Share

บทที่ 2 ตัดพ้อ

Author: Tawan miki
last update Last Updated: 2026-01-16 22:48:15

บทที่ 2 ตัดพ้อ

สองสามวันที่พันเอกธเนศไม่กลับบ้าน เป็นความเงียบสงบที่หาได้ยากยิ่งในคฤหาสน์หลังนี้ น้ำปิง และลูกชายรู้สึกสบายใจที่ไม่ต้องใช้ชีวิตอยู่ใต้ความกดดัน และไม่ต้องคอยฟังเสียงก่นด่าที่บาดลึก แต่ทว่าความสบายใจนั้นมักอยู่กับเขาได้ไม่นาน

กลางดึกคืนหนึ่ง ขณะที่น้ำปิงกำลังจะเคลิ้มหลับ ความเงียบก็ถูกทำลายด้วยเสียงเครื่องยนต์คุ้นเคยที่ดังเข้ามาจากหน้าบ้าน เขาเดินลงมาชั้นล่างด้วยความหวาดระแวง และภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าก็ทำให้เขาก้าวขาไม่ออก แม้มันจะไม่ใช่ครั้งแรก แต่เขาก็ไม่เคยชินกับความเจ็บปวดที่บาดลึกนี้เลย

ร่างสูงใหญ่ของผู้เป็นสามี กำลังประคองหญิงสาวใบหน้าน่ารักที่แต่งกายล่อแหลมเข้ามาในบ้านอย่างไม่แยแสและเปิดเผย หัวใจของน้ำปิงแตกสลายจนนับครั้งไม่ถ้วน แต่ละครั้งที่เห็นก็เหมือนโดนคมมีดกรีดซ้ำลงไปบนแผลเก่า เขาพยายามประคับประคองครอบครัวนี้ให้ดีที่สุดเท่าที่คนเป็นภรรยาจะทำได้ ทว่าความทุ่มเททั้งหมดกลับไร้ความหมายเมื่อเทียบกับการกระทำที่ตรงกันข้ามมาโดยตลอดของผู้เป็นที่รัก

“พี่เนศ…เมื่อไหร่พี่จะเลิกพาผู้หญิงเข้าบ้าน?” น้ำปิงเอ่ยถามเสียงสั่น แม้จะรู้ว่าคำตอบที่ได้มาจะไม่น่าฟังก็ตาม

“มึงอย่าเสือก น้ำปิง! พอกูพาผู้ชายเข้าบ้านมึงก็ว่ากู พอพาผู้หญิงเข้ามึงยังเสือกสาระแนมาว่ากูอีก” พันเอกธเนศตวาดกลับด้วยเสียงที่มึนเมาและหงุดหงิด

“พี่ยังเห็นผมเป็นเมียอยู่ไหม…”น้ำปิงเอ่ยถามด้วยเสียงที่สั่นเครือจนแทบจะกลายเป็นเสียงกระซิบ เขาพยายามอย่างยิ่งที่จะกลืนก้อนความขมขื่นที่จุกแน่นอยู่ในลำคอลงไปอย่างยากลำบาก ทว่าความร้าวรานมันกลับเอ่อล้นออกมาจนดวงตาพร่ามัวไปด้วยม่านน้ำตา

“ก็มึงมันจืดชืด! ไร้อรรถรส! ในเมื่อมึงปรนเปรอกูไม่ได้ กูก็ต้องออกไปหากินข้างนอกไงวะ!”

คำพูดร้ายกาจดั่งคมมีดกรีดลงบนศักดิ์ศรีจนยับเยิน ธเนศเหยียดยิ้มหยันพลางมองร่างบางตรงหน้าด้วยสายตาดูแคลน ราวกับว่าความรักและความภักดีที่น้ำปิงมอบให้มาตลอดนั้น เป็นเพียงสิ่งไร้ค่าที่เขาจะเหยียบย่ำเมื่อไหร่ก็ได้

น้ำปิงสูดลมหายใจเข้าลึก ความสั่นเทาในคราแรกถูกแทนที่ด้วยความเย็นเยียบที่แผ่ซ่านไปถึงขั้วหัวใจ เขามองชายตรงหน้าที่ได้ชื่อว่าเป็นสามีด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป... สายตาที่ไม่ได้มีไว้เพื่อเฝ้ารอความรักอีกต่อไปแล้ว

“เราหย่ากันเถอะครับ”เขาเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นและนิ่งสงบที่สุดเท่าที่เคยทำได้ มันไม่ใช่คำประชดประชัน และไม่ใช่เสียงตะโกนด้วยความโกรธ แต่มันคือถ้อยคำที่ถูกกลั่นกรองออกมาจากซากปรักหักพังของความรู้สึกที่พังทลายลงสิ้นแล้ว

ธเนศที่กำลังหัวเสียชะงักไปครู่หนึ่ง ดวงตาที่พร่ามัวด้วยฤทธิ์เหล้าพยายามเพ่งมองร่างบางตรงหน้าอย่างไม่เชื่อหู

“มึงว่าอะไรนะ?”

“ผมบอกว่าเราหย่ากัน... พอกันทีกับชีวิตที่ผมต้องมาคอยรองรับอารมณ์และเมียน้อยเมียเก็บของพี่” น้ำปิงเชิดหน้าขึ้นพยายามไม่ให้น้ำตาไหลออกมาประจานความอ่อนแอ

“ในเมื่อพี่เห็นผมเป็นแค่ของจืดชืดที่ไม่มีค่า พี่ก็ไปหา ‘อรรถรส’ ของพี่ให้เต็มที่เถอะครับ ผมคืนอิสระให้”

“น้ำปิง! มึงกล้าดียังไงมาขอหย่ากับกู! มึงลืมไปแล้วเหรอว่าถ้าไม่มีกู มึงกับลูกจะไปซุกหัวนอนที่ไหน!” ธเนศตวาดลั่นพลางก้าวเข้าหาหวังจะใช้กำลังข่มขู่เหมือนทุกครั้งทว่าครั้งนี้ น้ำปิงไม่ถอยหนี

“ผมยอมนอนข้างถนน ดีกว่าต้องนอนจมกองเลือดและหยาดน้ำตาอยู่ในบ้านหลังนี้กับผู้ชายที่ไม่รู้จักพออย่างพี่” น้ำปิงมองสบตาอีกฝ่ายด้วยแววตามุ่งมั่น

“วันพรุ่งนี้ผมจะเตรียมเอกสารไว้ให้ พี่แค่เซ็นชื่อลงไป แล้วเราก็ไม่ต้องมาเกี่ยวข้องกันอีก... ตลอดกาล”

“กูไม่หย่า!” พันเอกธเนศปฏิเสธทันทีด้วยความบ้าอำนาจ ไม่ใช่เพราะรัก แต่เป็นเพราะต้องการครอบครองไม่ต่างจากหมาหวงก้าง

“แล้วพี่จะให้ผมทนอยู่ในสภาพแบบนี้เหรอครับ”

“เรื่องของมึง! ถอยไปกูจะขึ้นห้อง” ร่างสูงทำท่าจะเดินผ่านไปอย่างไม่แยแสความโกรธ ความเจ็บปวด และความหมดสิ้นศรัทธาพุ่งเข้าแทรกอย่างฉับพลัน

“ถ้าพี่เอาผู้หญิงคนนี้เข้าห้องเรา…ได้เห็นดีกัน!”

“เห็นดีกันเหรอ…ได้! น้ำปิง!”

ทันทีที่สิ้นคำ พันเอกธเนศ ซึ่งกำลังถูกความมึนเมาครอบงำ ก็พุ่งเข้ามาประชิดร่างของน้ำปิงอย่างรวดเร็ว มือหนาใหญ่ที่เต็มไปด้วยพละกำลังอันน่าเกรงขามของนายทหารตรงเข้าตะครุบบีบที่ลำคอของน้ำปิงอย่างเหี้ยมเกรียมและรุนแรงในทันที! แรงบีบคั้นนั้นหนักหน่วงจนอากาศแทบถูกตัดขาดจากปอดของเขา

“อึก! อ้า…”

ลมหายใจที่ถูกช่วงชิงไปทำให้ความรู้สึกเหมือนถูกดูดอากาศทั้งหมดออกจากปอดเข้าจู่โจม น้ำปิงพยายามดิ้นรนเพียงเล็กน้อยอย่างไร้ประโยชน์ ก่อนที่ความสิ้นหวังจะเข้าครอบงำ เขาจึงยอมจำนนต่อแรงบีบคั้นนั้น ปล่อยให้ร่างกายอ่อนระทวยไปตามยถากรรมในมือของคนรักที่กลายเป็นศัตรู

“เอาเลยพี่... ฆ่าผมซะให้มันจบไปคามือพี่เลย!”

เสียงของน้ำปิงเล็ดลอดออกมาจากคอที่ถูกบีบอัดอย่างแสนลำบาก ทว่าความแหบพร่านั้นกลับฉายชัดถึงความท้าทายที่ไร้ความกลัวเกรงใด ๆ เพราะความเจ็บปวดทางกายนี้ ไม่เท่ากับความเจ็บปวดที่หัวใจของเขาได้รับมานานนับสิบปี

“มึงอย่าท้ากูเองนะน้ำปิง!”

“ในเมื่อหมดรักกันแล้ว…จะยื้อไว้ทำไม…”

ร่างสูงยังคงบีบคอของเขาแน่นขึ้นเรื่อย ๆ จนแทบจะหายใจไม่ออก น้ำปิงได้แต่หลับตารอคอยความตายที่เขาเชื่อว่าจะมาปลดปล่อยเขาจากความทรมานนี้ ทว่า... แรงบีบที่ลำคอที่หนักหน่วงนั้นก็ค่อย ๆ คลายลงอย่างกะทันหัน ราวกับถูกฉุดรั้งด้วยบางสิ่งบางอย่าง

“อึก!”

เสียงลมหายใจที่ถูกกดทับมานานพุ่งทะลักออกมาพร้อมอาการสะดุ้งทั้งตัว ร่างเขาทรุดลงกับพื้นเหมือนหุ่นที่ถูกตัดสาย แขนขาอ่อนแรงจนแทบรับน้ำหนักไม่ไหว

“แฮ่ก… แฮ่ก… แค่ก!”

เสียงไอแหบพร่าดังถี่ ๆ หน้าอกกระเพื่อมแรงราวกับจะฉีกขาด เขากอบโกยอากาศเข้าปอดอย่างละโมบ รสขมฝาดของความกลัวและความเจ็บแล่นขึ้นมาจนแสบคอ น้ำตาไหลอาบแก้มเองโดยไม่รู้ตัวปลายนิ้วสั่นเทารีบยกขึ้นกุมลำคอที่ยังคงร้อนผ่าวและมีรอยบีบรัดชัดเจน

“จำไว้! มึงอย่ามากำแหงกับกู! แล้วจำใส่สมองมึงไว้ว่ากูใหญ่ที่สุดในบ้านหลังนี้!” พันเอกธเนศพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม ก่อนจะเดินอ้อมร่างที่ทรุดลงกับพื้นแล้วพาหญิงสาวเดินขึ้นไปบนห้องนอนชั้นบน ปล่อยให้น้ำปิงจมอยู่กับความมืดมิด

ร่างที่บอบช้ำของน้ำปิงนั่งอยู่กับพื้นอย่างหมดเรี่ยวแรง เขารับรู้เพียงความเสียใจที่ถาโถมเข้ามา ความเจ็บปวดที่บาดลึกทั้งร่างกายและจิตใจนั้นเกินกว่าที่เขาจะซ่อมแซมได้อีกต่อไปแล้ว หัวใจของเขาถูกความผิดหวังกัดเซาะจนแทบไม่เหลือแรงปรารถนาที่จะมีชีวิตต่อ แต่แล้วภาพของลูกชายก็ฉายชัดขึ้นมา เขาตายไม่ได้... เพราะยังมีดวงใจดวงน้อยที่เขาต้องคอยปกป้องดูแล

ปัญหาทั้งหมดนี้... มันน่าจะเริ่มต้นตั้งแต่ตอนที่พี่เนศ แสดงความต้องการอยากมีลูกชาย น้ำปิงจึงยอมเข้ารับยาและกระบวนการทางการแพทย์จนกระทั่งสามารถตั้งครรภ์ได้สำเร็จ และเมื่อพี่เนศรู้ว่าเขาท้องก็ดีใจอย่างที่สุด ทั้งเห่อลูก ทั้งรักและห่วงใยเขาดุจเจ้าหญิงในเทพนิยาย

ทว่าทุกอย่างกลับจบลงทันทีที่เขาผ่าคลอดลูกออกมา ด้วยร่างกายที่ยังไม่แข็งแรง เขาจึงต้องเลือกปฏิเสธทุกครั้งที่พี่เนศต้องการมีความสัมพันธ์ ในช่วงแรกพี่เนศก็ยังให้ความเห็นใจ บอกว่า ‘ไม่เป็นไร พี่รอได้’ แต่หลังจากนั้นไม่นาน พี่เนศที่เคยกลับบ้านตรงเวลา ก็เริ่มเปลี่ยนไป อ้างว่าติดธุระ เข้าเวร หรือไม่กลับบ้านเลยในที่สุด

เมื่อความสงสัยทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ น้ำปิงจึงตัดสินใจอุ้มลูกน้อยไปหาที่ค่ายทหารตามที่สามีกล่าวอ้าง ทว่าความจริงที่เผยต่อหน้ากลับทำให้โลกทั้งใบของเขาพังทลายลง สิ่งที่เขาได้รับรู้คือคำกล่าวอ้างของสามีเป็นเพียงเรื่องโกหกที่จัดฉากขึ้นมาทั้งสิ้น น้ำปิงได้แต่พาลูกน้อยกลับบ้าน โดยแบกรับหัวใจที่เต็มไปด้วยบาดแผลและรอยช้ำไว้คนเดียว

นับแต่นั้นมา การทะเลาะเบาะแว้งก็เกิดขึ้นแทบทุกวัน จากเพียงแค่การด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคาย ก็แปรเปลี่ยนเป็นการทำร้ายร่างกายที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยความที่เขาไม่มีรายได้เป็นของตนเองและยังต้องพึ่งพาเงินจากผู้เป็นสามี

ความกลัวจึงเข้าครอบงำอย่างหนักว่าหากพาบุตรชายหนีไป ลูกจะขาดความรักจากพ่อ ไหนจะเรื่องเงินที่จะใช้เพื่อตั้งตัวอีก เขาไม่กล้าโทรขอความช่วยเหลือจากมารดาเพราะเกรงใจ จึงตัดสินใจเก็บเล็กผสมน้อยอย่างลับ ๆ จนได้เงินทุนก้อนหนึ่งที่มากพอจะพาเขากับลูกไปตั้งตัวที่ภาคอีสานได้ อิสรภาพอยู่ไม่ไกล เพียงแค่เขาต้องวางแผนทุกอย่างให้รัดกุมที่สุดเท่านั้น

น้ำปิงพยุงตัวลุกขึ้นยืนช้า ๆ ท่ามกลางความเจ็บปวดที่ยังคงหลงเหลืออยู่ เขาค่อย ๆ ก้าวเท้าที่อ่อนแรงเดินขึ้นไปยังห้องนอนที่ชั้นสอง ที่ซึ่งลูกชายกำลังนอนหลับใหลอย่างสงบ นี่คือแรงขับเคลื่อนเดียวของเขา... เขาจะต้องทำมันให้สำเร็จเพื่อลูกเท่านั้น และเขาจะต้องไปจากขุมนรกแห่งนี้ให้ได้

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ฤดูเกี่ยวที่หัวใจได้หยุดพัก(Mpreg)   บทที่ 31ความสุข The End

    บทที่ 31ความสุข The End กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว จากวันที่มีกลุ่มคนมาประท้วงวุ่นวายที่หน้าบ้าน บัดนี้เวลาก็ล่วงเลยมาเกือบ 3 เดือนแล้ว เป็นช่วงเวลาที่ทั้งน้ำปิงและสิงห์ร่วมกันสร้าง รากฐานของคำว่าครอบครัวให้มั่นคงยิ่งขึ้น แผนการแต่งงานที่ตอนแรกตั้งใจว่าจะจัดกันแบบเรียบง่ายสไตล์บ้านๆกลับกลายเป็นงานช้างระดับตำบล เพราะความกว้างขวางของเถ้าแก่สิงห์ที่อยากจะประกาศศักดาความรักให้โลกจำ จนสุดท้ายน้ำปิงต้องยอมจำนนจ้างบริษัทออแกไนซ์มืออาชีพมาดูแลสถานท่ีให้ เพื่อไม่ให้หัวหมุนไปมากกว่านี้ ณ ร้านเช่าชุดพรีเวดดิ้งชื่อดังในตัวเมือง “เหนื่อยจังเลยครับ...” น้ำปิงทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาหนังอย่างหมดแรง ใบหน้าหวานล้อมกรอบด้วยเหงื่อเม็ดเล็กๆ หลังจากถูกจับเปลี่ยนชุดไปไม่ต่ำกว่าห้ารอบ ใจจริงน้ำปิงอยากเลือกใส่ชุดสูทกางเกงที่ดูทะมัดทะแมง แต่ติดตรงที่ว่าที่สามีอย่างสิงห์กลับยืนกรานหัวชนฝาว่าอยากเห็นยอดดวงใจในชุดกระโปรงลูกไม้สีขาวบริสุทธิ์สักครั้งในชีวิต “โอ๋ๆ... ไม่เหนื่อยนะจ๊ะคนดี ใส่กระโปรงนะ... พี่อยากเห็นหนูในชุดแบบนี้จริงๆ นะจ๊ะ” สิงห์ขยับเข้าไปใกล้พลางลูบศีรษะน้ำปิงอย่างแผ่วเบา สายตาอ้อนว

  • ฤดูเกี่ยวที่หัวใจได้หยุดพัก(Mpreg)   บทที่ 30 ไม่ยอม

    บทที่ 30 ไม่ยอม ข่าวลือเรื่องงานแต่งงานของเถ้าแก่สิงห์แพร่กระจายไปเร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง เพียงชั่วข้ามคืนคนทั้งตำบลก็รู้กันทั่วว่าสิงห์รถเกี่ยวตัดสินใจจะสละโสดกับหลานชายคนสวยของอานิด แน่นอนว่ามีคนยินดี... แต่สำหรับบรรดาอดีตเด็กในสังกัด ทั้งหลาย ข่าวนี้กลับเหมือนระเบิดที่ลงกลางใจจนอยู่ไม่สุข เช้าวันนั้น หลังจากสิงห์ขับรถกระบะไปส่งปันปันที่โรงเรียนเสร็จสรรพ ทันทีที่เลี้ยวรถเข้ามาจอดหน้าบ้านอานิด ทั้งสิงห์และน้ำปิงก็ต้องชะงักกึก เมื่อเห็นกลุ่มคนทั้งชายหนุ่มหน้าหวานและสาวน้อยหน้าใสมานั่งรวมตัวกันอยู่ที่แคร่หน้าบ้าน โดยมีอานิดนั่งกอดอกมองด้วยสายตาเอือมระอา “มาทำอะไรกันเยอะแยะเนี่ย?” สิงห์เดินลงจากรถด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์พลางจูงมือน้ำปิงไว้แน่น “พวกเราไม่ยอมที่อ้ายสิแต่งงาน!” หมวยเล็ก ลูกสาวร้านขายส่งเจ้าใหญ่เปิดฉากขึ้นคนแรก ก่อนที่เสียงคัดค้านจากคนอื่นๆ จะดังระงมตามมาเป็นพรวน “ใช่! พี่สิงห์จะทิ้งพวกเราไปแต่งงานกับคนอื่นไม่ได้นะ!” “พวกเรามาก่อนนะพี่! ทำไมพี่ทำร้ายจิตใจพวกเราแบบนี้ล่ะ!” “พี่สิงห์ต้องรับผิดชอบความรู้สึกพวกเราด้วย!” เสียงประท้วงดังเซ็งแซ่จนชาวบ้านละแวกนั้นเริ่มเดินมามุงด

  • ฤดูเกี่ยวที่หัวใจได้หยุดพัก(Mpreg)   บทที่ 29 ได้ฤกษ์แต่งงาน

    บทที่ 29 ได้ฤกษ์แต่งงาน แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าสาดส่องผ่านผ้าม่านเข้ามาในห้องนอน น้ำปิงตื่นขึ้นมาเตรียมข้าวปลาอาหารและจัดแจงข้าวของให้ลูกชายตามปกติ เขาปล่อยให้ "พ่อลูก" ที่ดูจะเข้ากันได้ดีเหลือเกินนอนกองรวมกันอยู่บนเตียงจนถึงเวลาอันสมควร ร่างบางเดินกลับเข้ามาในห้องอีกครั้ง เห็นภาพสิงห์ที่นอนกอดก่ายอยู่กับปันปัน แขนแกร่งที่เคยแบกเครื่องยนต์หนักๆ บัดนี้กลับใช้รองศีรษะให้เด็กน้อยอย่างทะนุถนอม น้ำปิงลอบยิ้มออกมาด้วยความอุ่นใจ ก่อนจะเริ่มทำหน้าที่ปลุกสมาชิกทั้งสอง “ตื่นได้แล้วครับทั้งสองคน ปันปันไปโรงเรียนลูก ส่วนพี่สิงห์... ลุกมาล้างหน้าล้างตาได้แล้วครับ” น้ำปิงส่งเสียงเรียกพลางเดินไปเปิดม่าน “งึมๆ... หม่ามี้” ปันปันขยี้ตาปรือ ลุกขึ้นนั่งโงนเงนด้วยความงงงวยตามประสาเด็กเพิ่งตื่น ทว่าคนตัวโตอย่างสิงห์กลับไม่มีท่าทีจะลุกขึ้นมาหยอกล้อเหมือนทุกวัน เขากุมขมับพลางครางซี้ดออกมาในลำคอ ใบหน้าคมเข้มดูอิดโรยอย่างเห็นได้ชัด “หนู... พี่ปวดหัวมากเลยจ้ะ เหมือนโลกมันหมุนไปหมุนมา พี่จะอ้วกอีกแล้ว” สิงห์บอกเสียงพร่าพยายามจะหยัดตัวลุกขึ้นแต่ก็ต้องทิ้งตัวลงนอนตามเดิม น้ำปิงรีบเดินเข้าไปเอาหลังมือแตะหน้าผาก

  • ฤดูเกี่ยวที่หัวใจได้หยุดพัก(Mpreg)   บทที่ 28 อ่อนแอก็แพ้ไป

    บทที่ 28 อ่อนแอก็แพ้ไป เย็นวันนั้น ณ ร้านอาหารริมทางระหว่างทางกลับบ้าน สิงห์บ่นว่าหิวจนทนไม่ไหวจึงแวะร้านอาหารอีสานเจ้าประจำ ทว่าทันทีที่กลิ่นกุ้งเต้นและลาบเลือดโชยมาแตะจมูก เถ้าแก่ผู้เคยกินได้ทุกอย่างกลับชะงักกึก "อุ้ก... แหวะ!" สิงห์รีบยกมือปิดปากแน่นจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน ใบหน้าคมเข้มที่เคยอิ่มเอิบเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำในชั่วพริบตา กลิ่นข้าวคั่วหอมๆ และกลิ่นปลาร้านัวๆ ที่เคยทำให้เขาน้ำลายสอ บัดนี้กลับกลายเป็นกลิ่นเหม็นรุนแรงที่ทำเอาลำไส้ปั่นป่วนจนแทบจะขย้อนออกมาเสียให้ได้ “พี่สิงห์! เป็นอะไรไปอีกครับ!” น้ำปิงที่เพิ่งอุ้มปันปันลงจากรถรีบถลาเข้ามาดูด้วยความตกใจ เห็นว่าที่สามีจอมขี้เล่นกำลังยืนเกาะเสาร้านอาหารอีสานโก่งคอทำท่าจะอ้วกแหล่ไม่แหล่แหล่ “ไหนบอกว่าหายเมาค้างแล้วไงครับ?” “พี่... พี่ไม่รู้ อึก... แหวะ! กลิ่นมัน... กลิ่นปลาร้ามันเหม็นเหมือนซากอะไรสักอย่างเลยหนู พี่ทนไม่ไหวแล้ว!” สิงห์บอกเสียงอู้อี้ผ่านฝ่ามือพลางรีบหันหลังวิ่งพุ่งตรงไปหลังร้านอาหารทันที ทิ้งให้น้ำปิงยืนอึ้งอยู่กับปันปันที่มองตามคุณยักษ์ของเขาไปด้วยความงุนงงก่อนจะเดินตามไปดู "หือ? ปกติพี่ชอบกินส้มตำปลาร้

  • ฤดูเกี่ยวที่หัวใจได้หยุดพัก(Mpreg)   บทที่ 27 รักษาคนป่วย 18+

    บทที่ 27 รักษาคนป่วย 18+ ตั้งแต่เก้าโมงเช้าที่เถ้าแก่หนุ่มร้องขอ "ยาดี" จากเมียจ๋า ดูเหมือนยาขนานนี้น่าจะออกฤทธิ์แรงเกินคาด เพราะสิงห์ไม่มีทีท่าว่าจะพักรบเลยสักนิด อาการเวียนหัวเมาค้างหายเป็นปลิดทิ้ง เหลือเพียงแรงขับเคลื่อนมหาศาลที่ทำเอาน้ำปิงแทบรับมือไม่ไหว “อ๊ะ... พี่สิงห์ ใกล้เวลา... ไปรับลูกแล้วนะจ๊ะ” น้ำปิงประท้วงเสียงพร่า ลมหายใจติดขัดยามที่ร่างสูงใหญ่โถมเข้าหาอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ดวงตาสวยพยายามจะโฟกัสเข็มนาฬิกาบนผนังที่บัดนี้เดินมาถึงเลขสองกว่าๆ แต่มันช่างยากเหลือเกินเมื่อสติสัมปชัญญะถูกรบกวนด้วยสัมผัสวาบหวามที่สิงห์มอบให้ไม่หยุดหย่อน “อีกนิดนะจ๊ะเมียจ๋า... พี่กำลังจะหายดีแล้วเนี่ย หนูดูสิ... หัวพี่ไม่หมุนแล้ว แต่ใจพี่มันสั่นแทน” สิงห์ตอบด้วยน้ำเสียงแหบพร่าพลางกดจูบซับเหงื่อตามขมับนวลอย่างรักใคร่ มือหนาที่แกร่งกร้าวรวบเอวคอดไว้มั่นราวกับจะประกาศว่าต่อให้ฟ้าจะถล่มเขาก็ไม่มีวันปล่อยยาดีขนานนี้ไปง่ายๆ “บ่ายสองครึ่งเราค่อยออกจ้ะ... จากบ้านพี่ไปโรงเรียนสิบนาทีก็ถึง พี่ซิ่งกระบะแป๊บเดียว ปันปันไม่รอนานหรอกหนู... เชื่อพี่นะ” “แต่พี่... อื้อ... พี่พูดแบบนี้มาหลายรอบแล้วนะ!”

  • ฤดูเกี่ยวที่หัวใจได้หยุดพัก(Mpreg)   บทที่ 26 เมื่อเสือสิ้นลาย…

    บทที่ 26 เมื่อเสือสิ้นลาย… เวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านไปเกือบหนึ่งปีแล้วที่ น้ำปิง หอบหิ้วดวงใจน้อยๆ อย่างปันปันมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ดินแดนที่ราบสูงแห่งนี้ จากวันแรกที่เต็มไปด้วยความกังวล บัดนี้เขามีสถานะเป็นถึงคู่หมั้นของ สิงห์ เถ้าแก่รถเกี่ยว หลายเดือนมานี้ ร้านลูกชิ้นปิ้งที่เคยเป็นอาชีพหลักต้องปิดตัวลงชั่วคราวหรืออาจจะถาวรเพราะว่าที่สามีตัวดีไม่ยอมให้เขาตรากตรำอาบเหงื่อต่างน้ำอีกต่อไป หน้าที่หลักของน้ำปิงในตอนนี้คือการดูแล "ปันปัน" ที่กำลังจะเริ่มต้นก้าวสำคัญในฐานะนักเรียนชั้นอนุบาล เช้าวันใหม่เริ่มต้นด้วยแสงแดดอ่อนที่สาดส่องผ่านรอยแยกของผ้าม่าน กระทบกับชุดนักเรียนตัวจิ๋วสีขาวสะอาดตาที่แขวนเตรียมไว้ น้ำปิงบรรจงกลัดกระดุมเม็ดสุดท้ายให้ลูกชายอย่างเบามือ ปันปันในชุดนักเรียนใหม่เอี่ยมดูหล่อเหลาถอดแบบคนเป็นพ่อมาไม่มีผิดเพี้ยน “หล่อที่สุดเลยครับลูกชายหม่ามี้” น้ำปิงพรมจูบลงบนหน้าผากมนของเด็กน้อยที่กำลังตื่นเต้นจนนั่งไม่ติดพื้น ทว่าในจังหวะที่เสียงเครื่องยนต์รถกระบะคู่ใจของสิงห์คำรามใกล้เข้ามาและจอดสนิทที่หน้าบ้านเหมือนเช่นทุกวันแต่… “อ๊อก!... แหวะ!” เสียงโก่งคออาเจียนที่ดังสนั่นมาจ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status