เข้าสู่ระบบเมื่อภานุประคองเจนนิสเข้าไปถึงแผนกสูตินรีเวชของโรงพยาบาล เสียงฮือฮากระซิบกระซาบก็กระจายไปทั่วโถงรอตรวจ เหล่าพยาบาลและเจ้าหน้าที่แอบเหลือบมองทั้งสองคนเป็นระยะ ขณะที่ภานุยืนเคียงข้างเจนนิสไม่ห่าง
ในกลุ่มพนักงานเวรเปลี่ยนผลัด
“นี่ๆ ได้ข่าวยัง? คู่หมั้นอาจารย์ภานุ ขอตัวถอนหมั้นหลังกลับจากพม่า เขาว่าอาจารย์หมั้นกับหมอเจนนิสใหม่เหรอ?” “แต่ฉันเห็นหมอเจนนิสเดินมาด้วยกันจริงนะ เห็นอาการเหมือนคนแพ้ท้องด้วย…” เสียงซุบซิบยิ่งดังขึ้นเรื่อย ๆบางคนหยิบมือถือมาแชะภาพ บ้างก็ส่งข้อความในไลน์กลุ่มโรงพยาบาล
“มีข่าวด่วน! ภานุ หมอเจนนิส เข้าสูตรนิยายเลยเว้ย!” “หรือเขาจะมีข่าวดีอะ?”เสียงเมาท์แรงสะเทือนไปถึงห้องผู้บริหาร
เสียงพูดคุยกระซิบกระซาบของพยาบาลหน้าเคาน์เตอร์แผนกสูติทำให้คุณหญิง แม่ของภานุชะงักฝีเท้า
“เมื่อกี้เห็นคุณหมอภานุพาผู้หญิงเข้าไปในห้องตรวจนะ… เหมือนจะเป็นหมอเจนนิส”
“ใช่ ๆ หมอภานุที่เคยมีข่าวลือว่าหมั้นกับหมอกานดานั่นแหละ…”คำต่อท้ายหลุดเป็นเสียงเบา แต่กลับดังชัดในหูของเธอพอ ๆ กับเสียงหัวใจตัวเองที่เต้นแรง
ความจริงเรื่องสัญญาหมั้นระหว่างครอบครัว กับบ้านกานดายังไม่เคลียร์ เพราะตัวแม่ภานุเองก็ยังรอคุยกับแม่กานดาที่เพิ่งโทรมาขอนัด แต่ในใจลึก ๆ เธอรู้ดีว่าลูกชายมีสายตาไปทางเจนนิสมานานแล้ว และไม่ได้โกรธกับการที่ลูกไม่ทำตามสัญญา เพียงแต่ไม่คิดว่าทุกอย่างจะเกิดขึ้นรวดเร็วขนาดนี้
หัวหน้าฝ่ายบุคคลหน้าซีดรีบเดินไปบอกผู้จัดการ
“ขอโทษค่ะ อาจารย์ค่ะ อาจารย์ภานุ อยู่ห้องตรวจแล้วค่ะ!” บรรยากาศที่แผนกเงียบกริบลงทันที ใคร ๆ ก็รู้ว่าแม่ของภานุเป็นทั้งผู้บริหารใหญ่และขึ้นชื่อว่าใจเด็ดไม่นาน ร่างสูงสง่าของแม่ภานุก็เดินตรงมายังหน้าห้องตรวจ ดวงตานิ่งสนิทแต่มุมปากมีรอยยิ้มน้อย ๆ แบบคนที่รู้ทันทุกสถานการณ์ เธอกวาดสายตาไปทั่วแล้วพูดกับพยาบาล
“ลูกชายกับว่าที่สะใภ้อยู่ข้างในใช่ไหมคะ? รบกวนแจ้งด้วยค่ะ แม่มาเยี่ยม”บรรยากาศข้างนอกเต็มไปด้วยแรงกดดันและความอยากรู้อยากเห็น ทุกสายตาต่างจับจ้องว่าภานุกับเจนนิสจะเผชิญหน้าอย่างไร… โดยมีวงเมาท์เป็นเหมือนไฟที่ลุกลามไปทั่วทั้งโรงพยาบาล
ทันทีที่ประตูห้องตรวจเปิดออก ภานุจับมือเจนนิสแน่น ก้าวออกไปสวัสดีผู้หญิงสูงวัยที่ยืนรออยู่หน้าห้องด้วยท่าทีสงบ
“สวัสดีครับคุณแม่” เสียงของภานุมั่นคงแต่มีแววลุ้นเจืออยู่ข้างในเจนนิสเองพอเห็นแม่ภานุยืนตรงหน้าก็รู้สึกประหม่า ใจเต้นโครมคราม มือเย็นเฉียบจนเหงื่อซึม
เธอก้มศีรษะสวัสดิบบบอย่างรวดเร็ว “ส-สวัสดีค่ะคุณแม่” น้ำเสียงขาดห้วง สายตาหลุกหลิกเลิ่กลั่ก ไม่กล้าสบตานานนักแม่ของภานุเพียงแต่ยิ้มบาง ๆ สายตาอ่อนโยนแต่แฝงความเด็ดขาด เธอเอื้อมมือแตะมือเจนนิสเบา ๆ เป็นเชิงให้กำลังใจ “ไม่ต้องเกร็งนะลูก แม่แค่มาให้กำลังใจทั้งสองคน”
บรรยากาศในห้องตรวจเงียบสงบ ต่างจากด้านนอกที่ยังเต็มไปด้วยเสียงซุบซิบ
ไม่นานนัก พยาบาลเดินเข้ามา ยกแฟ้มผลเลือดในมือ
“รอผลเลือดสักครู่นะคะ อาจารย์” น้ำเสียงเรียบร้อยแต่ก็มีแววตื่นเต้นเล็ก ๆ ปะปนเจนนิสพยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะหันไปมองภานุอย่างขอความมั่นใจ เขากุมมือเธอไว้แน่น ไม่ยอมปล่อย สายตาบอกชัดว่า “ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผมอยู่ข้างคุณ”
เวลาผ่านไปสิบกว่านาทีที่เหมือนยาวนานที่สุดในชีวิต เจนนิสรู้สึกเหมือนทั้งตัวร้อนวูบและหนาวเยือกสลับกัน จนกระทั่ง…
เสียงพยาบาลดังขึ้นอีกครั้ง “เชิญอาจารย์เจนนิสค่ะ เข้าพบคุณหมอได้แล้วนะคะ”หัวใจของทั้งเจนนิสและภานุเต้นระส่ำ พวกเขากุมมือกันแน่นก่อนจะลุกขึ้นเดินเข้าไปในห้องตรวจ ท่ามกลางสายตาของแม่ภานุและความลุ้นระทึกที่อบอวลไปทั่ว
คุณหมอเปิดแฟ้มผลเลือดขึ้นอ่าน สายตาอ่อนโยนมองไปที่ทั้งสองคน
“จากผลเลือดนะครับ… อาจารย์เจนนิสตั้งครรภ์ได้ประมาณ 3 สัปดาห์แล้วครับ” เสียงคำวินิจฉัยดังขึ้นชัดเจนทุกอย่างเหมือนหยุดนิ่งไปชั่วขณะ
ภาณุเบิกตากว้างทันที รอยยิ้มขยายเต็มใบหน้าอย่างไม่อาจซ่อนความดีใจ เขาแทบจะกระโดดด้วยความปลื้มสุดขีด “คุณ! คุณ…! จริงเหรอครับหมอ!?” เสียงหัวเราะหลุดออกมาจากอก เขารีบคว้ามือเจนนิสมากุมไว้แน่น ใบหน้าฉายแววดีใจแบบเด็ก ๆ ที่ได้รับของขวัญล้ำค่าแต่เจนนิสกลับนั่งนิ่ง เหมือนทุกอย่างรอบตัวกลายเป็นเสียงอื้ออึง
“หะ…ห๊ะ…” เธออ้าปากค้าง ตากระพริบถี่ ๆ พยายามประมวลผล “ฉัน…ท้อง…จริงเหรอ…” เสียงแผ่วเหมือนพูดกับตัวเอง ใจหนึ่งทั้งงง ทั้งมึน ทั้งยังไม่เชื่อว่าเป็นเรื่องจริงหมอยิ้มรับ ยืนยันอีกครั้ง
“ใช่ครับ ตั้งครรภ์แน่นอน ยินดีด้วยนะครับทั้งสองคน”เสียงหัวใจของเจนนิสเต้นโครมคราม ขาอ่อน มือเย็น เธอยังมึนงงเหมือนหลุดเข้าอีกโลก
ข้าง ๆ กัน ภานุยิ่งดีใจสุดขีด เขาหันไปกอดเธอไว้แน่น กระซิบเบา ๆ ข้างหู “คุณ…ผมจะดูแลคุณกับลูกให้ดีที่สุด…ผมดีใจมากเลยคุณ!”แต่เจนนิสยังมึนตึ้บอยู่ แค่หันไปมองภานุ ปากก็ยังเอื้อนเอ่ยได้แค่
“ห๊ะ…”หมอยิ้มบาง ๆ ก่อนเอ่ยชวน
“อาจารย์เจนนิส เชิญขึ้นเตียงนะครับ เดี๋ยวจะลองฟังเสียงหัวใจเด็กกัน”เจนนิสพยักหน้าช้า ๆ ใจเต้นแรง มือเย็นเฉียบเมื่อภานุค่อย ๆ ประคองเธอขึ้นเตียงตรวจ
เธอหลับตาแน่น แอบกลืนน้ำลาย รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังลอยเคว้งอยู่ในห้วงเวลา “ครอบครัว…เหรอ…” คำนี้สะกิดแผลลึกในใจ บ้านเดิมของเธอไม่เคยมีคำว่าอบอุ่น ไม่มีรอยยิ้มที่แท้จริง มีแต่ความเงียบเหงาและความห่างเหินเธอกลัว กลัวการมีครอบครัว กลัวจะผิดหวังอีกครั้ง
แต่ตอนนี้ เธอไม่มีทางหนี ร่างกายนี้กำลังจะกลายเป็นบ้านหลังใหม่ของอีกชีวิตหนึ่งเมื่อหมอวางเครื่องตรวจลงบนหน้าท้อง เสียงหัวใจดวงน้อยดังจังหวะ “ตุบ ตุบ ตุบ” ก้องออกลำโพง
เสียงนั้นใส แรง และมีจังหวะชีวิตห้องทั้งห้องเงียบกริบ… ก่อนรอยยิ้มจะค่อย ๆ ปรากฏบนใบหน้าของภานุ เขาจับมือเธอไว้แน่น
ดวงตาของแม่ภานุแดงก่ำ น้ำตาคลอ เธอยกมือขึ้นปิดปาก ปล่อยน้ำตาไหลออกมาอย่างสุดกลั้น ริมฝีปากสั่นระริกด้วยความปีติแม้แต่หมอและพยาบาลยังยิ้มตาม
ภานุก้มลงกระซิบข้างหูเจนนิส “นี่แหละ…เสียงหัวใจของลูกเรา” น้ำเสียงทุ้มพร่ามีทั้งความรักและความตื่นเต้นเจนนิสลืมตาขึ้น มองจ้องเพดาน น้ำตาไหลเงียบ ๆ
เสียงหัวใจเล็ก ๆ นั้นคล้ายปลุกความหวังบางอย่างที่เธอไม่เคยได้รับ แม้ในใจจะยังมีรอยกลัว แต่ตอนนี้…เธอเริ่มอยากลองเป็นบ้านของใครสักคนเช้าวันนี้ แสงอรุณอุ่นนวลเล็ดลอดผ่านผ้าม่านสีครีมเข้ามาในห้องพักผู้ป่วยความเงียบสงบของยามเช้าถูกเติมด้วยเสียงฝีเท้าเบา ๆ ของภานุที่เดินมาหยุดข้างเตียง เขาก้มลงตรวจชีพจรเจนนิสอย่างชำนาญ ก่อนจะใช้เครื่องฟังเสียงหัวใจลูก ๆ ที่อยู่ในครรภ์เสียง “ตึกตัก” สองจังหวะซ้อนกันดังชัดเจน…ชวนให้หัวใจพ่อเต้นตามท้องของเจนนิสโตขึ้นพอสมควรแล้วเธอนอนพิงหมอนสูง มองภานุด้วยสายตาอุ่น ๆ ที่เต็มไปด้วยความขอบคุณไม่นาน พ่อและแม่ภานุก็เข้ามาเยี่ยมตั้งแต่เช้าตรู่แม่ถือถุงผลไม้และซุปอุ่น ๆ พ่อแม้จะยังอยู่ในเครื่องแบบ ก็ยังสละเวลามายืนข้างเตียง เอ่ยเพียงสั้น ๆ แต่ชัดเจน “เก่งมากหนู…อีกนิดเดียวก็จะผ่านไปแล้ว”ทุกคนในห้องต่างรู้ดีว่า สิ่งที่เจนนิสเผชิญอยู่ไม่ง่ายและกำลังใจคือยาที่ดีที่สุดสำหรับเธอในตอนนี้ไม่นานนัก ประตูห้องก็เปิดออกหมอคริสในชุดกาวน์สีขาวก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มใจดี“อรุณสวัสดิ์ครับคุณแม่ วันนี้ผมมีข่าวดี” หมอคริสเอ่ยขณะตรวจดูผลวัดต่าง ๆ “อาการดีขึ้นมากนะครับ ชีพจร ความดันอยู่ในเกณฑ์ คุณแม่ลองเดินได้บ้างแล้วนะ…ค่อย ๆ ขยับทีละนิด”คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศทั้งห้องโล่งใจขึ้นในทันทีเจนนิสเองก็รู้สึก
เมื่อภานุพาเจนนิสเดินมาถึงหน้าห้องแม่ที่โรงพยาบาล ประตูห้องถูกเปิดออกพอดี ร่างสูงใหญ่ในชุดเครื่องแบบทหารเดินออกมาอย่างรีบเร่ง“อ้าว เฮ้ย! มาจากไหนเนี่ย?” ภานุเอ่ยทักทันทีที่เห็นใบหน้าคุ้นเคยภาคินชะงักไปชั่ววูบ หันมายิ้มให้พี่ชาย “ไงพี่ แวะมาจากค่ายน่ะ มาเอาของนิดหน่อย เดี๋ยวต้องรีบกลับไปฝึกต่อแล้ว แม่เรียกมาให้เซ็นเอกสารจดทะเบียนอะไรสักอย่างนี่แหละ”พูดจบก็เหลือบมองนาฬิกา ก่อนขยับจะเดินผ่านไป “ไปก่อนนะ รถมารอแล้ว”ภานุทำหน้างงเล็กน้อย ก่อนตบไหล่น้องชาย “เออ ปลอดภัยด้วยล่ะ ด่วนไปไหนของมันอีกละ…”ภาคินเพียงแต่ยิ้มบาง ๆ โบกมือลาแล้วก้าวฉับ ๆ จากไปโดยไม่หันกลับภานุหันกลับมามองเจนนิส ส่งยิ้มอ่อนโยนให้ “นั่นน้องชายคนเล็กของบ้านผมเอง ชื่อภาคิน นายๆจะเจอกันที ไว้ผมพาไปเจอนะ น้องน่าจะด่วน”เจนนิสพยักหน้ารับ ยิ้มบาง ๆ ก่อนเดินเข้าไปในห้องแม่อย่างเงียบ ๆ ทิ้งเสียงฝีเท้าของภาคินที่จางหายไปกับทางเดินยาวของโรงพยาบาลภานุผลักประตูเข้าไปในห้องรับรอง ทั้งคู่ยกมือไหว้พ่อกับแม่ที่นั่งรออยู่ข้างใน พ่อของภานุในชุดทหารเต็มยศ กำลังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์บนโซฟาด้วยท่าทีสงบ เยือกเย็นตามสไตล์ผู้นำครอบครัวเจน
ในห้องนอนที่แสงเช้าสาดผ่านม่านโปร่ง เจนนิสนอนนิ่งอยู่บนเตียง ร่างกายอ่อนล้าจากการแพ้ท้อง แต่หัวใจกลับไม่เหนื่อยล้าอย่างเดิมอีกต่อไปขณะที่ลมหายใจเธอค่อย ๆ สม่ำเสมอ เสียงหัวใจของอีกหนึ่งชีวิตในตัวเธอก็ยังดังก้องในความทรงจำเธอคิดย้อนกลับไปถึงวันที่เคยกลัวครอบครัวกลัวการผูกมัด กลัวความผิดหวัง กลัวจะไม่มีบ้านให้ใครซุกหัวนอน เพราะบ้านในอดีตของเธอไม่เคยอบอุ่นแต่ตอนนี้ แม้ร่างกายจะอ่อนแรงแต่การมีภานุอยู่ข้าง ๆ ทั้งในวันที่หัวเราะ วันที่ร้องไห้ วันที่อ่อนแอทำให้เธอค่อย ๆ มองเห็นความหมายของคำว่า ครอบครัว ใหม่อีกครั้งเจนนิสตกผลึกกับตัวเองว่าความอบอุ่นไม่ได้เกิดจากสถานที่ หรืออดีตที่ผ่านมาแต่มันเริ่มต้นได้จากคนสองคนจากมือที่กอดไว้แน่นจากสายตาที่มองกันด้วยความเข้าใจจากหัวใจที่พร้อมจะเติบโตไปด้วยกัน…แม้จะกลัว แม้จะไม่พร้อมก็ตามวันนี้ เธออาจยังไม่พร้อมสมบูรณ์แต่ก็พร้อมจะ “ลองรัก” ดูอีกสักครั้งพร้อมจะสร้างบ้านหลังใหม่ ให้กับตัวเอง กับภานุ กับลูกน้อยในท้องและกับอนาคตที่เธอจะไม่หนีจากมันอีกต่อไปชีวิตของเธอกำลังเปลี่ยนไป แต่ครั้งนี้ เธอเลือกจะเปลี่ยนไปพร้อมกับคนที่รักและยอมรับในตัวตนของ
หลังออกจากห้องตรวจ แม่ภานุเดินเคียงข้างสองคนด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน“เย็นนี้ไปทานข้าวที่บ้านแม่นะลูก แม่จะเตรียมของโปรดให้”ภานุรีบรับคำแล้วพูดแซวแม่ทันที “แต่แม่ครับ เมียผมท้องอ่อน กินอะไรไม่ค่อยได้ ผมดูแลเองได้นะแม่”น้ำเสียงจริงจังแต่ปนหวงแหน ใบหน้าภานุเต็มไปด้วยความภูมิใจในฐานะพ่อบ้านมือใหม่แม่ภานุหันมามองลูกชายแล้วอมยิ้ม “แล้วแกไม่คิดจะแต่งงานกับเขาหน่อยเหรอภานุ?”เสียงพูดเหมือนหยอกแต่สายตานิ่งจริงจังเจนนิสที่เดินข้าง ๆ สะดุ้งนิดหน่อย รีบตอบแทรกเสียงเบา“ไม่เป็นไรค่ะ หนูยังไงก็ได้…”ใบหน้ามีรอยเขินอายเล็ก ๆ ชำเลืองมองภานุอย่างประหม่าแต่ภานุส่ายหน้าทันที ยืนยันหนักแน่น“ไม่ได้หรอกคุณ! ยังไงผมต้องจัดงานแน่นอน—แต่คุณพร้อมตอนไหนบอกผมนะ ผมจะไม่บังคับ”สายตาจริงใจ มือกุมมือเธอแน่นราวกับจะส่งผ่านความมั่นคงในใจทั้งหมดเจนนิสมองเขา ยิ้มอ่อน ๆ พยักหน้าเบา ๆ ใจหนึ่งอบอุ่นใจหนึ่งยังเขินอยู่ลึก ๆแม่ภานุหันไปมองลูกชายแล้วพูดกับน้ำเสียงจริงจังแต่แฝงความเอ็นดู“ช่วงนี้อย่าลงเวรให้หนูเจนนิสนะภานุ ให้เขาพักผ่อนให้มาก ๆ”ภานุหันมาตอบแบบเด็กดี “ค้าบแม่!”เสียงตอบพร้อมรอยยิ้มเต็มแก้ม ทำเอาแม่หัวเราะเบ
เมื่อภานุประคองเจนนิสเข้าไปถึงแผนกสูตินรีเวชของโรงพยาบาล เสียงฮือฮากระซิบกระซาบก็กระจายไปทั่วโถงรอตรวจ เหล่าพยาบาลและเจ้าหน้าที่แอบเหลือบมองทั้งสองคนเป็นระยะ ขณะที่ภานุยืนเคียงข้างเจนนิสไม่ห่างในกลุ่มพนักงานเวรเปลี่ยนผลัด“นี่ๆ ได้ข่าวยัง? คู่หมั้นอาจารย์ภานุ ขอตัวถอนหมั้นหลังกลับจากพม่า เขาว่าอาจารย์หมั้นกับหมอเจนนิสใหม่เหรอ?”“แต่ฉันเห็นหมอเจนนิสเดินมาด้วยกันจริงนะ เห็นอาการเหมือนคนแพ้ท้องด้วย…”เสียงซุบซิบยิ่งดังขึ้นเรื่อย ๆบางคนหยิบมือถือมาแชะภาพ บ้างก็ส่งข้อความในไลน์กลุ่มโรงพยาบาล“มีข่าวด่วน! ภานุ หมอเจนนิส เข้าสูตรนิยายเลยเว้ย!”“หรือเขาจะมีข่าวดีอะ?”เสียงเมาท์แรงสะเทือนไปถึงห้องผู้บริหารเสียงพูดคุยกระซิบกระซาบของพยาบาลหน้าเคาน์เตอร์แผนกสูติทำให้คุณหญิง แม่ของภานุชะงักฝีเท้า“เมื่อกี้เห็นคุณหมอภานุพาผู้หญิงเข้าไปในห้องตรวจนะ… เหมือนจะเป็นหมอเจนนิส”“ใช่ ๆ หมอภานุที่เคยมีข่าวลือว่าหมั้นกับหมอกานดานั่นแหละ…”คำต่อท้ายหลุดเป็นเสียงเบา แต่กลับดังชัดในหูของเธอพอ ๆ กับเสียงหัวใจตัวเองที่เต้นแรงความจริงเรื่องสัญญาหมั้นระหว่างครอบครัว กับบ้านกานดายังไม่เคลียร์ เพราะตัวแม่ภานุเองก
เช้าแสงอ่อนสาดลอดผ้าม่าน เจนนิสรู้สึกตัวตื่นขึ้นในอ้อมกอดอุ่นของภานุ กลิ่นกายและลมหายใจร้อนของเขายังคลอเคลียข้างแก้ม เธอขยับตัวเบา ๆ รู้สึกเหมือนร่างกายหนักอึ้งไปหมด หัวหมุนเวียนคล้ายคนเมาค้าง สะโพกกับต้นขาก็ยังระบมจากค่ำคืนดุเดือดเจนนิสหลับตานิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะค่อย ๆ เงยหน้ามองคนที่กอดเธอไว้“คุณ…ฉันรู้สึกแปลก ๆ เวียนหัวมาก…”น้ำเสียงแผ่วพร่าของเธอดึงความสนใจภานุให้ตื่นเต็มตา เขานับนิ้วอยู่ในอากาศ ท่าทางเหมือนกำลังคิดอะไรเร็วจี๋ทันใดนั้น ภานุเบิกตากว้าง เผลอยิ้มกว้างแล้วร้องออกมาอย่างดีใจ “เว้ย! เดือนนี้…!”เขาคว้ามือเธอมากุมไว้แน่น ดวงตาเป็นประกายลิงโลดจนน่าแปลกใจเจนนิสขมวดคิ้ว งุนงงกับท่าทีของเขา“เดี๋ยว…คุณเป็นอะไรเนี่ย อยู่ ๆ ก็ดีใจอะไรของคุณ?”เธอมองเขางง ๆ หัวก็ยังหมุนติ้วภานุดึงเธอเข้ามากอดแน่นขึ้นอีก “คุณ…เมื่อวานมัน…วันที่เลยมานะ รู้ไหม?”เจนนิสยังงงงวยกับท่าทีร้อนรนปนดีใจของเขา “แล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉันรู้สึกเวียนหัว?”ภานุยิ้มกรุ่มกริ่ม ลมหายใจร้อนผ่าวใกล้ข้างหู “ไม่แน่นะ…คุณอาจจะเมาค้าง หรือ…อาจจะกำลังมีเซอร์ไพรส์อะไรบางอย่างก็ได้”เขาขยี้จมูกลงบนแก้มเธออย่างหวงแหนเ







