LOGINหลังจากพลอยขวัญเรียนจบกลับมาเมืองไทย เธอเข้าทำงานบริษัทแฟชั่นดีไซเนอร์ชั้นนำ พลอยขวัญถ่อมตัวเสมอว่ามีอะไรให้เรียนรู้อีกมาก ด้วยมือใหม่มากๆ สำหรับอาชีพนี้ เธอจึงจำเป็นต้องหาความรู้ตลอดเวลา แต่ทว่าก็มีเรื่องผิดพลาดจนได้
“คอลเล็กชั่นซัมเมอร์ที่เรามีแผนจะวางขายเดือนหน้า ทำไมคู่แข่งถึงมีแบบเหมือนของเราเป๊ะ แถมยังชิงขายตัดหน้าก่อนอีกต่างหาก”
พี่บุ้ง เจ้าของบริษัทโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง สั่งตามทีมออกแบบทุกคนให้มาประชุมด่วน พี่บุ้งโยนชุดของคู่แข่งลงกลางโต๊ะ พลอยขวัญนิ่งอึ้งไปเพราะชุดน่ารักตัวนี้เธอเป็นคนออกแบบจัดลายผ้าเอง แล้วทำไมคู่แข่งถึงมีแบบตัดเย็บ ปรับเปลี่ยนแค่เนื้อผ้ากับลายดอกไม้เล็กน้อยเท่านั้นเอง
“อธิบายเรื่องนี้มาซิ!”
“อะไรกัน ทำไมถึงเป็นแบบนี้ไปได้ งานของเราสั่งโรงงานตัดเย็บไปแล้วด้วย” ยี่หวาคว้าเสื้อบนโต๊ะขึ้นมาพลิกดูด้วยสีหน้าหงุดหงิด “เราต้องเร่งทางโรงงานให้รีบผลิตออกมาวางขายโดยเร็วแล้วค่ะ”
“ไม่ได้นะคะ ทำแบบนั้นจะทำให้มูลค่าของแบรนด์เราเสียหาย ลูกค้าจะมองว่าเราก๊อปปี้คู่แข่ง” พลอยขวัญทักท้วง ยี่หวาซึ่งทำงานตำแหน่งแฟชั่นดีไซเนอร์เหมือนกันจึงแหววใส่
“งั้นนางฟ้าคนสวยเรียนจบจากญี่ปุ่นช่วยคิดหน่อยสิว่า ถ้าเราไม่ทำออกขาย จะทำยังไงต่อดี พี่บุ้งจ่ายค่าผ้าแถมสั่งตัดไปแล้ว ห้ะ เจ้าหญิงตอบมาหน่อย”
“เรื่องนั้น...”
“แสดงว่าเรื่องนี้จะต้องมีหนอนบ่อนไส้แน่นอนเลยค่ะพี่บุ้ง” ยี่หวาฮึดฮัดพลางจ้องหน้าพลอยขวัญตาเขม็ง “พี่บุ้งดูสิคะ ชุดที่ถูกก๊อปปี้มีแต่ชุดที่พลอยขวัญคนสวยออกแบบทั้งนั้นเลย”
“ใครเป็นคนดูแลแบบ”
“พลอยเองค่ะ แต่พลอยยืนยันได้ว่าพลอยไม่เคยส่งข้อมูลให้คนนอก”
“นี่เป็นความลับของบริษัทนะจ๊ะเจ้าหญิง อาจารย์ที่ญี่ปุ่นไม่ได้สอนเรื่องนี้เหรอ เธอเพิ่งจะเริ่มทำงาน พี่บุ้งอุตส่าห์เห็นฝีมือยอมให้เธอรับผิดชอบโปรเจคนี้เต็มที่ แล้วดูผลงานเธอสิ พี่บุ้งเห็นมั้ยคะ ยี่หวาบอกพี่บุ้งหลายครั้งแล้วว่าเด็กคนนี้ไว้ใจไม่ได้”
คนที่ทำงานออกแบบสร้างสรรค์ การถูกกล่าวหาว่าจงใจทำข้อมูลความลับของบริษัทรั่วไหล ขายผลงานให้คู่แข่งเช่นนี้ก็ไม่ต่างอะไรจากต้องโทษประหาร พลอยขวัญพยายามชี้แจงทุกอย่างแล้ว แต่ทุกอย่างยิ่งแย่ลง วงการออกแบบแคบแค่นี้เอง ไม่นานนักข่าวเรื่องนี้ก็เป็นที่รู้กันทั่ว คนที่รู้จักเธอในฐานะเจ้าหญิงของวงการต่างก็ค้นพบว่าที่แท้แล้วเธอไม่ได้เก่งจริงอย่างที่คิด ขนาดงานออกแบบของตัวเองยังกล้าขายให้คู่แข่งจนทำให้บริษัทเสียหาย แสดงว่าผลงานรางวัลที่ผ่านๆ มาก็น่าสงสัยเช่นกัน
“โปรไฟล์สวยหรูเวอร์วังขนาดนั้น สุดท้ายก็โป๊ะแตก”
“ก็ไม่เห็นจะเก่งอย่างที่โม้เลย แล้วนี่รู้มั้ย เด็กที่จบรุ่นเดียวกับแม่นั่นน่ะ เขาลือกันว่าแม่นั่นก๊อปแบบของเพื่อน ถึงได้เรียนจบมาได้ แต่คนโดนก๊อปนี่สิ แก้งานไม่ทัน ถูกปรับตกไปเลย น่าสงสารมาก”
“รางวัลประกวดอะไรนั่น คงจะให้ป๊ะป๋าใส่ซองให้กรรมการอยู่แล้ว นี่แหละนะ คนเรารู้หน้าไม่รู้ใจ แอบขโมยแบบไปขาย คงจะทำมานานแล้วแน่ แค่โดนสั่งพักงานไม่มีกำหนดนี่ถือว่าพี่บุ้งใจดีมากเลยนะ”
สังคมการทำงานขับเคลื่อนด้วยการเหยียบย่ำ แม้พลอยขวัญจะพยายามแค่ไหนก็ไม่สามารถกอบกู้ชื่อเสียงของตัวเองกลับมาได้
ชีวิตมีขึ้นแล้วก็ย่อมมีลง เพียงแต่เวลาลง มักจะลงวูบจนยากจะปีนกลับขึ้นมา
พ่อแม่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตในช่วงที่พลอยขวัญถูกพักงานพอดี ทำให้ยิ่งมีข่าวลือว่าพ่อกับแม่ของเธอเสียใจมากจนขอขับรถคว่ำตายหนีอาย พลอยขวัญยังก่อเรื่องซ้ำด้วยการลอบกลับเข้าไปที่บริษัท บุกเข้าไปหาพี่บุ้งเพื่อโวยวาย เธอถูกจับตัวขึ้นโรงพักเป็นครั้งแรกในชีวิต คนที่รู้ข่าวต่างสมน้ำหน้าเพราะทำผิดแล้วยังไม่สำนึก แถมยังฟาดงวงฟาดงาใส่เจ้านายอีก ใครจะกล้าจ้างงาน ใครจะกล้าใส่ชุดที่เธอออกแบบ ชื่อเสียงของพลอยขวัญเสียหายในชั่วข้ามคืน คนรู้จักต่างเมินหนีทำเหมือนไม่เคยรู้จักกัน
นับจากนั้นมาพลอยขวัญยิ้มให้ใคร คนคนนั้นก็เดินหนี หรือไม่ก็มองเมินไปทางอื่น พลอยขวัญถึงได้เข้าใจว่าคนที่ไม่มีใครคบเป็นเช่นนี้นี่เอง
บทที่ 15 สิ่งท้าทายครั้งใหม่ ความสำเร็จนำมาซึ่งประตูสู่โอกาสถัดไป พลอยขวัญได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบการออกแบบชุดเสื้อผ้าของบริษัทอย่างเต็มตัว สิ่งท้าทายใหม่นั่นคือ POLY จะเดินหน้าเต็มสูบเพื่อทวงบัลลังก์แฟชั่นสตรีกลับมา ไม่มีใครสอนให้เราเป็นผู้แพ้ ยี่หวาเองก็เชื่อมั่นเช่นนั้นเหมือนกัน ดังนั้นจึงดิ้นรนทุกวิถีทางจนสามารถเข้าทำงานในบริษัทแอนนิต้า ซึ่งเป็นแบรนด์แฟชั่นเจ้าใหญ่ ครองตลาดอยู่ในปัจจุบันและขับเคี่ยวกับ POLY มานานแล้ว “น้องน้ำ... พอจะรู้วิธีค้นหาไฟล์ที่เซฟในฮาร์ดดิสก์มั้ยคะ” “ทำไมเหรอคะพี่พลอย” “พี่จำได้ว่าพี่เก็บงานที่พี่เคยออกแบบไว้ในนี้ แต่ไม่รู้ว่ามันหายไปไหน” น้องน้ำเข้ามาช่วยดูคอมให้ คลิกหาอยู่นานก
“ผมไม่มีวันทำร้ายพี่ ไม่มีวัน” เขากล่าวเสียงต่ำเบา “ผมแค่อยากรู้ว่าพี่พลอยแอบปลื้มใคร” “หา?” คุยมาตั้งนานถึงได้รู้ตัวว่าซุกอยู่ในอ้อมกอดของเขา พชรรู้ทันว่าเธอจะขยับตัวออกจึงกระชับกอดให้แน่นขึ้น เสียงหัวใจเต้นของเขาทำให้เธอสงบ เสียงแรกที่คนเราได้ยินคือเสียงหัวใจเต้นของแม่ และหลังจากนั้นช่วงชีวิตของเรา จะรู้สึกอุ่นใจเมื่อได้ยิ่งเสียงแผ่วๆ เป็นจังหวะสม่ำเสมอ ทว่าร่างกายแนบชิดกัน ทำเอาใบหูร้อนผ่าวอยู่ดี แต่พลอยขวัญก็ยังคงแข็งใจอยู่ในอ้อมแขนของเขาต่อ ทำไมเขาถึงต้องเก็บเรื่องนั้นไปคิดมากจนไม่สบายล่ะ เธออยากจะถามต่อ แต่แล้วพลอยขวัญก็สังเกตเห็นอะไรบางอย่างจึงเอื้อมไปจับดู พชรสะดุ้งสุดตัว ส่งเสียงอึกอัก พลอยขวัญยิ่งจับก็ยิ่งสงสัย ไม่รู้ว่ามันคือกระบอกอะไร หรือว่าเป็นอะไรแข็งๆ ตุงขึ้นมาจนดันผ้าห่ม เธอแตะแล้วดันใ
ระหว่างที่เขานอน พลอยขวัญจัดการเก็บกวาดห้องให้ แต่มาสะดุดตาเพราะมุมโซฟานั่งเล่นนั้น เต็มไปด้วยรายชื่อผู้ชายทั้งหมดที่เคยติดต่อเธอ บางรายชื่อมีรอยขีดฆ่าออกไปแล้ว แต่หลายชื่อมีปากกาเน้นข้อความวงเอาไว้ มีทั้งคู่ธุรกิจที่เธอต้องติดต่อประสานงาน พนักงานในบริษัท คนละแวกหอพัก รวมไปถึงเจ้าของร้านข้าวที่เธอแวะกินเป็นประจำ พลอยขวัญไม่เข้าใจ เขาจะตามสืบคนรอบตัวเธอไปทำไมกันนี่ “ป่วยเป็นไข้ใจครับ” คำบอกเล่าของพ่อบ้านดังขึ้นมาในความทรงจำ พลอยขวัญเอามือแปะหน้าผาก เริ่มคิดทบทวนท่าทางแปลกๆ ของเขาในช่วงสองสามวันมานี้ พอคิดดูแล้วก็เริ่มเดาออก เธอยกฝ่ามือขึ้นลูบหน้าลูบตาตัวเอง บางทีเธอควรจะเผชิญหน้าความจริงกับเขาตรงๆ ได้แล้ว----------------- พลอยขวัญปล่อยให้เขาหลับโดยไม่รบกวน เวลาที่เขาหลับก็ดูเหมือนภาพวาดไม่มีผิด ขนตาของเขาแพยาว ทาบท
โตขนาดนี้แล้วยังจะทำตัวงอแงเป็นเด็กๆ “น้องเติร์ดก็ดูแข็งแรงมากๆ ทำไมถึงล้มป่วยได้ล่ะคะ” “ไข้ทางใจครับ” “ไข้ทางใจ?” “ถึงแล้วครับ” พ่อบ้านหยุดที่หน้าประตูห้องบานหนึ่ง เคาะสองสามครั้ง “นายท่านครับ ตอนนี้ได้เวลามื้อเที่ยงแล้ว ให้ผมตั้งสำรับเลยมั้ยครับ” “ไม่ต้อง” เสียงเคร่งขรึมลอยออกมาจากด้านหลังประตู พลอยขวัญฟังอยู่ก็ขมวดคิ้ว ผลักประตูเข้าไปเลยโดยไม่สนใจหน้าอินทร์หน้าพรหม พี่สาวมาฟาดก้นเด็กแล้วจ้า!! พลอยขวัญเดินดุ่มๆ เข้าประตูห้องมา ดูแล้วไม่มีอะไรผิดสังเกต ออกจะเป็นห้องธรรมดาๆ ของหนุ่มโสดคนหนึ่ง เหมือนเป็นห้องคอนโดขนาดใหญ่ห้องหนึ่งซึ่งมีโซนครัวในตัว ร่างสูงใหญ่นอนเล่นอยู่ที่โซฟา ใส่เสื้อกล้ามกับบ๊อกเซอร์ พอเห็นเธอเข้ามาก
บทที่ 14 เด็กป่วย เรื่องที่เธอหิ้วเด็กกลับบ้าน กลายเป็นหัวข้อให้คนที่บริษัทพูดกันสนุกไปทั้งสัปดาห์ และที่แย่คือเจ้าน้องเติร์ดไม่ช่วยเธออธิบายหรือแก้ไขความเข้าใจผิดเลยสักนิด เขาไปๆ มาๆ ฮ่องกงอยู่ตลอด แต่ละครั้งก็โทรมาหาเธอด้วยน้ำเสียงหงอยๆ ถามไถ่ถึงไอ้ปื๊ดบ้าง ไม่ก็ถามว่าวันนี้กินข้าวครบไหม มีอะไรกินบ้าง เสียงของเขาดูสบายดี แต่ในคำถามนั้นซ่อนความต้องการสืบเสาะค้นหาอะไรบางอย่างอยู่เสมอ แล้วจู่ๆ สองวันมานี้เขาก็หายไป ตอนที่เธอกำลังตากผ้าตรงระเบียงหลังห้อง เสียงเคาะประตูดังขึ้น ไอ้ปื๊ดส่งเสียงขู่นำไปก่อนแล้วแต่พลอยขวัญเกาคางมันแล้วดูช่องตาแมวที่ประตูว่าเป็นใครมา เธอเห็นพวกชายชุดสูทสองสามคน ถ้าจำไม่ผิด พวกเขาเป็นคนของมาเฟียหนุ่ม ปกติแล้วพวกเขาจะไม่แสดงตัวหรือเข้ามาวิสาสะใดๆ น่าแปลกที่พวกเขาเป็นฝ่ายมาพบเธอ พลอยขวัญรู้สึกถึงเรื่องไม่ดี หรือว่าน้องเ
“พี่อย่าเพิ่งรีบลุกไปทำงานนะครับ นอนพักก่อน พี่ยังเพลียอยู่เลย” “จ้ะ... จ้ะ...” ร่างกำยำยืนส่องกับข้าวหน้าร้านข้าวแกงที่โรงอาหาร ยืนกระสับกระส่าย “พี่ครับ เที่ยงนี้กินแกงไก่หรือต้มแซ่บดีครับ ผมหิวแล้วครับ พี่ชอบขนมบ้าบิ่นมั้ย เดี๋ยวผมเอาไปกินกับพี่นะ” “จ้ะ... จ้ะ...” เสียงเด็กแจ้วๆ ดังทะลุสายออกมาขนาดนั้น พี่โข่งจึงยิ่งกอดอกแน่น รอฟังคำแก้ตัว แต่พลอยขวัญเดินจ้ำพรวดๆ หนีไปแล้ว ไม่รอให้พี่โข่งสอบสวนต่อ พลอยขวัญเดินกุมขมับ สับขายิกๆ พลางรื้อลิ้นชักความทรงจำอย่างเอาเป็นเอาตายว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้น กระทั่งเดินเลี้ยวหัวมุม ใบหน้าชนเข้ากับร่างสูงใหญ่ของผู้กุมความลับของเธอเข้าเต็มเปา “ระวังครับพี่” มือแกร่งรั้งเอวเธอไว้ทัน ท่วงท่าก็เลยอ







