Masukบทที่ 3 คำทำนายใต้เปลวเพลิง
กลางฤดูใบไม้ร่วง รัชศกเทียนอันปีที่ห้า ลมเหนือพัดใบอู๋ถงร่วงเกลื่อนนครหลวงราวสายฝนสีทอง กลางคืนยาวนานกว่ากลางวันดุจจะกลืนแสงตะวันจนหมดสิ้น ไอหนาวแทรกตามซอกประตูอย่างไม่ปรานี กระทั่งแสงโคมในจวนสกุลเยี่ยยังสั่นไหวไม่หยุด ราวรู้ล่วงหน้าถึงเปลวเพลิงที่จะมาเยือน
ปีนั้นเยี่ยชิงหรานอายุสิบขวบ ส่วนเยี่ยอวี๋หนิงเพิ่งครบเจ็ดขวบ
เรือนหนิงเซียงสว่างไสวกว่าทุกแห่ง เพราะธิดาคนรองจับไข้มาสามวัน ฟางซื่อนั่งเฝ้าข้างเตียงแทบไม่หลับ เยี่ยหวยเชิญหมอมีชื่อมาถึงสี่คน ขณะที่บ่าวไพร่วิ่งเข้าออกจนพื้นทางเดินแทบไม่เคยแห้งสนิท
ชิงหรานยืนอยู่นอกม่านพร้อมถ้วยยาลดไข้ นางเพิ่งนำตำรับจากเรือนหมอมาให้ ทว่ายังไม่ทันเข้าใกล้ ฟางซื่อก็หันมาตวาด
"ใครให้เจ้าเข้ามา หากนำไอหนาวติดตัวมาจนน้องอาการหนักขึ้นจะทำอย่างไร"
"ท่านหมอให้ข้านำยามาเจ้าค่ะ"
"วางไว้แล้วออกไป"
เด็กหญิงวัยสิบขวบวางถ้วยลงบนโต๊ะอย่างเชื่อฟัง ก่อนมองผ่านม่านบางเข้าไป คนบนเตียงลืมตาอยู่พอดี ดวงตากลมโตของอวี๋หนิงสบกับนางเพียงชั่วอึดใจ แล้วหลุบลงอย่างหวาดกลัว
ฟางซื่อเห็นเข้าก็รีบดึงม่านปิด "หนิงเอ๋อร์ไม่ต้องกลัว แม่อยู่ตรงนี้"
ชิงหรานยังไม่เข้าใจว่าเหตุใดน้องต้องกลัวตน จนกระทั่งซุนหมัวมัวเดินออกมาส่งนางนอกเรือนและเอ่ยด้วยสีหน้าหนักใจ
"คุณหนูใหญ่ คราวก่อนท่านแย่งกำไลของคุณหนูรอง นางตกใจจนจับไข้ หากท่านยังมีความเป็นพี่อยู่บ้าง ช่วงนี้อย่าเพิ่งมาใกล้เลยเจ้าค่ะ"
"ข้าไม่ได้แย่ง" ชิงหรานเถียง "กำไลเส้นนั้นเป็นของท่านแม่ นางนำไปเล่นจนเกือบตกบ่อน้ำ ข้าเพียงเอากลับมา"
"ท่านพูดเช่นไรย่อมได้ แต่คุณหนูรองร้องไห้ทั้งคืน"
ประตูปิดลงตรงหน้า เด็กหญิงจึงได้แต่กำชายแขนเสื้อแน่น
คืนนั้นยามจื่อ เสียงตะโกนว่าไฟไหม้ปลุกคนทั้งจวนให้ตื่น
เปลวเพลิงแดงฉานพวยพุ่งจากเรือนหนิงเซียงสูงเสียดฟ้า ควันดำม้วนตัวบดบังท้องฟ้าทั้งผืน บ่าวไพร่หิ้วถังน้ำวิ่งกันอลหม่านราวมดแตกรัง ฟางซื่อร่ำไห้อยู่กลางลานเพราะอวี๋หนิงยังติดอยู่ด้านใน ประตูห้องนอนถูกคานไม้ที่หล่นลงมาขวางสนิท ไม่มีผู้ใดกล้าฝ่าเข้าไปแม้แต่ก้าวเดียว
"ช่วยลูกข้า!" ฟางซื่อคว้าแขนบ่าวชายคนหนึ่ง "ผู้ใดพาหนิงเอ๋อร์ออกมาได้ ข้าจะให้รางวัลร้อยตำลึง!"
คำว่าร้อยตำลึงไม่อาจทำให้คนธรรมดาก้าวเข้าไปในกองไฟ
ชิงหรานซึ่งวิ่งมาถึงเห็นมารดาทรุดอยู่บนพื้น นางมองหน้าต่างด้านข้างเพียงครั้งเดียวก็ตัดสินใจ ชุบผ้าคลุมในน้ำจนชุ่มโชก ก่อนใช้มันห่อร่างแล้วลอดเข้าไปทางช่องแคบโดยไม่ลังเล
ไอร้อนแผดเผาจนหายใจแทบไม่ได้ ควันไฟกัดตา น้ำตาไหลพราก เด็กหญิงคลำทางไปตามเสียงไอ กระทั่งพบอวี๋หนิงขดตัวอยู่ใต้โต๊ะ
"จับมือข้า!"
อวี๋หนิงส่ายหน้า ร้องเรียกมารดาไม่หยุด ชิงหรานจึงคลานเข้าไปลากน้องออกมา ขณะนั้นคานไม้ชิ้นเล็กหล่นจากเพดาน นางยกแขนขึ้นบัง เปลวไฟลวกผิวตั้งแต่ข้อมือถึงข้อศอกจนเจ็บราวกับเนื้อถูกฉีก
ทว่านางไม่ปล่อยมือ
เด็กหญิงทั้งสองออกมาทางหน้าต่างได้ก่อนหลังคาจะพังลงเพียงชั่วลมหายใจ ฟางซื่อโผเข้ากอดอวี๋หนิงทันที เยี่ยหวยอันสั่งคนตามหมอ ส่วนชิงหรานนั่งอยู่บนพื้นห่างออกไปอย่างโดดเดี่ยว ไม่มีผู้ใดหันมามอง แขนซ้ายมีตุ่มพองแดงฉานเจ็บแสบ
ไม่มีผู้ใดเห็นบาดแผลของนาง จนแม่นมชราเดินมาพบและพาไปรักษา
รุ่งเช้า เปลวเพลิงดับลง เหลือเพียงซากเรือนดำไหม้ พ่อบ้านเข้าไปตรวจหาต้นเหตุแล้วนำสิ่งหนึ่งออกมา
มันเป็นตุ๊กตาไม้ตัวเล็ก มีชื่อเยี่ยอวี๋หนิงสลักอยู่กลางอกและเข็มสามเล่มปักตรงศีรษะ ตุ๊กตานั้นถูกพบใต้หน้าต่างซึ่งชิงหรานใช้หนีออกมา
"นี่เป็นของผู้ใด" เยี่ยหวยอันถาม
ปี้เถาซึ่งยังเป็นสาวใช้ตัวเล็กคุกเข่าลง ตัวสั่นราวใบไม้ "บ่าวเคยเห็นคุณหนูใหญ่แกะตุ๊กตาไม้เจ้าค่ะ"
ชิงหรานมองของในมือบิดา นางเคยแกะตุ๊กตาจริง ทว่าเป็นรูปกระต่าย ไม่ใช่รูปคน และมันหายไปจากห้องก่อนเกิดไฟไหม้หลายวัน
"ไม่ใช่ของข้า"
คำปฏิเสธของเด็กสิบขวบเบาเกินกว่าจะสู้กับหลักฐานตรงหน้า
กระทั่งยามสาย นักพรตเจียงผู้เคยทำนายดวงอวี๋หนิงเดินทางมาถึงจวนอย่างประจวบเหมาะ เขาตรวจเรือนที่ไหม้ ก่อนค้นพบกระดาษยันต์ซึ่งรอดจากเปลวเพลิงอย่างน่าอัศจรรย์ บนนั้นมีอักษรสีชาดเขียนไว้ว่า
ดาวมงคลหลั่งน้ำตา เพลิงฟ้าย่อมเผาผลาญเรือน
นักพรตลูบเครายาว พลางทอดถอนใจ "คุณหนูรองเป็นดาวที่ฟ้าส่งมาคุ้มครองสกุล หากนางได้รับความอยุติธรรม โชคลาภย่อมแปรเป็นภัย ครั้งนี้เป็นเพียงคำเตือน วันหน้าหากยังมีผู้คิดทำร้ายนาง เกรงว่าทั้งตระกูลจะไม่อาจรักษาความรุ่งเรืองไว้ได้"
หลังจากวันนั้น กฎเกณฑ์ในจวนสกุลเยี่ยก็เปลี่ยนไป
ไม่มีผู้ใดกล้าตำหนิอวี๋หนิงต่อหน้า
อาหารและอาภรณ์ของนางต้องดีที่สุด หากนางเจ็บป่วย ผู้ที่ทำให้นางไม่พอใจย่อมถูกสอบสวนก่อนเสมอ แม้แต่เยี่ยเหล่าฟูเหรินซึ่งเคยเคร่งครัด ยังสั่งให้ทุกคนหลีกเลี่ยงสิ่งที่อาจทำให้ดาวนำโชคเศร้าหมอง
ส่วนชิงหรานถูกเฆี่ยนฝ่ามือยี่สิบครั้งและกักไว้ในเรือนสามเดือน
คืนหนึ่งระหว่างที่บาดแผลจากไฟยังปวดแสบ นางแอบออกไปเอายาและได้ยินเสียงลอดจากห้องด้านข้าง
"หมัวมัว" เสียงอวี๋หนิงถาม "หากทุกคนกลัวว่าข้าจะนำหายนะมา ต่อไปพวกเขาจะไม่ดุข้าอีกแล้วใช่หรือไม่"
ซุนหมัวมัวหัวเราะอย่างเอ็นดู "คุณหนูเป็นดาวมงคล ผู้ใดจะกล้าทำให้ท่านเสียใจเล่าเจ้าคะ"
"แม้แต่ท่านพ่อกับท่านแม่หรือ"
"ยิ่งเป็นนายท่านกับฮูหยิน พวกเขายิ่งต้องทะนุถนอมท่าน"
เด็กหญิงเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนเอ่ยอีกครั้ง "แล้วพี่หญิงเล่า"
"นางทำให้ท่านตกใจจนเกิดเพลิงฟ้า ย่อมต้องได้รับโทษ"
"แต่พี่หญิงเป็นคนช่วยข้าออกมา"
"นางก่อเรื่องแล้วช่วยไว้ก็เป็นเพียงการไถ่โทษ คุณหนูอย่าใจอ่อนนะเจ้าคะ"
ชิงหรานยืนฟังอยู่นอกหน้าต่าง ลมหนาวพัดผ่านแขนเสื้อและแผลไฟลวก ความเย็นเสียดเข้าไปถึงกระดูก หากยังไม่อาจเทียบความหนาวกลางใจได้
นั่นเป็นครั้งแรกที่นางเข้าใจว่า ความจริงซึ่งไม่มีผู้ใดอยากฟัง ย่อมเบากว่ากระดาษยันต์เพียงแผ่นเดียว
สิบสามปีผ่านไป กลิ่นไหม้จากเทียนในเรือนชิงหรานดึงนางกลับจากความทรงจำ
นางนั่งคัดบทสวดอยู่ริมหน้าต่างตามโทษกักบริเวณ แขนซ้ายใต้ชายเสื้อยังมีรอยแผลขรุขระจากคืนนั้น แม้เวลาจะทำให้สีของมันจางลง ทว่าไม่เคยลบให้หายไป
เหลียนจือเดินเข้ามาพร้อมตลับยา "คุณหนูรองส่งยาทาหัวเข่ามาให้เจ้าค่ะ"
ชิงหรานเหลือบมองตลับหยก "นำไปคืน"
"คนส่งบอกว่าคุณหนูรองตั้งใจปรุงเอง หากคืนไป เกรงว่าฮูหยินจะ..."
"เช่นนั้นก็วางไว้"
เหลียนจือวางตลับลงอย่างลังเล ชิงหรานใช้พู่กันเขี่ยฝากล่องเปิด กลิ่นการบูรเข้มข้นลอยออกมา นางแพ้การบูรมาตั้งแต่เด็ก ทาเพียงเล็กน้อยผิวหนังก็จะบวมแดง
เรื่องนี้มีเพียงคนในครอบครัวและซุนหมัวมัวที่รู้
"คุณหนูรองอาจลืมก็ได้นะเจ้าคะ" เหลียนจือกล่าว แม้น้ำเสียงไม่มั่นใจ
ชิงหรานมองควันเทียนที่ม้วนตัวเหนือเปลวไฟ ภาพกระดาษยันต์ซึ่งไม่ถูกเพลิงเผายังชัดเจนอยู่ในความคิด ราวถูกสลักไว้กลางดวงตา
กระดาษธรรมดารอดจากกองไฟได้อย่างไร
นักพรตเจียงมาถึงจวนหลังเกิดเหตุเพียงไม่กี่ชั่วยามได้อย่างไร
และเหตุใดไฟครั้งนั้นจึงเริ่มตรงห้องเก็บของที่ไม่มีผู้ใดพัก
คำถามซึ่งเด็กวัยสิบขวบไม่เคยคิด เวลานี้กลับผุดขึ้นทีละข้อ
ชิงหรานปิดตลับยา ก่อนสั่งด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
"เหลียนจือ เก็บมันไว้ อย่าให้ผู้ใดแตะต้อง"
"คุณหนูคิดว่า..."
"ข้ายังไม่คิดสิ่งใดทั้งนั้น" นางหลุบตาลงคัดอักษรต่อ "เพียงแต่ต่อจากนี้ ของทุกชิ้นที่มาจากเรือนหนิงเซียง ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ยา หรือแม้แต่น้ำเปล่า เจ้าต้องนำมาให้ข้าดูก่อน"
นอกหน้าต่าง เมฆดำเคลื่อนมาบดบังดวงอาทิตย์ แสงในห้องค่อย ๆ มืดลง
เปลวเพลิงเมื่อสิบสามปีก่อนดับไปนานแล้ว
ทว่าเถ้าถ่านของมันเพิ่งเริ่มเผยสิ่งที่ถูกฝังไว้
ตอนพิเศษ 5 แสงดวงใหม่หิมะแรกโปรยลงเหนือนครหลวงอย่างแผ่วเบา ต่างจากพายุหิมะซึ่งเคยโหมกระหน่ำในปีก่อน ๆ คืนนี้เกล็ดหิมะร่วงลงช้า ๆ ราวกับฟ้าเองก็รอคอยด้วยใจเย็นเรือนหานอวี้สว่างไสวด้วยแสงตะเกียงตลอดคืนชิงหรานนอนอยู่บนเตียงมาตั้งแต่ยามพลบค่ำ ความเจ็บปวดมาเป็นระลอกถี่ขึ้นเรื่อย ๆ หมอผดุงครรภ์สองคนคอยดูแลอย่างใกล้ชิด เสิ่นซื่อกับมู่เหล่าฟูเหรินนั่งรออยู่นอกห้อง มือกำลูกประคำแน่นมู่เฉิงเยียนเดินวนไปมาหน้าประตูมาเกือบสี่ชั่วยามแล้ว"นั่งลงเถิด เจ้าเดินจนพื้นจะเป็นร่องแล้ว" มู่เหล่าฟูเหรินกล่าว"ข้านั่งไม่ได้" เขาตอบเสียงแหบเสิ่นซื่อยิ้มเล็กน้อยแม้สีหน้ายังกังวล "ตอนเจ้าเกิด บิดาเจ้าก็เดินวนเช่นนี้ทั้งคืนเหมือนกัน สุดท้ายเกือบเป็นลมก่อนหมอจะออกมาบอกข่าวเสียอีก""ท่านพ่อเป็นลมด้วยหรือ" เฉิงเยียนหยุดเดินกะทันหัน"เกือบ" เสิ่นซื่อกล่าว "บุรุษทุกคนเป็นเช่นนี้เมื่อรอคนที่ตนรักคลอดบุตร ไม่มีสิ่งใดน่าอาย"จากภายในห้อง เสียงชิงหรานร้องครางดังขึ้นเป็นระยะ มู่เฉิงเยียนกำมือแน่นทุกครั้งที่ได้ยิน"ท่านช่วยอะไรไม่ได้เลยหรือ" เขาถามหมอซึ่งเดินออกมาส่งน้ำร้อน"เรื่องนี้ต้องให้ฮูหยินน้อยใช้กำลังเองขอรับ
ตอนพิเศษ 4 น้องสาวผู้เลือกความรักเองดอกท้อบานสะพรั่งทั่วนครหลวงเป็นปีที่สอง ลมอุ่นพัดกลิ่นหอมจากสวนดอกไม้ทั่วเมือง จวนจิ้งอันโหวคึกคักด้วยการเตรียมงานมงคลอีกครั้ง หากครั้งนี้ไม่ใช่งานแต่งของชิงหราน หากเป็นงานแต่งของมู่หว่าน น้องสาวผู้เคยยิงธนูให้คนทั้งงานเห็นเมื่อหลายปีก่อนเรื่องราวเริ่มต้นเมื่อครึ่งปีก่อน ในงานแข่งขันยิงธนูซึ่งจัดขึ้นนอกเมือง มู่หว่านลงแข่งโดยไม่บอกครอบครัว จนกระทั่งชื่อของนางถูกประกาศเป็นผู้ชนะอันดับสองรองจากบุรุษหนุ่มคนหนึ่งเพียงเท่านั้นชายผู้นั้นชื่อหลิวจิ่งหยาง บุตรชายแม่ทัพหลิว ผู้เคยสอนขี่ม้าให้มู่เฉิงเยียนเมื่อวัยเยาว์แทนที่จะดูแคลนคู่แข่งซึ่งเป็นสตรี เขากลับเดินตรงมาขอดูคันธนูของมู่หว่านด้วยความสนใจแท้จริง"ท่านดึงสายธนูหนักถึงเพียงนี้ได้อย่างไร" เขาถาม แววตาเต็มไปด้วยความชื่นชม ไม่ใช่ความประหลาดใจแบบดูแคลนมู่หว่านซึ่งเคยชินกับสายตาเยาะเย้ยจากบุรุษหลายคนก่อนหน้านี้ ชะงักไปครู่หนึ่งก่อนตอบตามตรง"ฝึกมาตั้งแต่อายุแปดขวบ"หลังจากวันนั้น หลิวจิ่งหยางเริ่มส่งจดหมายมาถามถึงเทคนิคการยิงธนู ก่อนพัฒนาเป็นการพบปะพูดคุยเรื่องอื่น ๆ มู่หว่านเก็บเรื่องนี้ไว้เงียบ ๆ น
ตอนพิเศษ 3 ปีใหม่ใต้ชายคาเดียวกันปลายฤดูหนาว รัชศกเทียนอันปีที่ยี่สิบเอ็ด หิมะตกหนักที่สุดในรอบสิบปีปกคลุมนครหลวงจนขาวโพลนทั่วเมือง เสียงประทัดเริ่มดังขึ้นตั้งแต่เช้าตรู่ ป้ายกระดาษแดงถูกแปะไว้ทุกประตูบ้าน กลิ่นอาหารมงคลลอยออกจากครัวทุกหลังคาเรือน วันนี้เป็นวันส่งท้ายปีเก่า คืนซึ่งครอบครัวทุกครัวเรือนจะรวมตัวกันกินอาหารมื้อใหญ่ที่สุดของปีจวนจิ้งอันโหวเต็มไปด้วยเสียงเอะอะตั้งแต่ยามเช้า บ่าวไพร่วิ่งขวักไขว่ทำความสะอาดครั้งใหญ่ ป้ายคำอวยพรใหม่ถูกแปะทับป้ายเก่า โคมแดงหลายร้อยดวงถูกแขวนเรียงตามระเบียงชิงหรานยืนอยู่กลางเรือนครัวใหญ่ ตรวจรายการอาหารมงคลซึ่งต้องมีครบทุกอย่างตามธรรมเนียม ปลาทั้งตัวหมายถึงความอุดมสมบูรณ์ที่เหลือกินเหลือใช้ทุกปี เกี๊ยวทองหมายถึงเงินทองไหลมา ผักกาดขาวหมายถึงโชคลาภบริสุทธิ์"คุณหนู...ไม่ ฮูหยินน้อย" แม่ครัวใหญ่เปลี่ยนคำเรียกกลางประโยค "ปลาต้องเก็บไว้กินวันรุ่งขึ้นด้วยใช่ไหมเจ้าคะ เพื่อให้ปีนี้เหลือกินเหลือใช้""ถูกต้อง" ชิงหรานพยักหน้า นางเคยเห็นธรรมเนียมนี้มาตั้งแต่เด็ก แม้ไม่เคยได้นั่งร่วมโต๊ะอย่างเต็มใจนักยามเย็น ทุกคนมารวมกันที่โต๊ะกลมใหญ่กลางโถง มู่เหล่าฟ
ตอนพิเศษ 2 ดวงดาวคู่กลางฟากฟ้าท้องฟ้ายามค่ำใสกระจ่างผิดปกติ ไร้เมฆบดบังแม้แต่กลุ่มเดียว ดาวนับพันดวงส่องแสงเต็มฟากฟ้า สองดวงสว่างที่สุดลอยอยู่คนละฟากของทางช้างเผือกดาวทอผ้ากับดาวเลี้ยงวัว คืนนี้เป็นคืนเจ็ดเดือนเจ็ด คืนซึ่งตำนานเล่าว่านกกางเขนนับล้านจะบินมาต่อเป็นสะพานให้คู่รักทั้งสองได้พบกันเพียงหนึ่งครั้งในรอบปีร้านผ้าชิงหรานปิดร้านเร็วกว่าปกติหญิงคนงานทุกคนเปลี่ยนเป็นชุดใหม่ ถือเข็มด้ายมารวมกันที่ลานกลาง ตามธรรมเนียมโบราณซึ่งสตรีจะร้อยด้ายผ่านรูเข็มเจ็ดรูใต้แสงจันทร์ ผู้ที่ร้อยผ่านครบก่อนถือว่าได้รับพรความชำนาญจากดาวทอผ้า"คุณหนูต้องร่วมด้วยเจ้าค่ะ" เฉียวซื่อยื่นเข็มให้ชิงหราน "ท่านคือคนที่สอนพวกเราทุกอย่าง สมควรได้พรมากที่สุด"ชิงหรานรับเข็มมาถือ "ข้าไม่เชื่อว่าพรจากดาวจะทำให้ฝีมือดีขึ้น""เช่นนั้นเหตุใดยังถืออยู่""เพราะสนุกดี" นางยอมรับตรง ๆ จนคนรอบข้างหัวเราะอาฝูซึ่งเวลานี้ช่วยดูแลบัญชีร้านผ้าเดินผ่านมาพร้อมโคมกระดาษ เขาโตขึ้นมากจนชิงหรานแทบจำเด็กชายผอมบางเมื่อสามปีก่อนไม่ได้"ฮูหยินน้อย" เขาค้อมกาย "ข้าทำโคมสำหรับคืนนี้เสร็จหมดแล้วครับ""ฝีมือเจ้าดีขึ้นมากนะ" ชิงหรานรับโคมม
ตอนพิเศษ 1 เรือนหอที่แท้จริงปลายฤดูใบไม้ผลิ รัชศกเทียนอันปีที่ยี่สิบเอ็ด ค่ำคืนหลังวันที่หนังสือหย่าถูกฉีกเป็นเสี่ยง ดวงจันทร์เต็มดวงลอยเด่นเหนือจวนจิ้งอันโหว แสงนวลส่องผ่านกิ่งไห่ถังซึ่งเพิ่งผลิดอก กลิ่นหอมอ่อนลอยปนกับไอฝนที่เพิ่งหยุดตก เรือนหานอวี้เงียบสงบผิดปกติ ราวกับแม้แต่สายลมยังแผ่วเบาลงเพื่อไม่รบกวนค่ำคืนนี้ชิงหรานเดินกลับจากห้องน้ำอุ่นแล้วชะงักอยู่หน้าประตูห้องนอนภายในเปลี่ยนไปจนแทบจำไม่ได้ผ้าม่านสีแดงเข้มถูกแขวนใหม่ทับผ้าม่านสีเรียบซึ่งใช้มาตลอดปี เทียนมังกรหงส์คู่หนึ่งจุดอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้ง เปลวไฟทอแสงกระทบดอกไม้สดซึ่งจัดวางเต็มห้อง ผ้าคลุมเตียงปักลายดอกไห่ถังคู่ เข้าชุดกับลวดลายซึ่งนางเคยปักเองในงานสกุลหลัวเมื่อหลายปีก่อนบนโต๊ะเล็กข้างเตียงมีสุรามงคลสองถ้วยวางเรียงคู่"เหลียนจือ" ชิงหรานเรียกด้วยเสียงเบาสาวใช้โผล่หน้ามาจากมุมห้อง ยิ้มจนตาหยี "คุณหนู ชอบหรือไม่เจ้าคะ""นี่...""วันแต่งจริงของท่านไม่มีสิ่งเหล่านี้เลยสักอย่าง" เหลียนจือกล่าว น้ำเสียงเจือความสะเทือนใจ "ตอนนั้นบ่าวได้แต่มองอยู่ข้างนอกโดยทำอะไรไม่ได้ เวลานี้ท่านแต่งงานด้วยหัวใจตนเองแล้ว บ่าวจึงคิดว่าอย่า
บทที่ 50 แสงที่ไม่ต้องยืมจากผู้ใดปลายฤดูใบไม้ผลิ รัชศกเทียนอันปีที่ยี่สิบสอง แสงอรุณทอดเหนือกำแพงนครหลวงสีทองอ่อน สายหมอกบนคลองตะวันออกค่อย ๆ จาง เรือสินค้าล่องผ่านเงาสะพานท่ามกลางเสียงระฆัง ดอกไห่ถังบานเต็มสองฝั่งถนน กลีบสีชมพูปลิวตามลมเข้าสู่ลานร้านผ้าชิงหรานซึ่งเปิดประตูกว้างตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างวันนี้เป็นวันครบรอบหนึ่งปีนับจากนางวางกี่หลังแรกในคลังร้างป้ายไม้หน้าประตูได้รับการขัดใหม่ แต่ไม่ได้เปลี่ยนเป็นทองคำตามคำแนะนำของพ่อค้า ชิงหรานยังคงเก็บเนื้อไม้สีเข้มกับอักษรสีครามไว้ดังเดิม ใต้ป้ายมีหญิงหลายคนยืนรับค่าแรงประจำเดือน เฉียวซื่ออ่านรายชื่อทีละคนด้วยตนเอง ลายมือไม่งามนักแต่ชัดเจนร้านผ้าขยายจากกี่สิบสองหลังเป็นสามสิบหลัง คนงานกว่าหกสิบคน บางคนพักในเรือนหลัง บางคนรับงานกลับไปทำที่บ้าน สตรีซึ่งเคยลงชื่อไม่ได้ เวลานี้ตรวจจำนวนไหมและคำนวณค่าแรงเอง บุตรสาวคนโตของเฉียวซื่อเรียนอักษรจนช่วยคัดรายการสินค้า ส่วนบุตรสาวคนเล็กกำลังฝึกวาดลายดอกไม้ชิงหรานเดินตรวจผ้าซึ่งจะส่งไปเมืองเหอจง ผืนหนึ่งมีด้ายหลวมตรงชาย นางไม่ได้ตำหนิทันที เพียงเรียกคนปักมาดูว่าหากปล่อยไว้ เมื่อซักสามครั้งรอยจะกว







