LOGINเป็นเวลาเกือบสามทุ่มของวันต่อมา ศิริกานดาที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จก็พาร่างบอบบางในชุดเสื้อยืดกับกางเกงขาสั้นกุดเนื้อนิ่มสีขาวทั้งชุดซึ่งเป็นชุดนอนของเธอ ก้าวแบบไม่เต็มฝ่าเท้านักค่อยๆ ไต่บันไดลงมาจากชั้นสองช้าๆ โดยใช้มือข้างหนึ่งจับราวบันไดช่วยพยุงตัวเองเอาไว้ เนื่องจากแผลที่เท้ายังไม่หายดี ก่อนเธอจะมาชะงักหยุดอยู่แค่เชิงบันไดเมื่อเห็นว่าใครที่นั่งอยู่ตรงโฟซารับแขก
ร่างสูงใหญ่อย่างชาวตะวันตกอยู่ในชุดสแล็กสีเข้มกับเชิ้ตขาวพับแขนขึ้นศอกแบบลวกๆ พร้อมปลดกระดุมลงมาครึ่งอก มีเสื้อสูทวางพาดอยู่บนพนักโซฟา บอกให้รู้ว่าเขาเพิ่งเลิกงานหรืออีกทีก็ไปธุระมาแล้วตรงมาที่นี่เลยแน่นอน และขณะนี้ตาคมๆ กำลังจ้องอะไรบางอย่างในตู้โชว์ข้างผนัง ศิริกานดาจะถอยกลับขึ้นไปเปลี่ยนชุดก็คงไม่ทันแล้ว เพราะแขกไม่ได้รับเชิญเบือนหน้ามาเห็นเธอเข้าซะก่อน ตาคมกริบกวาดมองชุดที่เธอใส่อยู่ชั่วครู่ ก่อนเปรยออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย แถมกัดเจ้าบ้านสาวให้แสบๆ คันๆ เล่นอีกเล็กน้อย “ทำไมไม่ปิดประตูรั้วกับประตูบ้านให้เรียบร้อย เปิดไว้รอโจรมันมาปล้นหรือไง” “กานกำลังจะลงมาปิดน่ะค่ะ” เรียวปากจิ้มลิ้มสีสดขยับตอบออกไปพร้อมกับอดหน้าแดงปลั่งกับสายตาของเขาที่มองมานั้นไม่ได้ และเลิกสงสัยว่าเขาเข้ามาในบ้านของเธอได้อย่างไร ก็คีรดาเพิ่งกลับไปยังไม่ถึงชั่วโมงเลยด้วยซ้ำ หลังจากที่วันนี้มาขลุกอยู่กับเธอที่บ้านทั้งวันตามคำสั่งของคนที่กำลังนั่งอยู่ตรงนี้ แล้วคงจะลืมปิดประตูบ้านให้เธอด้วยนั่นแหละ “เป็นผู้หญิงอยู่บ้านคนเดียวแล้วไม่ระวังตัวแบบนี้อันตรายนะ ถ้าคนที่แอบเข้ามาไม่ใช่ผม คุณคงไม่มีโอกาสมายืนตอบคำถามอยู่แบบนี้หรอก” ‘อ้อ! ก็รู้ตัวนี่ว่าแอบเข้าบ้านคนอื่น’ ศิริกานดาอดเหน็บให้ในใจไม่ได้ ไม่กล้าว่าต่อหน้าอย่างที่ใจอยาก ดูจากสีหน้าคนตักเตือนในตอนนี้ดูเจ้าอารมณ์เอาเรื่อง เธอยังไม่อยากเสี่ยงลับฝีปากกับปากคมๆ นั้นให้ตัวเองโดนจ้วงแทงหรอก จึงได้แต่แก้ตัวกลับไปเบาๆ แบบไม่เต็มเสียงนัก “เอ่อ...คงไม่มีอะไรหรอกมั้งคะ บ้านนี้กานอยู่มาตั้งแต่เด็ก และแถวนี้ก็คนรู้จักกันแทบทั้งนั้น” “ว่าได้เหรอ วันดีคืนดีถ้าเกิดมีไอ้พวกจิ๊กโก๋ขี้ยาหน้ามืดบุกเข้ามาจี้มาปล้นคุณจะทำยังไง ยิ่งถ้ามันมาเจอผู้หญิงสาวสวยอยู่บ้านคนเดียวแบบนี้แล้วด้วย คุณว่ามันจะปล้นเอาอะไรบ้างล่ะ และถ้ามันฉลาดหน่อยก็คงไม่จี้ไม่ปล้นอย่างเดียวหรอก ถ้าเป็นผม...ผมไม่ปล่อยให้คุณรอดเงื้อมมือไปได้เป็นอันขาด ไหนๆ ก็จะติดคุกอยู่แล้ว ขอคดีข่มขืนอีกสักกระทงจะเป็นไรไป” แล้วจะมาเปรียบเทียบให้เธอฟังเพื่ออะไรเนี่ย แถมพูดซะเห็นภาพจนศิริกานดาขนลุกตั้งชัน และหน้าก็เริ่มจางสีเลือด จากที่ไม่กลัวเธอก็เริ่มกลัวขึ้นมาตงิดๆ เมื่อได้ยินที่เขาพูดนี่แหละ ด้านคีรินทร์เมื่อเห็นท่าทางกระสับกระส่ายพร้อมหน้าซีดเซียวของสาวเจ้าถึงได้เอ่ยออกมาอีกประโยค “ผมไม่ได้พูดให้กลัวหรอกนะ แค่อยากให้ระวังตัวเอาไว้บ้างแค่นั้น เข้าใจไหมกานดา” “ค่ะ” คนโดนติติงชุดใหญ่ก็ได้แต่รับปากเบาๆ ศิริกานดาอยากจะคิดเหลือเกินว่าที่เขาพูดๆ มาทั้งหมดเพราะเป็นห่วงเธอ แต่อีกใจก็ไม่อยากคิดเข้าข้างตัวเองนัก ก่อนจะอ้อมแอ้มเปลี่ยนเรื่องออกมา “เอ่อ...ยัยควีนกลับไปแล้วนี่คะ” ศิริกานดาเข้าใจว่าเขาคงมาตามน้องสาวกลับบ้าน เพราะเธอนึกไม่ออกว่ามีเหตุผลอื่นใดที่ทำให้เขามานั่งอยู่ที่นี่ในคืนนี้ “ผมรู้แล้ว” ชายหนุ่มตอบสั้นๆ แล้วก็เงียบเฉย เขาพาดแขนยาวๆ ไปตามพนักโซฟาพลางกวาดตามองภายในบ้านหลังเล็กๆ นั้นอย่างไม่สนใจอะไรจริงจังนัก ‘อ้าว! ก็แล้วยังไงล่ะ มาบ้านเธอทำไม อธิบายให้มันยาวกว่านี้ไม่ได้เหรอ พูดสั้นๆ แล้วเงียบไปซะเฉยๆ แบบนี้เธอไม่เข้าใจหรอกนะ’ “เอ่อ...แล้วคุณ...เอ่อ...” เจ้าบ้านสาวอยากจะถามว่าแล้วเขามาทำไม หากก็ได้แต่อึกๆ อักๆ ไม่กล้าถามออกไปสักที กระทั่งแขกหนุ่มเอ่ยสวนดังมาก่อนด้วยน้ำเสียงแข็งๆ “จะยืนอยู่ตรงนั้นอีกนานไหม บ้านคุณเขาสอนให้ต้อนรับแขกยืนห่างกันเป็นโยชน์แบบนี้น่ะเหรอ” จากประโยคที่ชักจะเริ่มห้วนของคนมาเยือน ทำให้ศิริกานดาต้องรีบสาวเท้าที่ยังเจ็บแต่ก็พยายามเดินให้มั่นคงเข้าไว้มานั่งตรงโซฟาตรงข้ามกับแขกอย่างเสียมิได้ ตกลงว่าเขามาเป็นแขกของเธอสินะ แต่ก็พลันนึกขึ้นมาได้ว่ายังไม่มีอะไรมาต้อนรับแขกเลย “เดี๋ยวกานไปเอาน้ำมาให้นะคะ” “เดี๋ยว! จะว่าอะไรไหม ถ้าผมจะให้ช่วยหาอะไรมาให้กินหน่อย ผมยังไม่ได้กินข้าวเย็นเลย” ประโยคที่ได้ยินทำให้คนกำลังจะลุกไปเอาน้ำมารับรองแขกชะงักยืนค้างอยู่กับที่ พร้อมจ้องหน้าคนเอ่ยขอร้องอย่างสงสัยแกมแปลกใจ ก็แล้วทำไมถึงไม่กินข้าวเย็นล่ะ นี่มันจะสามทุ่มอยู่แล้วนะ และเขาแน่ใจแล้วหรือว่าจะกินอาหารฝีมือเธอ ขนาดว่าเธอเองยังไม่อยากจะกินฝีมือตัวเองเลยด้วยซ้ำ ทุกวันนี้เธอยังต้องพึ่งข้าวกล่องหรืออาหารสำเร็จรูปอยู่เลย และศิริกานดาเชื่อว่ารวยหูดับอย่างเขาจะไปหาอาหารเลิศหรูสักแค่ไหนใส่ท้องก็ย่อมได้ ไม่จำเป็นต้องมาพึ่งอาหารแบบบ้านๆ ของเธอประทังชีวิตหรอก “ได้ไหม” คีรินทร์ถามย้ำอีกครั้งเมื่อเห็นเจ้าบ้านสาวยืนนิ่งอยู่นานตอนนี้ห้องทำงานของคีรินทร์แทบเปลี่ยนเป็นห้องเลี้ยงเด็กอ่อนไปแล้ว เพราะมีข้าวของเครื่องใช้ของลูกชายเต็มไปหมด มีแม้กระทั่งเตียงนอนหลังใหญ่ที่คีรินทร์สั่งซื้อแล้วขนมาไว้ในห้องทำงาน ซึ่งสามารถลงไปนอนกลิ้งเล่นได้ทั้งสามคนพ่อแม่ลูกเลยก็ว่าได้“ไม่เมื่อยหรอกครับ อีกสักสิบคนก็ยังไหว ว่าแต่คุณเถอะ พร้อมไหม”“หึ! พูดอะไรนึกถึงตอนแพ้ท้องด้วยนะคะ”ศิริกานดาปรายตาค้อนพร้อมกับปรามาสให้ไปเล็กน้อย เพราะตอนเธอท้องเจ้าหนูคีต คีรินทร์แพ้หนักมากอยู่สี่เดือนเต็ม ตื่นเช้ามาต้องวิ่งเข้าห้องน้ำอ้วกเกือบทุกวัน และมีอาการวิงเวียนปวดหัวอยู่ตลอดเวลา จนต้องพกทั้งยาดม ยาลม ยาหอมติดตัวเอาไว้ประจำราวกับคนสูงวัย บางวันชายหนุ่มทำงานแทบไม่ได้จนต้องหาที่นอนพักงีบเอาแรง แล้วโยนให้ลูกน้องไปทำงานแทนอยู่บ่อยๆ นึกแล้วศิริกาดาก็แอบขำ ขณะที่สามีหนุ่มก็โต้กลับมายิ้มๆ“แพ้ท้องแค่นี้เรื่องจิ๊บๆ”“ปากดีไปเถอะ”“ไอ้ใหญ่มันชวนผมฟอร์มทีมฟุตบอล มันรับผิดชอบไปหกคน ส่วนผมห้าคน คุณโอเคไหม”“โนค่ะ ขออีกสองพอแล้วนะคะ ถ้าห้าคนสภาพกานคงเยินน่าดูเลย และบอกเอาไว้ก่อนเลย ว่าห้ามไปรวมหัวคิดแผนการปั๊มลูกไม่บอกไม่กล่าวกันอีกเป็นอันขาดเลยนะคะ ไม่งั
หลังจากเรียนเสร็จศิริกานดาก็ขับรถมาจนถึงตึกสูงระฟ้าที่ตั้งของบริษัทเคพี แม็คเวล กรุ๊ปเอาตอนเกือบห้าโมงเย็น หญิงสาวขึ้นลิฟต์แก้วไปยังชั้นที่สามสิบซึ่งเป็นห้องทำงานของเจ้าของอาณาจักรแห่งนี้ และขณะนี้หัวใจอีกสองดวงของเธออยู่ที่นี่พอลิฟต์เปิดออกเธอก็ก้าวตรงไปยังหน้าห้องทำงานของสามีแล้วเอ่ยทักทายคุณเลขาฯ ที่นั่งประจำโต๊ะอยู่ตรงหน้าห้องอย่างคุ้นเคยกันดี เพราะช่วงสองเดือนมานี้ได้เจอกันอยู่บ่อยๆ“สวัสดีค่ะคุณริสา”ศิริกานดาแย้มยิ้มหวานส่งให้พร้อมกับยกมือไหว้เรียบร้อย เล่นเอาเลขาฯ สาวใหญ่รับไหว้แทบไม่ทัน ถึงแม้คนที่ทักทายมาก่อนจะอ่อนวัยกว่ามาก แต่เธอคือดวงใจของเจ้านายหนุ่มที่กำลังนั่งทำงานอยู่ในห้อง เปรียบเสมือนเป็นเจ้านายสาวอีกหนึ่งคนก็ย่อมได้ แต่ภรรยาสาวคนสวยของเจ้านายก็ไม่เคยถือเนื้อถือตัว พูดคุยทักทายกับพนักงานอย่างเธอด้วยความเป็นกันเองทุกครั้ง เป็นริสาเองเสียอีกที่รู้สึกกระอักกระอ่วนชอบกลที่ต้องมารับการเคารพจากภรรยาของคนเป็นเจ้านาย เธอจึงคลี่ยิ้มแห้งๆ เล็กน้อย แล้วถึงเอ่ยทักทายตอบ“สวัสดีค่ะ คุณหนูคีตน่าจะหลับปุ๋ยไปแล้ว ตอนริสาเอางานเข้าไปให้เห็นเจ้านายกำลังกล่อมตาปรือเชียวค่ะ”คุณหนูคีต
คล้อยหลังน้องสาวคีรินทร์ก็ทิ้งศีรษะลงกับพนักพิง หน้าตาคมสันซีดเซียวกว่าปกติ หากก็ยังพยายามคลี่ยิ้มส่งให้ภรรยาสาวที่ตอนนี้หน้าตูมอย่างเห็นได้ชัด ชายหนุ่มใช้ปลายนิ้วไล้แก้มเนียนบูดบึ้งนั้นเบาๆ พร้อมกับเอ่ยบอกไปด้วย“อย่าเพิ่งมาชวนผมรบตอนนี้นะ เวียนหัว ไม่พร้อมรบอย่างแรง วันนี้อยู่ที่ทำงานก็อ้วกทั้งวันเลย”จากที่คิดจะวีนให้เสียหน่อย แต่พอได้เห็นสภาพสามีแล้วศิริกานดาก็วีนให้ไม่ลง และเธอเดาได้ไม่อยากว่าเขาเป็นอะไร“เดี๋ยวกานไปเอาผ้าเย็นมาให้นะคะ”พอภรรยาสาวลุกก้าวออกไปคีรินทร์ก็หลับตาลงนิ่งเงียบ เพราะรู้สึกภายในห้องมันหมุนเคว้งไปหมด มองตรงไหนก็ตาลายราวกับพื้นตีกลับหากไม่กี่นาทีต่อมาชายหนุ่มก็ต้องลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อรู้สึกว่ามีผ้าเย็นๆ ลูบไล้มากับผิวหน้า พอเขาลืมตาปุ๊บคนที่ทำหน้าที่บริการผ้าเย็นก็เอ่ยถามออกมาเบาๆ ชนิดที่ว่าตรงประเด็นเผง ด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยซึ่งบอกไม่ได้ว่ากำลังอยู่ในอารมณ์ไหน“คุณคิงส์อยากมีลูกเหรอคะ”“จะอยากหรือไม่อยากตอนนี้ก็มีแล้วไงครับ”พูดพลางใช้ฝ่ามือใหญ่ลูบไล้หน้าท้องที่ยังแบนเรียบของเธอไปมาแผ่วเบา กิริยานุ่มนวลอ่อนโยนและน้ำเสียงน่าฟังของเขา ทำเอาอารมณ์ไม่พอ
“แกหมายความว่าไง”คนมีศักดิ์เป็นพี่สะใภ้สงสัยในคำพูดกำกวมปนวกวนของเพื่อนรักอยู่เต็มแก่ เธอจึงจ้องหน้านิ่งๆ เป็นการบังคับให้เพื่อนจอมแสบตอบออกมาตรงๆขณะที่คีรดาก็จ้องสบตาเพื่อนไม่ยอมหลบอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะผ่อนลมหายใจออกมายาวๆ แล้วถึงบอกออกไปเสียงดังฟังชัด“ฉันท้อง”“หา! นี่แกลืมไปฉีดยาคุมเหรอไอ้ควีน” ศิริกานดาเบิกตากว้างพร้อมโพล่งออกมาอย่างตกใจ“เดือนที่แล้วฉันก็ไปฉีดพร้อมกับแกไง จำไม่ได้เหรอ”“ถ้างั้นอาจจะไม่ใช่ก็ได้มั้ง คุณใหญ่เขาจะน้ำยาเด็ดจนยาคุมเอาไม่อยู่เชียวเหรอแก ไปตรวจให้ดีๆ เอาให้แน่ๆ ก่อนไหมไอ้ควีน”ศิริกานดายังพยายามคิดบวกเข้าไว้ และปลอบใจทั้งตัวเองและเพื่อนรักไปในคราวเดียวกัน ก็ไปฉีดยาคุมมาด้วยกัน ถ้าคีรดาท้องแล้วเธอจะรอดหรือ หากคำตอบของคีรดากลับทำเอาใจแป้วลงไปถนัดใจ“ฉันไปตรวจกับคุณหมอที่คลินิกมาแล้ว ท้องชัวร์ล้านเปอร์เซ็นต์” “แล้ว...ท้องได้ไง”คนตกใจปนอึ้งถามออกมาเบาๆ ราวกับคนละเมอ เพราะมันเป็นเรื่องใหญ่สำหรับบรรดาผู้หญิงอย่างพวกเธอ แถมยังเรียนปริญญาโทภาคปกติยังไม่จบกันเลย ถ้าท้องก็ต้องดรอปเรียนกันให้วุ่นวายอีก“ก็คุณหมอเจ้าของคลีนิกที่เราไปฉีดยาคุมเป็นเพื่อนพี่คิงส์กับ
“มันไม่ปฏิเสธแสดงว่าเรื่องจริง แกเตรียมสินสอดไปขอเมียให้มันได้เลยไอ้คิงส์”คีรินทร์ยักไหล่เบาๆ เพราะมันไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ที่เพิ่งรู้ เรื่องนี้เขาก็พอจะทราบจากคนงานที่ท่าเทียบเรือและเหมืองแร่ที่กระบี่มาบ้าง แต่ในเมื่อวาคินมันยังไม่พร้อมที่จะเปิดตัว เขาก็ไม่อยากจะเข้าไปยุ่ง ถ้าพร้อมเมื่อไรมันก็พูดออกมาเองนั่นแหละ“คืนนี้ฉันมีงานต้องทำ ขอตัวก่อนนะเพื่อน น้องควีนไปส่งพี่ที่หน้าบ้านหน่อย”เซบาสเตียนลุกจากโซฟาแล้วดึงร่างเล็กให้ก้าวตามออกไปยังหน้าคฤหาสน์ทันที ปล่อยให้คีรินทร์และศิริกานดามองตามไปอย่างไม่เข้าใจสักเท่าไร เพราะจู่ๆ คนที่นั่งทอดอารมณ์อยู่ดีๆ ก็เหมือนเพิ่งนึกอะไรขึ้นมาได้ แล้วเอ่ยขอตัวเสียอย่างนั้นชั่วครู่สองสามีภรรยาถึงหันมามองหน้ากันพลางคลี่ยิ้มน้อยๆ ก่อนทั้งคู่จะจับจูงกันลุกจากโซฟาก้าวขึ้นไปยังห้องพักบนชั้นสองของบ้าน เนื่องจากผ่านการเดินทางมายาวนานนับสิบชั่วโมงยังไม่ได้พักกันเลย“ไปตัดเล็บกันดีกว่านะเรา”ประโยคของสามีที่เอ่ยขึ้นขณะเดินเคียงกันออกมาจากห้องรับแขก ทำให้ศิริกานดาต้องเหล่ตามองอย่างไม่ไว้ใจ ก่อนเธอจะลองเชิงแย็บถามดู“ตัดเล็บเฉยๆ นะคะ”“ฝันไปเถอะทูนหัว”ภรรยาสาวค้อ
เมื่อเห็นว่าสองหนุ่มยังคงเงียบกริบอย่างเถียงไม่ออก คีรินทร์จึงจัดการเทศนาต่อ“แต่แกสองคนกัดกันไปมาแบบนี้คิดว่าคนที่อยู่ตรงกลางและรักพวกแกไม่น้อยไปกว่ากันจะมีความสุขไหม ฉันเองเห็นเฉยๆ อย่างนี้ก็ไม่ได้สบายใจนักหรอกนะ นั่นก็น้องชาย นี่ก็เพื่อน ฉันไม่เข้าข้างใครทั้งนั้นแหละ ฉันรู้ว่าแกรักน้องสาว ไอ้คิน ส่วนแกไอ้ใหญ่ ถ้ารักยัยควีนจริงก็เลิกทะเลาะกันสักที ความสุขของคนที่พวกแกรักแค่นี้ให้ไม่ได้หรือไงวะ”นักมวยคู่เอกต่างนั่งกันสงบนิ่งราวกับซึ้งในรสพระธรรม ก่อนที่วาคินจะเมินหน้าไปอีกทาง ด้านเซบาสเตียนก็ปล่อยลมหายใจออกมาหนักๆ แต่ก็ไม่มีใครพูดอะไรออกมา หากทุกคนที่นั่งกันอยู่โดยรอบก็โล่งใจไปตามๆ กัน ต่างเข้าใจดีว่าการที่คนไม่กินแหนงแคลงใจกันมานาน แล้วจู่ๆ จะให้มาคืนดีกันมันคงไม่ใช่เรื่องง่ายนักหรอก แค่ทั้งสองไม่หาเรื่องลับฝีปาก และต่างคนต่างเฉย นี่ก็ถือว่าเป็นฤกษ์ดีที่สุดแล้วโดยเฉพาะศิริกานดาที่แอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ตอนที่ก้าวเข้ามาในบ้านเธอยังไม่มั่นใจในสีหน้าและท่าทางของคนเป็นสามีสักเท่าไร ด้วยนิสัยอารมณ์ร้อนของเขา เธอก็อดแอบหวั่นใจอยู่ลึกๆ ไม่ได้ว่าเขาจะมาอาละวาดให้เข้าหน้ากันไม่ติดเข้า







