LOGINบทที่ 5 ปิ่นผีเสื้อของผู้เป็นที่รัก
กลางฤดูร้อน รัชศกเทียนอันปีที่สิบแปด เมฆฝนรวมตัวเหนือท้องฟ้านครหลวงติดต่อกันหลายวันดุจไม่คิดจะจางหาย ลมก่อนพายุพัดธงหน้าประตู้จวนสกุลเยี่ยสะบัดดังพรึ่บพรับราวเสียงเตือนภัย ขณะที่ขบวนรถม้าจากเจียงหนานเคลื่อนผ่านประตูใหญ่เข้ามาอย่างครึกครื้น
เยี่ยจิ่งไหวเดินทางไปตรวจร้านค้าของตระกูลนานกว่าสองเดือน เมื่อกลับถึงจวน เขานำหีบของฝากมามากถึงหกใบ เรือนหลักจึงครึกครื้นตั้งแต่เช้า
เยี่ยหวยอันได้รับแท่นฝนหมึกหินเขียว ฟางซื่อได้ผ้าแพรลายเมฆสิบพับ ส่วนเหล่าฟูเหรินได้รับพระพุทธรูปหยกซึ่งเชิญมาจากวัดเก่าแก่ทางใต้
ของอวี๋หนิงเป็นกล่องไม้หอมใบเล็ก
เมื่อเปิดออก ปิ่นทองรูปผีเสื้อคู่ฝังมุกสีชมพูก็ปรากฏแก่สายตา ปีกผีเสื้อทำจากแผ่นทองบางเฉียบ เมื่อขยับเพียงเล็กน้อยจะสั่นไหวราวกับมีชีวิตจริง
"งามเหลือเกินเจ้าค่ะ" ปี้เถาอุทาน
จิ่งไหวยิ้มอย่างพอใจ "พี่เห็นแบบในร้านช่างหลวงเก่า จึงให้คนทำขึ้นใหม่ ใช้เวลาถึงสองเดือนจึงเสร็จ น้องรองชอบหรือไม่"
อวี๋หนิงประคองปิ่นไว้ในฝ่ามือ ปลายหางตาโค้งขึ้นด้วยความยินดี "ของที่พี่ใหญ่มอบให้ ต่อให้เป็นกิ่งไม้ ข้าก็ชอบเจ้าค่ะ"
"เจ้านี่ช่างรู้จักพูด" ฟางซื่อหัวเราะ
ชิงหรานนั่งอยู่ท้ายโต๊ะ นางมองหีบซึ่งถูกยกออกไปทีละใบ ก่อนถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "ของทุกคนมีครบแล้วหรือ"
เสียงหัวเราะในห้องพลันเบาลง
จิ่งไหวชะงักไปเล็กน้อย "พี่ไม่รู้ว่าเจ้าชอบสิ่งใด ที่เจียงหนานมีแต่ของสีสันฉูดฉาด เกรงว่าจะไม่ถูกใจเจ้า"
ความจริงคือเขาลืม
คำอธิบายยืดยาวเพียงใดก็กลบความจริงข้อนี้ไม่ได้
ชิงหรานยกถ้วยชาขึ้นจิบ "ไม่เป็นไร ข้าเพียงถามดู"
อวี๋หนิงรีบถอดปิ่นผีเสื้อออก "หากพี่หญิงชอบ ข้ามอบให้ท่านนะเจ้าคะ สีชมพูเข้ากับผิวของท่านมากกว่าข้าเสียอีก"
"พี่ใหญ่ตั้งใจทำให้เจ้า ข้าไม่แย่งของผู้อื่น"
"พวกเราเป็นพี่น้องกัน จะเรียกว่าแย่งได้อย่างไร"
ชิงหรานปรายตามองน้อง "คำนี้เจ้าควรจำไว้ให้ดี"
อวี๋หนิงหน้าเจื่อนลง จิ่งไหวจึงกล่าวตำหนิ "น้องมีน้ำใจ เจ้าไม่รับก็ช่าง เหตุใดต้องประชดประชัน"
"ข้ากล่าวเพียงประโยคเดียว พี่ใหญ่กลับได้ยินเป็นคำประชด เห็นได้ชัดว่าท่านรู้จักข้าดียิ่ง"
ชิงหรานวางถ้วยแล้วลุกจากโต๊ะ นางเดินออกจากเรือนหลักก่อนฝนเม็ดแรกจะตกลงมา
เย็นวันนั้น ปี้เถานำกล่องปิ่นมาที่เรือนของนาง
"คุณหนูรองเกรงว่าคุณหนูใหญ่จะไม่สบายใจ จึงให้บ่าวนำปิ่นมาให้ท่านลองเจ้าค่ะ"
"นำกลับไป"
"คุณหนูรองกำชับว่าหากบ่าวนำกลับ นางจะคิดว่าท่านยังโกรธ"
ชิงหรานกำลังคัดบัญชี จึงไม่เงยหน้า "เช่นนั้นก็ให้นางคิดว่าข้าโกรธ"
ปี้เถายืนอึกอักอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนวางกล่องลงบนโต๊ะข้างประตู "บ่าววางไว้ตรงนี้นะเจ้าคะ พรุ่งนี้ค่อยมารับคืน"
เหลียนจือจะเรียกไว้ ทว่าสาวใช้ผู้นั้นรีบวิ่งฝ่าสายฝนจากไปเสียแล้ว
"คุณหนู ให้บ่าวนำไปคืนเถิดเจ้าค่ะ"
ชิงหรานมองกล่องไม้ ดวงตาพลันเย็นลง "อย่าแตะต้อง เรียกสาวใช้หน้าลานสองคนเข้ามา ให้พวกนางเห็นว่าของยังอยู่ตรงนี้ จากนั้นปิดประตูเรือน"
หลังเหตุการณ์ตลับยา นางไม่คิดรับสิ่งใดจากเรือนหนิงเซียงโดยไม่มีพยานอีก
ทว่ารุ่งเช้า กล่องใบนั้นกลับว่างเปล่า
ปิ่นผีเสื้อหายไปโดยที่ประตูหน้าต่างไม่มีร่องรอยงัดแงะ สาวใช้เฝ้าลานยืนยันว่าเมื่อคืนไม่มีผู้ใดเข้าออก ยกเว้นเหลียนจือซึ่งไปตักน้ำหนึ่งครั้ง
ยังไม่ทันที่ชิงหรานจะค้นหาทั่วห้อง เสียงร้องไห้ของปี้เถาก็ดังมาจากหน้าประตู
"คุณหนูใหญ่ โปรดคืนปิ่นเถิดเจ้าค่ะ คุณหนูรองไม่กล้าทวง เกรงว่าจะทำให้ท่านเสียใจ แต่ของชิ้นนั้นพี่ใหญ่ตั้งใจมอบให้ นางรักยิ่งกว่าชีวิตนะเจ้าคะ"
เสียงดังกล่าวเรียกคนมามุงดู ไม่นานฟางซื่อกับจิ่งไหวก็มาถึง
"เกิดสิ่งใดขึ้น" ฟางซื่อถาม
ปี้เถาคุกเข่าพลางเล่าว่าเมื่อคืนตนนำปิ่นมาให้ชิงหรานลอง เช้านี้กลับมารับ ของก็หายไปแล้ว
"พี่หญิงคงเก็บไว้ผิดที่" อวี๋หนิงซึ่งตามมาทีหลังกล่าว ดวงตาแดงเรื่อ "ไม่ต้องค้นหรอกเจ้าค่ะ ข้ามอบให้พี่หญิงก็ได้"
จิ่งไหวหันมาหาชิงหราน "หากเจ้าชอบ เหตุใดเมื่อวานไม่พูดตรง ๆ ต้องทำให้น้องลำบากใจถึงเพียงนี้หรือ"
"ข้าไม่ได้เอาไป"
"กล่องอยู่ในเรือนเจ้า คนของเจ้ายืนยันว่าไม่มีคนนอกเข้าออก แล้วปิ่นจะหายไปเองได้อย่างไร"
ชิงหรานไม่ตอบ นางเดินไปยังโต๊ะเครื่องแป้ง เปิดลิ้นชักทุกชั้น จากนั้นค้นหีบเสื้อผ้าและชั้นหนังสือ เหลียนจือช่วยค้นจนเหงื่อซึม ทว่าไม่พบสิ่งใด
กระทั่งสาวใช้คนหนึ่งยกตะกร้าด้ายปักใต้เตียงออกมา ปิ่นผีเสื้อคู่ก็หล่นกระทบพื้น
เสียงมุกกระทบหินดังเพียงแผ่วเบา
ทว่าทุกคนได้ยินชัดเจน
ฟางซื่อหลับตาลงอย่างผิดหวัง "ชิงหราน เจ้าจะกล่าวเช่นไรอีก"
เหลียนจือรีบคุกเข่า "ฮูหยินเจ้าคะ ตะกร้าใบนั้นบ่าวไม่ได้ใช้มาหลายวัน ของต้องถูกผู้อื่นนำมาซ่อนแน่!"
"เมื่อคืนมีเพียงเจ้าเข้าออก หรือเจ้าจะบอกว่าตนเป็นคนซ่อน" จิ่งไหวถาม
เหลียนจือหน้าซีด ไม่อาจตอบ
ชิงหรานหยิบปิ่นขึ้นมา นางพิจารณาก้านทองซึ่งมีรอยดินแดงติดอยู่เล็กน้อย ดินชนิดนี้ไม่มีในเรือนของนาง ทว่าทางเดินหลังเรือนหนิงเซียงเพิ่งโรยดินแดงเพื่อปลูกโบตั๋นพันธุ์ใหม่
"เมื่อคืนมีคนเข้ามาทางหน้าต่างด้านหลัง" นางกล่าว "สาวใช้เฝ้าเพียงหน้าลาน ส่วนรอยเท้าคงถูกฝนชะไปแล้ว"
"เจ้ากำลังกล่าวหาน้องอีกหรือ" ฟางซื่อถาม
"ข้ายังไม่ได้เอ่ยชื่อผู้ใด เหตุใดท่านแม่จึงนึกถึงนางทุกครั้ง"
อวี๋หนิงสะอื้น "พี่หญิง หากท่านต้องการ ข้าให้ท่านจริง ๆ เจ้าค่ะ อย่าให้พวกเราทะเลาะกันเพราะของเพียงชิ้นเดียวเลย"
ชิงหรานมองปิ่นผีเสื้อในมือ ปีกทองสั่นไหว งดงามดังคำชื่นชม ทว่าเมื่อพลิกด้านล่างกลับเห็นรอยขีดเล็ก ๆ คล้ายถูกทำเครื่องหมายไว้ล่วงหน้า
ของชิ้นนี้ไม่เคยถูกส่งมาเพราะความหวังดี
มันเป็นเหยื่อล่อซึ่งห่อด้วยทองคำ
นางเดินไปหาอวี๋หนิงแล้วปักปิ่นคืนบนมวยผมให้อย่างแรงจนอีกฝ่ายสะดุ้ง
"เก็บของเจ้าไว้ให้ดี" ชิงหรานกล่าว "ข้าอาจเคยอยากได้สิ่งที่เจ้าได้รับ ทว่าอย่าคิดว่าของทุกชิ้นซึ่งผ่านมือเจ้าแล้ว ข้ายังอยากแตะต้อง"
"เจ้าพูดเกินไปแล้ว!" จิ่งไหวตำหนิ
ชิงหรานหันไปมองพี่ชาย "ท่านลืมของข้า ข้าไม่โกรธ ทว่าท่านอย่าใช้ของที่มอบให้นางมาตัดสินว่าข้าเป็นขโมย"
จิ่งไหวชะงัก คำแก้ตัวทั้งหมดซึ่งเตรียมไว้พลันติดอยู่ในลำคอ
"หากวันหนึ่งท่านคิดจะซื้อของให้ข้าด้วยความรู้สึกผิด ก็ไม่ต้องซื้อ" นางกล่าวต่อ "สิ่งที่ถูกลืมไปแล้ว ต่อให้นำทองคำมาชดเชยก็ไร้ความหมาย"
ฝนด้านนอกตกหนักขึ้น ชิงหรานเดินออกจากห้องโดยไม่สนใจผู้ใด
คืนนั้น จิ่งไหวผ่านห้องหนังสือเก่าและเห็นกล่องไม้ของน้องสาววางเปิดอยู่ ภายในเก็บของเพียงไม่กี่ชิ้น มีลูกข่างไม้ซึ่งบิดาเคยซื้อให้ตอนนางอายุห้าขวบ ผ้าเช็ดหน้าผืนแรกที่มารดาปักชื่อให้ และผีเสื้อไม้ฝีมือหยาบหนึ่งตัว
เขาจำได้ราง ๆ ว่าเมื่อครั้งยังเด็ก ชิงหรานเคยชอบผีเสื้อมาก นางวิ่งตามมันไปทั่วสวนและเคยขอให้เขาช่วยจับให้
ทว่าหลังอวี๋หนิงเกิด ไม่มีผู้ใดถามอีกว่านางชอบสิ่งใด
จิ่งไหวยืนอยู่หน้ากล่องนานหลายอึดใจ ก่อนปิดฝาลงอย่างช้า ๆ
ท้ายที่สุดเขาก็ไม่ได้เดินไปขอโทษ
เพราะบางครั้ง การยอมรับว่าตนลำเอียงยากกว่าการกล่าวหาผู้อื่นนับร้อยเท่า
ตอนพิเศษ 5 แสงดวงใหม่หิมะแรกโปรยลงเหนือนครหลวงอย่างแผ่วเบา ต่างจากพายุหิมะซึ่งเคยโหมกระหน่ำในปีก่อน ๆ คืนนี้เกล็ดหิมะร่วงลงช้า ๆ ราวกับฟ้าเองก็รอคอยด้วยใจเย็นเรือนหานอวี้สว่างไสวด้วยแสงตะเกียงตลอดคืนชิงหรานนอนอยู่บนเตียงมาตั้งแต่ยามพลบค่ำ ความเจ็บปวดมาเป็นระลอกถี่ขึ้นเรื่อย ๆ หมอผดุงครรภ์สองคนคอยดูแลอย่างใกล้ชิด เสิ่นซื่อกับมู่เหล่าฟูเหรินนั่งรออยู่นอกห้อง มือกำลูกประคำแน่นมู่เฉิงเยียนเดินวนไปมาหน้าประตูมาเกือบสี่ชั่วยามแล้ว"นั่งลงเถิด เจ้าเดินจนพื้นจะเป็นร่องแล้ว" มู่เหล่าฟูเหรินกล่าว"ข้านั่งไม่ได้" เขาตอบเสียงแหบเสิ่นซื่อยิ้มเล็กน้อยแม้สีหน้ายังกังวล "ตอนเจ้าเกิด บิดาเจ้าก็เดินวนเช่นนี้ทั้งคืนเหมือนกัน สุดท้ายเกือบเป็นลมก่อนหมอจะออกมาบอกข่าวเสียอีก""ท่านพ่อเป็นลมด้วยหรือ" เฉิงเยียนหยุดเดินกะทันหัน"เกือบ" เสิ่นซื่อกล่าว "บุรุษทุกคนเป็นเช่นนี้เมื่อรอคนที่ตนรักคลอดบุตร ไม่มีสิ่งใดน่าอาย"จากภายในห้อง เสียงชิงหรานร้องครางดังขึ้นเป็นระยะ มู่เฉิงเยียนกำมือแน่นทุกครั้งที่ได้ยิน"ท่านช่วยอะไรไม่ได้เลยหรือ" เขาถามหมอซึ่งเดินออกมาส่งน้ำร้อน"เรื่องนี้ต้องให้ฮูหยินน้อยใช้กำลังเองขอรับ
ตอนพิเศษ 4 น้องสาวผู้เลือกความรักเองดอกท้อบานสะพรั่งทั่วนครหลวงเป็นปีที่สอง ลมอุ่นพัดกลิ่นหอมจากสวนดอกไม้ทั่วเมือง จวนจิ้งอันโหวคึกคักด้วยการเตรียมงานมงคลอีกครั้ง หากครั้งนี้ไม่ใช่งานแต่งของชิงหราน หากเป็นงานแต่งของมู่หว่าน น้องสาวผู้เคยยิงธนูให้คนทั้งงานเห็นเมื่อหลายปีก่อนเรื่องราวเริ่มต้นเมื่อครึ่งปีก่อน ในงานแข่งขันยิงธนูซึ่งจัดขึ้นนอกเมือง มู่หว่านลงแข่งโดยไม่บอกครอบครัว จนกระทั่งชื่อของนางถูกประกาศเป็นผู้ชนะอันดับสองรองจากบุรุษหนุ่มคนหนึ่งเพียงเท่านั้นชายผู้นั้นชื่อหลิวจิ่งหยาง บุตรชายแม่ทัพหลิว ผู้เคยสอนขี่ม้าให้มู่เฉิงเยียนเมื่อวัยเยาว์แทนที่จะดูแคลนคู่แข่งซึ่งเป็นสตรี เขากลับเดินตรงมาขอดูคันธนูของมู่หว่านด้วยความสนใจแท้จริง"ท่านดึงสายธนูหนักถึงเพียงนี้ได้อย่างไร" เขาถาม แววตาเต็มไปด้วยความชื่นชม ไม่ใช่ความประหลาดใจแบบดูแคลนมู่หว่านซึ่งเคยชินกับสายตาเยาะเย้ยจากบุรุษหลายคนก่อนหน้านี้ ชะงักไปครู่หนึ่งก่อนตอบตามตรง"ฝึกมาตั้งแต่อายุแปดขวบ"หลังจากวันนั้น หลิวจิ่งหยางเริ่มส่งจดหมายมาถามถึงเทคนิคการยิงธนู ก่อนพัฒนาเป็นการพบปะพูดคุยเรื่องอื่น ๆ มู่หว่านเก็บเรื่องนี้ไว้เงียบ ๆ น
ตอนพิเศษ 3 ปีใหม่ใต้ชายคาเดียวกันปลายฤดูหนาว รัชศกเทียนอันปีที่ยี่สิบเอ็ด หิมะตกหนักที่สุดในรอบสิบปีปกคลุมนครหลวงจนขาวโพลนทั่วเมือง เสียงประทัดเริ่มดังขึ้นตั้งแต่เช้าตรู่ ป้ายกระดาษแดงถูกแปะไว้ทุกประตูบ้าน กลิ่นอาหารมงคลลอยออกจากครัวทุกหลังคาเรือน วันนี้เป็นวันส่งท้ายปีเก่า คืนซึ่งครอบครัวทุกครัวเรือนจะรวมตัวกันกินอาหารมื้อใหญ่ที่สุดของปีจวนจิ้งอันโหวเต็มไปด้วยเสียงเอะอะตั้งแต่ยามเช้า บ่าวไพร่วิ่งขวักไขว่ทำความสะอาดครั้งใหญ่ ป้ายคำอวยพรใหม่ถูกแปะทับป้ายเก่า โคมแดงหลายร้อยดวงถูกแขวนเรียงตามระเบียงชิงหรานยืนอยู่กลางเรือนครัวใหญ่ ตรวจรายการอาหารมงคลซึ่งต้องมีครบทุกอย่างตามธรรมเนียม ปลาทั้งตัวหมายถึงความอุดมสมบูรณ์ที่เหลือกินเหลือใช้ทุกปี เกี๊ยวทองหมายถึงเงินทองไหลมา ผักกาดขาวหมายถึงโชคลาภบริสุทธิ์"คุณหนู...ไม่ ฮูหยินน้อย" แม่ครัวใหญ่เปลี่ยนคำเรียกกลางประโยค "ปลาต้องเก็บไว้กินวันรุ่งขึ้นด้วยใช่ไหมเจ้าคะ เพื่อให้ปีนี้เหลือกินเหลือใช้""ถูกต้อง" ชิงหรานพยักหน้า นางเคยเห็นธรรมเนียมนี้มาตั้งแต่เด็ก แม้ไม่เคยได้นั่งร่วมโต๊ะอย่างเต็มใจนักยามเย็น ทุกคนมารวมกันที่โต๊ะกลมใหญ่กลางโถง มู่เหล่าฟ
ตอนพิเศษ 2 ดวงดาวคู่กลางฟากฟ้าท้องฟ้ายามค่ำใสกระจ่างผิดปกติ ไร้เมฆบดบังแม้แต่กลุ่มเดียว ดาวนับพันดวงส่องแสงเต็มฟากฟ้า สองดวงสว่างที่สุดลอยอยู่คนละฟากของทางช้างเผือกดาวทอผ้ากับดาวเลี้ยงวัว คืนนี้เป็นคืนเจ็ดเดือนเจ็ด คืนซึ่งตำนานเล่าว่านกกางเขนนับล้านจะบินมาต่อเป็นสะพานให้คู่รักทั้งสองได้พบกันเพียงหนึ่งครั้งในรอบปีร้านผ้าชิงหรานปิดร้านเร็วกว่าปกติหญิงคนงานทุกคนเปลี่ยนเป็นชุดใหม่ ถือเข็มด้ายมารวมกันที่ลานกลาง ตามธรรมเนียมโบราณซึ่งสตรีจะร้อยด้ายผ่านรูเข็มเจ็ดรูใต้แสงจันทร์ ผู้ที่ร้อยผ่านครบก่อนถือว่าได้รับพรความชำนาญจากดาวทอผ้า"คุณหนูต้องร่วมด้วยเจ้าค่ะ" เฉียวซื่อยื่นเข็มให้ชิงหราน "ท่านคือคนที่สอนพวกเราทุกอย่าง สมควรได้พรมากที่สุด"ชิงหรานรับเข็มมาถือ "ข้าไม่เชื่อว่าพรจากดาวจะทำให้ฝีมือดีขึ้น""เช่นนั้นเหตุใดยังถืออยู่""เพราะสนุกดี" นางยอมรับตรง ๆ จนคนรอบข้างหัวเราะอาฝูซึ่งเวลานี้ช่วยดูแลบัญชีร้านผ้าเดินผ่านมาพร้อมโคมกระดาษ เขาโตขึ้นมากจนชิงหรานแทบจำเด็กชายผอมบางเมื่อสามปีก่อนไม่ได้"ฮูหยินน้อย" เขาค้อมกาย "ข้าทำโคมสำหรับคืนนี้เสร็จหมดแล้วครับ""ฝีมือเจ้าดีขึ้นมากนะ" ชิงหรานรับโคมม
ตอนพิเศษ 1 เรือนหอที่แท้จริงปลายฤดูใบไม้ผลิ รัชศกเทียนอันปีที่ยี่สิบเอ็ด ค่ำคืนหลังวันที่หนังสือหย่าถูกฉีกเป็นเสี่ยง ดวงจันทร์เต็มดวงลอยเด่นเหนือจวนจิ้งอันโหว แสงนวลส่องผ่านกิ่งไห่ถังซึ่งเพิ่งผลิดอก กลิ่นหอมอ่อนลอยปนกับไอฝนที่เพิ่งหยุดตก เรือนหานอวี้เงียบสงบผิดปกติ ราวกับแม้แต่สายลมยังแผ่วเบาลงเพื่อไม่รบกวนค่ำคืนนี้ชิงหรานเดินกลับจากห้องน้ำอุ่นแล้วชะงักอยู่หน้าประตูห้องนอนภายในเปลี่ยนไปจนแทบจำไม่ได้ผ้าม่านสีแดงเข้มถูกแขวนใหม่ทับผ้าม่านสีเรียบซึ่งใช้มาตลอดปี เทียนมังกรหงส์คู่หนึ่งจุดอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้ง เปลวไฟทอแสงกระทบดอกไม้สดซึ่งจัดวางเต็มห้อง ผ้าคลุมเตียงปักลายดอกไห่ถังคู่ เข้าชุดกับลวดลายซึ่งนางเคยปักเองในงานสกุลหลัวเมื่อหลายปีก่อนบนโต๊ะเล็กข้างเตียงมีสุรามงคลสองถ้วยวางเรียงคู่"เหลียนจือ" ชิงหรานเรียกด้วยเสียงเบาสาวใช้โผล่หน้ามาจากมุมห้อง ยิ้มจนตาหยี "คุณหนู ชอบหรือไม่เจ้าคะ""นี่...""วันแต่งจริงของท่านไม่มีสิ่งเหล่านี้เลยสักอย่าง" เหลียนจือกล่าว น้ำเสียงเจือความสะเทือนใจ "ตอนนั้นบ่าวได้แต่มองอยู่ข้างนอกโดยทำอะไรไม่ได้ เวลานี้ท่านแต่งงานด้วยหัวใจตนเองแล้ว บ่าวจึงคิดว่าอย่า
บทที่ 50 แสงที่ไม่ต้องยืมจากผู้ใดปลายฤดูใบไม้ผลิ รัชศกเทียนอันปีที่ยี่สิบสอง แสงอรุณทอดเหนือกำแพงนครหลวงสีทองอ่อน สายหมอกบนคลองตะวันออกค่อย ๆ จาง เรือสินค้าล่องผ่านเงาสะพานท่ามกลางเสียงระฆัง ดอกไห่ถังบานเต็มสองฝั่งถนน กลีบสีชมพูปลิวตามลมเข้าสู่ลานร้านผ้าชิงหรานซึ่งเปิดประตูกว้างตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างวันนี้เป็นวันครบรอบหนึ่งปีนับจากนางวางกี่หลังแรกในคลังร้างป้ายไม้หน้าประตูได้รับการขัดใหม่ แต่ไม่ได้เปลี่ยนเป็นทองคำตามคำแนะนำของพ่อค้า ชิงหรานยังคงเก็บเนื้อไม้สีเข้มกับอักษรสีครามไว้ดังเดิม ใต้ป้ายมีหญิงหลายคนยืนรับค่าแรงประจำเดือน เฉียวซื่ออ่านรายชื่อทีละคนด้วยตนเอง ลายมือไม่งามนักแต่ชัดเจนร้านผ้าขยายจากกี่สิบสองหลังเป็นสามสิบหลัง คนงานกว่าหกสิบคน บางคนพักในเรือนหลัง บางคนรับงานกลับไปทำที่บ้าน สตรีซึ่งเคยลงชื่อไม่ได้ เวลานี้ตรวจจำนวนไหมและคำนวณค่าแรงเอง บุตรสาวคนโตของเฉียวซื่อเรียนอักษรจนช่วยคัดรายการสินค้า ส่วนบุตรสาวคนเล็กกำลังฝึกวาดลายดอกไม้ชิงหรานเดินตรวจผ้าซึ่งจะส่งไปเมืองเหอจง ผืนหนึ่งมีด้ายหลวมตรงชาย นางไม่ได้ตำหนิทันที เพียงเรียกคนปักมาดูว่าหากปล่อยไว้ เมื่อซักสามครั้งรอยจะกว







