LOGINบทที่ 1 รอยร้าวในใจ
ณ หมู่บ้านอนันต์ ตำบลโคกหม้อ อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี คฤหาสน์หรูสองชั้นสไตล์โมเดิร์นสีเทาขาวตั้งตระหง่านอยู่บนเนื้อที่กว่าสองร้อยตารางวา ใกล้กับใจกลางเมืองยิ่งเน้นให้ความโอ่อ่าดูโดดเด่นสะดุดตา เป็นที่พำนักของครอบครัวนายทหารยศใหญ่ที่ผู้คนภายนอกต่างมองด้วยสายตาชื่นชมในความสมบูรณ์แบบ ทว่า... ใต้ฉากหน้าอันเลิศหรูที่ฉาบไว้ กลับมีเพียงรอยร้าวอันลึกล้ำที่กัดกินความสุข และฝังรากลึกในหัวใจของคนภายในมานานนับสิบปี “กูบอกให้ดูลูกดี ๆ มึงเป็นแม่ประสาอะไรห้ะน้ำปิง!”เสียงก่นด่าที่ดุดันและเกรี้ยวกราดดังลั่นไปทั่วโถงรับแขกของบ้าน น้ำปิง นภวัฒน์ ในวัยยี่สิบเก้าปีที่ยังคงดูอ่อนหวานและงดงามราวกับไม่เคยผ่านการทำงานหนัก ชะงักมือที่กำลังประคองลูกชายวัยสามขวบอย่างน้องปันปัน ให้หยุดร้องไห้ ร่างกายที่เคยอ่อนนุ่มของเขา บัดนี้กลับชาชินกับแรงสั่นสะเทือนจากเสียงกร้าวเหล่านั้นเสียแล้ว ตลอดระยะเวลาที่อยู่ร่วมกันมา... สิบปีที่เขาอุทิศตนเป็นยิ่งกว่าแม่ศรีเรือน คอยดูแลบ้านและอาหารการกินอย่างไม่เคยขาดตกบกพร่อง ความดีงามทั้งหมดที่พยายามประคับประคองมานั้น กลับไม่ได้มีความหมายแม้แต่น้อยที่จะทำให้ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นคู่ชีวิตมีความรู้สึกเห็นใจ หรือมองเห็นคุณค่าของการมีอยู่ของเขาเลย “มันเป็นอุบัติเหตุครับ เด็กๆเล่นกัน ผมก็ดูลูกอยู่ตลอด”น้ำปิงเอ่ยตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่พยายามควบคุมให้เรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทว่าในความอ่อนหวานปานน้ำค้างนั้น กลับแฝงไว้ด้วยความพยายามที่จะอธิบายถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพียงเพราะแค่ลูกชายวัยซนล้มจากจักรยานคันเล็ก ๆ จนเกิดบาดแผลถลอกจาง ๆ ที่หัวเข่าเท่านั้นเอง แต่สำหรับ พันเอก ธเนศ วรภักดี ในชุดเครื่องแบบที่ยังคงความสง่าและน่าเกรงขามราวกับรูปสลักนั้น กลับตีความเหตุการณ์นี้เป็นเรื่องใหญ่โตเกินกว่าที่ควรจะเป็น แววตาคมกริบฉายชัดถึงความไม่พอใจในความบกพร่องเล็กน้อย ‘เด็กๆเล่นกันมันเป็นธรรมดาที่จะได้รับบาดแผล’ความคิดนี้ผุดขึ้นในห้วงคำนึงของเขาอย่างเหนื่อยหน่าย เขาได้แต่เก็บงำความเบื่อหน่ายในความอ่อนแอของอีกฝ่ายไว้ภายใต้ใบหน้าที่เรียบตึง “เดี๋ยวนี้มึงเถียงกูเหรอ!”เสียงตวาดกร้าวของ พันเอกธเนศ ดังก้องสะเทือนไปทั่วบริเวณ ใบหน้าคมเข้มเต็มไปด้วยอำนาจและความดุดันฉายแววไม่พอใจอย่างถึงที่สุด จนทำเอาคนฟังถึงกับตัวสั่นสะท้านขึ้นมาทันที “ผมแค่อธิบายครับ” เสียงของน้ำปิงยังคงพยายามจะโต้แย้งอีกครั้งอย่างอ่อนแรง เพื่อยืนยันในความบริสุทธิ์ของตนเอง ทว่าความพยายามนั้นกลับกลายเป็นการเติมเชื้อเพลิงชั้นดีให้แก่ไฟโทสะ เพราะทันทีที่สิ้นคำ ดวงตาของผู้เป็นสามีก็ลุกโชนด้วยความโกรธเกรี้ยวราวกับเพลิงที่พร้อมจะแผดเผาทุกสิ่งที่ขวางหน้า ผัวะ!!! ฝ่ามือใหญ่ของผู้เป็นสามีที่มียศถาบรรดาศักดิ์ฟาดลงบนมุมปากของน้ำปิงอย่างหนักหน่วงและไร้ปรานี จนร่างเขาถึงกับลอยละลิ่วไปปะทะกับผนังอย่างแรง จนเกิดเสียงที่สั่นสะเทือนหัวใจของผู้ถูกกระทำ พร้อมกับเสียงสะอื้นไห้ของน้องปันปันที่โผเข้าซุกในอ้อมแขนของเขา มันเป็นเสียงของความหวาดกลัวที่ตอกย้ำถึงความร้าวฉานภายในบ้านหลังนี้ “โอ๊ย!”น้ำปิงอุทานออกมาเพียงแผ่วเบาด้วยความเจ็บปวดที่ประดังเข้ามา ก่อนจะรู้สึกถึงรสชาติเค็มปร่าที่คุ้นเคยของเลือดที่คลอเต็มช่องปาก มันเป็นรสชาติขมขื่นที่เขากล้ำกลืนมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน “มึงจำไว้! อย่าริอาจต่อปากต่อคำกับกู!”พันเอกธเนศ จ้องมองใบหน้าที่เปรอะเปื้อนรอยเลือดที่มุมปากของเขาด้วยสายตาที่เย็นชาและไร้ซึ่งความสำนึกผิดใด ๆ ก่อนจะสะบัดหน้าและก้าวเดินออกไปจากบ้านหลังใหญ่นั้นอย่างไม่ไยดี ทิ้งไว้เบื้องหลังเพียงความเงียบที่หนักอึ้งจนน่าสะพรึงกลัว น้ำปิงทรุดตัวลงกับพื้นอย่างหมดเรี่ยวแรง เขากอดลูกชายไว้แน่น เขาร้องไห้จนไม่รู้จะร้องอย่างไรให้พอ น้ำตาที่เคยหลั่งไหลเพื่ออ้อนวอนขอความเมตตาจากสามีมาหลายครั้งจนแทบจะเหือดแห้งไปหมดแล้ว เหลือเพียงความรู้สึกด้านชาและความเจ็บปวดที่เกาะกินหัวใจจนแทบจะไม่เหลือเรี่ยวแรงจะทนอยู่ตรงนี้ได้อีกต่อไป บ้านหลังใหญ่ที่สวยงามราคานับสิบล้าน คนภายนอกมองคงคิดว่าเขาเป็นคนที่โชคดีที่สุดในโลก ที่ได้เป็นภรรยาของท่านพันเอกธเนศ ได้เชิดหน้าชูตา มีเกียรติ มีลูกชายที่น่ารัก และครอบครัวที่ดูรักใคร่กันดี แต่ไม่มีใครรู้เลยว่า…ภายใต้ฉากหน้าอันสวยงามนี้ เขาต้องเจ็บช้ำกับคำพูด การกระทำ การนอกทั้งกายและใจของผู้เป็นสามีมามากมายขนาดไหน ความอดทนที่มีมาตลอดสิบปี…มันถึงเวลาที่ต้องพังทลายลงแล้ว มือเล็ก ๆ ป้อม ๆ อวบอิ่มตามประสาเด็กวัยสามขวบของ น้องปันปัน เอื้อมมาแปะสัมผัสที่มุมปากของคนเป็นแม่ที่เพิ่งถูกทำร้าย ดวงตาคู่กลมโตที่มักจะสุกใสด้วยความไร้เดียงสา บัดนี้กลับฉายแววเศร้าสร้อยเกินวัย พยายามถ่ายทอดความรู้สึกทั้งหมดให้กับผู้เป็นที่รัก “หม่ามี้ครับ…เจ็บไหมครับ?” เสียงเล็ก ๆ ถามแผ่วเบาด้วยความกังวลอย่างจริงใจน้ำปิงฝืนยิ้มแม้ริมฝีปากจะปวดร้าว ใช้หลังมือเกลี่ยน้ำตาที่ยังไม่ทันแห้งของลูกชายออกอย่างอ่อนโยน “ไม่ครับ หม่ามี้ไม่เจ็บเลย ปันปันไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ” “ไว้เราไปอยู่ที่อื่นกันนะครับ พ่อไม่รักเราเลย” คำพูดที่ออกมาจากปากเด็กน้อยวัยสามขวบสร้างความจุกหน่วงในหัวใจของน้ำปิงอย่างแสนสาหัส เขาเองก็ไม่รู้ว่าลูกชายต้องรับรู้ถึงความร้าวฉานนี้มานานเท่าไรแล้ว “ไม่เอาครับ ไม่พูดแบบนั้นกับคุณพ่อนะครับ” น้ำปิงตำหนิเสียงอ่อน แต่ก็ไม่ได้จริงจังนัก เพราะลึก ๆ ในใจเขาก็เห็นด้วยกับคำพูดนั้น “ปันปันขอโทษครับ…” เด็กน้อยพยักหน้ารับคำอย่างนอบน้อม ซึ่งเป็นสิ่งที่น้ำปิงสอนเสมอมา “ไว้หม่ามี้จะพาปันปันไปเที่ยวบ้านยายนิดที่ศรีสะเกษ เอาไหมครับ?” น้ำปิงเปลี่ยนเรื่องทันทีเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของลูก “ผมไม่รู้จักครับ” ปันปันเอียงคอสงสัย เพราะตั้งแต่จำความได้ก็อยู่แต่ในคฤหาสน์หลังนี้ “ก็บ้านของ ยายนิด น้องสาวของคุณตาไงละครับ เป็นญาติของเราที่ใจดีมาก ๆ เลย” “อ๋อ! ไปครับ ผมอยากไปหายาย ๆ” ดวงตาของเด็กน้อยกลับมาเปล่งประกายอีกครั้ง เมื่อได้ยินคำว่า ‘เที่ยว’ “ครับ! งั้นเราไปอาบน้ำกันดีกว่านะครับตัวหอม ๆ จะได้เข้านอนได้” “ครับ!” น้ำปิงประคองลูกชายลุกขึ้นจากพื้นอย่างระมัดระวัง แม้จะเจ็บร้าวไปทั้งกายและใจ แต่รอยยิ้มบริสุทธิ์ของลูกคือกำลังใจเดียวที่ทำให้เขายืนหยัดอยู่ได้ เขานึกทบทวนถึงแผนการหนีมาตลอดหลายเดือน พันเอกธเนศ ให้เขาเป็นเพียงแม่บ้านคอยดูแลลูกและสามีอยู่แต่ในบ้าน ทำให้เขาว่างงานและไม่มีรายได้เป็นของตัวเอง การจากไปโดยไม่มีจุดหมายไม่ใช่ทางเลือกที่ดี เขาคิดมาตลอดว่าอยากจะพาลูกชายหนีจากขุมนรกที่สวยงามนี้ไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ และสถานที่เดียวที่เขานึกออกคือบ้านเกิดของพ่อที่เสียชีวิตไปนานแล้ว พ่อของเขาจากไปตั้งแต่เขาอายุสิบห้าปี ส่วนแม่แท้ ๆ ก็แต่งงานใหม่และย้ายไปอยู่ที่สุพรรณบุรี ถ้าเขาไปอาศัยที่สุพรรณบุรี พันเอกธเนศก็จะตามไปพบได้ง่ายดายเพราะใกล้ราชบุรี แต่ถ้าเป็นที่ อีสาน… ที่หมู่บ้านอีโซที่ศรีสะเกษ… พันเอกธเนศไม่มีทางตามหาเขาเจอแน่นอน เพราะตลอดเวลาที่แต่งงานกัน เขาไม่เคยพาสามีไปเหยียบที่นั่นเลย เขาเองก็เคยไปอยู่เพียงช่วงสั้น ๆ ตอนที่พ่อเสียชีวิตหลังจากนั้นเขาก็ไม่ได้กลับไปเหยียบผืนดินแห่งนั้นอีกเลยเป็นเวลานับสิบปี ยายนิด น้องสาวของพ่อที่นั่น คือความหวังเดียวและที่พึ่งสุดท้ายที่เขาจะพาลูกชายไปซบพักกายและใจการตัดสินใจครั้งนี้…คือการเดิมพันด้วยอิสรภาพและชีวิตใหม่ของเขาและลูกบทที่ 31ความสุข The End กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว จากวันที่มีกลุ่มคนมาประท้วงวุ่นวายที่หน้าบ้าน บัดนี้เวลาก็ล่วงเลยมาเกือบ 3 เดือนแล้ว เป็นช่วงเวลาที่ทั้งน้ำปิงและสิงห์ร่วมกันสร้าง รากฐานของคำว่าครอบครัวให้มั่นคงยิ่งขึ้น แผนการแต่งงานที่ตอนแรกตั้งใจว่าจะจัดกันแบบเรียบง่ายสไตล์บ้านๆกลับกลายเป็นงานช้างระดับตำบล เพราะความกว้างขวางของเถ้าแก่สิงห์ที่อยากจะประกาศศักดาความรักให้โลกจำ จนสุดท้ายน้ำปิงต้องยอมจำนนจ้างบริษัทออแกไนซ์มืออาชีพมาดูแลสถานท่ีให้ เพื่อไม่ให้หัวหมุนไปมากกว่านี้ ณ ร้านเช่าชุดพรีเวดดิ้งชื่อดังในตัวเมือง “เหนื่อยจังเลยครับ...” น้ำปิงทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาหนังอย่างหมดแรง ใบหน้าหวานล้อมกรอบด้วยเหงื่อเม็ดเล็กๆ หลังจากถูกจับเปลี่ยนชุดไปไม่ต่ำกว่าห้ารอบ ใจจริงน้ำปิงอยากเลือกใส่ชุดสูทกางเกงที่ดูทะมัดทะแมง แต่ติดตรงที่ว่าที่สามีอย่างสิงห์กลับยืนกรานหัวชนฝาว่าอยากเห็นยอดดวงใจในชุดกระโปรงลูกไม้สีขาวบริสุทธิ์สักครั้งในชีวิต “โอ๋ๆ... ไม่เหนื่อยนะจ๊ะคนดี ใส่กระโปรงนะ... พี่อยากเห็นหนูในชุดแบบนี้จริงๆ นะจ๊ะ” สิงห์ขยับเข้าไปใกล้พลางลูบศีรษะน้ำปิงอย่างแผ่วเบา สายตาอ้อนว
บทที่ 30 ไม่ยอม ข่าวลือเรื่องงานแต่งงานของเถ้าแก่สิงห์แพร่กระจายไปเร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง เพียงชั่วข้ามคืนคนทั้งตำบลก็รู้กันทั่วว่าสิงห์รถเกี่ยวตัดสินใจจะสละโสดกับหลานชายคนสวยของอานิด แน่นอนว่ามีคนยินดี... แต่สำหรับบรรดาอดีตเด็กในสังกัด ทั้งหลาย ข่าวนี้กลับเหมือนระเบิดที่ลงกลางใจจนอยู่ไม่สุข เช้าวันนั้น หลังจากสิงห์ขับรถกระบะไปส่งปันปันที่โรงเรียนเสร็จสรรพ ทันทีที่เลี้ยวรถเข้ามาจอดหน้าบ้านอานิด ทั้งสิงห์และน้ำปิงก็ต้องชะงักกึก เมื่อเห็นกลุ่มคนทั้งชายหนุ่มหน้าหวานและสาวน้อยหน้าใสมานั่งรวมตัวกันอยู่ที่แคร่หน้าบ้าน โดยมีอานิดนั่งกอดอกมองด้วยสายตาเอือมระอา “มาทำอะไรกันเยอะแยะเนี่ย?” สิงห์เดินลงจากรถด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์พลางจูงมือน้ำปิงไว้แน่น “พวกเราไม่ยอมที่อ้ายสิแต่งงาน!” หมวยเล็ก ลูกสาวร้านขายส่งเจ้าใหญ่เปิดฉากขึ้นคนแรก ก่อนที่เสียงคัดค้านจากคนอื่นๆ จะดังระงมตามมาเป็นพรวน “ใช่! พี่สิงห์จะทิ้งพวกเราไปแต่งงานกับคนอื่นไม่ได้นะ!” “พวกเรามาก่อนนะพี่! ทำไมพี่ทำร้ายจิตใจพวกเราแบบนี้ล่ะ!” “พี่สิงห์ต้องรับผิดชอบความรู้สึกพวกเราด้วย!” เสียงประท้วงดังเซ็งแซ่จนชาวบ้านละแวกนั้นเริ่มเดินมามุงด
บทที่ 29 ได้ฤกษ์แต่งงาน แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าสาดส่องผ่านผ้าม่านเข้ามาในห้องนอน น้ำปิงตื่นขึ้นมาเตรียมข้าวปลาอาหารและจัดแจงข้าวของให้ลูกชายตามปกติ เขาปล่อยให้ "พ่อลูก" ที่ดูจะเข้ากันได้ดีเหลือเกินนอนกองรวมกันอยู่บนเตียงจนถึงเวลาอันสมควร ร่างบางเดินกลับเข้ามาในห้องอีกครั้ง เห็นภาพสิงห์ที่นอนกอดก่ายอยู่กับปันปัน แขนแกร่งที่เคยแบกเครื่องยนต์หนักๆ บัดนี้กลับใช้รองศีรษะให้เด็กน้อยอย่างทะนุถนอม น้ำปิงลอบยิ้มออกมาด้วยความอุ่นใจ ก่อนจะเริ่มทำหน้าที่ปลุกสมาชิกทั้งสอง “ตื่นได้แล้วครับทั้งสองคน ปันปันไปโรงเรียนลูก ส่วนพี่สิงห์... ลุกมาล้างหน้าล้างตาได้แล้วครับ” น้ำปิงส่งเสียงเรียกพลางเดินไปเปิดม่าน “งึมๆ... หม่ามี้” ปันปันขยี้ตาปรือ ลุกขึ้นนั่งโงนเงนด้วยความงงงวยตามประสาเด็กเพิ่งตื่น ทว่าคนตัวโตอย่างสิงห์กลับไม่มีท่าทีจะลุกขึ้นมาหยอกล้อเหมือนทุกวัน เขากุมขมับพลางครางซี้ดออกมาในลำคอ ใบหน้าคมเข้มดูอิดโรยอย่างเห็นได้ชัด “หนู... พี่ปวดหัวมากเลยจ้ะ เหมือนโลกมันหมุนไปหมุนมา พี่จะอ้วกอีกแล้ว” สิงห์บอกเสียงพร่าพยายามจะหยัดตัวลุกขึ้นแต่ก็ต้องทิ้งตัวลงนอนตามเดิม น้ำปิงรีบเดินเข้าไปเอาหลังมือแตะหน้าผาก
บทที่ 28 อ่อนแอก็แพ้ไป เย็นวันนั้น ณ ร้านอาหารริมทางระหว่างทางกลับบ้าน สิงห์บ่นว่าหิวจนทนไม่ไหวจึงแวะร้านอาหารอีสานเจ้าประจำ ทว่าทันทีที่กลิ่นกุ้งเต้นและลาบเลือดโชยมาแตะจมูก เถ้าแก่ผู้เคยกินได้ทุกอย่างกลับชะงักกึก "อุ้ก... แหวะ!" สิงห์รีบยกมือปิดปากแน่นจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน ใบหน้าคมเข้มที่เคยอิ่มเอิบเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำในชั่วพริบตา กลิ่นข้าวคั่วหอมๆ และกลิ่นปลาร้านัวๆ ที่เคยทำให้เขาน้ำลายสอ บัดนี้กลับกลายเป็นกลิ่นเหม็นรุนแรงที่ทำเอาลำไส้ปั่นป่วนจนแทบจะขย้อนออกมาเสียให้ได้ “พี่สิงห์! เป็นอะไรไปอีกครับ!” น้ำปิงที่เพิ่งอุ้มปันปันลงจากรถรีบถลาเข้ามาดูด้วยความตกใจ เห็นว่าที่สามีจอมขี้เล่นกำลังยืนเกาะเสาร้านอาหารอีสานโก่งคอทำท่าจะอ้วกแหล่ไม่แหล่แหล่ “ไหนบอกว่าหายเมาค้างแล้วไงครับ?” “พี่... พี่ไม่รู้ อึก... แหวะ! กลิ่นมัน... กลิ่นปลาร้ามันเหม็นเหมือนซากอะไรสักอย่างเลยหนู พี่ทนไม่ไหวแล้ว!” สิงห์บอกเสียงอู้อี้ผ่านฝ่ามือพลางรีบหันหลังวิ่งพุ่งตรงไปหลังร้านอาหารทันที ทิ้งให้น้ำปิงยืนอึ้งอยู่กับปันปันที่มองตามคุณยักษ์ของเขาไปด้วยความงุนงงก่อนจะเดินตามไปดู "หือ? ปกติพี่ชอบกินส้มตำปลาร้
บทที่ 27 รักษาคนป่วย 18+ ตั้งแต่เก้าโมงเช้าที่เถ้าแก่หนุ่มร้องขอ "ยาดี" จากเมียจ๋า ดูเหมือนยาขนานนี้น่าจะออกฤทธิ์แรงเกินคาด เพราะสิงห์ไม่มีทีท่าว่าจะพักรบเลยสักนิด อาการเวียนหัวเมาค้างหายเป็นปลิดทิ้ง เหลือเพียงแรงขับเคลื่อนมหาศาลที่ทำเอาน้ำปิงแทบรับมือไม่ไหว “อ๊ะ... พี่สิงห์ ใกล้เวลา... ไปรับลูกแล้วนะจ๊ะ” น้ำปิงประท้วงเสียงพร่า ลมหายใจติดขัดยามที่ร่างสูงใหญ่โถมเข้าหาอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ดวงตาสวยพยายามจะโฟกัสเข็มนาฬิกาบนผนังที่บัดนี้เดินมาถึงเลขสองกว่าๆ แต่มันช่างยากเหลือเกินเมื่อสติสัมปชัญญะถูกรบกวนด้วยสัมผัสวาบหวามที่สิงห์มอบให้ไม่หยุดหย่อน “อีกนิดนะจ๊ะเมียจ๋า... พี่กำลังจะหายดีแล้วเนี่ย หนูดูสิ... หัวพี่ไม่หมุนแล้ว แต่ใจพี่มันสั่นแทน” สิงห์ตอบด้วยน้ำเสียงแหบพร่าพลางกดจูบซับเหงื่อตามขมับนวลอย่างรักใคร่ มือหนาที่แกร่งกร้าวรวบเอวคอดไว้มั่นราวกับจะประกาศว่าต่อให้ฟ้าจะถล่มเขาก็ไม่มีวันปล่อยยาดีขนานนี้ไปง่ายๆ “บ่ายสองครึ่งเราค่อยออกจ้ะ... จากบ้านพี่ไปโรงเรียนสิบนาทีก็ถึง พี่ซิ่งกระบะแป๊บเดียว ปันปันไม่รอนานหรอกหนู... เชื่อพี่นะ” “แต่พี่... อื้อ... พี่พูดแบบนี้มาหลายรอบแล้วนะ!”
บทที่ 26 เมื่อเสือสิ้นลาย… เวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านไปเกือบหนึ่งปีแล้วที่ น้ำปิง หอบหิ้วดวงใจน้อยๆ อย่างปันปันมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ดินแดนที่ราบสูงแห่งนี้ จากวันแรกที่เต็มไปด้วยความกังวล บัดนี้เขามีสถานะเป็นถึงคู่หมั้นของ สิงห์ เถ้าแก่รถเกี่ยว หลายเดือนมานี้ ร้านลูกชิ้นปิ้งที่เคยเป็นอาชีพหลักต้องปิดตัวลงชั่วคราวหรืออาจจะถาวรเพราะว่าที่สามีตัวดีไม่ยอมให้เขาตรากตรำอาบเหงื่อต่างน้ำอีกต่อไป หน้าที่หลักของน้ำปิงในตอนนี้คือการดูแล "ปันปัน" ที่กำลังจะเริ่มต้นก้าวสำคัญในฐานะนักเรียนชั้นอนุบาล เช้าวันใหม่เริ่มต้นด้วยแสงแดดอ่อนที่สาดส่องผ่านรอยแยกของผ้าม่าน กระทบกับชุดนักเรียนตัวจิ๋วสีขาวสะอาดตาที่แขวนเตรียมไว้ น้ำปิงบรรจงกลัดกระดุมเม็ดสุดท้ายให้ลูกชายอย่างเบามือ ปันปันในชุดนักเรียนใหม่เอี่ยมดูหล่อเหลาถอดแบบคนเป็นพ่อมาไม่มีผิดเพี้ยน “หล่อที่สุดเลยครับลูกชายหม่ามี้” น้ำปิงพรมจูบลงบนหน้าผากมนของเด็กน้อยที่กำลังตื่นเต้นจนนั่งไม่ติดพื้น ทว่าในจังหวะที่เสียงเครื่องยนต์รถกระบะคู่ใจของสิงห์คำรามใกล้เข้ามาและจอดสนิทที่หน้าบ้านเหมือนเช่นทุกวันแต่… “อ๊อก!... แหวะ!” เสียงโก่งคออาเจียนที่ดังสนั่นมาจ




![พี่ติวเตอร์ครับ...ช่วยสอนผมหน่อยนะครับ[PWP]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


