Short
เยือนโลกโลกีย์ ถามทางกลับสวรรค์

เยือนโลกโลกีย์ ถามทางกลับสวรรค์

By:  เหรินเจียนCompleted
Language: Thai
goodnovel4goodnovel
18Chapters
9views
Read
Add to library

Share:  

Report
Overview
Catalog
SCAN CODE TO READ ON APP

ฉินจิ่นเซ่อเป็นกุลสตรีผู้เลื่องชื่อในเมืองฉางอาน ทั้งพิณ หมากรุก อักษร ภาพวาด งานฝีมือ และกิริยามารยาทล้วนล้ำเลิศ ไม่เคยพูดจาส่งเสียงดัง ยามเดินชายกระโปรงไม่เคยแกว่งไหว เป็นแบบอย่างที่เหล่าคุณหนูผู้สูงศักดิ์ในเมืองหลวงต่างพากันเอาอย่าง แต่คนที่นางแต่งงานด้วย กลับเป็นฮั่วสิงเช่อ ผู้ห้าวหาญในสมรภูมิ ไม่รู้จักถนอมหญิงงามแม้แต่น้อย คืนวันแต่งงาน เขาเรียกน้ำล้างตัวไปนับสิบครั้ง ครอบครองนางจนลุกจากเตียงไม่ไหว ตลอดสามปีหลังจากนั้น ก็ยิ่งรุนแรงกับนางมากขึ้นไปอีก ห้องหนังสือ คอกม้า โถงรับแขก ศาลบรรพชน ทุกสถานที่ ทุกกระบวนท่า เขากระทำย่ำยีจนกระดูกนางแทบจะหลุดเป็นชิ้น ๆ คำพูดที่นางได้ยินบ่อยที่สุด ไม่ใช่ "ฮูหยิน ข้าจะถนอมเจ้า" แต่กลับเป็น... "เหตุใดเจ้าถึงร่านราคะขนาดนี้ เร่าร้อนเช่นนี้ ไม่ได้โดนบุรุษแตะต้องมานานแค่ไหนแล้ว" ในแต่ละครั้ง นางทำได้เพียงอดทนเงียบ ๆ กัดริมฝีปากกลืนน้ำตาลงไป นางคิดว่า เขาเป็นขุนศึกนายกองที่เข่นฆ่าศัตรูอยู่ชายแดนหลายปี การไม่รู้จักอ่อนโยนเอาใจใส่ก็คงมีบ้าง คำพูดหยาบโลนเหล่านั้น บางทีอาจเป็นเพราะการแสดงออกของเขาดุดันไปหน่อยก็เท่านั้นเอง กระทั่งวันนี้ ฮั่วสิงเช่อชนะศึกกลับมาจากชายแดน ยังไม่ทันถอดชุดเกราะด้วยซ้ำ ก็สั่งให้คนนำตัวนางไปยังงานเลี้ยงฉลองชัยเสียแล้ว ท่ามกลางแขกเหรื่อเต็มห้องโถง ผู้คนชนจอกสุราสังสรรค์ เขานั่งองอาจอยู่บนตำแหน่งประธาน จู่ ๆ ก็กระชากนางลงมานั่งบนตัก เลิกชายกระโปรงของนางขึ้น แล้วครอบครองนางทันที

View More

Chapter 1

บทที่ 1

"อื้อ..." ฉินจิ่นเซ่อเกร็งไปทั้งร่าง ตกใจจนเสียงสั่น "ท่านแม่ทัพ! ที่นี่...คนเยอะขนาดนี้..."

"คนเยอะสิดี" เขาขบกัดติ่งหูนาง เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำเจือความกรุ้มกริ่ม "ให้ทุกคนได้รู้กัน ว่าข้ารักถนอมเจ้าเพียงใด"

แม้จะมีโต๊ะอาหารและชายกระโปรงคอยบดบัง แต่หากมีใครสักคนเดินเข้ามาใกล้ ก็จะรับรู้ได้ทันทีว่าพวกเขากำลังทำอะไรกันอยู่

ฉินจิ่นเซ่ออับอายจนหน้าแดงไปหมด น้ำตาเอ่อคลอเต็มสองตา นางเอ่ยอ้อนวอนเสียงเบา "ท่านแม่ทัพ...กลับไปค่อยทำได้หรือไม่ จะกี่ครั้ง...ข้าก็ยอมให้ท่าน..."

ฮั่วสิงเช่อยกจอกสุราขึ้นจิบคำหนึ่งอย่างไม่ไยดี แต่กลับไม่หยุดเคลื่อนไหว ทั้งยังออกแรงหนักกว่าเดิม "เจ้าไม่รู้สึกหรือว่าทำเช่นนี้เร้าใจกว่า ข้าจากไปนานขนาดนี้ เจ้าคงจะอยากจนทนไม่ไหวแล้วล่ะสิ หญิงแพศยา จะเสแสร้งอะไรกัน"

ฉินจิ่นเซ่อเม้มริมฝีปากแน่น น้ำตาไหลพรากลงมาอย่างไร้เสียง

ตลอดสามปีที่ผ่านมา ใช่ว่าเขาจะไม่เคยนึกคึกคะนองอยากทำเรื่องอย่างว่าต่อหน้าธารกำนัล แต่สำหรับความใจกล้าบ้าบิ่นในวันนี้ ทำเอานางกลัวแทบสิ้นสติจริง ๆ

นางเป็นบุตรีฮูหยินเอกที่ตระกูลฉินอบรมสั่งสอนมาอย่างพิถีพิถัน ถูกปลูกฝังให้ทำตัวเรียบร้อยเหมาะสมมาตั้งแต่เด็ก หากมีใครมาพบว่านางทำเรื่องเช่นนี้ในงานเลี้ยง นางยอมตายเสียยังดีกว่า

ขณะกำลังพูดคุย ก็มีคนถือจอกสุราเดินเข้ามาหา เจ้าตัวยิ้มแย้มพลางเอ่ยถาม "เหตุใดฮูหยินท่านแม่ทัพถึงนั่งอยู่บนตักท่านแม่ทัพเล่า ไม่สบายหรือเปล่า"

ฉินจิ่นเซ่อตกใจจนตัวแข็งทื่อ พยายามหดตัวซุกเข้าหาอ้อมอกของฮั่วสิงเช่อสุดชีวิต ซุกหน้าเข้ามาในอกเขา พร้อมส่งสายตาวิงวอนเงียบ ๆ

ฮั่วสิงเช่อกอดนางแน่นขึ้น ตอบผู้มาเยือนด้วยสีหน้าที่ไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิด "ฮูหยินไม่ค่อยสบาย ข้าเลยช่วยดูแลนางหน่อย"

คนผู้นั้นยิ้มพลางเอ่ย "ท่านแม่ทัพกับฮูหยินรักใคร่ผูกพันกันดีจริง ๆ " จากนั้นก็หันตัวเดินกลับไปยังที่นั่งของตน

ทันทีที่คนผู้นั้นเดินจากไป การกระทำของฮั่วสิงเช่อก็ยิ่งบ้าระห่ำ

ฉินจิ่นเซ่อซบหน้าอยู่กับอกเขา น้ำตาร่วงลงบนสาบเสื้อของเขาหยดแล้วหยดเล่า แต่กลับไม่กล้าส่งเสียงออกมาแม้แต่แอะเดียว

นางกลัวว่าจะดึงดูดสายตาจากคนอื่น กลัวว่าจะมีใครมาเห็นสภาพของนางในตอนนี้

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด เขาถึงอิ่มเอมแล้วผลักนางออก จัดแจงเสื้อผ้าของตนเองให้เข้าที่ แล้วเอ่ยเสียงเรียบ"ไปจัดการตัวเองเสีย"

ฉินจิ่นเซ่อขาสั่นพั่บ ๆ ขณะลุกยืนขึ้น นางไม่กล้าสบตาผู้ใด ได้แต่ก้มหน้าก้มตากึ่งเดินกึ่งวิ่งออกไปจากตรงนั้น

นางหาห้องปีกที่ไม่มีคนอยู่ เปลี่ยนชุดกระโปรงที่เปรอะเปื้อนออก ในที่สุดน้ำตาก็เอ่อล้นออกมาอย่างกลั้นไม่ไหว

นึกไม่ถึงว่าเขาจะกล้าทำเรื่องหยาบโลนเช่นนี้ต่อหน้าธารกำนัลจริง ๆ ต่อให้เป็นนางคณิกาต่ำต้อยที่สุดในเมืองฉางอาน ก็ไม่เคยต้องมาถูกหยามเกียรติถึงเพียงนี้

นางนึกถึงช่วงเวลาก่อนแต่งงาน มารดากุมมือนางพลางกำชับ "จิ่นเซ่อ แม่ทัพฮั่วเป็นบุรุษห้าวหาญชาตินักรบ เจ้าแต่งออกไปแล้ว ต้องคอยปรนนิบัติสามีให้ดี รีบสืบสกุลให้ตระกูลฮั่วเร็ว ๆ นะ"

นางแต่งงานเข้ามาด้วยหัวใจที่เปี่ยมไปด้วยความหวัง หลงคิดไปว่าขอเพียงตนเองสุภาพอ่อนโยนและรู้จักวางตัว ก็คงจะทำลายหัวใจอันเย็นชาของเขาได้อยู่แล้ว

แต่ผ่านไปสามปีแล้ว สิ่งที่นางได้รับ มีเพียงความอัปยศและน้ำตาที่เวียนวนซ้ำแล้วซ้ำเล่าทุกวัน

ไม่ง่ายเลยกว่าจะสงบสติอารมณ์ลงได้ นางเดินกลับไปยังโถงจัดงานเลี้ยง แต่กลับพบว่าเหล่าแขกเหรื่อแยกย้ายกันไปหมดแล้ว และฮั่วสิงเช่อก็ไม่รู้หายไปไหนแล้วเช่นกัน

ฉินจิ่นเซ่อทำได้เพียงเดินออกจากประตูวังไปตามลำพัง

ด้านนอกไม่รู้ว่าฝนเริ่มตกลงมาตั้งแต่เมื่อใด นางเปียกโชกไปทั้งร่าง ยามลมฤดูใบไม้ร่วงอันเย็นยะเยือกโชยผ่าน ก็ทำเอานางหนาวจนสั่นสะท้าน

นางใช้เวลาเดินร่วมครึ่งค่อนชั่วยามกว่าจะกลับมาถึงจวนแม่ทัพ ขณะกำลังจะเดินกลับเรือนของตนเอง พอผ่านหน้าเรือนของแม่สามี ก็ได้ยินเสียงคนพูดคุยกันอยู่ข้างใน

ตามจริงนางไม่ควรแอบฟัง นางปฏิบัติตนตามธรรมเนียมมาตลอดยี่สิบกว่าปี ไม่เคยทำเรื่องเช่นการแอบฟังความลับคนอื่น แต่แม่สามีกลับเอ่ยถึงชื่อของนาง

"ในงานเลี้ยงวันนี้ อาเช่อรังแกนางต่อหน้าผู้คนอีกแล้วหรือ" นั่นคือเสียงของแม่สามี

"ก็ใช่น่ะสิเจ้าคะ" แม่นมถอนหายใจ "บ่าวได้ยินมาว่า ท่านแม่ทัพดึงตัวฮูหยินขึ้นไปนั่งบนตัก กลางวันแสก ๆ แล้วก็...เฮ้อ ตอนฮูหยินไปเปลี่ยนเสื้อผ้า ตาแดงช้ำไปหมดเลยเจ้าค่ะ"

"ข้าผิดเอง" แม่สามีถอนหายใจยาว "นึกถึงตอนนั้น ในใจของอาเช่อมีเพียงแม่นางมู่หลานซี แต่นางดันหน้าตาเหมือนอนุภรรยานอกบ้านของนายท่าน ข้าเห็นหน้าทีไรก็สะอิดสะเอียน ยืนกรานไม่ยอมให้นางแต่งเข้าบ้าน ต่อมาข้าประสบอันตรายในวัด ได้จิ่นเซ่อช่วยชีวิตไว้ ข้าเลยเอาชีวิตตัวเองมาขู่ บังคับให้อาเช่อแต่งงานกับนาง เขาข่มความโกรธไว้ในใจ ไม่รู้จะปลดปล่อยทางไหน สุดท้ายก็ได้แต่เอามาลงที่จิ่นเซ่อ!"

"ฮูหยินใจเย็นก่อนเจ้าค่ะ" แม่นมรีบปลอบ "ยามนี้ท่านแม่ทัพก็แต่งงานกับฮูหยินน้อยแล้วมิใช่หรือเจ้าคะ แม่นางมู่ผู้นั้นไม่ว่าจะทำอย่างไร ก็คงไม่มีปัญญามาก่อเรื่องก่อราวอะไรได้อีกแล้ว"

"แต่เขาไม่ยินยอมน่ะสิ" เสียงของแม่สามีเบาลง แฝงไปด้วยความเหนื่อยล้าอย่างลึกซึ้ง "เขาไม่ยอมรับ จึงเอาแต่ทรมานจิ่นเซ่อ เจ้าคิดว่าเขาแค่พูดจาหยาบโลนสกปรกอย่างนั้นหรือ เขายังให้คนแอบวาดภาพตอนพวกเขาเริงรักกัน เอาไปให้พวกสหายเลวทรามพวกนั้นเวียนกันดู ทั้งยังเอาไปวางขายในตลาดอีก! ผู้ชายทั้งเมือง เกรงว่าคงไม่มีใครไม่เคยเห็นลูกสะใภ้ของข้า...ข้าเป็นคนทำลายชีวิตนางเองแท้ ๆ เลย"

บึ้ม

ฉินจิ่นเซ่อรู้สึกราวกับมีบางสิ่งระเบิดขึ้นมาในหัว

นางยืนอยู่ใต้เฉลียง หยาดน้ำฝนเย็นชืดไหลหยดลงมาจากปลายเส้นผม แต่นางกลับไม่รู้สึกถึงความหนาวเหน็บอีกแล้ว เลือดทั่วร่างคล้ายจะจับตัวเป็นน้ำแข็งในเสี้ยววินาที แม้กระทั่งหัวใจก็ยังหยุดเต้น

วาดภาพไว้?

ให้พวกสหายดู?

เอาไปวางขายในตลาด?

ผู้ชายทั้งเมือง...ต่างเคยเห็นนางหมดแล้วหรือ?

นางพลันงอตัว ยึดเสาเฉลียงอันเย็นเฉียบไว้ ในกระเพาะบิดเกร็งจนปั่นป่วน แต่กลับไม่มีสิ่งใดอาเจียนออกมา มีเพียงน้ำย่อยเปรี้ยว ๆ ที่ขย้อนขึ้นมาจนสำลักเข้าจมูก ทั้งขมทั้งเปรี้ยว

นางไม่ยอมเชื่อ หันกายวิ่งออกไปราวกับคนคลั่ง โซเซพุ่งตัวออกจากจวนแม่ทัพ โดยไม่สนกิริยามารยาทกุลสตรีใด ๆ อีกต่อไปแล้ว

ท้องฟ้ามืดสนิทแล้ว บนถนนสายยาวมีผู้คนสัญจรเบาบาง มีเพียงพ่อค้าแม่ค้าไม่กี่คนที่กำลังเก็บแผงค้าขายอยู่ใต้แสงโคมไฟสี่เหลี่ยมสีส้มสลัว

นางถลันตัวเข้าไปที่แผงขายของโชห่วยแห่งหนึ่ง มืออันสั่นเทาคว้าเอาม้วนภาพกี่ม้วนที่วางซ้อนกันอยู่อย่างส่งเดชขึ้นมา แล้วกระชากเปิดออกอย่างแรง

ภาพม้วนแรก เป็นภาพนางกับฮั่วสิงเช่อในห้องหนังสือ นางนอนคว่ำหน้าอยู่กับโต๊ะ ชายกระโปรงถกไปกองไว้ที่เอว ส่วนเขาหยุดยืนอยู่ด้านหลัง วาดได้ละเอียดลออยิ่งนัก แม้กระทั่งหยดน้ำตาตรงหางตาของนางก็ยังเห็นได้อย่างชัดเจน

ภาพม้วนที่สอง เป็นภาพในคอกม้า นางคุกเข่าอยู่บนกองฟาง เขาบีบเอวนางไว้ นางเอียงหน้าหนี สีหน้าเผยความอับอายและเจ็บปวดทรมาน

ภาพม้วนที่สาม เป็นภาพในวันนี้ เกิดขึ้นในงานเลี้ยงฉลอง นางนั่งอยู่บนตักของเขา ซุกหน้าเข้าในอกเขา โดยภาพใต้ชายกระโปรงถูกขยายให้ใหญ่ขึ้นเป็นพิเศษ วาดได้ละเอียดสมจริงยิ่งนัก

Expand
Next Chapter
Download

Latest chapter

More Chapters
No Comments
18 Chapters
บทที่ 1
"อื้อ..." ฉินจิ่นเซ่อเกร็งไปทั้งร่าง ตกใจจนเสียงสั่น "ท่านแม่ทัพ! ที่นี่...คนเยอะขนาดนี้...""คนเยอะสิดี" เขาขบกัดติ่งหูนาง เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำเจือความกรุ้มกริ่ม "ให้ทุกคนได้รู้กัน ว่าข้ารักถนอมเจ้าเพียงใด"แม้จะมีโต๊ะอาหารและชายกระโปรงคอยบดบัง แต่หากมีใครสักคนเดินเข้ามาใกล้ ก็จะรับรู้ได้ทันทีว่าพวกเขากำลังทำอะไรกันอยู่ฉินจิ่นเซ่ออับอายจนหน้าแดงไปหมด น้ำตาเอ่อคลอเต็มสองตา นางเอ่ยอ้อนวอนเสียงเบา "ท่านแม่ทัพ...กลับไปค่อยทำได้หรือไม่ จะกี่ครั้ง...ข้าก็ยอมให้ท่าน..."ฮั่วสิงเช่อยกจอกสุราขึ้นจิบคำหนึ่งอย่างไม่ไยดี แต่กลับไม่หยุดเคลื่อนไหว ทั้งยังออกแรงหนักกว่าเดิม "เจ้าไม่รู้สึกหรือว่าทำเช่นนี้เร้าใจกว่า ข้าจากไปนานขนาดนี้ เจ้าคงจะอยากจนทนไม่ไหวแล้วล่ะสิ หญิงแพศยา จะเสแสร้งอะไรกัน"ฉินจิ่นเซ่อเม้มริมฝีปากแน่น น้ำตาไหลพรากลงมาอย่างไร้เสียงตลอดสามปีที่ผ่านมา ใช่ว่าเขาจะไม่เคยนึกคึกคะนองอยากทำเรื่องอย่างว่าต่อหน้าธารกำนัล แต่สำหรับความใจกล้าบ้าบิ่นในวันนี้ ทำเอานางกลัวแทบสิ้นสติจริง ๆนางเป็นบุตรีฮูหยินเอกที่ตระกูลฉินอบรมสั่งสอนมาอย่างพิถีพิถัน ถูกปลูกฝังให้ทำตัวเรียบร้อยเหมาะสมมา
Read more
บทที่ 2
ทุกภาพติดป้ายราคาชัดเจน ภาพที่แพงที่สุดเขียนไว้เด่นหราว่า 'ห้าตำลึงเงิน'มือที่กำกระดาษภาพวาดสั่นสะท้านจนหมดสภาพ ขอบกระดาษอันแหลมคมบาดปลายนิ้วนาง เลือดเม็ดโตซึมออกมา ผสมกับสายฝนและน้ำตาบนใบหน้า หยดติ๋ง ๆ ลงบนภาพวาดอันอุจาดตาเหล่านั้น "ฮูหยิน ท่านจะซื้อหรือไม่ หากไม่ซื้อก็อย่าทำพัง" พ่อค้าเอื้อมมือมาแย่งคืนด้วยความหงุดหงิดฉินจิ่นเซ่อรีบปล่อยมือราวกับถูกของร้อนลวก กระดาษภาพวาดร่วงปลิวลงบนพื้น ถูกสายฝนซัดจนเปียกชุ่ม รอยหมึกพร่าเลือน หน้าคนบนภาพค่อย ๆ พร่าเลือนไปนางไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนเองเดินออกมาตั้งแต่เมื่อใดจำได้เพียงว่าทางขากลับนางเดินเร็วมาก ถึงขั้นกล่าวได้ว่าโงนเงนสะดุดล้มเมื่อก่อนนางไม่เคยเดินเช่นนี้ มารดาเคยพร่ำสอนนับครั้งไม่ถ้วน กุลสตรีผู้สง่างามต้องมีกิริยาสำรวม ยามเดินต้องพลิ้วไหวราวดุจลมพัดกิ่งหลิว แผ่วเบาไร้สุ้มเสียงทว่าในยามนี้ นางไม่สนใจสิ่งใดอีกแล้วหัวใจคล้ายถูกมือมืดมองไม่เห็นบีบเค้นอย่างรุนแรง เจ็บปวดทรมานจนแทบหายใจไม่ออก น้ำตาแห่งความสิ้นหวังพรั่งพรูปนเปกับสายฝน ไหลลงมาอย่างเงียบเชียบ เช็ดเท่าไรก็ไม่แห้งเสียทีเมื่อก่อนนางคิดเพียงว่าฮั่วสิงเช่อเป็นขุนศึก ไม
Read more
บทที่ 3
ฉินจิ่นเซ่อพยายามฝืนลืมตาขึ้น มองเห็นใบหน้าราง ๆ ของฮั่วสิงเช่อ "ท่านแม่ทัพ..." นางเอ่ยปากอย่างยากลำบาก เสียงแหบพร่าราวกับเครื่องสูบลมพัง ๆ "วันนี้ข้า...ไม่ไหวแล้วเจ้าค่ะ"นางไม่ได้เสแสร้ง แต่ทุกข์ทรมานจริง ๆร่างกายปวดร้าวไปทุกส่วน ศีรษะมึนตึบคล้ายถูกยัดด้วยก้อนสำลี แม้แต่แรงจะยกมือยังไม่มี นางถึงขั้นรู้สึกว่า ตัวเองอาจจะต้องมาตายอยู่บนเตียงนี้แล้วจริง ๆแต่ฮั่วสิงเช่อกลับทำหูทวนลม สอดมือเข้าไปในสาบเสื้อของนาง เป่าลมหายใจอันร้อนผ่าวรดข้างหูนาง "ตัวร้อนสิดี ยิ่งไวต่อสัมผัส ให้สามีดูหน่อยซิ ว่าเจ้าจะร่านราคะขึ้นหรือไม่"ฉินจิ่นเซ่อหลับตาลง น้ำตาไหลเงียบ ๆนางอยากจะถามเขาเหลือเกิน ว่าเห็นนางเป็นตัวอะไรกันแน่เป็นภรรยา หรือเป็นสิ่งของที่ไร้ค่ายิ่งกว่านางคณิกา!คำพูดจ่ออยู่ที่ริมฝีปาก แต่กลับเอ่ยถามไม่ออกสักคำ เพราะนางรู้คำตอบมานานแล้วนางหลับตาแน่น กำลังจะยอมจำนนอย่างสิ้นหวัง แต่ในตอนนั้นเอง เสียงฝีเท้าอันเร่งรีบก็ดังมาจากนอกประตู "ท่านแม่ทัพ! แย่แล้วขอรับ..."องครักษ์ผลักประตูเข้ามา รีบก้าวไปข้างกายเขา แล้วเอียงตัวกระซิบข้างหูสองสามคำฉินจิ่นเซ่อฟังไม่ถนัดว่าองครักษ์พูดอะไร
Read more
บทที่ 4
คืนนั้น ฮั่วสิงเช่อไม่ได้กลับมาอีกเลยนางต้องทนทรมานกับอาการไข้ขึ้นสูงเพียงลำพังตลอดทั้งคืนวันที่สอง วันที่สาม ฮั่วสิงเช่อก็ยังไม่มาอยู่ดีแต่ทั่วทั้งจวนแม่ทัพ ข่าวคราวเกี่ยวกับมู่หลานซีกลับแพร่สะพัดไปทั่วราวกับติดปีกบิน"ได้ยินหรือไม่ ท่านแม่ทัพยอมผ่าเอาเลือดหัวใจของตัวเองเพื่อช่วยแม่นางมู่ จนเกือบจะเอาชีวิตไม่รอดเชียวนะ""นั่นสิ ท่านแม่ทัพทุ่มเทให้แม่นางมู่หมดหัวใจจริง ๆ ได้ยินว่าแม่นางมู่ไอตอนกลางดึก ท่านแม่ทัพก็เฝ้าไข้ข้างเตียงโดยไม่ถอดชุดออกเลย คอยป้อนยาป้อนน้ำเองตลอด""ข้ายังได้ยินมาอีกนะ ว่าท่านแม่ทัพสั่งให้คนขนส่งลูกผีผาสด ๆ มาจากเจียงหนาน เพียงเพื่อเอามาบำรุงปอดให้แม่นางมู่ ผีผานั่นมีค่ามหาศาล ให้เร่งคว่ามเร็วตลอดทางจนม้าล้มตายไปตั้งหลายตัว""แล้วเมื่อวานนี้ แม่นางมู่บอกว่าอยากกินขนมดอกกุ้ยฮวา ท่านแม่ทัพก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง รีบออกไปซื้อที่ตลาดเองเลย คนระดับท่านแม่ทัพน่ะ เคยทำเรื่องเช่นนี้ให้ใครเสียที่ไหนกัน"ทุกครั้งที่ปี้เถาได้ยินเรื่องพวกนี้ ก็โกรธจนหน้าซีด อยากจะพุ่งออกไปเถียงกับคนพวกนั้นให้รู้แล้วรู้รอดแต่ฉินจิ่นเซ่อเพียงส่ายหน้าเบา ๆ แล้วเอ่ยห้ามไว้เข้าสู่วันที
Read more
บทที่ 5
ลูก?นางมีลูกแล้วหรือ?อาการง่วงซึมเหล่านั้น การกินข้าวไม่ลว และความอ่อนเพลียที่หาสาเหตุไม่ได้พวกนั้น ที่แท้ก็ไม่ใช่โรคภัย แต่เป็นการตั้งครรภ์แต่เด็กคนนี้ นางยังไม่ทันได้รับรู้ว่ามีเขาอยู่ เขาก็จากไปเสียแล้วฉินจิ่นเซ่อนิ้วสั่นเทา ค่อย ๆ ลูบลงบนหน้าท้องของตนเองตรงนั้นยังคงแบนราบ ทว่าเคยมีชีวิตเล็ก ๆ ชีวิตหนึ่งเคยอยู่อย่างสงบเงียบตรงนั้นเขาจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร จะเหมือนนางมากกว่า หรือจะเหมือนเขามากกว่า นางไม่มีวันได้รู้อีกแล้ว"ก็แค่เด็กคนเดียวเอง" เสียงของฮั่วสิงเช่อดังมาจากอีกฝั่งของฉากกั้น ยังคงเรียบเฉย ไร้ซึ่งความหวั่นไหว "เดิมทีก็ไม่ได้ต้องการอยู่แล้ว แท้งไปก็ดี จะได้ไม่วุ่นวาย"นิ้วมือของฉินจิ่นเซ่อพลันขยุ้มผ้าห่มแน่นแท้งไปก็ดีเป็นถ้อยคำที่ฟังดูเบาสบาย ราวกับปัดฝุ่นผงออกจากโต๊ะลูกของเขากับนาง แต่ยามเขาเอ่ยถึงกลับเป็นเพียงความวุ่นวายที่ "แท้งไปก็ดี"เสียงฝีเท้าห่างออกไป หมอประจำจวนเองก็ถอนหายใจ แล้วเดินตามออกไปเช่นกันหลังฉากกั้น เหลือเพียงนางคนเดียว กับความเงียบสงบอันหนาวเหน็บเต็มห้องน้ำตาไหลรินลงมาเงียบ ๆ หนึ่งหยด สองหยด ยิ่งไหลก็ยิ่งเยอะ ไม่อาจหยุดยั้งได้เลย
Read more
บทที่ 6
ยามที่ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ฉินจิ่นเซ่อนอนอยู่บนเตียงของตัวเอง บาดแผลตรงทรวงอกถูกพันผ้าเอาไว้เรียบร้อยแล้ว แต่ยามหายใจยังคงปวดระบมอย่างหนักปี้เทาคุกเข่าอยู่ข้างเตียง ร้องไห้จนตาบวมช้ำเหมือนลูกมันฮ่อ "คุณหนู...ในที่สุดท่านก็ตื่นเสียที..."ฉินจิ่นเซ่ออ้าปากพะงาบ เสียงแหบพร่าจนแทบไม่ได้ยิน "เขาอยู่ไหน"น้ำตาของปี้เถาไหลพรากหนักยิ่งกว่าเดิม "ท่านแม่ทัพคอยอยู่ข้าง ๆ แม่นางมู่เจ้าค่ะ แม่นางมู่ตกใจขวัญผวา ท่านแม่ทัพเฝ้านางตั้งแต่เมื่อคืน ต้มน้ำแกงปลอบขวัญให้นางเอง แล้วคอยป้อนให้นางทีละช้อน...""พอได้แล้ว" ฉินจิ่นเซ่อเอ่ยขัดนางปี้เถาเอามืออุดปาก น้ำตาไหลพรากลงมาอย่างไร้เสียง "คุณหนู ท่านลำบากยิ่งนัก..."ฉินจิ่นเซ่อเหม่อมองเพดานม่านเตียง น้ำตานางไหลจนแห้งเหือดไปนานแล้วในช่วงหลายวันต่อมา ฮั่วสิงเช่อกก็ไม่เคยมาหาเลยสักครั้งเดียวฉินจิ่นเซ่อเยียวยาบาดแผลอยู่เพียงลำพัง ยามเจ็บปวดตรงทรวงอกรุนแรงก็นอนนิ่งไม่ขยับ พอทุเลาลงบ้างก็นั่งเก็บสัมภาระต่อในคืนของวันที่เจ็ด จู่ ๆ ฮั่วสิงเช่อก็เดินทางมาหาฉินจิ่นเซ่อกำลังเอนกายอ่านหนังสืออยู่ตรงหัวเตียง พอได้ยินเสียงฝีเท้าก็เงยหน้าขึ้น มองเห็นเขาผลักป
Read more
บทที่ 7
"ท่านแม่ทัพ! อย่า!"ฉินจิ่นเซ่อกรีดร้องอย่างตื่นตระหนก พยายามดิ้นรนสุดชีวิต แต่องครักษ์ร่างกำยำสองนายพุ่งมาข้างหน้าทันที แล้วดึงกระชากชุดกระโปรงบนร่างของนางออกอย่างไร้ความเมตตาเพียงชั่วพริบตาเดียว นางก็ถูกถอดเสื้อผ้าออกจนเหลือเพียงเสื้อตัวในตัวบาง เผยร่างกายท่ามกลางลมหนาวยามค่ำคืนกับสายตาตะกละตะกลามนับไม่ถ้วน"อย่า! ปล่อยข้านะ!" นางร้องไห้พลางตะโกน พยายามจะปกป้องตัวเอง แต่กลับถูกองครักษ์โยนลงไปในแหล่งรวมตัวของขอทานกลิ่นเหม็นริมแม่น้ำราวกับโยนขยะมือหยาบกร้านสกปรกคู่แล้วคู่เล่าโถมเข้ามาจับคลึงราวกับคลื่นซัด ลูบไล้และบีบเค้นไปตามร่างกายของนางอย่างมั่วซั่วไปหมด"อย่ามาแตะต้องข้า! อย่ามาแตะต้องข้า!" ฉินจิ่นเซ่อร้องไห้สะอื้นอย่างสิ้นหวัง แต่สิ่งที่ตอบรับนางกลับมา คือการย่ำยีเหยียดหยามที่อุกอาจยิ่งขึ้นพอเห็นฮั่วสิงเช่อคอยปกป้องมู่หลานซีที่สวมเสื้อคลุมหนาเตอะเผยให้เห็นเพียงดวงตาน้ำตาคลอเบ้าคู่นั้นกำลังจะเดินจากไป ฉินจิ่นเซ่อก็ไม่รู้ว่าเอาแรงมาจากไหน พลันพุ่งตัวเข้าไปอย่าง แล้วยึดขากางเกงของฮั่วสิงเช่อไว้แน่น"ฮั่วสิงเช่อ! ได้โปรดเถอะ! อย่าทำกับข้าเช่นนี้เลย!" นางร้องไห้ใจอย่างสลาย น้
Read more
บทที่ 8
ฉินจิ่นเซ่อยืนอยู่หน้าหอคอย แหวนหน้าขึ้นมองหอคอยสูงเก้าชั้น มองดูเครื่องทรมานอันน่าพรั่นพรึงราง ๆ หลังช่องซี่หน้าต่างของทุกชั้นนางพลันหัวเราะออกมาหัวเราะจนน้ำตาไหล หัวเราะจนตัวงอ หัวเราะจนสั่นสะท้านไปทั้งร่างจากนั้น นางก็ผลักประตูบานนั้นเปิดออกภายในหอคอยมืดสลัว มีเพียงตะเกียงน้ำมันบนกำแพงที่ส่องแสงสีส้มสลัว นางก้าวเข้าไปช้า ๆชั้นแรก คือการเฆี่ยนด้วยแส้ แส้หนังวัวหยาบแช่น้ำเกลือ เฆี่ยนตีลงบนแผ่นหลังครั้งแล้วครั้งเล่าจนเนื้อแตกหนังฉีก นางไม่ร้องสักแอะ ได้แต่กัดฟันแน่น กัดริมฝีปากจนเลือดออกชั้นที่สอง คือการหนีบนิ้ว ไม้ไผ่หนีบนิ้วมือทั้งสิบ ชายฉกรรจ์สองคนออกแรงดึงอย่างหนัก เสียงกระดูกแตกดังชัดเจน นางสั่นสะท้านไปทั้งร่าง เลือดซึมออกมาจากซอกเล็บ แต่นางก็ไม่ร้องขอความเมตตาชั้นที่สาม คือการใช้เหล็กร้อน ใช้ก้อนเหล็กเผาจนแดงทาบลงบนผิวหนัง พอเสียงฟู่ดังขึ้น ควันขาวลอยพุ่งขึ้นมา กลิ่นเนื้อคนไหม้โชยทั่วอากาศ ยามนางได้กลิ่นเนื้อตัวเองสุกไหม้ ในที่สุดน้ำตาก็ร่วงลงมาแต่นางก็ยังไม่เอ่ยปากขอชีวิตนางตะเกียกตะกายปีนขึ้นไปชั้นแล้วชั้นเล่าทุก ๆ ชั้นล้วนเป็นการลงทัณฑ์ที่ทารุณ ทุกชั้นทำให้น
Read more
บทที่ 9
ฮั่วสิงเช่อเพิ่งจะเดินออกมาจากเรือนของมู่หลานซี อารมณ์ดีทีเดียววันนี้หลานซีอาการดีขึ้นกว่าเดิมมาก ลงจากเตียงเดินไปมาได้หลายก้าวแล้ว เขาประคองนางเดินเล่นในลานเรือนอยู่ครู่ใหญ่ ยามเห็นแก้มนางเริ่มมีเลือดฝาดแดงระเรื่อ เขากลับรู้สึกมีความสุขโล่งใจยิ่งกว่าชนะศึกสงครามเสียอีกองครักษ์วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา ในมือประคองจดหมายฉบับหนึ่ง เอ่ยด้วยสีหน้าซีดเผือด "ท่านแม่ทัพ ทางศาลบรรพชนส่งคนนำสิ่งนี้มาส่งให้ขอรับ"ฮั่วสิงเช่อยื่นมือมารับ แล้วแกะผนึกออกอย่างไม่ใส่ใจทันทีที่กระดาษจดหมายถูกกางออก นัยน์ตาของเขาก็พลันหดเกร็ง สามตัวอักษร 'หนังสือหย่า' ปรากฏเด่นหราอยู่เบื้องหน้า ด้านล่างประทับตราของผู้อาวุโสศาลบรรพชน ประทับตราผู้เฝ้าหอคอยเก้าชั้น และประทับตราของผู้อาวุโสหลายท่านในตระกูลฮั่วตราประทับสีแดงฉานเรียงรายติดกัน ราวกับดวงตาแถวหนึ่งที่เบิกโพลงไม่หลับลงด้านล่างสุดคือลายเซ็นของฉินจิ่นเซ่อ ตัวอักษรบิดเบี้ยวโย้เย้ แตกต่างจากตัวอักษรบรรจงงดงามที่นางเขียนเป็นประจำโดยสิ้นเชิง บางเส้นขีดเขียนตอนมือสั่น ยามเขียนถึงตัวอักษรตัวสุดท้าย บนหน้ากระดาษยังมีรอยหมึกซึมกระจายจาง ๆ ที่เกิดจากหยาดน้ำตาฮั่ว
Read more
บทที่ 10
มู่หลานซีเงยหน้าขึ้น มองเขาด้วยดวงตาที่คลอน้ำตา ริมฝีปากสั่นระริก "แต่ว่า...ฮูหยินผู้เฒ่าจะไม่ตอบตกลงนะเจ้าคะ...""ข้าจะเกลี้ยกล่อมท่านแม่เอง" ฮั่วสิงเช่อเอ่ยด้วยเสียงเด็ดเดี่ยว "หากท่านแม่ไม่ยินยอม ข้าก็จะไม่แต่งงานกับใครอีก หากการสืบทายาทตระกูลฮั่วขาดช่วงไป ก็ให้ท่านแม่รับผิดชอบเอาเอง"มู่หลานซีซบอยู่ในอ้อมอกเขา ยกมุมปากเล็กน้อย แต่น้ำเสียงยังคงออดออดน่าสงสาร "อาเช่อ ท่านดีต่อข้าจริง ๆ..."ฮั่วสิงเช่อสวมกอดนางไว้ ในใจกลับรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างหาสาเหตุไม่ได้เขาก้มหน้ามองดูหญิงสาวในอ้อมอก ร่างเล็กนุ่มนวล ราวกับดอกไม้ที่ต้องการการประคบประหงม เขานึกถึงฉินจิ่นเซ่อ นึกถึงภาพที่นางคุกเข่าอ้อนวอนไม่ให้เขาทิ้งนางไว้กับพวกขอทาน ทั้งตัวมีแต่บาดแผล ใบหน้าเปรอะเปื้อนน้ำตา ยึดขากางเกงเขาไว้แน่นจนข้อนิ้วขึ้นขาวซีดเขาสะบัดนางทิ้งไปตอนนั้นเขาไม่ได้หันหลังกลับไปมองพอนึกขึ้นมาในยามนี้ หนามในอกนั่นก็ทิ่มแทงเขาอีกครั้ง"อาเช่อ?" มู่หลานซีสังเกตเห็นเขาเหม่อลอย จึงส่งเสียงเรียกเบา ๆ"ไม่มีอะไร" ฮั่วสิงเช่อดึงสติกลับมา "ข้าจะไปคุยกับท่านแม่"ฮูหยินผู้เฒ่าฮั่วกำลังสวดมนต์อยู่ในห้องพระ ลูกป
Read more
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status