LOGINในทุก ๆ วัน ตั้งแต่เจนนิสย้ายมาอยู่ที่แผนกของภานุ
เขาไม่เคยเห็นเธอได้พักจริง ๆ สักครั้งเธอยังคงเป็นคุณหมอน้ำแข็งคนนั้น — สีหน้าเรียบเย็น คล่องแคล่วและเด็ดขาดในห้องผ่าตัด
แต่ในแววตาของเธอกลับมีบางอย่างที่เปลี่ยนไป มันไม่ใช่แค่ความเหนื่อยล้า แต่เหมือนคนที่กำลังชดใช้สิ่งที่ตัวเองก็ไม่แน่ใจว่าจะไถ่บาปได้เมื่อไหร่เจนนิสเอาแต่ทำงาน
บางวันลืมแม้กระทั่งกินข้าว บางคืนยังเห็นเธอเดินออกจากห้องผ่าตัดตอนตีสาม ด้วยสายตาว่างเปล่าเหมือนวิญญาณยังลอยวนอยู่กับเคสก่อนหน้า“เธอเหมือนคนที่กำลังไถ่บาป… ด้วยชีวิตตัวเอง”
ภานุเฝ้าสังเกต
เขาไม่เข้าใจทั้งหมด แต่ก็รู้ว่า เจนนิสไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างคนปกติ เธอไม่ได้อยู่เพื่ออนาคต แต่เหมือนอยู่เพื่อแก้ไขอดีตกระทั่งวันหนึ่ง…
วันที่ภานุได้รู้ว่า
พี่สาวของเขา — ยิหวา ผู้หญิงที่เขาคิดว่าไม่มีอะไรในโลกทำให้ใจอ่อนแอได้อีกเปิดใจให้ใครบางคนอีกครั้ง…
และชื่อของคนนั้นคือ… ทินภัทร
ภานุจำได้ดี — วันที่ยิหวาเมินสายตาที่เขาถามถึงอดีต
เธอยิ้ม สูบบุหรี่ และพูดว่า“ตอนนี้พี่ก็มีความสุขดี ใช้ชีวิตไปวัน ๆ ทำงาน ไม่ต้องกลัวว่าจะทำให้ใครร้องไห้เวลาเจ็บตัว”
…แต่เบื้องหลังคำพูดนั้นคืออะไร
เบื้องหลังความสุขที่ว่านั้น คืออะไรแล้วเจนนิสล่ะ? เธอยังใช้ชีวิตไถ่บาปแบบนี้อีกนานแค่ไหน?
ภานุมองแผ่นหลังของเจนนิสในวันนี้
เหมือนกำลังมองคนที่กำลังหลงทางอยู่กลางทะเลหมอกของอดีต และเขาไม่รู้เลยว่า วันไหน… ที่เธอจะล้มลงไปอีกครั้ง“หากเขาเป็นคนทำให้พี่สาวผมเจ็บ…”
“แล้วใครกันแน่…ที่ทำให้ผู้หญิงคนนี้ยังไม่ยอมให้อภัยตัวเองสักที?” .. .. ภานุไม่ได้ตั้งใจจะกลับบ้านเร็วในวันนั้น แต่น้องแม่บ้านที่อยู่บ้านโทรมาบอกว่า “พี่หวาพาผู้ชายมาค่ะ”เขารีบบึ่งรถกลับมาโดยไม่คิดอะไรมากนัก
พี่สาวเขาไม่ใช่คนที่จะพาใครเข้าบ้านง่าย ๆ และนับตั้งแต่ความรักครั้งเก่าพังพินาศ ภานุยังไม่เคยเห็นพี่สาวใช้คำว่า แฟน กับใครอีกเลยแต่พอเปิดประตูบ้านเข้าไป…
“ไอ—เหี้ย”
นั่นคือคำเดียวที่โผล่ขึ้นมาในหัวภานุ
เมื่อภาพตรงหน้าคือผู้ชายหน้าหวาน ผิวขาวจัด ตาตี่นิด ๆ แบบที่สาว ๆ ชอบ ริมฝีปากแดงแบบที่คนธรรมดาไม่ควรจะมี และทรงผมยุ่ง ๆ ดูดีเหมือนคนเพิ่งโดนลากออกจากกองถ่ายโฆษณาน้ำหอมผู้ชายคนนั้น… กำลังยืนอยู่ข้างยิหวา
ในชุดลำลองธรรมดา ๆ แต่แม่ง… สวยชิบหาย“ภานุ นี่ทินภัทร”
“เมียพี่เอง”ยิหวาแนะนำด้วยสีหน้าราบเรียบเหมือนพูดเรื่องอากาศ
ในขณะที่คนถูกแนะนำยกมือไหว้อย่างสุภาพ มีมารยาทเป๊ะ แต่รอยยิ้มขี้เล่นในแววตานั่น…ทำให้ภานุรู้ได้ทันทีไอ้หมอนี่…มันไม่ใช่ผู้ชายธรรมดา
มันคือคนที่ ‘พี่สาวของเขา’ ยอมเปิดประตูให้เข้ามาในโลกส่วนตัวอีกครั้งภานุยืนงงอยู่นาน — เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา
เขาเฝ้าถามตัวเองซ้ำ ๆ ว่า ทำไมเจนนิสถึงไม่ยอมเริ่มต้นใหม่ เธอยังคงอยู่กับงาน สูญเสียตัวตนเหมือนกำลังไถ่บาปอะไรบางอย่างแต่ในขณะเดียวกัน —
พี่สาวของเขา…กลับกำลังเริ่มต้นใหม่กับใครสักคน“มึงแม่ง…เลือกคนสวยกว่าเจนนิสอีกอะพี่”
ภานุพึมพำในใจ ขณะมองทินภัทรนั่งกินข้าวกับครอบครัวอย่างเนียนหลังอาหารมื้ออาหารจบลง
ภานุขอแยกตัวจากวงสนทนา พายิหวาออกมาคุยที่ระเบียงบ้านเสียงลมหอบเบา ๆ จากต้นไม้ในสวนดังกลบความอึดอัด
ภานุมองหน้าพี่สาวที่ยืนพิงราวระเบียง สูบบุหรี่อย่างใจเย็น เขาเปิดปากถามตรง ๆ แบบไม่อ้อม“พี่…ยังไงอ่ะ?”
“พี่กับหมอนั่น คือ…อะไรยังไงวะ?” “แล้ว…เจนนิสล่ะ พี่ลืมเค้าไปแล้วจริง ๆ เหรอ?”ยิหวาหันมามองน้องชายครู่หนึ่ง
ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ“10 ปีแล้วป่ะมึง”
“พี่แม่ง…ก็ลืมไม่หมดหรอก แต่รู้มั้ย—พี่ไม่ได้อยากกลับไปตรงนั้นแล้ว”เธอหยิบบุหรี่ขึ้นจ่อริมฝีปาก สูดควันเข้าไปลึก
แล้วปล่อยออกมาอย่างช้า ๆ ก่อนพูดต่อ“เอาจริง ๆ กับคนนี้ แม่งไม่ต้องพยายามอะไรเลยว่ะ”
“เขาไม่ได้มาทำให้พี่ลืมใคร แต่เขาทำให้พี่รู้…ว่าบ้านที่อยากกลับเป็นแบบไหน”ยิหวาหยุดเล็กน้อย แล้วหันกลับมามองหน้าภานุตรง ๆ
“ทินภัทร…อยู่กับกูได้ทุกสถานการณ์”
“เขาตายเพื่อพี่ได้…และพี่ยอมปกป้องเขาสุดชีวิตเหมือนกัน”ภานุนิ่ง…ไม่ใช่เพราะไม่เข้าใจ
แต่เพราะเขาเพิ่งเห็นด้านหนึ่งของพี่สาว ที่เขาไม่เคยได้ยินมาก่อน“พี่โตขึ้นมากแล้วนะภานุ”
“พี่รู้วิธีหลบตายได้ดีกว่าแต่ก่อนเยอะ” “แต่ถ้าวันหนึ่งพี่ต้องตาย…ขอให้ตายแบบที่ได้อยู่ข้างเขา แค่นั้นก็พอ”ภานุก้มหน้าลง รู้สึกเหมือนอะไรบางอย่างในใจเขาถูกคลี่คลาย
เขายังอยากถามถึงเจนนิส ยังมีคำถามมากมายในหัวภานุยืนพิงราวระเบียงข้างพี่สาวเงียบไปพักหนึ่ง
ก่อนจะพูดขึ้นเบา ๆ คล้ายล้อเล่น แต่เสียงแผ่วจนเหมือนจริง“แล้วถ้าผมชอบเจนนิส พี่จะเกลียดผมไหมวะ…”
ยิหวาชะงักไปนิด ดวงตานิ่งกริบแต่ไม่มีความโกรธ
กลับสูบบุหรี่เงียบ ๆ แล้วหัวเราะในลำคอเบา ๆ“ไม่หรอก…พี่ไม่มีสิทธิ์จะเกลียดใครเพราะเรื่องแบบนั้นด้วยซ้ำ”
เธอหันมามองหน้าภานุ ดวงตายังนิ่งแต่เหมือนยิ้มด้วยสายตา
“แต่แกแน่ใจเหรอวะ ว่ารับมือกับผู้หญิงอย่างเจนนิสได้”
ภานุหัวเราะเบา ๆ เหมือนโดนแซะ
“แค่ถามดู…ไม่ได้หมายความว่าจะไปจีบจริงสักหน่อย”
“ผมแค่แบบ…สงสัยว่าทำไมคนอย่างเจนนิสถึงยังอยู่คนเดียว ทั้งที่มีคนรักเธอมากขนาดนั้น”
ยิหวายิ้มบาง ๆ แล้วพูดด้วยเสียงแผ่ว
“บางที…เธออาจจะไม่ได้อยากมีใครใหม่ก็ได้”
“หรือไม่ก็ยังมีใครบางคนในใจอยู่…ที่ยังลืมไม่ลงเหมือนกัน”ภานุนิ่ง
ยิหวาหันไปมองหน้าน้องชาย พลางดีดเถ้าบุหรี่ลงกระถางต้นไม้ใกล้ตัว
“แกนั่นแหละ…เลิกเป็นห่วงพี่ได้แล้ว”
เสียงของยิหวาเรียบนิ่ง แต่แฝงด้วยความอ่อนโยนที่ไม่ค่อยแสดงออกบ่อยนัก
“โตจนป่านนี้แล้ว หาแฟนเป็นตัวเป็นตนได้แล้วแกจะได้เข้าใจ…ว่าไอ้ความรักมันโหดร้าย แต่แม่งก็สวยดี”
ภานุเลิกคิ้วหัวเราะ
“พี่พูดเหมือนตัวเองมีรักที่สวยงามเลยนะ”
ยิหวาสูบบุหรี่เงียบ ๆ แล้วยิ้มบาง
“พี่ไม่ได้มีหรอก…แต่พี่รู้แล้วว่าต่อให้มันเจ็บแค่ไหน มันก็คือสิ่งเดียวที่ทำให้พี่รู้สึกว่า…กูยังเป็นคนอยู่”
ภานุนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะถอนหายใจเหมือนยอมรับ
“ถ้างั้นพี่ก็ช่วยเลิกทำตัวเหมือนคนที่ตัดใจจากทุกอย่างแล้วได้ไหม”
ยิหวาหัวเราะในลำคอ ดับบุหรี่ลงแล้วเอื้อมมือไปขยี้หัวน้องชายเบา ๆ
“เลิกห่วงกู แล้วไปหาคนที่ทำให้แกห่วงบ้าง…แล้วแกจะเข้าใจทุกอย่างเองนั่นแหละ”
ยิหวาตบไหล่น้องเบา ๆ สองทีเหมือนจะให้กำลังใจหรืออาจแค่ไล่กลาย ๆ
ก่อนจะหมุนตัวหยิบกุญแจรถจากโต๊ะข้างประตู“ไปละ กูต้องไปส่งแม่ที่โรงบาลก่อน เดี๋ยวสาย”
ภานุลุกตาม พลางถามเสียงเรียบแต่ความอยากรู้ยังไม่จาง
“แล้วถ้าพี่เจอเจนนิสล่ะ?”
ยิหวาหยุดนิ่งแค่เสี้ยววินาที ก่อนหันกลับมายักไหล่
เธออมยิ้มเล็กน้อยเหมือนไม่คิดอะไรมาก แต่แววตากลับซ่อนความรู้สึกลึกซึ้งไว้ดี“เจอก็เจอดิว่ะ ไม่เห็นจะเป็นอะไร”
พูดจบเธอก็หมุนกุญแจรถในมือเบา ๆ เดินออกไปโดยไม่หันหลังกลับ
ณ โรงพยาบาล
ภานุตามยิหวาที่พาคุณแม่มาทำงานเพราะต้องเข้าประชุมฝ่ายบริหาร แต่ขณะที่เดินผ่านโถงชั้นล่างของโรงพยาบาล สายตาเขาก็หยุดลงตรงประตูลิฟต์ที่เปิดออกหญิงสาวผมตรงปะบ่า ผิวขาวจัด อยู่ในตัวลิฟต์ใส่ชุดกาวน์ขาว ใบหน้านั้นกลับนิ่งงันไปทั้งดวง-เจนนิส
“ยิหวา…” เสียงนั้นแผ่วเบา แต่เต็มไปด้วยความตกใจและประหลาดใจปนกัน ภานุหันขวับตามเสียง — เจนนิส ข้างกายพี่สาวเขายังมีทินภัทรชายคนรักใหม่ [เหตุการณ์เชื่อมโยงเรื่อง ทุกคนคิดว่าเธอเป็นทอม…ผมคือเมียเธอ บทที่ 20,21 / ฉันจำทุกอย่าง ยกเว้นวิธีลืมเธอ-ตอนพิเศษ เมื่อเราได้พบกันอีกครั้ง , ตอนพิเศษ-แค่ต้องเดินทางต่อ…แม้ไม่มีคุณ(อีบุ๊ค)]เจนนิสรั้งมือเขาไว้ชั่วขณะ ราวกับต้องการแรงยึดเหนี่ยวสุดท้ายก่อนจะกลับไปเป็นคุณหมอที่เข้มแข็งอีกครั้ง
มือของเธอเย็น แต่แรงบีบกลับแน่นหนาราวกับกลัวจะหลุดมือภานุเหลือบตามอง
ในดวงตาบวมช้ำคู่นั้นมีเงาของคนที่ครั้งหนึ่งเคยเข้มแข็งกว่านี้ แต่ตอนนี้เธอกำลังต่อสู้กับความปวดร้าวในแบบที่ไม่มีใครเห็น“ขอบคุณนะ ภานุ… ขอบคุณที่ดึงฉันขึ้นมาจากตรงนั้น”
เขาไม่ตอบอะไรทันที เพียงแต่ยกมืออีกข้างขึ้นมา วางลงบนหลังมือของเธอที่ยังจับเขาไว้
เธอพยักหน้า สูดลมหายใจเข้า
ไหล่ที่เคยห่อเหี่ยว เริ่มกลับมานิ่งมั่น“ไปครับ… ห้องผ่าตัดยังรอคนเก่งอยู่”
ภานุหมุนตัวไปที่ประตูหนีไฟ แต่ยังไม่ทันได้หมุนลูกบิด
เสียงแจ้งเตือนเบา ๆ จากนาฬิกาข้อมือดังขึ้น — [หัวใจเต้นเร็วเกินระดับปกติ]เขาก้มลงมองมัน แล้วเผลอยิ้มน้อย ๆ กับตัวเอง
ในขณะที่เบื้องหลัง… เจนนิสเดินตามมาเงียบ ๆ โดยที่ยังไม่รู้เลยว่า แค่การจับมือครั้งนั้น ได้สร้างแรงสะเทือนแปลกประหลาดในใจของคนที่อยู่ข้างเธอไม่ใช่ความสงสาร
ไม่ใช่หน้าที่ แต่คือบางอย่าง… ที่อาจจะเรียกได้ว่า ‘จุดเริ่มต้น’เช้าวันนี้ แสงอรุณอุ่นนวลเล็ดลอดผ่านผ้าม่านสีครีมเข้ามาในห้องพักผู้ป่วยความเงียบสงบของยามเช้าถูกเติมด้วยเสียงฝีเท้าเบา ๆ ของภานุที่เดินมาหยุดข้างเตียง เขาก้มลงตรวจชีพจรเจนนิสอย่างชำนาญ ก่อนจะใช้เครื่องฟังเสียงหัวใจลูก ๆ ที่อยู่ในครรภ์เสียง “ตึกตัก” สองจังหวะซ้อนกันดังชัดเจน…ชวนให้หัวใจพ่อเต้นตามท้องของเจนนิสโตขึ้นพอสมควรแล้วเธอนอนพิงหมอนสูง มองภานุด้วยสายตาอุ่น ๆ ที่เต็มไปด้วยความขอบคุณไม่นาน พ่อและแม่ภานุก็เข้ามาเยี่ยมตั้งแต่เช้าตรู่แม่ถือถุงผลไม้และซุปอุ่น ๆ พ่อแม้จะยังอยู่ในเครื่องแบบ ก็ยังสละเวลามายืนข้างเตียง เอ่ยเพียงสั้น ๆ แต่ชัดเจน “เก่งมากหนู…อีกนิดเดียวก็จะผ่านไปแล้ว”ทุกคนในห้องต่างรู้ดีว่า สิ่งที่เจนนิสเผชิญอยู่ไม่ง่ายและกำลังใจคือยาที่ดีที่สุดสำหรับเธอในตอนนี้ไม่นานนัก ประตูห้องก็เปิดออกหมอคริสในชุดกาวน์สีขาวก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มใจดี“อรุณสวัสดิ์ครับคุณแม่ วันนี้ผมมีข่าวดี” หมอคริสเอ่ยขณะตรวจดูผลวัดต่าง ๆ “อาการดีขึ้นมากนะครับ ชีพจร ความดันอยู่ในเกณฑ์ คุณแม่ลองเดินได้บ้างแล้วนะ…ค่อย ๆ ขยับทีละนิด”คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศทั้งห้องโล่งใจขึ้นในทันทีเจนนิสเองก็รู้สึก
เมื่อภานุพาเจนนิสเดินมาถึงหน้าห้องแม่ที่โรงพยาบาล ประตูห้องถูกเปิดออกพอดี ร่างสูงใหญ่ในชุดเครื่องแบบทหารเดินออกมาอย่างรีบเร่ง“อ้าว เฮ้ย! มาจากไหนเนี่ย?” ภานุเอ่ยทักทันทีที่เห็นใบหน้าคุ้นเคยภาคินชะงักไปชั่ววูบ หันมายิ้มให้พี่ชาย “ไงพี่ แวะมาจากค่ายน่ะ มาเอาของนิดหน่อย เดี๋ยวต้องรีบกลับไปฝึกต่อแล้ว แม่เรียกมาให้เซ็นเอกสารจดทะเบียนอะไรสักอย่างนี่แหละ”พูดจบก็เหลือบมองนาฬิกา ก่อนขยับจะเดินผ่านไป “ไปก่อนนะ รถมารอแล้ว”ภานุทำหน้างงเล็กน้อย ก่อนตบไหล่น้องชาย “เออ ปลอดภัยด้วยล่ะ ด่วนไปไหนของมันอีกละ…”ภาคินเพียงแต่ยิ้มบาง ๆ โบกมือลาแล้วก้าวฉับ ๆ จากไปโดยไม่หันกลับภานุหันกลับมามองเจนนิส ส่งยิ้มอ่อนโยนให้ “นั่นน้องชายคนเล็กของบ้านผมเอง ชื่อภาคิน นายๆจะเจอกันที ไว้ผมพาไปเจอนะ น้องน่าจะด่วน”เจนนิสพยักหน้ารับ ยิ้มบาง ๆ ก่อนเดินเข้าไปในห้องแม่อย่างเงียบ ๆ ทิ้งเสียงฝีเท้าของภาคินที่จางหายไปกับทางเดินยาวของโรงพยาบาลภานุผลักประตูเข้าไปในห้องรับรอง ทั้งคู่ยกมือไหว้พ่อกับแม่ที่นั่งรออยู่ข้างใน พ่อของภานุในชุดทหารเต็มยศ กำลังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์บนโซฟาด้วยท่าทีสงบ เยือกเย็นตามสไตล์ผู้นำครอบครัวเจน
ในห้องนอนที่แสงเช้าสาดผ่านม่านโปร่ง เจนนิสนอนนิ่งอยู่บนเตียง ร่างกายอ่อนล้าจากการแพ้ท้อง แต่หัวใจกลับไม่เหนื่อยล้าอย่างเดิมอีกต่อไปขณะที่ลมหายใจเธอค่อย ๆ สม่ำเสมอ เสียงหัวใจของอีกหนึ่งชีวิตในตัวเธอก็ยังดังก้องในความทรงจำเธอคิดย้อนกลับไปถึงวันที่เคยกลัวครอบครัวกลัวการผูกมัด กลัวความผิดหวัง กลัวจะไม่มีบ้านให้ใครซุกหัวนอน เพราะบ้านในอดีตของเธอไม่เคยอบอุ่นแต่ตอนนี้ แม้ร่างกายจะอ่อนแรงแต่การมีภานุอยู่ข้าง ๆ ทั้งในวันที่หัวเราะ วันที่ร้องไห้ วันที่อ่อนแอทำให้เธอค่อย ๆ มองเห็นความหมายของคำว่า ครอบครัว ใหม่อีกครั้งเจนนิสตกผลึกกับตัวเองว่าความอบอุ่นไม่ได้เกิดจากสถานที่ หรืออดีตที่ผ่านมาแต่มันเริ่มต้นได้จากคนสองคนจากมือที่กอดไว้แน่นจากสายตาที่มองกันด้วยความเข้าใจจากหัวใจที่พร้อมจะเติบโตไปด้วยกัน…แม้จะกลัว แม้จะไม่พร้อมก็ตามวันนี้ เธออาจยังไม่พร้อมสมบูรณ์แต่ก็พร้อมจะ “ลองรัก” ดูอีกสักครั้งพร้อมจะสร้างบ้านหลังใหม่ ให้กับตัวเอง กับภานุ กับลูกน้อยในท้องและกับอนาคตที่เธอจะไม่หนีจากมันอีกต่อไปชีวิตของเธอกำลังเปลี่ยนไป แต่ครั้งนี้ เธอเลือกจะเปลี่ยนไปพร้อมกับคนที่รักและยอมรับในตัวตนของ
หลังออกจากห้องตรวจ แม่ภานุเดินเคียงข้างสองคนด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน“เย็นนี้ไปทานข้าวที่บ้านแม่นะลูก แม่จะเตรียมของโปรดให้”ภานุรีบรับคำแล้วพูดแซวแม่ทันที “แต่แม่ครับ เมียผมท้องอ่อน กินอะไรไม่ค่อยได้ ผมดูแลเองได้นะแม่”น้ำเสียงจริงจังแต่ปนหวงแหน ใบหน้าภานุเต็มไปด้วยความภูมิใจในฐานะพ่อบ้านมือใหม่แม่ภานุหันมามองลูกชายแล้วอมยิ้ม “แล้วแกไม่คิดจะแต่งงานกับเขาหน่อยเหรอภานุ?”เสียงพูดเหมือนหยอกแต่สายตานิ่งจริงจังเจนนิสที่เดินข้าง ๆ สะดุ้งนิดหน่อย รีบตอบแทรกเสียงเบา“ไม่เป็นไรค่ะ หนูยังไงก็ได้…”ใบหน้ามีรอยเขินอายเล็ก ๆ ชำเลืองมองภานุอย่างประหม่าแต่ภานุส่ายหน้าทันที ยืนยันหนักแน่น“ไม่ได้หรอกคุณ! ยังไงผมต้องจัดงานแน่นอน—แต่คุณพร้อมตอนไหนบอกผมนะ ผมจะไม่บังคับ”สายตาจริงใจ มือกุมมือเธอแน่นราวกับจะส่งผ่านความมั่นคงในใจทั้งหมดเจนนิสมองเขา ยิ้มอ่อน ๆ พยักหน้าเบา ๆ ใจหนึ่งอบอุ่นใจหนึ่งยังเขินอยู่ลึก ๆแม่ภานุหันไปมองลูกชายแล้วพูดกับน้ำเสียงจริงจังแต่แฝงความเอ็นดู“ช่วงนี้อย่าลงเวรให้หนูเจนนิสนะภานุ ให้เขาพักผ่อนให้มาก ๆ”ภานุหันมาตอบแบบเด็กดี “ค้าบแม่!”เสียงตอบพร้อมรอยยิ้มเต็มแก้ม ทำเอาแม่หัวเราะเบ
เมื่อภานุประคองเจนนิสเข้าไปถึงแผนกสูตินรีเวชของโรงพยาบาล เสียงฮือฮากระซิบกระซาบก็กระจายไปทั่วโถงรอตรวจ เหล่าพยาบาลและเจ้าหน้าที่แอบเหลือบมองทั้งสองคนเป็นระยะ ขณะที่ภานุยืนเคียงข้างเจนนิสไม่ห่างในกลุ่มพนักงานเวรเปลี่ยนผลัด“นี่ๆ ได้ข่าวยัง? คู่หมั้นอาจารย์ภานุ ขอตัวถอนหมั้นหลังกลับจากพม่า เขาว่าอาจารย์หมั้นกับหมอเจนนิสใหม่เหรอ?”“แต่ฉันเห็นหมอเจนนิสเดินมาด้วยกันจริงนะ เห็นอาการเหมือนคนแพ้ท้องด้วย…”เสียงซุบซิบยิ่งดังขึ้นเรื่อย ๆบางคนหยิบมือถือมาแชะภาพ บ้างก็ส่งข้อความในไลน์กลุ่มโรงพยาบาล“มีข่าวด่วน! ภานุ หมอเจนนิส เข้าสูตรนิยายเลยเว้ย!”“หรือเขาจะมีข่าวดีอะ?”เสียงเมาท์แรงสะเทือนไปถึงห้องผู้บริหารเสียงพูดคุยกระซิบกระซาบของพยาบาลหน้าเคาน์เตอร์แผนกสูติทำให้คุณหญิง แม่ของภานุชะงักฝีเท้า“เมื่อกี้เห็นคุณหมอภานุพาผู้หญิงเข้าไปในห้องตรวจนะ… เหมือนจะเป็นหมอเจนนิส”“ใช่ ๆ หมอภานุที่เคยมีข่าวลือว่าหมั้นกับหมอกานดานั่นแหละ…”คำต่อท้ายหลุดเป็นเสียงเบา แต่กลับดังชัดในหูของเธอพอ ๆ กับเสียงหัวใจตัวเองที่เต้นแรงความจริงเรื่องสัญญาหมั้นระหว่างครอบครัว กับบ้านกานดายังไม่เคลียร์ เพราะตัวแม่ภานุเองก
เช้าแสงอ่อนสาดลอดผ้าม่าน เจนนิสรู้สึกตัวตื่นขึ้นในอ้อมกอดอุ่นของภานุ กลิ่นกายและลมหายใจร้อนของเขายังคลอเคลียข้างแก้ม เธอขยับตัวเบา ๆ รู้สึกเหมือนร่างกายหนักอึ้งไปหมด หัวหมุนเวียนคล้ายคนเมาค้าง สะโพกกับต้นขาก็ยังระบมจากค่ำคืนดุเดือดเจนนิสหลับตานิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะค่อย ๆ เงยหน้ามองคนที่กอดเธอไว้“คุณ…ฉันรู้สึกแปลก ๆ เวียนหัวมาก…”น้ำเสียงแผ่วพร่าของเธอดึงความสนใจภานุให้ตื่นเต็มตา เขานับนิ้วอยู่ในอากาศ ท่าทางเหมือนกำลังคิดอะไรเร็วจี๋ทันใดนั้น ภานุเบิกตากว้าง เผลอยิ้มกว้างแล้วร้องออกมาอย่างดีใจ “เว้ย! เดือนนี้…!”เขาคว้ามือเธอมากุมไว้แน่น ดวงตาเป็นประกายลิงโลดจนน่าแปลกใจเจนนิสขมวดคิ้ว งุนงงกับท่าทีของเขา“เดี๋ยว…คุณเป็นอะไรเนี่ย อยู่ ๆ ก็ดีใจอะไรของคุณ?”เธอมองเขางง ๆ หัวก็ยังหมุนติ้วภานุดึงเธอเข้ามากอดแน่นขึ้นอีก “คุณ…เมื่อวานมัน…วันที่เลยมานะ รู้ไหม?”เจนนิสยังงงงวยกับท่าทีร้อนรนปนดีใจของเขา “แล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉันรู้สึกเวียนหัว?”ภานุยิ้มกรุ่มกริ่ม ลมหายใจร้อนผ่าวใกล้ข้างหู “ไม่แน่นะ…คุณอาจจะเมาค้าง หรือ…อาจจะกำลังมีเซอร์ไพรส์อะไรบางอย่างก็ได้”เขาขยี้จมูกลงบนแก้มเธออย่างหวงแหนเ







