Masukในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน หลิ่วอวิ๋นก็เอ่ยเตือนผม"อื้อ... วันนี้ไม่ใช่ระยะปลอดภัยของฉันนะ..."คำพูดนั้นเปรียบเสมือนพลุที่ระเบิดตูมขึ้นมาในสมองของผมทันที"งั้นเมื่อตอนบ่ายนั่น..."ผมเริ่มกังวล น้ำเสียงที่พูดออกมาถึงกับสั่นเครือเพราะตอนนี้ผมแค่อยากสนุกกับความเสียวซ่านที่อยู่ตรงหน้า แต่ไม่ได้อยากจะมาแบกรับภาระผลที่ตามมาน่ะสิหลิ่วอวิ๋นทำท่าเขินอาย เธอเบือนหน้าหนีพลางกดเสียงให้เบาลง"ไม่เป็นไรค่ะ... ฉัน... ฉันจัดการทำความสะอาดจนเกลี้ยงแล้ว..."ส่วนเธอจะใช้วิธีไหนนั้นผมไม่ได้ซักไซ้ไล่เลียงต่อผมลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก"งั้นรอผมแป๊บนะ ผมไปเอาของในกระเป๋าก่อน..."ผมนึกขึ้นได้ว่าในกระเป๋าน่าจะมีกล่องถุงยางที่ยังใช้ไม่หมดเหลืออยู่ จึงตบบั้นท้ายหลิ่วอวิ๋นเบาๆ เพื่อบอกให้เธออดใจรอสักครู่หลิ่วอวิ๋นพยักหน้าพลางส่งสายตาละห้อยมองตามผมไปตั้งแต่ตอนที่ผมเดินออกจากประตูจนถึงตอนที่หยิบของกลับมา ใช้เวลาไม่ถึงสองนาทีด้วยซ้ำแม้แต่หลิ่วอวิ๋นยังตกใจ "ทำไมเร็วจัง?"ผมยิ้มมุมปากอย่างชั่วร้ายแล้วสวนกลับไปว่า "ผมเร็วเหรอ?"หลิ่วอวิ๋นเข้าใจความหมายแฝงของผมในทันที เธอเขินจนหน้าแดงฉ่าพลางด่าแง่ง
เส้นทางที่เหลือหลังจากนั้น ผมแทบจะใช้เวลาไปกับการส่งสายตาสื่อรักกับหลิ่วอวิ๋นตลอดทางนึกไม่ถึงเลยว่าในวันวาเลนไทน์ปีนี้ สวรรค์จะเมตตาผมไม่น้อย ถึงขั้นส่งคนรักมาให้ผมจริงๆในใจผมเบิกบานอย่างที่สุด และยังคอยหวนนึกถึงความตื่นเต้นเร้าใจเมื่อครู่อยู่เป็นพักๆก่อนที่ฟ้าจะมืด พวกเราก็มาถึงบ้านเกิดจนได้เมื่อเห็นว่าเริ่มดึกแล้ว ผมคิดว่าพวกโจวคุนกลับไปก็คงไม่มีอะไรกิน จึงเสนอให้พวกเขาอยู่กินข้าวที่บ้านผมก่อนทีแรกโจวคุนมีท่าทีลังเล เพราะกลัวว่าหลิ่วอวิ๋นจะรู้สึกอึดอัดแต่นึกไม่ถึงว่าหลิ่วอวิ๋นกลับตอบตกลงง่ายๆ "เอาสิคะ... งั้นก็รบกวนด้วยนะจ๊ะ พี่เหมิ่ง..."พอได้ยินเธอเรียกผมว่าพี่เหมิ่งต่อหน้าโจวคุน หัวใจของผมก็ยิ่งเต้นแรงขึ้นไปอีกก่อนจะถึงบ้าน ผมได้บอกกล่าวกับพ่อแม่ไว้ล่วงหน้าแล้วพอมาถึงตอนนี้ ที่บ้านจึงเตรียมกับข้าวร้อนๆ ไว้รอต้อนรับเรียบร้อยพ่อแม่ของโจวคุนเสียชีวิตไปนานแล้ว การกลับมาครั้งนี้เขาจึงตั้งใจจะมาเซ่นไหว้บรรพบุรุษในช่วงเทศกาลด้วยพ่อแม่ของผมรู้จักโจวคุนดี เพราะเขากับผมเป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่เด็กพ่อของผมจึงให้การต้อนรับอย่างกระตือรือร้น ถึงขั้นเอาเหล้าอย่างดีที่สะส
"อื้อ... เจ็บจะตายอยู่แล้ว..."หลิ่วอวิ๋นหมดเรี่ยวแรงลงในทันที เธอซบลงในอ้อมกอดของผมพลางหอบหายใจเอาอากาศเข้าปอดในเมื่อเธอเป็นฝ่ายรุกขนาดนี้ มีหรือที่ผมจะกล้าปฏิเสธให้เสียหน้าผมจึงยื่นมือไปเชยคางของหลิ่วอวิ๋นขึ้น บังคับให้เธอเงยหน้าขึ้นมาสบตา"นังร่าน! อ้าปากออก!"หลิ่วอวิ๋นเชื่อฟังและทำตามอย่างว่าง่าย เธอค่อยๆ เผยอริมฝีปากจิ้มลิ้มออก ให้เห็นลิ้นเล็กๆ สีชมพูเมื่อเห็นปลายลิ้นสีชมพูระเรื่อนั้น ผมก็เกิดอารมณ์พลุ่งพล่านจนแทบทนไม่ไหวผมโน้มตัวลงไปจูบอย่างบ้าคลั่งดูดดื่มความหวานภายในปากของเธออย่างหิวโหย พลางกลืนกินหยาดน้ำหวานเหล่านั้นลงคออึกแล้วอึกเล่าหวานเหลือเกิน... ช่างวิเศษอะไรอย่างนี้...ภายในห้องน้ำที่ไร้ผู้คน มีเพียงเสียงจ๊วบจ๊าบจากการจูบของพวกเราดังสะท้อนไปมามันฟังดูน่ารุ่มร้อนและหยาบโลนถึงขีดสุดไฟราคะเผาไหม้รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ไม่นานนักผมก็ถูกความกำหนัดเข้าครอบงำอย่างสมบูรณ์"ยัยร่าน... ช่วยเป็นฝ่ายรุกหน่อยได้ไหม..."ผมแสร้งทำสีหน้าเจ้าเล่ห์พลางเอ่ยล่อลวงหลิ่วอวิ๋นหลิ่วอวิ๋นค้อนขวับใส่ผมอย่างแสนงอน ทว่าเธอกลับยอมหันหลังไปเกาะผนังตามที่ผมบอกจริงๆเธอค่อยๆ โก่งบั้
"ยัยร่านเอ๊ย เธอนี่ใจกล้าจริงๆ!"ผมบีบเนื้อนุ่มตรงเอวของเธอไปทีหนึ่งอย่างเหลืออด พร้อมกับเหยียดมุมปากยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์หลิ่วอวิ๋นบิดตัวไปมาอย่างไม่ยี่หระ ก่อนจะเริ่มเอ่ยเร่งเร้า"มัวอึ้งอะไรอยู่อีกเล่า... ฉันอยากได้จนจะแย่แล้วนะ..."ในจังหวะที่ผมกำลังจะตั้งลำเดินหน้าต่อ โจวคุนก็โพล่งขึ้นมาว่า"พวกเธอจะเข้าห้องน้ำไหม ข้างหน้ามีจุดพักรถนะ..."พอได้ยินเสียงโจวคุน ผมกับหลิ่วอวิ๋นก็ตกใจจนหน้าถอดสี ต่างก็นิ่งค้างอยู่กับที่โชคดีที่โจวคุนไม่ได้หันกลับมามอง ไม่อย่างนั้น... สภาพของผมกับหลิ่วอวิ๋นในตอนนี้ คงไม่มีทางหลบซ่อนได้พ้นแน่ผมได้สติเป็นคนแรก รีบหยิบเสื้อคลุมมาคลุมตัวหลิ่วอวิ๋นเอาไว้จากนั้นจึงพยายามปรับลมหายใจให้เป็นปกติแล้วเอ่ยขึ้น "เอาสิ... งั้นก็แวะเข้าห้องน้ำหน่อยแล้วกัน!"โจวคุนพยักหน้า แล้วเริ่มขับรถมุ่งหน้าเข้าสู่จุดพักรถในเมื่อใกล้จะถึงจุดพักรถแล้ว ผมกับหลิ่วอวิ๋นย่อมจึงไม่ได้ทำอะไรกันต่อหลิ่วอวิ๋นทำหน้ามุ่ยอย่างไม่ค่อยพอใจ ดูท่าทางเธอคงจะหิวโหยเต็มทีผมอาศัยจังหวะที่โจวคุนไม่ทันสังเกต แอบกระซิบปลอบเธอสองสามประโยค"อย่าเพิ่งรีบสิ... เดี๋ยวไปต่อกันในห้องน้ำ ไม่ดีก
ผมไม่ได้คิดอะไรมาก รีบยื่นมือออกไปอุดปากเธอไว้โดยสัญชาตญาณ"เธอร้องเสียงดังขนาดนี้ อยากให้โจวคุนได้ยินหรือไง?"พอได้ยินประโยคนี้ หลิ่วอวิ๋นก็สงบลงไปได้มากจริงๆเธอได้แต่กลอกตาไปมาพลางจับจ้องมองสำรวจผมไม่หยุด ตั้งแต่ใบหน้าลงมาตามร่างกาย จนกระทั่งถึง... จุดนั้นที่กำลังตั้งตระหง่านพองโตเพราะน้ำมือของเธอ...ใบหน้าของเธอแดงก่ำยิ่งกว่าเดิม แดงจัดจนแทบจะมีเลือดหยดออกมาเลยก็ได้แววตาเต็มไปด้วยความตกตะลึง ราวกับได้เห็นสิ่งมหัศจรรย์ที่ไม่น่าเชื่อเมื่อเห็นว่าเธอสงบลงแล้ว ผมจึงค่อยๆ คลายมือออกนึกไม่ถึงว่าหลิ่วอวิ๋นจะเม้มริมฝีปากเบาๆ พลางพึมพำออกมาคำหนึ่ง"คุณเป็นพวกพลังม้าหรือไงนะ... ทำไมถึงได้ดิบเถื่อนขนาดนี้!"เมื่อมองดูทรวงอกของเธอที่กระเพื่อมขึ้นลงตามความตกใจ ผมก็ยิ่งควบคุมอุ้งมือของตัวเองไม่อยู่ผมไม่สนว่าเธอจะยินยอมหรือไม่ ตะปบมือขยำลงไปในทันที"อื้อ... อ่า..."หลังจากถูกบีบเค้นไปสองสามที หลิ่วอวิ๋นก็แหงนหน้าขึ้นส่งเสียงครางแผ่วออกมาเป็นระยะร่างกายสั่นเทาไปทั้งตัว น้ำเสียงยิ่งอ่อนระทวยลงเรื่อยๆ"คุณ... คนลามก อย่าจับนะ... อ๊ะ..."ปากก็บอกว่าอย่าจับ แต่ลูกพีชขาวอวบคู่นั้นกลั
เมื่อเห็นว่ามือข้างนั้นจวนจะแตะโดนส่วนนั้นเข้าแล้ว...ผมรีบยื่นมือออกไปกดข้อมือของเธอเอาไว้ แล้วกดเสียงต่ำเตือนไป"อย่าซน!"แต่เธอกลับไม่ได้ฟังเลยสักนิด มิหนำซ้ำยังพันแข้งพันขาผมแน่นกว่าเดิมพอมือขยับไม่ได้ ก็ใช้หัวซุกไซ้แทนในเมื่อแนบชิดกันขนาดนี้ มีหรือที่จะไม่โดนตรงนั้น...ผมมีปฏิกิริยาขึ้นมาในทันที สมองพลันขาวโพลนไปหมด แม้แต่ลมหายใจก็เริ่มติดขัดส่วนหลิ่วอวิ๋นดูเหมือนจะชอบปฏิกิริยาของผมมาก เธอใช้ใบหน้าเนียนนุ่มถูไถไปมา"ยังกินไม่อิ่มอีกเหรอ... นิสัยไม่ดีเลยนะ..."พูดไปพลาง เธอก็ขยับเขยื้อนใช้ฟันหน้าควานหาหัวซิปกางเกงของผมอย่างจงใจผมอยากจะหยุดเธอเอาไว้ แต่ทั้งร่างกลับรู้สึกหนักอึ้ง มันเกร็งจนแข็งทื่อไปหมดและขยับเขยื้อนไม่ได้เลยผมได้แต่จ้องมองเธอแล้วส่ายหัวไปมาอย่างสุดปัญญา จนสุดท้ายก็ได้ยินเสียง "แคว่ก"เธอช่างเก่งกาจนัก ขนาดนี้ยังรูดเปิดออกจนได้ใจของผมกระตุกวูบ เผลอกลืนน้ำลายลงคอโดยสัญชาตญาณพอได้สติกลับมา หลิ่วอวิ๋นก็จัดการถลกกางเกงในทที่รัดแน่นนั้นออกอย่างคล่องแคล่ว"เธอ"ผมอุทานออกมาหวังจะห้าม แต่กลับไม่ทันสิ้นเสียงคำพูดนั้น มังกรอันน่าเกรงขามที่เคยทำให้ผู้ห







