LOGINบทที่ 1 รอยร้าวในใจ
ณ หมู่บ้านอนันต์ ตำบลโคกหม้อ อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี คฤหาสน์หรูสองชั้นสไตล์โมเดิร์นสีเทาขาวตั้งตระหง่านอยู่บนเนื้อที่กว่าสองร้อยตารางวา ใกล้กับใจกลางเมืองยิ่งเน้นให้ความโอ่อ่าดูโดดเด่นสะดุดตา เป็นที่พำนักของครอบครัวนายทหารยศใหญ่ที่ผู้คนภายนอกต่างมองด้วยสายตาชื่นชมในความสมบูรณ์แบบ ทว่า... ใต้ฉากหน้าอันเลิศหรูที่ฉาบไว้ กลับมีเพียงรอยร้าวอันลึกล้ำที่กัดกินความสุข และฝังรากลึกในหัวใจของคนภายในมานานนับสิบปี “กูบอกให้ดูลูกดี ๆ มึงเป็นแม่ประสาอะไรห้ะน้ำปิง!”เสียงก่นด่าที่ดุดันและเกรี้ยวกราดดังลั่นไปทั่วโถงรับแขกของบ้าน น้ำปิง นภวัฒน์ ในวัยยี่สิบเก้าปีที่ยังคงดูอ่อนหวานและงดงามราวกับไม่เคยผ่านการทำงานหนัก ชะงักมือที่กำลังประคองลูกชายวัยสามขวบอย่างน้องปันปัน ให้หยุดร้องไห้ ร่างกายที่เคยอ่อนนุ่มของเขา บัดนี้กลับชาชินกับแรงสั่นสะเทือนจากเสียงกร้าวเหล่านั้นเสียแล้ว ตลอดระยะเวลาที่อยู่ร่วมกันมา... สิบปีที่เขาอุทิศตนเป็นยิ่งกว่าแม่ศรีเรือน คอยดูแลบ้านและอาหารการกินอย่างไม่เคยขาดตกบกพร่อง ความดีงามทั้งหมดที่พยายามประคับประคองมานั้น กลับไม่ได้มีความหมายแม้แต่น้อยที่จะทำให้ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นคู่ชีวิตมีความรู้สึกเห็นใจ หรือมองเห็นคุณค่าของการมีอยู่ของเขาเลย “มันเป็นอุบัติเหตุครับ เด็กๆเล่นกัน ผมก็ดูลูกอยู่ตลอด”น้ำปิงเอ่ยตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่พยายามควบคุมให้เรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทว่าในความอ่อนหวานปานน้ำค้างนั้น กลับแฝงไว้ด้วยความพยายามที่จะอธิบายถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพียงเพราะแค่ลูกชายวัยซนล้มจากจักรยานคันเล็ก ๆ จนเกิดบาดแผลถลอกจาง ๆ ที่หัวเข่าเท่านั้นเอง แต่สำหรับ พันเอก ธเนศ วรภักดี ในชุดเครื่องแบบที่ยังคงความสง่าและน่าเกรงขามราวกับรูปสลักนั้น กลับตีความเหตุการณ์นี้เป็นเรื่องใหญ่โตเกินกว่าที่ควรจะเป็น แววตาคมกริบฉายชัดถึงความไม่พอใจในความบกพร่องเล็กน้อย ‘เด็กๆเล่นกันมันเป็นธรรมดาที่จะได้รับบาดแผล’ความคิดนี้ผุดขึ้นในห้วงคำนึงของเขาอย่างเหนื่อยหน่าย เขาได้แต่เก็บงำความเบื่อหน่ายในความอ่อนแอของอีกฝ่ายไว้ภายใต้ใบหน้าที่เรียบตึง “เดี๋ยวนี้มึงเถียงกูเหรอ!”เสียงตวาดกร้าวของ พันเอกธเนศ ดังก้องสะเทือนไปทั่วบริเวณ ใบหน้าคมเข้มเต็มไปด้วยอำนาจและความดุดันฉายแววไม่พอใจอย่างถึงที่สุด จนทำเอาคนฟังถึงกับตัวสั่นสะท้านขึ้นมาทันที “ผมแค่อธิบายครับ” เสียงของน้ำปิงยังคงพยายามจะโต้แย้งอีกครั้งอย่างอ่อนแรง เพื่อยืนยันในความบริสุทธิ์ของตนเอง ทว่าความพยายามนั้นกลับกลายเป็นการเติมเชื้อเพลิงชั้นดีให้แก่ไฟโทสะ เพราะทันทีที่สิ้นคำ ดวงตาของผู้เป็นสามีก็ลุกโชนด้วยความโกรธเกรี้ยวราวกับเพลิงที่พร้อมจะแผดเผาทุกสิ่งที่ขวางหน้า ผัวะ!!! ฝ่ามือใหญ่ของผู้เป็นสามีที่มียศถาบรรดาศักดิ์ฟาดลงบนมุมปากของน้ำปิงอย่างหนักหน่วงและไร้ปรานี จนร่างเขาถึงกับลอยละลิ่วไปปะทะกับผนังอย่างแรง จนเกิดเสียงที่สั่นสะเทือนหัวใจของผู้ถูกกระทำ พร้อมกับเสียงสะอื้นไห้ของน้องปันปันที่โผเข้าซุกในอ้อมแขนของเขา มันเป็นเสียงของความหวาดกลัวที่ตอกย้ำถึงความร้าวฉานภายในบ้านหลังนี้ “โอ๊ย!”น้ำปิงอุทานออกมาเพียงแผ่วเบาด้วยความเจ็บปวดที่ประดังเข้ามา ก่อนจะรู้สึกถึงรสชาติเค็มปร่าที่คุ้นเคยของเลือดที่คลอเต็มช่องปาก มันเป็นรสชาติขมขื่นที่เขากล้ำกลืนมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน “มึงจำไว้! อย่าริอาจต่อปากต่อคำกับกู!”พันเอกธเนศ จ้องมองใบหน้าที่เปรอะเปื้อนรอยเลือดที่มุมปากของเขาด้วยสายตาที่เย็นชาและไร้ซึ่งความสำนึกผิดใด ๆ ก่อนจะสะบัดหน้าและก้าวเดินออกไปจากบ้านหลังใหญ่นั้นอย่างไม่ไยดี ทิ้งไว้เบื้องหลังเพียงความเงียบที่หนักอึ้งจนน่าสะพรึงกลัว น้ำปิงทรุดตัวลงกับพื้นอย่างหมดเรี่ยวแรง เขากอดลูกชายไว้แน่น เขาร้องไห้จนไม่รู้จะร้องอย่างไรให้พอ น้ำตาที่เคยหลั่งไหลเพื่ออ้อนวอนขอความเมตตาจากสามีมาหลายครั้งจนแทบจะเหือดแห้งไปหมดแล้ว เหลือเพียงความรู้สึกด้านชาและความเจ็บปวดที่เกาะกินหัวใจจนแทบจะไม่เหลือเรี่ยวแรงจะทนอยู่ตรงนี้ได้อีกต่อไป บ้านหลังใหญ่ที่สวยงามราคานับสิบล้าน คนภายนอกมองคงคิดว่าเขาเป็นคนที่โชคดีที่สุดในโลก ที่ได้เป็นภรรยาของท่านพันเอกธเนศ ได้เชิดหน้าชูตา มีเกียรติ มีลูกชายที่น่ารัก และครอบครัวที่ดูรักใคร่กันดี แต่ไม่มีใครรู้เลยว่า…ภายใต้ฉากหน้าอันสวยงามนี้ เขาต้องเจ็บช้ำกับคำพูด การกระทำ การนอกทั้งกายและใจของผู้เป็นสามีมามากมายขนาดไหน ความอดทนที่มีมาตลอดสิบปี…มันถึงเวลาที่ต้องพังทลายลงแล้ว มือเล็ก ๆ ป้อม ๆ อวบอิ่มตามประสาเด็กวัยสามขวบของ น้องปันปัน เอื้อมมาแปะสัมผัสที่มุมปากของคนเป็นแม่ที่เพิ่งถูกทำร้าย ดวงตาคู่กลมโตที่มักจะสุกใสด้วยความไร้เดียงสา บัดนี้กลับฉายแววเศร้าสร้อยเกินวัย พยายามถ่ายทอดความรู้สึกทั้งหมดให้กับผู้เป็นที่รัก “หม่ามี้ครับ…เจ็บไหมครับ?” เสียงเล็ก ๆ ถามแผ่วเบาด้วยความกังวลอย่างจริงใจน้ำปิงฝืนยิ้มแม้ริมฝีปากจะปวดร้าว ใช้หลังมือเกลี่ยน้ำตาที่ยังไม่ทันแห้งของลูกชายออกอย่างอ่อนโยน “ไม่ครับ หม่ามี้ไม่เจ็บเลย ปันปันไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ” “ไว้เราไปอยู่ที่อื่นกันนะครับ พ่อไม่รักเราเลย” คำพูดที่ออกมาจากปากเด็กน้อยวัยสามขวบสร้างความจุกหน่วงในหัวใจของน้ำปิงอย่างแสนสาหัส เขาเองก็ไม่รู้ว่าลูกชายต้องรับรู้ถึงความร้าวฉานนี้มานานเท่าไรแล้ว “ไม่เอาครับ ไม่พูดแบบนั้นกับคุณพ่อนะครับ” น้ำปิงตำหนิเสียงอ่อน แต่ก็ไม่ได้จริงจังนัก เพราะลึก ๆ ในใจเขาก็เห็นด้วยกับคำพูดนั้น “ปันปันขอโทษครับ…” เด็กน้อยพยักหน้ารับคำอย่างนอบน้อม ซึ่งเป็นสิ่งที่น้ำปิงสอนเสมอมา “ไว้หม่ามี้จะพาปันปันไปเที่ยวบ้านยายนิดที่ศรีสะเกษ เอาไหมครับ?” น้ำปิงเปลี่ยนเรื่องทันทีเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของลูก “ผมไม่รู้จักครับ” ปันปันเอียงคอสงสัย เพราะตั้งแต่จำความได้ก็อยู่แต่ในคฤหาสน์หลังนี้ “ก็บ้านของ ยายนิด น้องสาวของคุณตาไงละครับ เป็นญาติของเราที่ใจดีมาก ๆ เลย” “อ๋อ! ไปครับ ผมอยากไปหายาย ๆ” ดวงตาของเด็กน้อยกลับมาเปล่งประกายอีกครั้ง เมื่อได้ยินคำว่า ‘เที่ยว’ “ครับ! งั้นเราไปอาบน้ำกันดีกว่านะครับตัวหอม ๆ จะได้เข้านอนได้” “ครับ!” น้ำปิงประคองลูกชายลุกขึ้นจากพื้นอย่างระมัดระวัง แม้จะเจ็บร้าวไปทั้งกายและใจ แต่รอยยิ้มบริสุทธิ์ของลูกคือกำลังใจเดียวที่ทำให้เขายืนหยัดอยู่ได้ เขานึกทบทวนถึงแผนการหนีมาตลอดหลายเดือน พันเอกธเนศ ให้เขาเป็นเพียงแม่บ้านคอยดูแลลูกและสามีอยู่แต่ในบ้าน ทำให้เขาว่างงานและไม่มีรายได้เป็นของตัวเอง การจากไปโดยไม่มีจุดหมายไม่ใช่ทางเลือกที่ดี เขาคิดมาตลอดว่าอยากจะพาลูกชายหนีจากขุมนรกที่สวยงามนี้ไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ และสถานที่เดียวที่เขานึกออกคือบ้านเกิดของพ่อที่เสียชีวิตไปนานแล้ว พ่อของเขาจากไปตั้งแต่เขาอายุสิบห้าปี ส่วนแม่แท้ ๆ ก็แต่งงานใหม่และย้ายไปอยู่ที่สุพรรณบุรี ถ้าเขาไปอาศัยที่สุพรรณบุรี พันเอกธเนศก็จะตามไปพบได้ง่ายดายเพราะใกล้ราชบุรี แต่ถ้าเป็นที่ อีสาน… ที่หมู่บ้านอีโซที่ศรีสะเกษ… พันเอกธเนศไม่มีทางตามหาเขาเจอแน่นอน เพราะตลอดเวลาที่แต่งงานกัน เขาไม่เคยพาสามีไปเหยียบที่นั่นเลย เขาเองก็เคยไปอยู่เพียงช่วงสั้น ๆ ตอนที่พ่อเสียชีวิตหลังจากนั้นเขาก็ไม่ได้กลับไปเหยียบผืนดินแห่งนั้นอีกเลยเป็นเวลานับสิบปี ยายนิด น้องสาวของพ่อที่นั่น คือความหวังเดียวและที่พึ่งสุดท้ายที่เขาจะพาลูกชายไปซบพักกายและใจการตัดสินใจครั้งนี้…คือการเดิมพันด้วยอิสรภาพและชีวิตใหม่ของเขาและลูกบทที่ 5 มาเยือนอีสาน ณ สถานีขนส่งผู้โดยสาร อำเภอโพธิ์ศรีพิสัย จังหวัดศรีสะเกษเวลาเก้าโมงเช้าตามเวลาที่กะไว้ไม่มีผิดเพี้ยน รถทัวร์สีฟ้าขาวคันใหญ่เคลื่อนตัวเข้าจอดสนิทในชานชาลา น้ำปิงกระชับอ้อมกอดอุ้มลูกชายที่เพิ่งตื่นเต็มตาลงจากรถอย่างทุลักทุเล มืออีกข้างต้องคอยพยุงกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ที่บรรจุสัมภาระชิ้นสุดท้ายในชีวิตเดิมของเขาเอาไว้ เขากวาดสายตามองไปรอบ ๆ สถานีขนส่งที่ดูเรียบง่ายและเงียบสงบ กลิ่นไอของไอดินและสายลมจาง ๆ ในยามเช้าของภาคอีสานช่างแตกต่างจากความแออัดในเมืองหลวงที่เขาเพิ่งจากมา น้ำปิงตัดสินใจจูงมือลูกชายไปนั่งรอที่ม้านั่งยาวตัวหนึ่งใกล้ ๆ จุดจอดรถ เพราะกลัวว่าถ้าเดินไปไหนไกล น้องชายที่อาบอกว่าจะมารับจะหากันไม่เจอ ส่วนน้องปันปัน เด็กน้อยดูจะตื่นเต้นเป็นพิเศษ ดวงตาคู่กลมโตกวาดมองรถสามล้อเครื่องและผู้คนที่สวมโสร่งหรือผ้าซิ่นเดินขวักไขว่ไปมาอย่างแปลกตา “หม่ามี้ครับ...เราอยู่ที่ไหนครับ?” เสียงเล็ก ๆ ถามขึ้นด้วยความอยากรู้ พลางดึงชายเสื้อแม่เบา ๆ น้ำปิงก้มลงยิ้มให้ลูกชาย ความกังวลในใจดูจะเบาบางลงเมื่อเห็นท่าทางของเด็กน้อย “เราอยู่อีสานครับ เป็นบ้านเกิดของคุณตา” “ว้
บทที่ 4 เดินทาง เย็นวันเดียวกันกับที่ น้ำปิง ได้พูดคุยกับอาสาวเรื่องการเดินทาง พันเอกธเนศ ก็กลับมาบ้านกลางดึกเหมือนเช่นเคย แต่คราวนี้มาพร้อมกับภาพที่บาดตาและบาดใจมากกว่าทุกครั้ง ร่างสูงใหญ่โอบกอดเด็กหนุ่มรูปร่างอรชรที่ดูอายุเพียงประมาณสิบแปดปีเข้าบ้านอย่างหน้าไม่อาย น้ำปิงที่เดินลงมาดูสถานการณ์ก็เห็นภาพนั้นเข้าพอดี เขาได้แต่ยืนกอดอก มองดูพฤติกรรมอันน่ารังเกียจของผู้เป็นสามีด้วยความอดกลั้นที่ถึงขีดสุด “พี่เนศ! เมื่อไหร่พี่จะเลิกสำส่อนเอาไม่เลือกแบบนี้!” น้ำปิงเหลืออดกับพฤติกรรมที่เลยเถิด ทุกครั้งที่พันเอกธเนศหายไปสามวัน พอวันที่สี่มักจะมีเด็กใหม่กลับมาด้วยเสมอ ไม่ว่าจะหญิงหรือชาย “กูบอกกี่ครั้งแล้ว ว่าอย่าเสือก!” พันเอกธเนศตวาดกลับด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด “ผมต้องเสือก! ผมทนไม่ไหวกับพฤติกรรมพี่แล้ว!” “นั่นก็เรื่องของมึง! ส่วนเรื่องของกูคือ... ควยกู! กูจะเอาใครมึงก็ไม่มีสิทธิ์เสือก เพราะกูเป็นคนหาเงินเลี้ยงมึงกับลูก! เงียบปากเน่าๆ ของมึงไปซะ!” ถ้อยคำหยาบช้าที่พ่นออกมาอย่างไร้ซึ่งความเคารพ ทำเอาใบหน้าของน้ำปิงชาหนึบราวกับถูกตบด้วยของแข็ง หัวใจเขาเต้นรัวด้วยความอัปยศที่ถูกลดทอนคุณค
บทที่ 3 วางแผน เช้าวันใหม่มาถึงพร้อมกับแสงแดดที่สาดส่องเข้ามาในห้องครัว น้ำปิงกำลังง่วนอยู่กับการทำอาหารเช้าให้ลูกชายอย่างเงียบ ๆ พลันประตูห้องก็เปิดออก เมื่อหญิงสาวคนเมื่อคืนเดินลงมาจากบันไดเพียงลำพัง ท่าทางของเธอรีบร้อนและมีพิรุธเล็กน้อย เมื่อเห็นน้ำปิงเธอก็ยกมือไหว้เขาอย่างเกรงใจ ก่อนจะรีบเดินออกจากบ้านไปอย่างรวดเร็ว เด็กชายที่กำลังนั่งรออาหารหันไปมองหน้าแม่ด้วยความไม่เข้าใจ ในสายตาของเด็กสามขวบมีความสงสัยอย่างชัดเจนว่าผู้หญิงคนเมื่อกี้เป็นใคร และเหตุใดถึงเข้ามาอยู่ในบ้านของตนได้ “แม่ครับ ผู้หญิงคนนั้นใครครับ?” น้องปันปันถามเสียงใส น้ำปิงกำลังจะอธิบายให้ลูกชายฟังว่าเธอเป็นเพื่อนคุณพ่อเพื่อปกป้องจิตใจของลูก แต่ยังไม่ทันที่จะได้อ้าปาก เสียงผู้เป็นสามีที่แต่งตัวเต็มยศนายทหารก็เดินลงมาจากบันไดมาถึงห้องครัวพอดี “มอร์นิ่งครับ ลูกชายพ่อ” พันเอกธเนศทักทายลูกชายด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าปกติเล็กน้อย “มอร์นิ่งครับ คุณพ่อ” เด็กชายตอบผู้เป็นพ่อเสียงแผ่ว พลางหลบสายตาไม่กล้าสบตาตรง ๆ ด้วยความหวาดกลัวจากเหตุการณ์เมื่อวาน “วันนี้ไปเที่ยวบิ๊กซีไหมครับ?” พันเอกธเนศเอ่ยถามอย่างเอาใจ “เ
บทที่ 2 ตัดพ้อ สองสามวันที่พันเอกธเนศไม่กลับบ้าน เป็นความเงียบสงบที่หาได้ยากยิ่งในคฤหาสน์หลังนี้ น้ำปิง และลูกชายรู้สึกสบายใจที่ไม่ต้องใช้ชีวิตอยู่ใต้ความกดดัน และไม่ต้องคอยฟังเสียงก่นด่าที่บาดลึก แต่ทว่าความสบายใจนั้นมักอยู่กับเขาได้ไม่นาน กลางดึกคืนหนึ่ง ขณะที่น้ำปิงกำลังจะเคลิ้มหลับ ความเงียบก็ถูกทำลายด้วยเสียงเครื่องยนต์คุ้นเคยที่ดังเข้ามาจากหน้าบ้าน เขาเดินลงมาชั้นล่างด้วยความหวาดระแวง และภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าก็ทำให้เขาก้าวขาไม่ออก แม้มันจะไม่ใช่ครั้งแรก แต่เขาก็ไม่เคยชินกับความเจ็บปวดที่บาดลึกนี้เลย ร่างสูงใหญ่ของผู้เป็นสามี กำลังประคองหญิงสาวใบหน้าน่ารักที่แต่งกายล่อแหลมเข้ามาในบ้านอย่างไม่แยแสและเปิดเผย หัวใจของน้ำปิงแตกสลายจนนับครั้งไม่ถ้วน แต่ละครั้งที่เห็นก็เหมือนโดนคมมีดกรีดซ้ำลงไปบนแผลเก่า เขาพยายามประคับประคองครอบครัวนี้ให้ดีที่สุดเท่าที่คนเป็นภรรยาจะทำได้ ทว่าความทุ่มเททั้งหมดกลับไร้ความหมายเมื่อเทียบกับการกระทำที่ตรงกันข้ามมาโดยตลอดของผู้เป็นที่รัก “พี่เนศ…เมื่อไหร่พี่จะเลิกพาผู้หญิงเข้าบ้าน?” น้ำปิงเอ่ยถามเสียงสั่น แม้จะรู้ว่าคำตอบที่ได้มาจะไม่น่าฟังก็ตาม
บทที่ 1 รอยร้าวในใจณ หมู่บ้านอนันต์ ตำบลโคกหม้อ อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี คฤหาสน์หรูสองชั้นสไตล์โมเดิร์นสีเทาขาวตั้งตระหง่านอยู่บนเนื้อที่กว่าสองร้อยตารางวา ใกล้กับใจกลางเมืองยิ่งเน้นให้ความโอ่อ่าดูโดดเด่นสะดุดตา เป็นที่พำนักของครอบครัวนายทหารยศใหญ่ที่ผู้คนภายนอกต่างมองด้วยสายตาชื่นชมในความสมบูรณ์แบบทว่า... ใต้ฉากหน้าอันเลิศหรูที่ฉาบไว้ กลับมีเพียงรอยร้าวอันลึกล้ำที่กัดกินความสุข และฝังรากลึกในหัวใจของคนภายในมานานนับสิบปี“กูบอกให้ดูลูกดี ๆ มึงเป็นแม่ประสาอะไรห้ะน้ำปิง!”เสียงก่นด่าที่ดุดันและเกรี้ยวกราดดังลั่นไปทั่วโถงรับแขกของบ้าน น้ำปิง นภวัฒน์ ในวัยยี่สิบเก้าปีที่ยังคงดูอ่อนหวานและงดงามราวกับไม่เคยผ่านการทำงานหนัก ชะงักมือที่กำลังประคองลูกชายวัยสามขวบอย่างน้องปันปัน ให้หยุดร้องไห้ ร่างกายที่เคยอ่อนนุ่มของเขา บัดนี้กลับชาชินกับแรงสั่นสะเทือนจากเสียงกร้าวเหล่านั้นเสียแล้ว ตลอดระยะเวลาที่อยู่ร่วมกันมา... สิบปีที่เขาอุทิศตนเป็นยิ่งกว่าแม่ศรีเรือน คอยดูแลบ้านและอาหารการกินอย่างไม่เคยขาดตกบกพร่อง ความดีงามทั้งหมดที่พยายามประคับประคองมานั้น กลับไม่ได้มีความหมายแม้แต่น้อยที่จะทำให้ผู้ที
แวะมาทำความรู้จักกันก่อนนะครับมาล้อมวงกันเข้ามาจ้า! วันนี้ กระผม จะพาทุกคนมาทำความรู้จักกับเหล่าตัวละครที่จะมาสร้างความม่วนซื่นและฮีลใจให้ทุกคนในทุ่งนาแห่งนี้กันครับภาษาในเรื่องในนิยายเรื่องนี้ ไรต์มีการใช้ "ภาษาอีสาน" สอดแทรกในบทสนทนาบ้าง เพื่อให้ได้บรรยากาศความม่วนซื่นและเข้ากับกลิ่นอายของจังหวัดศรีสะเกษครับ แต่คนดีไม่ต้องกังวลใจไปนะครับ กระผมจะเน้นคำที่เข้าใจง่าย หรือมีการแปลกำกับไว้ให้ในตอน เพื่อให้ทุกคนอ่านได้ลื่นไหลและอินไปกับความน่ารักของพี่สิงห์และน้ำปิงแน่นอนจ้า!สถานที่ในเรื่องสำหรับสถานที่ที่ปรากฏในนิยายเรื่องนี้ มีชื่อสถานที่อยู่จริงในจังหวัดศรีสะเกษครับ แต่เหตุการณ์ บรรยากาศ และรายละเอียดต่างๆ ภายในเรื่อง เป็นเพียงจินตนาการที่ไรต์แต่งขึ้นมาเพื่อความบันเทิงเท่านั้นเด้อ ไม่ได้อ้างอิงจากบุคคลหรือเหตุการณ์จริงในพื้นที่ 100% จ้า อ่านเอาความม่วนความฟินกันนะจ๊ะ!:นายเอก น้ำปิง (นภวัฒน์) อายุ 29 ปีนิสัยของนายเอก : แม่ศรีเรือนตัวจริงครับ เรียบร้อย พูดจาอ่อนหวาน ใจเย็นสุดๆ แถมยังทำกับข้าวเก่งจนมัดใจคนทั้งบ้านได้ แต่เห็นหวานๆ แบบนี้ เวลาเด็ดขาดขึ้นมาบอกเลยว่า ‘แม่เสือ’ ดีๆ นี่เ







