Home / โรแมนติก / ร้อยคำรักปักกลางใจ / บทที่ 5 คุณกับเขาเป็นอะไรกัน?

Share

บทที่ 5 คุณกับเขาเป็นอะไรกัน?

Author: หรานเติงเติง
“ปล่อยฉันนะ”

จี้ซูถูกลากตัวลงมายังลานจอดรถชั้นใต้ดิน ความเจ็บปวดบริเวณข้อมือทำให้เธอขมวดคิ้วมุ่น

ลานจอดรถกว้างขวางและว่างเปล่า มีเพียงเสียงอุทานของหญิงสาวที่ดังขึ้นเท่านั้น

รอยแดงร้อนผ่าวที่นิ้วมือของเขาสัมผัสโดนนั้นทำเอากรามของโจวฉงเซิ่นขบแน่น

แววตาของชายหนุ่มมืดทะมึน ในหัวเต็มไปด้วยภาพที่จี้หรงจื่อจับมือเธออยู่ตรงทางเดินเมื่อครู่นี้ แรงบีบที่มือจึงเผลอเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว

จี้ซูโกรธจนสองแก้มแดงก่ำ ในที่สุดเธอก็ทนไม่ไหว สะบัดเขาออกอย่างแรง “โจวฉงเซิ่น คุณจะพอได้แล้วหรือยัง?”

น้ำเสียงของเธอบอกชัดถึงความรำคาญใจ

โจวฉงเซิ่นถูกสะบัดจนตัวเซ แววตาของเขาฉายความประหลาดใจ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้ยินเธอเรียกชื่อเต็มของตัวเอง

ก่อนแต่งงานเธอเรียกเขาว่าคุณโจว หลังแต่งงานเธอเรียกเขาว่าสามี

เขาหันขวับกลับมา สายตาจับจ้องไปที่จี้ซู “คุณเรียกผมว่าอะไรนะ?”

น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหงุดหงิดนั้นเปรียบเสมือนน้ำเย็นจัดที่สาดรดลงมาดับไฟในอกของเขาให้มอดดับ

คนที่ถูกจับได้คาหนังคาเขาคือเธอแท้ ๆ แต่ทำไมเธอถึงกลายเป็นฝ่ายที่หงุดหงิดใส่เขาไปซะได้

จี้ซูไม่สนใจคำพูดของเขา เธอเอาแต่ก้มหน้านวดข้อมือตัวเอง หน้าอกกระเพื่อมไหวเล็กน้อยจากการถูกฉุดลากเมื่อครู่

เธอปรับระดับลมหายใจ ก่อนกล่าว “คุณได้รับหนังสือหย่าแล้วนี่ สะดวกเมื่อไหร่ เราก็ไปทำเรื่องหย่าที่สำนักงานเขตกันเถอะ”

น้ำเสียงของเธอทั้งเย็นชาและราบเรียบ เหมือนกำลังถามว่าเย็นนี้จะกินอะไรกันดี ไม่ได้มีอารมณ์ความรู้สึกสักนิด

เขาพลันนึกถึงซองเอกสารสีน้ำตาลซองนั้น นึกถึงคำพูดของเฉิงคุนที่บอกว่า 'คุณผู้หญิงส่งมาครับ' และนึกขึ้นได้ว่าตนเองยังไม่ได้แกะดูด้วยซ้ำ เพราะโยนทิ้งไว้โดยไม่ได้ใส่ใจ

ต่อมาเขาก็ต้องเข้าประชุม และจัดการโปรเจกต์ จึงลืมซองเอกสารนั่นไปเสียสนิท

ปรากฏว่านั่นคือหนังสือหย่า

เธอตัดสินใจจะหย่ากับเขานานแล้วสินะ

เพราะใครกัน?

จี้หรงจื่อ?

โจวฉงเซิ่นตวัดสายตากลับมามองเธออีกครั้ง เสื้อเชิ้ตผ้าซาตินจับคู่กับกางเกงสแล็กยิ่งขับให้รูปร่างของเธอดูสูงโปร่ง เข็มขัดโลหะที่ประดับอยู่ เรือนผมสีดำที่ดัดลอนเป็นคลื่น และใบหน้าที่แต่งแต้มเครื่องสำอางบางเบา ทุกกระเบียดนิ้วล้วนเปล่งประกายความทะมัดทะแมง ดูเป็นสาวเวิร์กกิ้งวูแมนระดับหัวกะทิอย่างแท้จริง

ดูเหมือนเขาจะไม่ได้มองเธออย่างพินิจพิเคราะห์แบบนี้มานานแล้ว เวลาอยู่บ้านเธอมักสวมชุดลำลอง ไม่แต่งหน้า และปล่อยผมให้ยาวลงมาประบ่าเสมอ

ทุกวันหลังเลิกงาน ทันทีที่ผลักประตูเข้าไป เขาก็จะได้เห็นหญิงสาวที่เปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยน เธอจะซุกหน้าลงกับอกของเขา แล้วถามด้วยน้ำเสียงออดอ้อนว่าทำงานเหนื่อยไหม วันนี้มีเรื่องอะไรไม่สบายใจหรือเปล่า

เขาคงคุ้นเคยกับความอ่อนโยนของเธอมากไป พอมาเห็นคนตรงหน้าที่เต็มไปด้วยความเย็นชา จึงทำให้รู้สึกแปลกหน้าอยู่บ้าง

ดวงตาคู่ที่เคยเต็มไปด้วยความอ่อนโยน ตอนนี้คล้ายหลงเหลือเพียงความผิดหวังเท่านั้น

เขาลืมไปเลยว่าเธอก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง เมื่อไม่ถูกเลือก ย่อมต้องการระบายความโกรธแค้นเป็นธรรมดา

โจวฉงเซิ่นสูดลมหายใจเข้าลึก ข่มอารมณ์ที่พลุ่งพล่านในอก แล้วลดเสียงลงพูดว่า “ตอนนี้พวกเราใช้อารมณ์กันทั้งคู่ คุยเรื่องนี้ไม่เหมาะหรอก กลับบ้านกันก่อนเถอะ”

เขายื่นมือออกไปหมายจะดึงตัวเธอ

จี้ซูถอยหลังไปครึ่งก้าวอย่างรวดเร็ว หลบเลี่ยงการสัมผัสของเขาในทันที ท่าทางที่หลบหลีกราวกับเขาเป็นงูพิษนั้นทิ่มแทงสายตาของโจวฉงเซิ่นอย่างร้ายกาจ

มือของเขา... ค้างเติ่งอยู่กลางอากาศ

“นั่นมันบ้านคุณ ไม่ใช่บ้านฉัน”

จี้ซูเงยหน้า จมูกพลันรู้สึกแสบร้อน เสียงของเธอสั่นเครือเล็กน้อย “ฉันไม่มีบ้านอีกแล้ว”

ใช่ เธอไม่มีบ้านอีกแล้ว

พ่อไม่อยู่แล้ว บนโลกใบนี้เธอไม่เหลือสมาชิกในครอบครัวแม้แต่คนเดียว

ท่ามกลางเมืองหลวงอันกว้างใหญ่ที่สว่างไสวด้วยแสงไฟ ทุกคนต่างมีที่พึ่งพิง เหลือเพียงเธอคนเดียวที่ไม่มี

เธอเคยคิดอย่างไร้เดียงสาว่าความอบอุ่นของตนเองจะละลายหัวใจของโจวฉงเซิ่น เธอใส่ใจในทุกเรื่อง ดูแลจัดการทุกอย่าง พยายามเรียนรู้ศิลปะการชงชา เรียนรู้กฎระเบียบ เรียนรู้ทุกสิ่งที่ไม่ถนัด เพื่อขัดเกลาตัวเองให้กลายเป็นคนที่เขาชอบ

เธอทั้งอยากจะปกป้องพ่อ ทั้งอยากจะรักษาชีวิตคู่ แต่สุดท้ายผลลัพธ์ก็กลับกลายเป็นเช่นนี้

เธอรักษาอะไรไว้ไม่ได้สักอย่าง เธอมันไม่ต่างอะไรจากคนไร้ค่า

เธอพยายามสะกดกลั้นความเจ็บปวดนั้นไว้สุดกำลัง ฝืนกลั้นน้ำตาให้ไหลออกมา เธอไม่อยากให้โจวฉงเซิ่นเห็นสภาพนี้ของตัวเองแม้แต่น้อย

เธอเงยหน้ามองเขาด้วยท่าทีดื้อรั้น “ฉันไม่กลับ ฉันย้ายออกมาแล้ว และฉันไม่ได้เอาของของคุณมาเลยสักชิ้น” พูดจบก็ชะงักไปครู่หนึ่ง “เงื่อนไขในหนังสือหย่าสมเหตุสมผลทุกอย่าง ฉันจะเอาเฉพาะส่วนที่ฉันควรได้รับเท่านั้น”

ของของเขา?

เอาเฉพาะส่วนที่ควรได้?

โจวฉงเซิ่นอดขำไม่ได้ ขณะกระตุกยิ้มมุมปาก “แบ่งแยกซะชัดเจนเชียวนะ? จี้ซู ในสายตาคุณ ระยะเวลาสามปีที่ผ่านมามันเป็นแค่การแลกเปลี่ยนผลประโยชน์หรือไง?”

“แล้วจะให้เป็นอะไรล่ะ?”

เธอตอบกลับอย่างรวดเร็ว ราวกับมองทะลุถึงแก่นแท้มานานแล้ว “ตอนนั้นที่คุณแต่งงานกับฉันก็เพื่อหุ้นของคุณปู่คุณไม่ใช่เหรอ? เราสองคนมีใครสูงส่งไปกว่ากันตรงไหนไม่ทราบ?”

มวลอากาศรอบตัวพลันเย็นเยียบขึ้นมาในพริบตา

หนึ่งวินาที

สองวินาที

สามวินาที

โจวฉงเซิ่นแค่นหัวเราะ ชักมือที่ค้างเติ่งอยู่กลางอากาศกลับลงไป

“พูดได้ดี”

คำพูดประโยคนี้ ราวกับเข็มแหลมที่แทงทะลุหน้ากากของเขาเข้าโดยตรง

เขาก้าวปราด ๆ เข้าไปหา เงาร่างสูงใหญ่บดบังตัวจี้ซู

ความอ่อนโยนบนใบหน้ามลายหายไป ราวกับว่ามันไม่เคยมีอยู่จริง “ผมไม่เซ็น คุณก็น่าจะรู้ว่าตอนนั้นผมแต่งงานทำไม”

โจวฉงเซิ่นจ้องมองเธอ กลับมามีท่าทีวางอำนาจเช่นเดิม “เรื่องระหว่างเรา คุณไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจหรอกว่ามันจะเริ่มหรือจบยังไง”

ดูสิ นี่แหละคือตัวตนที่แท้จริงของโจวฉงเซิ่น

ความอบอุ่นอ่อนโยนก็แค่ละครตบตา เมื่อใดที่กระทบถึงผลประโยชน์ เขาก็จะกลายร่างเป็นซาตานแห่งวงการธุรกิจที่เด็ดขาดและเลือดเย็น

จี้ซูยืนนิ่งเงียบเช่นนั้น มองเขาอยู่เนิ่นนาน

“โจวฉงเซิ่น คิดว่าฉันต้องพึ่งพาแค่คุณคนเดียวใช่ไหม?”

เขาไม่ได้พูดอะไร แต่แววตานั้นได้ให้คำตอบแล้ว

เธอหัวเราะเยาะในความหลงตัวเองของเขา พลางแค่นเสียงเย็นชา “หวังว่าคุณจะมั่นใจแบบนี้ไปได้ตลอดนะ”

เธอไม่เสียเวลาพูดพร่ำทำเพลง หันไปหยิบกุญแจแล้วเดินตรงไปที่รถของตัวเอง สีหน้าเรียบเฉยจนน่ากลัว

โจวฉงเซิ่นกำหมัดแน่น สุดท้ายเขาก็ยังคงถามออกไป

เพียงแต่น้ำเสียงที่เปล่งออกมานั้นแหบพร่ากว่าที่ตัวเองจินตนาการไว้มากนัก “คุณกับเขาเป็นอะไรกัน”

จี้ซูไม่ได้หยุดเดิน ขณะตอบ “ไม่เกี่ยวกับคุณ”

“ตราบใดที่ยังไม่ได้หย่า คุณก็ยังเป็นคนตระกูลโจว”

“อีกเดี๋ยวก็ไม่ใช่แล้ว”

ในวินาทีที่มือสัมผัสกับที่จับประตู เธอก็พูดขึ้นอีกครั้ง “ฉันจะให้ทนายตามเรื่องหนังสือหย่าโดยเร็วที่สุด พวกเราจากกันด้วยดีเถอะนะ อย่าทำให้มันต้องจบไม่สวยเลย”

ประตูรถปิดลง เครื่องยนต์สตาร์ทติด แสงไฟหน้ารถสาดส่องเสี้ยวหน้าของเขาให้สว่างวูบวาบ

รถคันนั้นแล่นออกไป จนกระทั่งลับสายตาไปตรงหัวมุมถนน

โจวฉงเซิ่นยังคงยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ฝ่ามือที่ทิ้งตัวอยู่ข้างลำตัวเย็นเฉียบเล็กน้อย

เมื่อเข้าไปนั่งในรถ ก็ต้องกดไฟแช็กถึงสามครั้งกว่าจะจุดบุหรี่มวนนั้นติด ควันสีเทาลอยวนเวียนปกคลุมรอบดวงตาและคิ้วของเขา

กลุ่มควันยังไม่ทันจางหาย สายตาของเขาก็ตวัดไปมองที่กระจกส่องหลัง

ตรงนั้นมีเครื่องรางคุ้มภัยห้อยอยู่ชิ้นหนึ่ง

ดูเหมือนจะเป็นช่วงวันที่สองเดือนสองเมื่อปีที่แล้ว จี้ซูไปขอพรให้เขาที่วัด

ตอนนั้นพายุฝนตกหนักจนภูเขาปิด เธอโทรศัพท์มาขอให้เขาไปรับ ตอนที่ขับรถไปถึงตรงทางเข้าวัดบริเวณเชิงเขา จี้ซูนั่งขดตัวหลบฝนอยู่ใต้เห็ดจำลองต้นหนึ่ง พอเห็นเขามาหา เธอก็ยิ้มเจื่อน ๆ เหมือนเด็กทำผิดแล้วพูดว่าทำให้เขาต้องลำบากแล้ว

เธอล้วงเอาเครื่องรางคุ้มภัยออกมาจากกระเป๋า อวดให้เขาดูด้วยสีหน้าภาคภูมิใจสุด ๆ พร้อมกับบอกว่าเครื่องรางชิ้นนี้ปรมาจารย์คงซานทำขึ้นมาเองกับมือ ในกรุ๊ปทัวร์กว่ายี่สิบคน มีเธอจับฉลากได้มาคนเดียวเท่านั้น

ไฟในรถเปิดสว่าง เธอเปียกปอนไปทั้งตัว เส้นผมลู่ติดหน้าผาก ดูมอมแมมเหมือนลูกแมวจรจัด แต่ดวงตาคู่นั้นกลับเปล่งประกายระยิบระยับ

เขาไม่ค่อยได้ขับรถเองนัก เวลาออกไปคุยงานส่วนใหญ่ก็จะมีเฉิงคุนคอยขับให้ แถมยังเปลี่ยนรถบ่อย เขาจึงไม่เคยสังเกตเลยว่าในรถมีอะไรเพิ่มมาหรือหายไปบ้าง

เขาเองก็ไม่รู้แน่ชัดว่าเธอเอาเครื่องรางคุ้มภัยชิ้นนี้มาห้อยไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่ อาจจะเป็นคืนนั้น หรืออาจจะเป็นวันใดวันหนึ่งหลังจากนั้น

ประกายไฟสีแดงวูบวาบอยู่ตรงปลายนิ้ว กระทั่งสัมผัสได้ถึงความแสบร้อน เขาถึงรู้สึกตัวยื่นมือไปขยี้มันลงในที่เขี่ยบุหรี่

ครู่ใหญ่ เขาล้วงโทรศัพท์มือถือออกมากดโทรออก

“ไปสืบเรื่องของจี้หรงจื่อมาที”

กระเพาะอาหารเริ่มปวดเกร็งขึ้นมาอีกครั้ง โจวฉงเซิ่นซบหน้าลงกับพวงมาลัย พลางยกมือกุมท้อง

ชายหนุ่มสัมผัสได้ว่า คล้ายมีบางอย่างเริ่มหลุดออกจากการควบคุมของเขาแล้ว

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ร้อยคำรักปักกลางใจ   บทที่ 30 นี่หรือคือการช่วยของคุณ?

    จี้ซูขับรถด้วยความเร็วสูงมาตลอดทาง เมื่อมาถึงคฤหาสน์ โจวฉงเซิ่นก็กำลังยืนอยู่หน้ากระจกบานสูงจรดเพดานไม่รู้กำลังคิดอะไรอยู่ตอนที่เธอพรวดพราดเข้ามา โจวฉงเซิ่นมีสีหน้าประหลาดใจอย่างเห็นได้ชัดเธอไม่พูดพร่ำทำเพลง โยนภาพหน้าจอแฮชแท็กยอดนิยมนั้นใส่หน้าเขาทันทีโจวฉงเซิ่นขยับตัวยืนตรง รับโทรศัพท์มือถือมา เมื่อเห็นรายละเอียดบนนั้นชัดเจน คิ้วก็ขมวดเข้าหากันทันที “เกิดอะไรขึ้น?”น้ำเสียงที่จี้ซูใช้คาดคั้นนั้นเย็นเยียบจนทำให้คนฟังรู้สึกเสียวสันหลัง “ฝีมือคุณใช่ไหม?”โจวฉงเซิ่นหรี่ตา คล้ายกำลังทำความเข้าใจและย่อยคำพูดของเธอ“นี่คุณคิดว่าผมเป็นคนปล่อยข่าวเหรอ?” เขาแค่นหัวเราะด้วยความโกรธ “จี้ซู ในใจคุณ ผมเป็นคนแบบนั้นหรือไง?”จี้ซูจ้องมองเขา นิ่งเงียบไม่พูดจาสีหน้าของโจวฉงเซิ่นมืดทะมึน สายตาแห่งความเคลือบแคลงของเธอทำให้เขารู้สึกโกรธขึ้นมาจับใจ เขาพยายามสะกดอารมณ์ ขณะหันหน้าไปมองนอกหน้าต่าง“ผมแค่ช่วยฝากให้พวกเขาเก็บชื่อคุณไว้ในรายชื่อผู้เข้ารอบ แต่ผมยังไม่ต่ำช้าถึงขั้นชักนำกระแสสังคมไปโจมตีคุณหรอกนะ”ผมแค่ช่วยฝากให้...ดังนั้น เรื่องใช้เส้นสายมันก็เป็นความจริงงั้นสิ?ไม่รู้ทำไม ความมุ

  • ร้อยคำรักปักกลางใจ   บทที่ 29 หรือว่าจะเป็นเขา?

    จี้ซูขมวดคิ้ว สังหรณ์ใจไม่ค่อยดีนัก"เกิดอะไรขึ้น ค่อย ๆ พูดนะ"เสี่ยวจู : "มีคนแจ้งเบาะแสว่าพี่ใช้เส้นสาย แอบติดต่อกับกรรมการ ตอนนี้ใต้โพสต์ในเฟซทางการวุ่นวายไปหมดแล้วค่ะ"ปลายนิ้วของจี้ซูเกร็งแน่น รีบเปิดเฟซบุ๊กไปยังช่องคอมเมนต์ของเพจทางการทันที[จี้ซู? ใครเนี่ย ไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน อยู่ดี ๆ ก็เข้ารอบซะงั้น][ได้ยินมาว่ามีคนคอยดันให้แหละ จุ๊ ๆ][อวี๋จือใช่ไหม? ขอแบนเลย แบรนด์แบบนี้จะทำของมีระดับออกมาได้ยังไง]คอมเมนต์ต่อจากนั้นยิ่งแล้วใหญ่ ต่างพากันเรียกร้องให้เธอถอนตัวจากการแข่งขัน บีบให้ผู้จัดงานออกมาชี้แจง และบอกให้เธอออกมาขอโทษพอหันไปดูเพจทางการของอวี๋จือก็ยิ่งถูกถล่มเละ ยอดคอมเมนต์พุ่งทะลุหมื่นบวกแล้วดูจากคอมเมนต์ที่ไปในทิศทางเดียวกัน ชัดเจนว่าเป็นฝีมือของทีมปั่นกระแสที่ถูกจ้างมาเสียงของเสี่ยวจูสั่นเครือดังลอดมาจากโทรศัพท์ "ทำยังไงดีคะพี่ซู แค่นาทีเดียวก็ปาไปเป็นสิบ ๆ คอมเมนต์แล้ว ยอดมันพุ่งไวเกินไปแล้วค่ะ"จี้ซูไม่ได้พูดอะไร ปลายนิ้วของเธอไถหน้าจอไปมา แววตาเริ่มเย็นชาขึ้นเรื่อย ๆเธอค้นหาจนพบต้นตอของการแฉ มันคือภาพหน้าจอที่มีคนส่งเข้ามาแบบไม่ระบุตัวตน อ้างว่าเธ

  • ร้อยคำรักปักกลางใจ   บทที่ 28 เรื่องราวที่คล้ายคลึงกัน

    เมื่อเห็นเขายังคงไม่พูดอะไร คุณพ่อโจวจึงคร้านกล่าวต่อ เพียงเสริมประโยคสุดท้ายขึ้นมาว่า"ฉันไม่สนหรอกนะว่าแกจะทำยังไง แต่สรุปก็คือห้ามหย่า ตระกูลโจวไม่อนุญาตให้เกิดเรื่องแบบนี้เด็ดขาด"เหมือนกับคุณแม่ในตอนนั้นไม่มีผิดโจวฉงเซิ่นปรายตามองพ่อโจวด้วยความไม่สบอารมณ์เล็กน้อย ก่อนจะก้าวเท้าเดินออกไปเมื่อเฉิงคุนเห็นเช่นนั้น ก็รีบค้อมตัวทำความเคารพ แล้วเดินตามโจวฉงเซิ่นออกจากบ้านใหญ่บนรถ โจวฉงเซิ่นมองออกไปนอกหน้าต่าง คิ้วขมวดมุ่นอดรู้สึกตลกไม่ได้เมื่อนึกถึงคำพูดที่ตาเฒ่าสั่งสอนเขาเมื่อครู่นี้ตาเฒ่าวิจารณ์ว่าเขาเย็นชา ไม่รู้จักหนักเบา แล้วตัวตาเฒ่าเองล่ะไม่ได้เป็นแบบนั้นหรือไงปีนั้นตอนที่คุณตาถูกศัตรูใส่ร้าย คุณแม่ขอร้องให้ช่วย ตาเฒ่ากลับบอกว่า "ตอนนี้โจวกรุ๊ปกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น จะให้มาทำลายอนาคตตัวเองเพราะเรื่องเล็กน้อยแค่นี้ไม่ได้หรอก"แถมยังกักบริเวณเธอ ไม่ยอมให้เงินใช้ พร้อมประกาศกร้าวว่าหากแม่ของเขากล้าทำให้เรื่องของตระกูลไช่มากระทบถึงราคาหุ้นของโจวกรุ๊ป เขาก็ไม่รังเกียจที่จะราดน้ำมันลงบนกองไฟเพิ่มเข้าไปอีกต่อมาตระกูลไช่มีเรื่องฟ้องร้องจนต้องประกาศล้มละลาย คุณตาทนรับความสะ

  • ร้อยคำรักปักกลางใจ   บทที่ 27 จี้หรงจื่อ นายสบายดีไหม?

    เขามองดูดวงตาของเธอที่ยังคงบวมเป่งอยู่เล็กน้อย น้ำเสียงแข็งกระด้าง "ที่ตาบวมก็เพราะเมื่อวานร้องไห้มาสินะ"จี้ซูยิ้มแห้ง ไม่ได้ตอบอะไรเขาถามขึ้น "ในใจเธอยังมีเขาอยู่อีกเหรอ?"มือที่ถือช้อนของจี้ซูชะงักไปเล็กน้อย แพขนตาสั่นไหวในใจยังมีเขาอยู่อีกไหมเหรอ?เธอคิดว่า บางทีตั้งแต่ตอนที่เขายอมยกหมอผ่าตัดของพ่อเธอไปให้คนอื่น เธอก็คงหมดหวังในตัวเขาโดยสมบูรณ์แล้วจี้ซูส่ายหน้า "น่าจะไม่มี ฉันไม่อยากข้องแวะอะไรกับเขาอีกแล้ว"หากบอกว่าในใจไม่รู้สึกหวั่นไหวเลยก็คงเป็นไปไม่ได้ เธอยังคงอยู่ในช่วงค่อย ๆ ดึงตัวเองออกมาการตัดใจจากเขาเป็นเพียงแค่เรื่องของเวลาเท่านั้นพอคิดถึงเรื่องการแข่งขัน เธอก็นึกถึงสายตาของเจียงรุ่ยที่มองมาตอนอยู่ในสนามแข่งขึ้นมาได้"เจียงรุ่ยคนนั้น เหมือนจะเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์เผยนะ""ใช่ ตระกูลเจียงน่าจะมีความเกี่ยวข้องกับสามีของอาจารย์เผย เธอก็เลยถูกอาจารย์เผยปั้นมากับมือเลยละ"ก่อนหน้านี้ตอนที่จี้ซูขอให้เขาช่วยตามหาอาจารย์เผยจือหรง เขาก็ได้สืบเรื่องราวพร้อมกับทำความเข้าใจความสัมพันธ์ของคนรอบข้างมาบ้าง เพียงแต่คิดไม่ถึงว่าการประกวดในครั้งนี้จะมีลูกศิษย์ของท่านปรมาจา

  • ร้อยคำรักปักกลางใจ   บทที่ 26 อย่าไปรบกวนพวกเขา

    ครึ่งชั่วโมงต่อมา การแข่งขันเริ่มต้นขึ้นผู้เข้าแข่งขันต่างทยอยขึ้นเวทีตามลำดับการจับสลาก มีผลงานหลากหลายรูปแบบ ทั้งสไตล์จีนร่วมสมัย กี่เพ้าประยุกต์ และชุดเลียนแบบโบราณขนานแท้ ซึ่งระดับฝีมือมีทั้งดีและแย่ปะปนกันไปทางด้านโต๊ะกรรมการ คิ้วของศาสตราจารย์เฉาเก๋อขมวดมุ่นและคลายออกเป็นระยะ บางครั้งเขาก็ก้มหน้าลงเขียนตัวอักษรไม่กี่คำในตารางคะแนนเมื่อถึงตาของเจียงรุ่ย ด้านล่างเวทีก็เกิดเสียงฮือฮาขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัดเธอจูงมือเดินนำนางแบบขึ้นมาบนเวที นางแบบสวมใส่ชุดกี่เพ้าสีม่วงกลีบบัว ปักลวดลาย "ร้อยผีเสื้อดอมดมบุปผา" ด้วยงานปักซูซิ่วตลอดทั้งชุด ฝีเข็มประณีตเสียจนแทบมองไม่เห็นรอยต่อด้วยตาเปล่าศาสตราจารย์เฉาเก๋อพยักหน้าเล็กน้อย ในที่สุดมุมปากก็ปรากฏรอยยิ้มขึ้นมาบ้างคาดว่าคงรู้สึกว่าในที่สุดก็มีผลงานที่พอจะเข้าตาเสียทีตอนที่เจียงรุ่ยเดินลงจากเวทีและผ่านข้างกายของจี้ซูไป สายตาของเธอก็หยุดที่จี้ซูอยู่ครู่หนึ่ง มุมปากยกตัวขึ้นเป็นรอยยิ้มแฝงความหมายลึกซึ้งหลังจากนั้นก็มีผู้เข้าแข่งขันขึ้นมาอีกสองสามคน จี้ซูดูแล้วรู้สึกว่าค่อนข้างดีทีเดียว มีการใช้โทนสีสะดุดตา และตัดเย็บโดยผสมผสานองค์ปร

  • ร้อยคำรักปักกลางใจ   บทที่ 25 อย่าให้เธอรู้

    ภายในห้องทำงานเงียบสงัดจนทำเอาผู้คนรู้สึกหนาวเหน็บไปทั้งตัวเสียชีวิตแล้ว?โจวฉงเซิ่นตัวแข็งทื่อ ดวงตาสีเข้มจ้องมองเฉิงคุนที่อยู่ตรงประตู ความรู้สึกจุกแน่นตีรวนขึ้นมาในอกจนแทบหายใจไม่ออก“ไม่ใช่ว่า อาการทรงตัวดีหรอกเหรอ?”เฉิงคุนไม่รู้จะตอบอย่างไรดี “บางที คุณหมออาจหมายความว่า อาการแย่มาตลอด ก็เลยเรียกว่าทรงตัวครับ”นี่มันคำพูดบ้าบออะไรกัน?ตกลงว่าอาการพ่อเธอแย่มาตลอดใช่ไหม?ปลายนิ้วที่กำโทรศัพท์มือถือของเขาสั่นระริกเล็กน้อย พยายามหาเหตุผลมาแก้ตัวให้กับตนเอง“พ่อเธอป่วยหนักทำไมถึงไม่มีใครบอกฉัน?”เฉิงคุน : “ตอนนั้นคุณพ่อของคุณหนูซางฮวยกำลังผ่าตัด ท่านประธานเป็นคนสั่งเองว่าห้ามมีเรื่องอะไรมารบกวน ถ้าคุณผู้หญิงโทรมา ก็ให้บอกว่าท่านประธานยุ่งอยู่ครับ”โจวฉงเซิ่นค่อย ๆ หลับตาลง สูดลมหายใจลึกตอนนั้น จี้ซูอารมณ์เสียจนควบคุมตัวเองไม่ได้เพราะโดนแย่งคิวผ่าตัด ส่วนคุณลุงซางที่อยู่ต่างประเทศก็กำลังผ่าตัดเหมือนกัน แถมโปรเจกต์งานก็ยังมีปัญหา เขาจึงยุ่งหัวหมุนแทบไม่ได้พักในแต่ละวันตอนกลางวันต้องไปรับมือกับพวกชาวต่างชาติที่บริษัทสาขา พอกลับมาที่โรงพยาบาลก็ยังต้องคอยดูแลความรู้สึกของซางฮ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status