แชร์

บทที่ 9

ผู้เขียน: หรงเย่า / นาย่า
last update ปรับปรุงล่าสุด: 2026-01-20 07:32:18

หมัวหวาง 9

หญิงสาวมองเขาด้วยดวงตาเฉยชา ถึงอย่างนั้นเมื่อชายชราเงยหน้าขึ้นนางกลับเปลี่ยนสีหน้า ดวงตาแดงก่ำหลั่งน้ำตาออกมาเงียบๆ

“ท่านพ่อบ้าน คราแรกข้ายังไม่มั่นใจ เป็นท่านจริงๆ”

“ท่าน...มิใช่ถูกแขวนคอหรอกหรือขอรับ เหตุใด...เหตุใด”

“ข้าจะตายได้อย่างไร ในเมื่อตระกูลอินต้องบ้านแตกสาแหรกขาดเช่นนี้ ข้าจะตายไม่ได้จนกว่าคนที่ใส่ความตระกูลอินต้องชดใช้!” นางประกาศกร้าว

“ตะ...แต่...นายท่าน นายท่าน...หลักฐานพวกนั้น ท่านเจ้าเมืองบอกว่า...”

“นั่นคือหลักฐานเท็จ จดหมายนั่นดูคล้ายลายมือท่านพ่อ แต่ข้ามองออกว่าไม่ใช่ ตราประทับนั่นยิ่งน่าสงสัย หากเป็นจดหมายลับที่ติดต่อกับเผ่าอาหมาน เหตุใดท่านพ่อต้องโง่งมใช้ตราประทับของที่ร้านเล่า”

เหล่าหลิวก้มหน้าลงแสร้งสะอื้นไห้ แต่ในใจกำลังครุ่นคิดหาทางออก เขาร่วมมือกับเจ้าเมืองปลอมจดหมายนั่นขึ้นมา ไม่ง่ายเลยที่จะสร้างหลักฐานเท็จและเร่งร้อนปิดคดี ตอนนี้คนที่สมควรตายไปแล้วกลับมีชีวิต เรื่องนี้เขาไม่อาจอยู่เฉยแล้ว!!!

อินเยวี่ยมองประเมินการแต่งกายของเหล่าหลิว เกรงว่าหลังตระกูลอินจบสิ้นการเป็นอยู่ของอีกฝ่ายคงดีขึ้นมาก และคงจะดีกว่าตอนที่อีกฝ่ายเป็นพ่อบ้านกระมัง

เหล่าหลิวมองซ้ายขวาด้วยท่าทีหวาดหวั่น “คุณหนูที่นี่ไม่ปลอดภัยนัก หากมีคนของทางการมาเห็นท่านเข้า ข้าน้อยมีที่ให้ท่านหลบซ่อนตัว จากนั้นเราค่อยสนทนากันอีกทีว่าสมควรทำเช่นไรดี”

“ท่านจะช่วยข้าหาหลักฐานมาล้างมลทินให้คนตระกูลอินใช่หรือไม่ ท่านพ่อบ้าน ข้าไม่เหลือใครแล้วท่านต้องช่วยข้า ข้าขอร้อง ท่านจะมองไม่ออกเลยหรือว่านี่เป็นแผนของซวี่อู่เจ้าเมืองละโมบผู้นั้น เขาจ้องกิจการตระกูลอินตาเป็นมันมานาน หลังตระกูลอินประสบภัยทุกอย่างก็ตกเป็นของเขาโดยใช้น้องชายบังหน้า ท่านเพียงคนเดียวที่จะเป็นพยานให้ข้าได้” หญิงสาวกล่าวด้วยน้ำเสียงน่าสงสาร

เหล่าหลิวมีท่าทีลุกลี้ลุกลน “คุณหนูท่านใจเย็นๆ ก่อน มีอะไรเราหาที่ปลอดภัยค่อยสนทนา แล้วนี่ท่าน...กลับเข้าเมืองมากับผู้ใดหรือ มีคนอื่นหรือไม่”

“ข้ามาคนเดียวเจ้าค่ะ ข้าถูกส่งตัวไปเป็นเครื่องบูชายัญ กว่าจะเอาตัวรอดมาได้ไม่ง่ายเลย”

“อ้อ มีท่านเพียงคนเดียว...เช่นนี้ท่านรีบตามข้ามาเร็วเข้า ข้าจะหาที่ปลอดภัยให้ท่านพักชั่วคราว”

“ขอบคุณเหล่าหลิว” นางยิ้มให้เขาจากนั้นปิดผ้าคลุมหน้าลง ใบหน้าเปลี่ยนเป็นเย็นชากระทั่งเหลือบมองเงาคนที่แอบฟังนางกับเหล่าหลิวอยู่ห่างๆ ตั้งแต่แรกนางก็มั่นใจแล้วว่าคนของเผิงลั่วแอบสะกดรอยตามนางมา

เหล่าหลิวพาหญิงสาวมายังบ้านหลักเล็กๆ หลังหนึ่ง เขาบอกให้นางอยู่ที่นี่อย่าไปไหน เขาต้องออกไปจัดการธุระแล้วจะรีบกลับมาสนทนากับนาง

อินเยวี่ยมองชายชราเร่งร้อนจากไปด้วยใบหน้าเรียบเฉย นางกุมกำไลในมือแน่นจากนั้นนั่งรออย่างใจเย็น ไม่นานเหล่าหลิวก็ไม่ทำให้นางผิดหวังเพราะเขาพาบุรุษกลับมาด้วยสองคน กระทั่งให้คนเหล่านั้นกรูเข้ามาจับตัวนาง

“ท่านพ่อบ้าน! ท่านทำอะไร นี่มันเรื่องอะไรกัน ท่าน....”

“คุณหนูท่านก็อย่าโทษข้าเลย ท่านนับเป็นคนที่ตายไปแล้ว ใครใช้ให้ท่านโชคร้ายเกิดเป็นคนตระกูลอินเล่า จัดการเสียอย่าให้เลอะเทอะเล่า” เหล่าหลิวหันไปบอกบุรุษทั้งสองคนจากนั้นหันหลังกลับ

ยังไม่ทันที่บุรุษสองคนนั้นจะเข้าถึงตัวอินเยวี่ย เผิงลั่วกับเหลิ่งซีก็เหินกายเข้ามา เหล่าหลิวถูกถีบกระเด็นกลับเข้ามาในบ้าน ส่วนบุรุษอีกสองคนก็ถูกจัดการในเวลาต่อมา

อินเยวี่ยมีท่าทีตื่นตระหนก นางเอาแต่นั่งจ้องเหล่าหลิวด้วยสายตาผิดหวัง จากนั้นพรั่งพรูความโศกเศร้าออกมา

“ท่าน...ข้านึกไม่ถึงเลย ท่านพ่อกับท่านแม่ดูแลท่านกับฮูหยินเป็นอย่างดี หลายสิบปีมานี้มีสิ่งใดที่ท่านพ่อไม่เคยหยิบยื่น เหตุใดท่านจึงทำเช่นนี้”

เหล่าหลิวตัวสั่นเงยหน้ามองบุรุษผู้มาใหม่ทั้งสอง “ผู้กล้าทั้งสอง เรื่องเข้าใจผิดทั้งนั้น ท่านรู้หรือไม่ว่านางคือบุตรสาวของกบฏขายชาติ สองคนนั้นเป็นคนของท่านเจ้าเมือง ข้าเพียงพาเจ้าหน้าที่มาจับคนเท่านั้น ข้าไม่ได้ทำสิ่งใดผิด”

“จับคน? เช่นนั้นผู้มาเหตุใดไม่สวมชุดมือปราบ ท่านอ้างว่านางบุตรสาวของกบฏขายชาติ เช่นนั้นพบนางคราแรกเหตุใดพานางมาที่นี่ไม่พาไปยังที่ว่าการ แล้วเหตุใดต้องทำลับๆ ล่อๆ ราวปกปิดอะไรอยู่” เหลิ่งซีหรี่ตามองชายชราที่มีสีหน้าหลุกหลิกน่าสงสัย

“ขะ...ข้าเพียงเกรงว่าจะทำให้นางแตกตื่นจนหลบหนีไป”

“หลบหนี?” เผิงลั่วมองเหล่าหลิว “ท่านบอกว่าสองคนนี้เป็นคนของทางการ”

“ชะ...ใช่แล้วขอรับ พวกเขาเป็นมือปราบ”

“เจ้าเล่าเป็นใคร เหตุเรียกใช้มือปราบได้ในเวลากระชั้นชิด ทั้งยังเรียกใช้ได้ในขณะที่พวกเขาไม่ได้เข้าประจำหน้าที่”

“เอ่อ...” เหล่าหลิวมองท่าทางน่าเกรงขามของทั้งสองคน เหงื่อเย็นๆ หลั่งออกมาเต็มมือ

เผิงลั่วมองหญิงสาวที่นั่งก้มหน้าเงียบๆ ราวกับจิตใจกำลังได้รับความกระทบกระเทือน หญิงสาวอ่อนแอบอบบางผู้หนึ่ง สามารถเอาชีวิตรอดมาได้หวังมาพึ่งพิงพ่อบ้านที่รอดชีวิต หาได้รู้ไม่ว่าอีกฝ่ายคือหนึ่งในคนที่ร่วมมือกันทำลายตระกูลอิน...

มือปราบหนุ่มถอนใจออกมาอย่างหดหู่

“คุณหนูอิน เจ้าก็...อย่าได้กังวลเกี่ยวกับคดีของบิดาเจ้า ไม่ปิดบังเจ้า ข้ามาที่เมืองหงโจวเพราะต้องการสืบสาวคดีนี้ หากเจ้ามีหลักฐานใดที่สามารถชี้เอาผิดเจ้าเมืองหงโจว เช่นนั้นก็จงรีบบอกข้าเถิด”

“จริงหรือเจ้าคะ!” นางเงยหน้ามองเผิงลั่วอย่างมีความหวังจากนั้นชี้มือไปยังเหล่าหลิว

“เขา...เขารู้ทุกอย่าง รู้ทุกเรื่องในตระกูลอิน คราแรกข้าคิดไม่ถึงว่าเขาจะสามารถหักหลังท่านพ่อ แต่หากเจ้าเมืองสามารถสร้างหลักฐานเท็จคนในต้องยื่นมือเข้าช่วยเหลือ คนตระกูลอินล้วนประสบภัยไม่ว่านายบ่าว แต่ตอนนี้กลับมีเพียงเขาที่อยู่อย่างสุขสบาย!” หญิงสาวมองชายชราอย่างเคียดแค้น

ทุกคนหันไปมองเหล่าหลิว ชายชรากลืนน้ำลายด้วยความหวาดกลัว

เผิงลั่วยิ้มพร้อมกับล้วงตราประจำตัวออกมา “ข้ามาจากศาลต้าหลี่เพื่อสืบคดีนี้โดยเฉพาะ ระหว่างส่งหลักฐานมาให้ข้าจากนั้นจะได้ลดหย่อนโทษตาย กับร่วมหัวจมท้ายกับคนชั่วช้านั่นแล้วข้าสืบหาหลักฐานทั้งหมดได้แล้วเจ้าก็รับโทษประหาร เจ้าอยากลองใคร่ครวญดูหรือไม่ว่าอย่างใดสมควรเลือก”

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • ราคะ ปรารถนา   บทที่ 10

    หมัวหวาง 10ระหว่างที่พูดเผิงลั่วก็ยิ้มและชักกระบี่ในมือออกมา คมกระบี่เงาวับส่องประกายราวต้องการดื่มเลือด เหล่าหลิวตัวสั่นงันงกหลังค้อมลงกับพื้น“ใต้เท้าไว้...ไว้ชีวิตด้วย”อินเยวี่ยมองชายชราด้วยดวงตาว่างเปล่า ดวงตาของนางแดงก่ำ นึกถึงบิดาและมารดาที่ดีกับอีกฝ่ายมาโดยตลอด ไว้ใจกระทั่งให้ช่วยดูแลกิจการบางส่วน แบ่งรายได้ให้นอกเหนือจากเงินรายเดือนที่ได้รับอยู่แล้ว กระทั่งมอบสินสอดแต่งสะใภ้ให้กับบุตรชายของเหล่าหลิว...“เพื่อไม่ให้เขาหาทางส่งข่าวใดๆ ไปให้ซวี่อู่กักตัวเขาเอาไว้”“ตะแต่ใต้เท้าข้าน้อย...”“ไม่ต้องกังวล ข้าจะพาเจ้ากลับจวนแน่นอน หลักฐานมากมายเจ้าคงไม่เก็บไว้ไกลตัวกระมัง สามารถเรียกใช้คนของทางการได้คงมีเรื่องใช้ข่มขู่ซวี่อู่ได้กระมัง ฮูหยินของเจ้ารู้หรือไม่ ยังมีบุตรชายกับสะใภ้ ได้ยินว่านางกำลังตั้งครรภ์ใกล้คลอด” เหลิ่งซียิ้ม“พวกเขาไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้ ใต้เท้า ข้าน้อยทำเพียงคนเดียว ฮูหยินและบุตรชายรวมไปถึงสะใภ้ของข้าน้อยไม่เกี่ยวข้อง...” เขามองเลยไปสบตากับอินเยวี่ย มองเห็นแววเกลียดชังในดวงตาที่เคยใสซื่อบริสุทธิ์ ครั้งหนึ่งนางกับพี่ชาย รวมไปถึงนายท่านและอินฮูหยินคนเหล่านั้นล้วนสม

  • ราคะ ปรารถนา   บทที่ 9

    หมัวหวาง 9หญิงสาวมองเขาด้วยดวงตาเฉยชา ถึงอย่างนั้นเมื่อชายชราเงยหน้าขึ้นนางกลับเปลี่ยนสีหน้า ดวงตาแดงก่ำหลั่งน้ำตาออกมาเงียบๆ“ท่านพ่อบ้าน คราแรกข้ายังไม่มั่นใจ เป็นท่านจริงๆ”“ท่าน...มิใช่ถูกแขวนคอหรอกหรือขอรับ เหตุใด...เหตุใด”“ข้าจะตายได้อย่างไร ในเมื่อตระกูลอินต้องบ้านแตกสาแหรกขาดเช่นนี้ ข้าจะตายไม่ได้จนกว่าคนที่ใส่ความตระกูลอินต้องชดใช้!” นางประกาศกร้าว“ตะ...แต่...นายท่าน นายท่าน...หลักฐานพวกนั้น ท่านเจ้าเมืองบอกว่า...”“นั่นคือหลักฐานเท็จ จดหมายนั่นดูคล้ายลายมือท่านพ่อ แต่ข้ามองออกว่าไม่ใช่ ตราประทับนั่นยิ่งน่าสงสัย หากเป็นจดหมายลับที่ติดต่อกับเผ่าอาหมาน เหตุใดท่านพ่อต้องโง่งมใช้ตราประทับของที่ร้านเล่า”เหล่าหลิวก้มหน้าลงแสร้งสะอื้นไห้ แต่ในใจกำลังครุ่นคิดหาทางออก เขาร่วมมือกับเจ้าเมืองปลอมจดหมายนั่นขึ้นมา ไม่ง่ายเลยที่จะสร้างหลักฐานเท็จและเร่งร้อนปิดคดี ตอนนี้คนที่สมควรตายไปแล้วกลับมีชีวิต เรื่องนี้เขาไม่อาจอยู่เฉยแล้ว!!!อินเยวี่ยมองประเมินการแต่งกายของเหล่าหลิว เกรงว่าหลังตระกูลอินจบสิ้นการเป็นอยู่ของอีกฝ่ายคงดีขึ้นมาก และคงจะดีกว่าตอนที่อีกฝ่ายเป็นพ่อบ้านกระมังเหล่าหลิวมอ

  • ราคะ ปรารถนา   บทที่ 8

    หมัวหวาง 8อินเยวี่ยขมวดคิ้ว “เช่นนั้นหากตอนพบกันข้าจะอธิบายอย่างไรเล่าเจ้าคะ”“บอกไปตามจริงว่าเจ้าถูกจับตัวมาแล้วส่งตัวขึ้นเขาบูชายัญ หากยิ่งบอกว่าเจ้าถูกเจ้าเมืองอะไรนั่นใส่ความจนคนทั้งตระกูลต้องตาย นั่นจะดูเป็นเรื่องจงใจเกินไป”“เพราะอะไรหรือเจ้าคะ”“คนพวกนั้นมาเพราะมีคนไปร้องเรียนทางการ”“เอ๋ เป็นผู้ใดกัน...” นางพยายามนึก“แม่สื่อคนที่พาเจ้ามาที่นี่ นางเกิดสำนึกผิดและอยากช่วยเจ้าดังนั้นจึงไปร้องเรียนที่เมืองหลวง คราแรกไม่มีใครยอมเชื่อดังนั้นนางจึงเขียนจดหมายทิ้งเอาไว้บนตัวก่อนผูกคอตายที่หน้าศาลต้าหลี่”“สวรรค์!”หมัวหวางขมวดคิ้ว “เรียกหาสวรรค์ด้วยเหตุใด บิดาเป็นจอมปิศาจ” เขาถลึงตาให้นางอินเยวี่ยอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะหลุดหัวเราะออกมา “ข้าขออภัยเจ้าค่ะ ข้าเพียงตกใจเท่านั้นจึงอุทานออกมา”“อยากรู้หรือไม่ว่าแม่สื่อผู้นั้นเขียนจดหมายร้องทุกข์ว่าอย่างไร”“นางเขียนอย่างไรเจ้าคะ”“นางฝันร้ายทุกวันหลังจากแอบพาเจ้าออกมาแล้วส่งตัวไปบูชายัญ วันนั้นนางแอบติดสินบนคนตอกฝาโลงไม่ให้ตอกแน่นหนา นางยังแอบใส่ผลไม้เอาไว้ให้เจ้าเพื่อประทังชีวิต หวังว่าเจ้าจะสามารถรอดชีวิตไปได้ นางยังให้เบาะแสเกี่ยวกับคดี

  • ราคะ ปรารถนา   บทที่ 7

    หมัวหวาง 7ประโยคหยอกเย้าและดวงตาเจ้าเล่ห์ทำให้สองแก้มของนางร้อนซู่ รู้ว่าตนเองต้องหน้าแดงเป็นแน่ กินไปได้สักพักหญิงสาวกลับเพิ่งตระหนักถึงบางเรื่อง นางมองเขาที่นั่งอยู่ข้างๆ จากนั้นหยิบผ้าผืนหนึ่งปกปิดกายส่วนล่างของเขาด้วยท่าทีเก้ๆ กังๆหมัวหวางเลิกคิ้วมองนางจากนั้นก้มลงมองตัวเอง “มนุษย์นี่ยุ่งยากเสียจริง” แต่เขาก็ไม่ได้ดึงออก“...ท่านไว้ชีวิตข้าได้หรือไม่เจ้าคะ”เขามองนางด้วยรอยยิ้ม “แลกกับอะไรเล่า”นางเม้มปากเพราะทั้งตัวของนางไม่มีอะไรเลย แม้แต่เสื้อที่สวมติดตัวก็ถูกเขากระชากจนขาดวิ่น ผ้าที่ห่อกายตอนนี้ก็ล้วนเป็นของเซ่นไหว้ของเขา“เหตุใดจึงอยากมีชีวิตอยู่”“เพราะ...เพราะ...” นางนึกถึงบิดา มารดา รวมไปถึงพี่ชายทั้งสองคน “คนในตระกูลของข้าถูกผู้อื่นใส่ร้ายจนถูกแขวนคอ ข้า...”“อยากแก้แค้น?”นางส่ายหน้า “อยากล้างมลทินเจ้าค่ะ”เขานิ่งไปชั่วครู่ “หลังจากนั้นเล่า หลังจากล้างมลทินเจ้าจะทำเช่นไร คนในตระกูลก็ล้วนตายจากไปสิ้น เจ้าตัวคนเดียวจะทำเช่นไร”นางกะพริบตามองเขาราวกับนึกไม่ถึง“ข้ามีข้อเสนอ” เขาใช้ปลายนิ้วเชยคางของหญิงสาวขึ้น “หากมอบชีวิตและวิญญาณของเจ้าให้ข้า ข้าจะช่วยให้เจ้าได้ล้างมลทิน

  • ราคะ ปรารถนา   บทที่ 6

    หมัวหวาง 6ทุกอย่างพร่าพรายจนสองร่างสั่นระริก มันเสียวซ่านวาบหวามจนทั้งเขาและนางหลั่งรินออกมาพร้อมๆ กันอย่างท่วมท้นก่อนหน้านี้ทุกครั้งที่มายังเหลียงซานเพื่อจำศีล เขามักพบว่ามนุษย์พวกนี้จะนำของเซ่นไหว้มาให้ นอกจากนั้นยังมีหญิงสาวพรหมจรรย์ที่เลือดในกายหวานล้ำไปทั้งตัวนึกถึงมนุษย์โง่งมแล้วเขาก็ได้แต่ลอบหัวเราะอย่างเยาะหยัน อะไรๆ ก็เอาแต่ฝากความหวังไว้ที่สิ่งเร้นลับที่มองไม่เห็น กระทั่งไม่รู้แน่ชัดว่ามีหรือไม่มีอยู่จริง ทั้งที่สิ่งที่พิสูจน์ได้อยู่ตรงหน้า กลับเลือกที่จะเชื่อในเรื่องงมงายจนถึงกับเห็นชีวิตสตรีที่ถูกนำขึ้นมาบูชายัญเป็นสิ่งไร้ค่าขึ้นชื่อว่าธรรมชาติหากรักษาเอาไว้ไม่ตัดไม้ทำลายป่าหรือแผ้วถาง รักษาแนวป่าให้ยังคงเขียวชอุ่ม แน่นอนฝนฟ้าย่อมตกต้องตามฤดูกาล อีกทั้งยังไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำป่า เพราะมีต้นไม้อุ้มน้ำและมีรากไม้ยึดแนวดินไม่ให้พังทลายเมื่อมีฝนย่อมต้องมีพืชพรรณ มีพืชพรรณย่อมต้องมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ เมื่อเป็นเช่นนั้นก็จะเกิดวงจรของสิ่งมีชีวิต ความอุดมสมบูรณ์ย่อมต้องเกิดถึงอย่างนั้นมนุษย์เหล่านี้ก็คงงมงายเชื่อว่าเหลียงซานมีเจ้าป่าเจ้าเขาดูแลก็...อาจจะจริง เขานี่อย่างไร

  • ราคะ ปรารถนา   บทที่ 5

    หมัวหวาง 5อินเยวี่ยลืมตาขึ้นด้วยความอ่อนเพลีย ร่างทั้งร่างของนางรวดร้าวราวกับถูกรถม้าวิ่งทับ กายสาวยังคงเจ็บแสบราวกับถูกกรีดแยก ทั่วร่างยังคงหลงเหลือทุกสัมผัสของคนที่นางยังคงนอนคร่อมทาบทับครั้งแรกที่ถูกเขากลืนกินนางจำได้ว่าหมดสติไป ถึงอย่างนั้นนางกลับจดจำความฝันทั้งหมดได้ชัดเจน ความฝันวาบหวามที่ถูกเขาเคี่ยวกรำภายในโลงศพคับแคบ นางกับเขาผลัดกันรุกและผลัดกันควบขับปลุกเร้ากันและกัน กระทั่งจดจำไม่ได้ว่าสุขสมไปกี่รอบแสงแดดเช้าวันใหม่สาดส่องจากด้านนอก ถึงอย่างนั้นภายในช่องหินกลับยังคงมืดมิดอยู่บ้าง แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้หญิงสาวมองเห็นภายในโลงศพหญิงสาวนอนตัวแข็งทื่อเมื่อบุปผางามถูกบางอย่างลูบไล้ นางกางขาคร่อมร่างใหญ่อยู่ ดังนั้นจึงง่ายต่อการถูกรุกล้ำมาก ทว่าตอนนี้เพิ่งตระหนักว่ากายเปลือยเปล่าของเขา ไม่ได้เย็นเยียบเช่นคราแรกที่สัมผัส“ตื่นแล้ว?” เขาถามนางและเลื่อนฝ่ามือขึ้นลูบไล้แผ่นหลังนวลเนียน นางสะดุ้งเฮือกพร้อมกับพยายามดันตัวขึ้นเล็กน้อย เอวอ่อนขยับออกห่างแก่นกายที่ตนแนบชิด แต่ขยับหนีได้ไม่ไกลเพราะความคับแคบเมื่อเงยหน้าขึ้นกลับสบตากับดวงตาคมดุ ใบหน้าหล่อเหลากำลังจ้องมองมายังนาง คิ้วเข

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status