เข้าสู่ระบบบทที่ 4 ความดีที่ไม่มีผู้เห็น
แดดกล้าแผดเผานครหลวงจนถนนหินขาวสะท้อนแสงพร่าตาราวเปลวไฟสีขาว ต้นหลิวริมคูเมืองทอดกิ่งนิ่งไร้ลมดุจหมดแรงจะไหว แม้แต่เสียงจักจั่นยังฟังดูอ่อนแรงเหนื่อยล้า
ภายในจวนสกุลเยี่ย อากาศกลับร้อนระอุยิ่งกว่าเบื้องนอกเสียอีก ราวมีเปลวไฟอีกกองหนึ่งลุกโชนอยู่กลางใจคน
"จับขโมยได้แล้ว!"
เสียงตะโกนจากลานครัวเรียกบ่าวไพร่มามุงดู หญิงรับใช้ชรานามว่าป้าหวังคุกเข่าอยู่กลางแดด ตรงหน้ามีห่อยาสมุนไพรแห้งวางอยู่ ผู้ดูแลครัวเท้าเอว พลางด่าทอจนใบหน้าของหญิงชราแดงก่ำ
"ของในจวนแม้เพียงใบผักก็เป็นของนาย เจ้าเป็นบ่าวกลับกล้าลักยาหลวงออกไป หากวันนี้ไม่ลงโทษหนัก วันหน้าผู้ใดจะเกรงกลัว!"
ป้าหวังโขกศีรษะกับพื้นจนเสียงดังก้อง "บ่าวผิดไปแล้วเจ้าค่ะ หลานของบ่าวจับไข้ หมอบอกว่าต้องใช้รากหวงฉี แต่บ่าวไม่มีเงินซื้อ ยาพวกนี้ถูกคัดทิ้งแล้ว บ่าวจึง..."
"ของคัดทิ้งก็ยังเป็นของจวน!"
ผู้ดูแลยกไม้เรียวขึ้น ทว่าเสียงหนึ่งดังมาจากทางเดินเสียก่อน
"เอะอะสิ่งใดกัน"
ชิงหรานเดินเข้ามาพร้อมเหลียนจือ หลังพ้นโทษกักบริเวณได้เพียงสามวัน นางก็ถูกเหล่าฟูเหรินสั่งให้ตรวจบัญชีเครื่องหอมของห้องครัว เพราะไม่มีผู้ใดในเรือนอยากทำงานละเอียดเช่นนี้
ผู้ดูแลรีบค้อมกาย "คุณหนูใหญ่ บ่าวเฒ่าผู้นี้ลักสมุนไพรเจ้าค่ะ ตามกฎต้องโบยยี่สิบไม้แล้วขายออกจากจวน"
ป้าหวังคลานเข้ามาเกาะชายกระโปรงชิงหราน "คุณหนูเมตตาด้วย บ่าวทำงานในจวนมาสิบห้าปี ไม่เคยลักสิ่งใด หลานบ่าวเหลือเพียงคนเดียว หากไม่มีคนดูแล เขาต้องตายแน่เจ้าค่ะ"
ชิงหรานก้มมองมือหยาบกร้านซึ่งเหี่ยวย่นและเต็มไปด้วยรอยแผลจากน้ำร้อนเก่า ก่อนปรายตาไปยังห่อยาบนพื้น
"เจ้ารู้ว่าผิดแล้วยังทำ เห็นได้ชัดว่าไม่เห็นกฎจวนอยู่ในสายตา"
ป้าหวังหน้าซีด น้ำตาไหลลงบนพื้น
บ่าวที่มุงดูพากันกระซิบ คุณหนูใหญ่มีชื่อว่าจิตใจแข็งกระด้าง แม้แต่น้องสาวแท้ ๆ ยังถูกผลักตกน้ำ หญิงชราผู้นี้ขอความเมตตาจากนาง เกรงว่าจะยิ่งได้รับโทษหนัก
ชิงหรานหันไปสั่งผู้ดูแล "ไม่ต้องโบย"
ป้าหวังเงยหน้าขึ้นอย่างมีความหวัง
"หักเบี้ยเลี้ยงทั้งหมด ไล่ออกจากจวนวันนี้ และห้ามกลับมาอีก"
ความหวังในดวงตาหญิงชราดับวูบราวเปลวเทียนถูกลมพัด ผู้คนรอบข้างต่างคิดว่าคุณหนูใหญ่โหดร้ายกว่าผู้ดูแลเสียอีก ถูกโบยยี่สิบไม้ยังได้อยู่ในจวนต่อ อย่างน้อยก็มีข้าวกิน ทว่าการไล่ออกโดยไม่มีเงินติดตัว เท่ากับผลักคนชราไปตายข้างถนน
"คุณหนู..." ป้าหวังสะอื้น "ขอให้บ่าวอยู่ดูแลหลานสักสามวันได้หรือไม่เจ้าคะ"
"ไม่ได้" ชิงหรานดึงชายกระโปรงออก "เหลียนจือ พานางไปเก็บของ อย่าให้หยิบสิ่งใดของจวนติดมือแม้แต่ชิ้นเดียว"
กล่าวจบ นางก็เดินจากไปท่ามกลางสายตาหวาดกลัว
ครั้นเข้าถึงห้องพักของป้าหวัง เหลียนจือจึงปิดประตูแล้วหยิบถุงเงินออกจากแขนเสื้อ นอกจากเงินสิบตำลึง ภายในยังมีเทียบยากับป้ายไม้ของร้านโอสถตระกูลโจว
"ป้าหวัง คุณหนูให้ท่านพาหลานไปหาหมอโจว ค่ารักษาจ่ายไว้แล้ว" เหลียนจือกล่าว "ส่วนงาน คุณหนูฝากคนไว้ที่โรงย้อมผ้านอกประตูตะวันตก ท่านทำอาหารเก่ง ไปช่วยครัวที่นั่นได้ ค่าแรงมากกว่าในจวนสองส่วน"
ป้าหวังมองถุงเงินอย่างไม่เชื่อสายตา "แล้วเหตุใดคุณหนูต้อง..."
"หากท่านถูกโบยยี่สิบไม้ ร่างกายจะทนไหวหรือเจ้าคะ ต่อให้อยู่ในจวนต่อก็ไม่มีแรงดูแลหลาน คุณหนูจึงต้องไล่ท่านออกต่อหน้าคนอื่น ผู้ดูแลจะได้ไม่อาจลงโทษซ้ำ"
หญิงชราทรุดลงคุกเข่า หันไปทางเรือนของชิงหรานแล้วโขกศีรษะสามครั้ง
"บุญคุณของคุณหนูใหญ่ บ่าวจะไม่ลืมชั่วชีวิต"
เหลียนจือรีบประคอง "คุณหนูกำชับว่าไม่ต้องกลับมาขอบคุณ หากมีคนรู้ นางจะไม่ยอมรับเจ้าค่ะ"
ยามบ่าย ชิงหรานได้รับอนุญาตให้ออกจากจวนเพื่อไปซื้อกระดาษคัดบทสวด รถม้าจอดที่ตลาดตะวันตก นางเพิ่งก้าวลงจากรถก็ได้ยินเสียงชายผู้หนึ่งร้องว่าถุงเงินหาย
เด็กชายผอมแห้งจนเห็นซี่โครงวิ่งสวนมา มือกำถุงผ้าสีน้ำเงินแน่น ชิงหรานขยับเพียงก้าวเดียวก็ขวางทางไว้ เด็กผู้นั้นหลบไม่ทัน ชนเข้ากับนางจนล้มลง
"คืนมา" นางยื่นมือ
เด็กชายกัดริมฝีปาก "ข้าไม่ได้เอา!"
เจ้าของถุงเงินตามมาถึงและเงื้อมือจะตบ ชิงหรานใช้พัดขวางไว้ "ของได้คืนแล้ว จะตีเขาให้ตายเพื่อสิ่งใด"
"มันเป็นขโมย!"
"เช่นนั้นส่งให้ทางการ ทว่าหากท่านลงมือจนเขาสิ้นใจกลางตลาด คนที่ต้องขึ้นศาลจะเป็นท่าน"
ชายผู้นั้นชะงัก ก่อนชิงถุงเงินกลับไปแล้วสบถเดินจากไป
ชิงหรานหันมามองเด็กชาย เสื้อผ้าของเขาขาดวิ่นจนแทบปิดร่างไม่มิด ตรงข้อมือมีรอยฟกช้ำซ้อนกันหลายชั้น ราวถูกทำร้ายมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า นางถามว่าเหตุใดจึงลักของ เด็กกลับเม้มปากไม่ตอบ
"ไม่พูดก็ช่าง" นางหันไปทางเหลียนจือ "เรียกเจ้าหน้าที่มา"
เด็กชายรีบคว้าชายเสื้อนาง "อย่า! พี่สาวข้าป่วย นางไม่ได้กินข้าวมาสองวันแล้ว ข้าเพียงอยากซื้อยา"
ชิงหรานมองดวงตาที่เต็มไปด้วยความตื่นกลัว นางไม่ได้ปลอบ เพียงเคาะพัดลงบนมือเขา
"ปล่อย เจ้าทำเสื้อข้ายับ"
เด็กชายรีบหดมือ
นางพาเขาไปยังร้านโอสถใกล้ตลาด ซื้อยากับข้าวสารให้หนึ่งถุง แล้วฝากให้เป็นเด็กบดสมุนไพรแลกอาหารสองมื้อ เจ้าของร้านไม่อยากรับขโมย ชิงหรานจึงวางเงินประกันไว้และกล่าวว่า หากเด็กหนีหรือขโมยอีกให้นำเงินก้อนนั้นชดใช้
"เหตุใดท่านช่วยข้า" เด็กชายถามขณะยืนอยู่หน้าร้าน
"ข้าไม่ได้ช่วย" ชิงหรานตอบ "หากเจ้าทำงานไม่ดี ข้าจะเอาเงินคืนทั้งหมด"
"ข้าจะทำให้ดี!"
นางขึ้นรถโดยไม่หันกลับไปมอง เด็กชายกลับคุกเข่าโขกศีรษะอยู่ด้านหลัง กระทั่งรถม้าลับไปจากถนน
เหลียนจือนั่งตรงข้ามผู้เป็นนาย พลางถอนหายใจ "คุณหนูช่วยคนแล้วเหตุใดต้องพูดให้ตนเองดูใจร้ายด้วยเจ้าคะ หากท่านบอกความจริงกับฮูหยินบ้าง นางอาจ..."
"อาจสิ่งใด" ชิงหรานเลิกคิ้ว "อาจรักข้าขึ้นมาหรือ"
เหลียนจือเงียบงัน
"หากความดีต้องนำไปวางตรงหน้าผู้อื่นเพื่อแลกคำชื่นชม เช่นนั้นก็ไม่ใช่ความดี เป็นเพียงการค้าอย่างหนึ่ง"
"แต่หากไม่มีใครเห็น ท่านก็ถูกเข้าใจผิดอยู่เช่นนี้"
ชิงหรานมองผ่านม่านรถไปยังถนนซึ่งค่อย ๆ เคลื่อนถอยหลัง "คนที่ตัดสินใจไม่เชื่อข้า ต่อให้เห็นกับตาก็หาข้ออ้างได้อยู่ดี"
ครั้นกลับถึงจวน ฟางซื่อเรียกนางไปตำหนิอย่างจริงจัง ข่าวว่าชิงหรานไล่หญิงชราออกจากจวนแพร่ไปถึงเรือนหลัก อวี๋หนิงยังขอร้องมารดาว่าอย่าโกรธพี่สาว เพราะพี่สาวคงทำไปตามกฎ
คำขอร้องนั้นอ่อนหวานทุกคำ หากกลับย้ำให้ผู้ฟังเชื่อว่าชิงหรานไร้เมตตายิ่งขึ้น
นางไม่แก้ตัว
คืนนั้น ป้าหวังพาหลานชายออกจากประตูหลัง ก่อนจากไป หญิงชราวางห่อผ้าเล็ก ๆ ไว้บนขั้นบันไดเรือนชิงหราน ข้างในเป็นรองเท้าปักฝีมือหยาบคู่หนึ่งกับกระดาษเขียนคำขอบคุณ
ชิงหรานอ่านจบก็พับเก็บลงในกล่อง ไม่ได้ทิ้งดังที่ปากกล่าว
นอกหน้าต่าง เงาร่างของปี้เถาถอยห่างจากพุ่มไม้ แล้วรีบกลับเรือนหนิงเซียง
อวี๋หนิงฟังรายงานจนจบ พลางใช้กรรไกรตัดก้านดอกโบตั๋นในแจกัน
"พี่หญิงช่วยป้าหวังลับหลังหรือ"
"เจ้าค่ะ คุณหนูใหญ่ยังหางานใหม่ให้นางด้วย"
กรรไกรในมืออวี๋หนิงหยุดชะงัก ก่อนตัดดอกที่งามที่สุดร่วงลงบนโต๊ะ
"ในเมื่ออยากเป็นคนดี เหตุใดไม่ให้ผู้ใดเห็นเล่า" นางกล่าวคล้ายหัวเราะ "คนโง่เช่นนี้ ต่อให้ทำดีสักร้อยครั้ง เพียงข้าหลั่งน้ำตาครั้งเดียว ผู้คนก็ยังเลือกเชื่อข้าอยู่ดี"
ปี้เถาหลุบตา ไม่กล้าตอบ
อวี๋หนิงหยิบดอกโบตั๋นที่ถูกตัดขึ้นมา กลีบของมันยังสด งดงาม และเต็มไปด้วยชีวิต
ทว่าหากหลุดจากกิ่งแล้ว ต่อให้งามเพียงใดก็ต้องเหี่ยวเฉา
ตอนพิเศษ 5 แสงดวงใหม่หิมะแรกโปรยลงเหนือนครหลวงอย่างแผ่วเบา ต่างจากพายุหิมะซึ่งเคยโหมกระหน่ำในปีก่อน ๆ คืนนี้เกล็ดหิมะร่วงลงช้า ๆ ราวกับฟ้าเองก็รอคอยด้วยใจเย็นเรือนหานอวี้สว่างไสวด้วยแสงตะเกียงตลอดคืนชิงหรานนอนอยู่บนเตียงมาตั้งแต่ยามพลบค่ำ ความเจ็บปวดมาเป็นระลอกถี่ขึ้นเรื่อย ๆ หมอผดุงครรภ์สองคนคอยดูแลอย่างใกล้ชิด เสิ่นซื่อกับมู่เหล่าฟูเหรินนั่งรออยู่นอกห้อง มือกำลูกประคำแน่นมู่เฉิงเยียนเดินวนไปมาหน้าประตูมาเกือบสี่ชั่วยามแล้ว"นั่งลงเถิด เจ้าเดินจนพื้นจะเป็นร่องแล้ว" มู่เหล่าฟูเหรินกล่าว"ข้านั่งไม่ได้" เขาตอบเสียงแหบเสิ่นซื่อยิ้มเล็กน้อยแม้สีหน้ายังกังวล "ตอนเจ้าเกิด บิดาเจ้าก็เดินวนเช่นนี้ทั้งคืนเหมือนกัน สุดท้ายเกือบเป็นลมก่อนหมอจะออกมาบอกข่าวเสียอีก""ท่านพ่อเป็นลมด้วยหรือ" เฉิงเยียนหยุดเดินกะทันหัน"เกือบ" เสิ่นซื่อกล่าว "บุรุษทุกคนเป็นเช่นนี้เมื่อรอคนที่ตนรักคลอดบุตร ไม่มีสิ่งใดน่าอาย"จากภายในห้อง เสียงชิงหรานร้องครางดังขึ้นเป็นระยะ มู่เฉิงเยียนกำมือแน่นทุกครั้งที่ได้ยิน"ท่านช่วยอะไรไม่ได้เลยหรือ" เขาถามหมอซึ่งเดินออกมาส่งน้ำร้อน"เรื่องนี้ต้องให้ฮูหยินน้อยใช้กำลังเองขอรับ
ตอนพิเศษ 4 น้องสาวผู้เลือกความรักเองดอกท้อบานสะพรั่งทั่วนครหลวงเป็นปีที่สอง ลมอุ่นพัดกลิ่นหอมจากสวนดอกไม้ทั่วเมือง จวนจิ้งอันโหวคึกคักด้วยการเตรียมงานมงคลอีกครั้ง หากครั้งนี้ไม่ใช่งานแต่งของชิงหราน หากเป็นงานแต่งของมู่หว่าน น้องสาวผู้เคยยิงธนูให้คนทั้งงานเห็นเมื่อหลายปีก่อนเรื่องราวเริ่มต้นเมื่อครึ่งปีก่อน ในงานแข่งขันยิงธนูซึ่งจัดขึ้นนอกเมือง มู่หว่านลงแข่งโดยไม่บอกครอบครัว จนกระทั่งชื่อของนางถูกประกาศเป็นผู้ชนะอันดับสองรองจากบุรุษหนุ่มคนหนึ่งเพียงเท่านั้นชายผู้นั้นชื่อหลิวจิ่งหยาง บุตรชายแม่ทัพหลิว ผู้เคยสอนขี่ม้าให้มู่เฉิงเยียนเมื่อวัยเยาว์แทนที่จะดูแคลนคู่แข่งซึ่งเป็นสตรี เขากลับเดินตรงมาขอดูคันธนูของมู่หว่านด้วยความสนใจแท้จริง"ท่านดึงสายธนูหนักถึงเพียงนี้ได้อย่างไร" เขาถาม แววตาเต็มไปด้วยความชื่นชม ไม่ใช่ความประหลาดใจแบบดูแคลนมู่หว่านซึ่งเคยชินกับสายตาเยาะเย้ยจากบุรุษหลายคนก่อนหน้านี้ ชะงักไปครู่หนึ่งก่อนตอบตามตรง"ฝึกมาตั้งแต่อายุแปดขวบ"หลังจากวันนั้น หลิวจิ่งหยางเริ่มส่งจดหมายมาถามถึงเทคนิคการยิงธนู ก่อนพัฒนาเป็นการพบปะพูดคุยเรื่องอื่น ๆ มู่หว่านเก็บเรื่องนี้ไว้เงียบ ๆ น
ตอนพิเศษ 3 ปีใหม่ใต้ชายคาเดียวกันปลายฤดูหนาว รัชศกเทียนอันปีที่ยี่สิบเอ็ด หิมะตกหนักที่สุดในรอบสิบปีปกคลุมนครหลวงจนขาวโพลนทั่วเมือง เสียงประทัดเริ่มดังขึ้นตั้งแต่เช้าตรู่ ป้ายกระดาษแดงถูกแปะไว้ทุกประตูบ้าน กลิ่นอาหารมงคลลอยออกจากครัวทุกหลังคาเรือน วันนี้เป็นวันส่งท้ายปีเก่า คืนซึ่งครอบครัวทุกครัวเรือนจะรวมตัวกันกินอาหารมื้อใหญ่ที่สุดของปีจวนจิ้งอันโหวเต็มไปด้วยเสียงเอะอะตั้งแต่ยามเช้า บ่าวไพร่วิ่งขวักไขว่ทำความสะอาดครั้งใหญ่ ป้ายคำอวยพรใหม่ถูกแปะทับป้ายเก่า โคมแดงหลายร้อยดวงถูกแขวนเรียงตามระเบียงชิงหรานยืนอยู่กลางเรือนครัวใหญ่ ตรวจรายการอาหารมงคลซึ่งต้องมีครบทุกอย่างตามธรรมเนียม ปลาทั้งตัวหมายถึงความอุดมสมบูรณ์ที่เหลือกินเหลือใช้ทุกปี เกี๊ยวทองหมายถึงเงินทองไหลมา ผักกาดขาวหมายถึงโชคลาภบริสุทธิ์"คุณหนู...ไม่ ฮูหยินน้อย" แม่ครัวใหญ่เปลี่ยนคำเรียกกลางประโยค "ปลาต้องเก็บไว้กินวันรุ่งขึ้นด้วยใช่ไหมเจ้าคะ เพื่อให้ปีนี้เหลือกินเหลือใช้""ถูกต้อง" ชิงหรานพยักหน้า นางเคยเห็นธรรมเนียมนี้มาตั้งแต่เด็ก แม้ไม่เคยได้นั่งร่วมโต๊ะอย่างเต็มใจนักยามเย็น ทุกคนมารวมกันที่โต๊ะกลมใหญ่กลางโถง มู่เหล่าฟ
ตอนพิเศษ 2 ดวงดาวคู่กลางฟากฟ้าท้องฟ้ายามค่ำใสกระจ่างผิดปกติ ไร้เมฆบดบังแม้แต่กลุ่มเดียว ดาวนับพันดวงส่องแสงเต็มฟากฟ้า สองดวงสว่างที่สุดลอยอยู่คนละฟากของทางช้างเผือกดาวทอผ้ากับดาวเลี้ยงวัว คืนนี้เป็นคืนเจ็ดเดือนเจ็ด คืนซึ่งตำนานเล่าว่านกกางเขนนับล้านจะบินมาต่อเป็นสะพานให้คู่รักทั้งสองได้พบกันเพียงหนึ่งครั้งในรอบปีร้านผ้าชิงหรานปิดร้านเร็วกว่าปกติหญิงคนงานทุกคนเปลี่ยนเป็นชุดใหม่ ถือเข็มด้ายมารวมกันที่ลานกลาง ตามธรรมเนียมโบราณซึ่งสตรีจะร้อยด้ายผ่านรูเข็มเจ็ดรูใต้แสงจันทร์ ผู้ที่ร้อยผ่านครบก่อนถือว่าได้รับพรความชำนาญจากดาวทอผ้า"คุณหนูต้องร่วมด้วยเจ้าค่ะ" เฉียวซื่อยื่นเข็มให้ชิงหราน "ท่านคือคนที่สอนพวกเราทุกอย่าง สมควรได้พรมากที่สุด"ชิงหรานรับเข็มมาถือ "ข้าไม่เชื่อว่าพรจากดาวจะทำให้ฝีมือดีขึ้น""เช่นนั้นเหตุใดยังถืออยู่""เพราะสนุกดี" นางยอมรับตรง ๆ จนคนรอบข้างหัวเราะอาฝูซึ่งเวลานี้ช่วยดูแลบัญชีร้านผ้าเดินผ่านมาพร้อมโคมกระดาษ เขาโตขึ้นมากจนชิงหรานแทบจำเด็กชายผอมบางเมื่อสามปีก่อนไม่ได้"ฮูหยินน้อย" เขาค้อมกาย "ข้าทำโคมสำหรับคืนนี้เสร็จหมดแล้วครับ""ฝีมือเจ้าดีขึ้นมากนะ" ชิงหรานรับโคมม
ตอนพิเศษ 1 เรือนหอที่แท้จริงปลายฤดูใบไม้ผลิ รัชศกเทียนอันปีที่ยี่สิบเอ็ด ค่ำคืนหลังวันที่หนังสือหย่าถูกฉีกเป็นเสี่ยง ดวงจันทร์เต็มดวงลอยเด่นเหนือจวนจิ้งอันโหว แสงนวลส่องผ่านกิ่งไห่ถังซึ่งเพิ่งผลิดอก กลิ่นหอมอ่อนลอยปนกับไอฝนที่เพิ่งหยุดตก เรือนหานอวี้เงียบสงบผิดปกติ ราวกับแม้แต่สายลมยังแผ่วเบาลงเพื่อไม่รบกวนค่ำคืนนี้ชิงหรานเดินกลับจากห้องน้ำอุ่นแล้วชะงักอยู่หน้าประตูห้องนอนภายในเปลี่ยนไปจนแทบจำไม่ได้ผ้าม่านสีแดงเข้มถูกแขวนใหม่ทับผ้าม่านสีเรียบซึ่งใช้มาตลอดปี เทียนมังกรหงส์คู่หนึ่งจุดอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้ง เปลวไฟทอแสงกระทบดอกไม้สดซึ่งจัดวางเต็มห้อง ผ้าคลุมเตียงปักลายดอกไห่ถังคู่ เข้าชุดกับลวดลายซึ่งนางเคยปักเองในงานสกุลหลัวเมื่อหลายปีก่อนบนโต๊ะเล็กข้างเตียงมีสุรามงคลสองถ้วยวางเรียงคู่"เหลียนจือ" ชิงหรานเรียกด้วยเสียงเบาสาวใช้โผล่หน้ามาจากมุมห้อง ยิ้มจนตาหยี "คุณหนู ชอบหรือไม่เจ้าคะ""นี่...""วันแต่งจริงของท่านไม่มีสิ่งเหล่านี้เลยสักอย่าง" เหลียนจือกล่าว น้ำเสียงเจือความสะเทือนใจ "ตอนนั้นบ่าวได้แต่มองอยู่ข้างนอกโดยทำอะไรไม่ได้ เวลานี้ท่านแต่งงานด้วยหัวใจตนเองแล้ว บ่าวจึงคิดว่าอย่า
บทที่ 50 แสงที่ไม่ต้องยืมจากผู้ใดปลายฤดูใบไม้ผลิ รัชศกเทียนอันปีที่ยี่สิบสอง แสงอรุณทอดเหนือกำแพงนครหลวงสีทองอ่อน สายหมอกบนคลองตะวันออกค่อย ๆ จาง เรือสินค้าล่องผ่านเงาสะพานท่ามกลางเสียงระฆัง ดอกไห่ถังบานเต็มสองฝั่งถนน กลีบสีชมพูปลิวตามลมเข้าสู่ลานร้านผ้าชิงหรานซึ่งเปิดประตูกว้างตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างวันนี้เป็นวันครบรอบหนึ่งปีนับจากนางวางกี่หลังแรกในคลังร้างป้ายไม้หน้าประตูได้รับการขัดใหม่ แต่ไม่ได้เปลี่ยนเป็นทองคำตามคำแนะนำของพ่อค้า ชิงหรานยังคงเก็บเนื้อไม้สีเข้มกับอักษรสีครามไว้ดังเดิม ใต้ป้ายมีหญิงหลายคนยืนรับค่าแรงประจำเดือน เฉียวซื่ออ่านรายชื่อทีละคนด้วยตนเอง ลายมือไม่งามนักแต่ชัดเจนร้านผ้าขยายจากกี่สิบสองหลังเป็นสามสิบหลัง คนงานกว่าหกสิบคน บางคนพักในเรือนหลัง บางคนรับงานกลับไปทำที่บ้าน สตรีซึ่งเคยลงชื่อไม่ได้ เวลานี้ตรวจจำนวนไหมและคำนวณค่าแรงเอง บุตรสาวคนโตของเฉียวซื่อเรียนอักษรจนช่วยคัดรายการสินค้า ส่วนบุตรสาวคนเล็กกำลังฝึกวาดลายดอกไม้ชิงหรานเดินตรวจผ้าซึ่งจะส่งไปเมืองเหอจง ผืนหนึ่งมีด้ายหลวมตรงชาย นางไม่ได้ตำหนิทันที เพียงเรียกคนปักมาดูว่าหากปล่อยไว้ เมื่อซักสามครั้งรอยจะกว







