัดเจน “เก่งมากหนู…อีกนิดเดียวก็จะผ่านไปแล้ว”ทุกคนในห้องต่างรู้ดีว่า สิ่งที่เจนนิสเผชิญอยู่ไม่ง่ายและกำลังใจคือยาที่ดีที่สุดสำหรับเธอในตอนนี้ไม่นานนัก ประตูห้องก็เปิดออกหมอคริสในชุดกาวน์สีขาวก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มใจดี“อรุณสวัสดิ์ครับคุณแม่ วันนี้ผมมีข่าวดี” หมอคริสเอ่ยขณะตรวจดูผลวัดต่าง ๆ “อาการดีขึ้นมากนะครับ ชีพจร ความดันอยู่ในเกณฑ์ คุณแม่ลองเดินได้บ้างแล้วนะ…ค่อย ๆ ขยับทีละนิด”คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศทั้งห้องโล่งใจขึ้นในทันทีเจนนิสเองก็รู้สึก
เมื่อภานุพาเจนนิสเดินมาถึงหน้าห้องแม่ที่โรงพยาบาล ประตูห้องถูกเปิดออกพอดี ร่างสูงใหญ่ในชุดเครื่องแบบทหารเดินออกมาอย่างรีบเร่ง“อ้าว เฮ้ย! มาจากไหนเนี่ย?” ภานุเอ่ยทักทันทีที่เห็นใบหน้าคุ้นเคยภาคินชะงักไปชั่ววูบ หันมายิ้มให้พี่ชาย “ไงพี่ แวะมาจากค่ายน่ะ มาเอาของนิดหน่อย เดี๋ยวต้องรีบกลับไปฝึกต่อแล้ว แม่เรียกมาให้เซ็นเอกสารจดทะเบียนอะไรสักอย่างนี่แหละ”พูดจบก็เหลือบมองนาฬิกา ก่อนขยับจะเดินผ่านไป “ไปก่อนนะ รถมารอแล้ว”ภานุทำหน้างงเล็กน้อย ก่อนตบไหล่น้องชาย “เออ ปลอดภัยด้วยล่ะ ด่วนไปไหนของมันอีกละ…”ภาคินเพียงแต่ยิ้มบาง ๆ โบกมือลาแล้วก้าวฉับ ๆ จากไปโดยไม่หันกลับภานุหันกลับมามองเจนนิส ส่งยิ้มอ่อนโยนให้ “นั่นน้องชายคนเล็กของบ้านผมเอง ชื่อภาคิน นายๆจะเจอกันที ไว้ผมพาไปเจอนะ น้องน่าจะด่วน”เจนนิสพยักหน้ารับ ยิ้มบาง ๆ ก่อนเดินเข้าไปในห้องแม่อย่างเงียบ ๆ ทิ้งเสียงฝีเท้าของภาคินที่จางหายไปกับทางเดินยาวของโรงพยาบาลภานุผลักประตูเข้าไปในห้องรับรอง ทั้งคู่ยกมือไหว้พ่อกับแม่ที่นั่งรออยู่ข้างใน พ่อของภานุในชุดทหารเต็มยศ กำลังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์บนโซฟาด้วยท่าทีสงบ เยือกเย็นตามสไตล์ผู้นำครอบครัวเจน
ในห้องนอนที่แสงเช้าสาดผ่านม่านโปร่ง เจนนิสนอนนิ่งอยู่บนเตียง ร่างกายอ่อนล้าจากการแพ้ท้อง แต่หัวใจกลับไม่เหนื่อยล้าอย่างเดิมอีกต่อไปขณะที่ลมหายใจเธอค่อย ๆ สม่ำเสมอ เสียงหัวใจของอีกหนึ่งชีวิตในตัวเธอก็ยังดังก้องในความทรงจำเธอคิดย้อนกลับไปถึงวันที่เคยกลัวครอบครัวกลัวการผูกมัด กลัวความผิดหวัง กลัวจะไม่มีบ้านให้ใครซุกหัวนอน เพราะบ้านในอดีตของเธอไม่เคยอบอุ่นแต่ตอนนี้ แม้ร่างกายจะอ่อนแรงแต่การมีภานุอยู่ข้าง ๆ ทั้งในวันที่หัวเราะ วันที่ร้องไห้ วันที่อ่อนแอทำให้เธอค่อย ๆ มองเห็นความหมายของคำว่า ครอบครัว ใหม่อีกครั้งเจนนิสตกผลึกกับตัวเองว่าความอบอุ่นไม่ได้เกิดจากสถานที่ หรืออดีตที่ผ่านมาแต่มันเริ่มต้นได้จากคนสองคนจากมือที่กอดไว้แน่นจากสายตาที่มองกันด้วยความเข้าใจจากหัวใจที่พร้อมจะเติบโตไปด้วยกัน…แม้จะกลัว แม้จะไม่พร้อมก็ตามวันนี้ เธออาจยังไม่พร้อมสมบูรณ์แต่ก็พร้อมจะ “ลองรัก” ดูอีกสักครั้งพร้อมจะสร้างบ้านหลังใหม่ ให้กับตัวเอง กับภานุ กับลูกน้อยในท้องและกับอนาคตที่เธอจะไม่หนีจากมันอีกต่อไปชีวิตของเธอกำลังเปลี่ยนไป แต่ครั้งนี้ เธอเลือกจะเปลี่ยนไปพร้อมกับคนที่รักและยอมรับในตัวตนของ
หลังออกจากห้องตรวจ แม่ภานุเดินเคียงข้างสองคนด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน“เย็นนี้ไปทานข้าวที่บ้านแม่นะลูก แม่จะเตรียมของโปรดให้”ภานุรีบรับคำแล้วพูดแซวแม่ทันที “แต่แม่ครับ เมียผมท้องอ่อน กินอะไรไม่ค่อยได้ ผมดูแลเองได้นะแม่”น้ำเสียงจริงจังแต่ปนหวงแหน ใบหน้าภานุเต็มไปด้วยความภูมิใจในฐานะพ่อบ้านมือใหม่แม่ภานุหันมามองลูกชายแล้วอมยิ้ม “แล้วแกไม่คิดจะแต่งงานกับเขาหน่อยเหรอภานุ?”เสียงพูดเหมือนหยอกแต่สายตานิ่งจริงจังเจนนิสที่เดินข้าง ๆ สะดุ้งนิดหน่อย รีบตอบแทรกเสียงเบา“ไม่เป็นไรค่ะ หนูยังไงก็ได้…”ใบหน้ามีรอยเขินอายเล็ก ๆ ชำเลืองมองภานุอย่างประหม่าแต่ภานุส่ายหน้าทันที ยืนยันหนักแน่น“ไม่ได้หรอกคุณ! ยังไงผมต้องจัดงานแน่นอน—แต่คุณพร้อมตอนไหนบอกผมนะ ผมจะไม่บังคับ”สายตาจริงใจ มือกุมมือเธอแน่นราวกับจะส่งผ่านความมั่นคงในใจทั้งหมดเจนนิสมองเขา ยิ้มอ่อน ๆ พยักหน้าเบา ๆ ใจหนึ่งอบอุ่นใจหนึ่งยังเขินอยู่ลึก ๆแม่ภานุหันไปมองลูกชายแล้วพูดกับน้ำเสียงจริงจังแต่แฝงความเอ็นดู“ช่วงนี้อย่าลงเวรให้หนูเจนนิสนะภานุ ให้เขาพักผ่อนให้มาก ๆ”ภานุหันมาตอบแบบเด็กดี “ค้าบแม่!”เสียงตอบพร้อมรอยยิ้มเต็มแก้ม ทำเอาแม่หัวเราะเบ
เมื่อภานุประคองเจนนิสเข้าไปถึงแผนกสูตินรีเวชของโรงพยาบาล เสียงฮือฮากระซิบกระซาบก็กระจายไปทั่วโถงรอตรวจ เหล่าพยาบาลและเจ้าหน้าที่แอบเหลือบมองทั้งสองคนเป็นระยะ ขณะที่ภานุยืนเคียงข้างเจนนิสไม่ห่างในกลุ่มพนักงานเวรเปลี่ยนผลัด“นี่ๆ ได้ข่าวยัง? คู่หมั้นอาจารย์ภานุ ขอตัวถอนหมั้นหลังกลับจากพม่า เขาว่าอาจารย์หมั้นกับหมอเจนนิสใหม่เหรอ?”“แต่ฉันเห็นหมอเจนนิสเดินมาด้วยกันจริงนะ เห็นอาการเหมือนคนแพ้ท้องด้วย…”เสียงซุบซิบยิ่งดังขึ้นเรื่อย ๆบางคนหยิบมือถือมาแชะภาพ บ้างก็ส่งข้อความในไลน์กลุ่มโรงพยาบาล“มีข่าวด่วน! ภานุ หมอเจนนิส เข้าสูตรนิยายเลยเว้ย!”“หรือเขาจะมีข่าวดีอะ?”เสียงเมาท์แรงสะเทือนไปถึงห้องผู้บริหารเสียงพูดคุยกระซิบกระซาบของพยาบาลหน้าเคาน์เตอร์แผนกสูติทำให้คุณหญิง แม่ของภานุชะงักฝีเท้า“เมื่อกี้เห็นคุณหมอภานุพาผู้หญิงเข้าไปในห้องตรวจนะ… เหมือนจะเป็นหมอเจนนิส”“ใช่ ๆ หมอภานุที่เคยมีข่าวลือว่าหมั้นกับหมอกานดานั่นแหละ…”คำต่อท้ายหลุดเป็นเสียงเบา แต่กลับดังชัดในหูของเธอพอ ๆ กับเสียงหัวใจตัวเองที่เต้นแรงความจริงเรื่องสัญญาหมั้นระหว่างครอบครัว กับบ้านกานดายังไม่เคลียร์ เพราะตัวแม่ภานุเองก
เช้าแสงอ่อนสาดลอดผ้าม่าน เจนนิสรู้สึกตัวตื่นขึ้นในอ้อมกอดอุ่นของภานุ กลิ่นกายและลมหายใจร้อนของเขายังคลอเคลียข้างแก้ม เธอขยับตัวเบา ๆ รู้สึกเหมือนร่างกายหนักอึ้งไปหมด หัวหมุนเวียนคล้ายคนเมาค้าง สะโพกกับต้นขาก็ยังระบมจากค่ำคืนดุเดือดเจนนิสหลับตานิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะค่อย ๆ เงยหน้ามองคนที่กอดเธอไว้“คุณ…ฉันรู้สึกแปลก ๆ เวียนหัวมาก…”น้ำเสียงแผ่วพร่าของเธอดึงความสนใจภานุให้ตื่นเต็มตา เขานับนิ้วอยู่ในอากาศ ท่าทางเหมือนกำลังคิดอะไรเร็วจี๋ทันใดนั้น ภานุเบิกตากว้าง เผลอยิ้มกว้างแล้วร้องออกมาอย่างดีใจ “เว้ย! เดือนนี้…!”เขาคว้ามือเธอมากุมไว้แน่น ดวงตาเป็นประกายลิงโลดจนน่าแปลกใจเจนนิสขมวดคิ้ว งุนงงกับท่าทีของเขา“เดี๋ยว…คุณเป็นอะไรเนี่ย อยู่ ๆ ก็ดีใจอะไรของคุณ?”เธอมองเขางง ๆ หัวก็ยังหมุนติ้วภานุดึงเธอเข้ามากอดแน่นขึ้นอีก “คุณ…เมื่อวานมัน…วันที่เลยมานะ รู้ไหม?”เจนนิสยังงงงวยกับท่าทีร้อนรนปนดีใจของเขา “แล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉันรู้สึกเวียนหัว?”ภานุยิ้มกรุ่มกริ่ม ลมหายใจร้อนผ่าวใกล้ข้างหู “ไม่แน่นะ…คุณอาจจะเมาค้าง หรือ…อาจจะกำลังมีเซอร์ไพรส์อะไรบางอย่างก็ได้”เขาขยี้จมูกลงบนแก้มเธออย่างหวงแหนเ







