تسجيل الدخولด้านคีรินทร์เมื่อเห็นว่าคนตัวเล็กยืนได้มั่นคงแล้วจึงได้วางใจยอมปล่อยลำแขนกลมกลึง ก่อนล้วงมือถือจากในกระเป๋ากางเกงเอามากดหน้าจอ แล้วใช้ความสว่างของมันส่องลงบนพื้นถนน พลางไล่เก็บหนังสือเรียนที่หล่นกระจัดกระจายอยู่บนพื้นนั้นขึ้นมาถือเอาไว้ให้ซะเอง พอเก็บโทรศัพท์ซุกไว้ในกระเป๋าที่เดิมเสร็จ มือใหญ่ก็คว้าข้อมือเล็กดึงให้ก้าวตามพาออกไปจากที่ตรงนั้น
หากเดินมาได้ครู่เดียวร่างเล็กที่ก้าวตามมาอยู่ดีๆ ก็เริ่มก้าวเชื่องช้าลง เรียกได้ว่าแทบลากขาเดินตามเลยก็ว่าได้ ทำให้คนจับจูงต้องหันกลับไปมองอย่างสงสัย มันค่อนข้างมืดก็จริง แต่เขม้นมองดีๆ ก็จะเห็นว่าเรียวปากอิ่มถูกเจ้าของกัดเอาไว้แน่น พร้อมกับก้มลงมองเท้าของตัวเองอยู่ตลอดเวลา เขาจึงอดถามขึ้นมาไม่ได้
“เป็นอะไร”
“ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ แต่กานเจ็บตรงปลายเท้าแปลกๆ”
คีรินทร์พยายามเพ่งมองปลายเท้าของสาวเจ้า แต่มันก็มืดมากมองไม่เห็นสิ่งผิดปกติใดๆ และชายหนุ่มก็ขี้เกียจจะมาเสียเวลาหาสาเหตุอาการบาดเจ็บของคุณเธอท่ามกลางความมืดเช่นนี้ จึงตัดสินใจยื่นข้าวของทั้งหมดที่ตนเองถืออยู่คืนกลับไปให้เจ้าของ
ศิริกานดาก็รับเอามาถือไว้แบบงงๆ แต่พอเห็นเขาก้มลงเตรียมพร้อมจะช้อนลำแขนแข็งแรงเข้ากับข้อพับ บอกให้รู้ว่าเขาจะอุ้มเธอแน่นอน หญิงสาวจึงรีบขยับขาหนีอย่างลืมตัวว่าตนเองเจ็บเท้าอยู่ พร้อมกับประท้วงหน้าตาแตกตื่น
“อุ๊ย! ไม่ต้องค่ะ กานพอเดินไหว โอ้ย!”
พูดยังไม่ทันขาดคำก็ต้องร้องออกมาอย่างลืมตัวเพราะเธอขยับขาเร็วไปนิด และทำท่าว่าจะหงายหลังลงไปอีกหน ถ้าหากมือใหญ่จะไม่ตามมารั้งลำแขนเรียวเล็กจับกุมเอาไว้แน่น ซึ่งมาพร้อมกับคำบ่นน้ำเสียงดุๆ
“อย่ามาอวดเก่งตอนนี้นะ เจ็บแล้วยังไม่เจียม เดินเป็นเต่าแบบนี้เมื่อไรจะถึงบ้านสักที”
จบประโยคห้วนๆ นั้นร่างบางก็ถูกช้อนลอยหวือเข้าสู่อ้อมแขนแข็งแรงไปอย่างรวดเร็ว แล้วขายาวๆ ก็พาก้าวไปข้างหน้าทันที คนถูกอุ้มจึงได้แต่ก้มหน้าสีระเรื่องุดๆ มุดอยู่กับแผงอกกว้างอย่างพูดอะไรไม่ออก
ไม่นานก็มาถึงหน้าบ้านสองชั้นขนาดไม่ใหญ่มากนัก รั้วกับประตูเป็นไม้ระแนงสูงเลยศีรษะคีรินทร์อยู่เล็กน้อย มีซุ้มเฟื่องฟ้าปกคลุมประตูบ้านเป็นพุ่มใหญ่ ที่ศิริกานดาบอกว่าเป็นบ้านของเธอ สมบัติตกทอดที่คนเป็นป้า พี่สาวแท้ๆ ของบิดาทิ้งเอาไว้ให้ ซึ่งป้าของศิริกานดามีอาชีพทำขนมไทยขาย ไม่มีทั้งสามีและลูกเพราะครองตัวเป็นโสดมาโดยตลอด
เมื่อศิริกานดาอายุได้เพียงห้าขวบ บิดากับมารดาก็เสียชีวิตลงด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ด้วยกันทั้งคู่ นับตั้งแต่นั้นมาคนเป็นป้าก็เฝ้าเลี้ยงดูหลานสาวเพียงคนเดียว ให้ทั้งความรักและความอบอุ่นเสมือนลูกในอุทรคนหนึ่งมาโดยตลอด จนสาวน้อยไม่ได้รู้สึกว้าเหว่หรือขาดอะไร ก่อนที่ผู้เป็นป้าจะจากไปอีกคนด้วยโรคร้ายเมื่อสามปีก่อน แต่ก็เป็นบุญหนักหนาที่สาวน้อยกำพร้าอย่างเธอไม่ต้องไปเช่าห้องพักอยู่ให้เปลืองค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ไม่อย่างนั้นศิริกานดาคงต้องลำบากกว่านี้อีกหลายเท่านัก
“เปิดประตูเร็ว”
คนมาส่งออกคำสั่งกับคนที่อุ้มอยู่ในอ้อมแขนซึ่งยังไม่คิดจะปล่อยให้ลงยืนกับพื้นเมื่อมาหยุดยืนตรงประตูรั้วหน้าบ้าน ศิริกานดาจึงจำต้องล้วงกุญแจบ้านในกระเป๋าออกมาเปิดประตูทั้งๆ ที่อยู่ในอ้อมแขนของชายหนุ่มแบบนั้นนั่นแหละ แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าเขาไม่หนักบ้างหรือไง ระยะทางจากที่เกิดเหตุมาถึงหน้าบ้านของเธอก็หลายร้อยเมตรไกลเอาการอยู่นะ
หากเธอยังไม่กล้าถาม ดูจากสีหน้าตึงๆ ของคนอุ้มในขณะนี้ไม่สมควรชวนเสวนาด้วยอย่างยิ่ง เพราะเสี่ยงต่อการถูกโยนลงตรงหน้าบ้านเป็นอย่างมาก และตอนนี้เธอรู้สึกปวดหนึบๆ ตรงปลายเท้า คิดว่าเดินเข้าบ้านเองไม่รอดแล้วแน่ๆ
หลังจากเจ้าบ้านสาวเปิดประตูในบ้านและกดสวิตช์ไฟข้างประตูเปิดเรียบร้อย คีรินทร์ก็วางร่างในอ้อมแขนให้นั่งลงตรงโซฟาในห้องรับแขก ก่อนชายหนุ่มจะทรุดลงนั่งบนส้นเท้า ทำท่าจะคว้าเท้าเล็กข้างที่เจ็บเอามาดู แต่ศิริกานดาก็รีบขยับเท้าหนีอย่างตกใจในการกระทำของเขา
กระทั่งตาคมกริบเงยขึ้นมาจ้องหน้าเธอดุๆ นั่นแหละคนเท้าเจ็บถึงได้นั่งอยู่นิ่งๆ ยอมให้มือแข็งแรงจับข้อเท้าเล็กข้างที่เจ็บเอาไว้แน่น ส่วนมือใหญ่อีกข้างของเขาก็จัดการดึงรองเท้าคัทชูที่ตอนนี้เห็นว่าหัวมันเปิดไปเป็นแถบออกจากปลายเท้าเล็ก ก็พบว่าหัวแม่โป้งของเท้าเรียวขาวเล็บเปิดอยู่เกือบครึ่ง และเลือดก็ยังไหลอยู่เป็นทาง คงจะเตะโดนของมีคมอะไรสักอย่างเข้าแน่ๆ แล้วเสียงทุ้มก็เป็นฝ่ายเอ่ยถามขึ้นมา
“มียาใส่แผลไหม อยู่ตรงไหน”
ศิริกานดาอยากจะบอกเหลือเกินว่าเธอทำแผลเองก็ได้ แต่ตาสีสนิมคมเข้มที่กำลังจ้องหน้ามานิ่งสนิทและติดจะดุๆ อยู่เช่นเคย ราวกับรอจะเอาคำตอบอย่างตั้งใจก็ทำเอาสาวน้อยไม่กล้าปฏิเสธ จึงได้แต่เอ่ยตอบออกไปเบาๆ เท่านั้น
“มีกล่องยาอยู่ในลิ้นชักชั้นบนสุดที่อยู่ติดกับบันไดน่ะค่ะ”
คีรินทร์จึงเดินไปหากล่องยา พอเจอก็ถือติดมือกลับมานั่งที่เก่าด้วยท่าเดิม แล้วลงมือทำแผลให้โดยไม่พูดไม่จา ด้านศิริกานดาก็ได้แต่หลุบตาลงมองผู้ชายที่กำลังก้มหน้าก้มตาทำแผลตรงปลายเท้าของเธออยู่เงียบๆ ทว่ารู้สึกหัวใจดวงน้อยๆ มันเต้นผิดจังหวะแปลกๆ หากกลับอบอุ่นในใจและตื้อๆ จนแน่นหน้าอกอย่างบอกไม่ถูก ก็เธอโตมาจนอายุยี่สิบเอ็ดปียังไม่เคยมีผู้ชายคนไหนทำให้เธอแบบนี้มาก่อน เพราะเมื่อก่อนไม่ว่าจะได้แผลน้อยแผลใหญ่ก็มีแต่คนเป็นป้าเท่านั้นที่คอยทำให้
ตอนนี้ห้องทำงานของคีรินทร์แทบเปลี่ยนเป็นห้องเลี้ยงเด็กอ่อนไปแล้ว เพราะมีข้าวของเครื่องใช้ของลูกชายเต็มไปหมด มีแม้กระทั่งเตียงนอนหลังใหญ่ที่คีรินทร์สั่งซื้อแล้วขนมาไว้ในห้องทำงาน ซึ่งสามารถลงไปนอนกลิ้งเล่นได้ทั้งสามคนพ่อแม่ลูกเลยก็ว่าได้“ไม่เมื่อยหรอกครับ อีกสักสิบคนก็ยังไหว ว่าแต่คุณเถอะ พร้อมไหม”“หึ! พูดอะไรนึกถึงตอนแพ้ท้องด้วยนะคะ”ศิริกานดาปรายตาค้อนพร้อมกับปรามาสให้ไปเล็กน้อย เพราะตอนเธอท้องเจ้าหนูคีต คีรินทร์แพ้หนักมากอยู่สี่เดือนเต็ม ตื่นเช้ามาต้องวิ่งเข้าห้องน้ำอ้วกเกือบทุกวัน และมีอาการวิงเวียนปวดหัวอยู่ตลอดเวลา จนต้องพกทั้งยาดม ยาลม ยาหอมติดตัวเอาไว้ประจำราวกับคนสูงวัย บางวันชายหนุ่มทำงานแทบไม่ได้จนต้องหาที่นอนพักงีบเอาแรง แล้วโยนให้ลูกน้องไปทำงานแทนอยู่บ่อยๆ นึกแล้วศิริกาดาก็แอบขำ ขณะที่สามีหนุ่มก็โต้กลับมายิ้มๆ“แพ้ท้องแค่นี้เรื่องจิ๊บๆ”“ปากดีไปเถอะ”“ไอ้ใหญ่มันชวนผมฟอร์มทีมฟุตบอล มันรับผิดชอบไปหกคน ส่วนผมห้าคน คุณโอเคไหม”“โนค่ะ ขออีกสองพอแล้วนะคะ ถ้าห้าคนสภาพกานคงเยินน่าดูเลย และบอกเอาไว้ก่อนเลย ว่าห้ามไปรวมหัวคิดแผนการปั๊มลูกไม่บอกไม่กล่าวกันอีกเป็นอันขาดเลยนะคะ ไม่งั
หลังจากเรียนเสร็จศิริกานดาก็ขับรถมาจนถึงตึกสูงระฟ้าที่ตั้งของบริษัทเคพี แม็คเวล กรุ๊ปเอาตอนเกือบห้าโมงเย็น หญิงสาวขึ้นลิฟต์แก้วไปยังชั้นที่สามสิบซึ่งเป็นห้องทำงานของเจ้าของอาณาจักรแห่งนี้ และขณะนี้หัวใจอีกสองดวงของเธออยู่ที่นี่พอลิฟต์เปิดออกเธอก็ก้าวตรงไปยังหน้าห้องทำงานของสามีแล้วเอ่ยทักทายคุณเลขาฯ ที่นั่งประจำโต๊ะอยู่ตรงหน้าห้องอย่างคุ้นเคยกันดี เพราะช่วงสองเดือนมานี้ได้เจอกันอยู่บ่อยๆ“สวัสดีค่ะคุณริสา”ศิริกานดาแย้มยิ้มหวานส่งให้พร้อมกับยกมือไหว้เรียบร้อย เล่นเอาเลขาฯ สาวใหญ่รับไหว้แทบไม่ทัน ถึงแม้คนที่ทักทายมาก่อนจะอ่อนวัยกว่ามาก แต่เธอคือดวงใจของเจ้านายหนุ่มที่กำลังนั่งทำงานอยู่ในห้อง เปรียบเสมือนเป็นเจ้านายสาวอีกหนึ่งคนก็ย่อมได้ แต่ภรรยาสาวคนสวยของเจ้านายก็ไม่เคยถือเนื้อถือตัว พูดคุยทักทายกับพนักงานอย่างเธอด้วยความเป็นกันเองทุกครั้ง เป็นริสาเองเสียอีกที่รู้สึกกระอักกระอ่วนชอบกลที่ต้องมารับการเคารพจากภรรยาของคนเป็นเจ้านาย เธอจึงคลี่ยิ้มแห้งๆ เล็กน้อย แล้วถึงเอ่ยทักทายตอบ“สวัสดีค่ะ คุณหนูคีตน่าจะหลับปุ๋ยไปแล้ว ตอนริสาเอางานเข้าไปให้เห็นเจ้านายกำลังกล่อมตาปรือเชียวค่ะ”คุณหนูคีต
คล้อยหลังน้องสาวคีรินทร์ก็ทิ้งศีรษะลงกับพนักพิง หน้าตาคมสันซีดเซียวกว่าปกติ หากก็ยังพยายามคลี่ยิ้มส่งให้ภรรยาสาวที่ตอนนี้หน้าตูมอย่างเห็นได้ชัด ชายหนุ่มใช้ปลายนิ้วไล้แก้มเนียนบูดบึ้งนั้นเบาๆ พร้อมกับเอ่ยบอกไปด้วย“อย่าเพิ่งมาชวนผมรบตอนนี้นะ เวียนหัว ไม่พร้อมรบอย่างแรง วันนี้อยู่ที่ทำงานก็อ้วกทั้งวันเลย”จากที่คิดจะวีนให้เสียหน่อย แต่พอได้เห็นสภาพสามีแล้วศิริกานดาก็วีนให้ไม่ลง และเธอเดาได้ไม่อยากว่าเขาเป็นอะไร“เดี๋ยวกานไปเอาผ้าเย็นมาให้นะคะ”พอภรรยาสาวลุกก้าวออกไปคีรินทร์ก็หลับตาลงนิ่งเงียบ เพราะรู้สึกภายในห้องมันหมุนเคว้งไปหมด มองตรงไหนก็ตาลายราวกับพื้นตีกลับหากไม่กี่นาทีต่อมาชายหนุ่มก็ต้องลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อรู้สึกว่ามีผ้าเย็นๆ ลูบไล้มากับผิวหน้า พอเขาลืมตาปุ๊บคนที่ทำหน้าที่บริการผ้าเย็นก็เอ่ยถามออกมาเบาๆ ชนิดที่ว่าตรงประเด็นเผง ด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยซึ่งบอกไม่ได้ว่ากำลังอยู่ในอารมณ์ไหน“คุณคิงส์อยากมีลูกเหรอคะ”“จะอยากหรือไม่อยากตอนนี้ก็มีแล้วไงครับ”พูดพลางใช้ฝ่ามือใหญ่ลูบไล้หน้าท้องที่ยังแบนเรียบของเธอไปมาแผ่วเบา กิริยานุ่มนวลอ่อนโยนและน้ำเสียงน่าฟังของเขา ทำเอาอารมณ์ไม่พอ
“แกหมายความว่าไง”คนมีศักดิ์เป็นพี่สะใภ้สงสัยในคำพูดกำกวมปนวกวนของเพื่อนรักอยู่เต็มแก่ เธอจึงจ้องหน้านิ่งๆ เป็นการบังคับให้เพื่อนจอมแสบตอบออกมาตรงๆขณะที่คีรดาก็จ้องสบตาเพื่อนไม่ยอมหลบอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะผ่อนลมหายใจออกมายาวๆ แล้วถึงบอกออกไปเสียงดังฟังชัด“ฉันท้อง”“หา! นี่แกลืมไปฉีดยาคุมเหรอไอ้ควีน” ศิริกานดาเบิกตากว้างพร้อมโพล่งออกมาอย่างตกใจ“เดือนที่แล้วฉันก็ไปฉีดพร้อมกับแกไง จำไม่ได้เหรอ”“ถ้างั้นอาจจะไม่ใช่ก็ได้มั้ง คุณใหญ่เขาจะน้ำยาเด็ดจนยาคุมเอาไม่อยู่เชียวเหรอแก ไปตรวจให้ดีๆ เอาให้แน่ๆ ก่อนไหมไอ้ควีน”ศิริกานดายังพยายามคิดบวกเข้าไว้ และปลอบใจทั้งตัวเองและเพื่อนรักไปในคราวเดียวกัน ก็ไปฉีดยาคุมมาด้วยกัน ถ้าคีรดาท้องแล้วเธอจะรอดหรือ หากคำตอบของคีรดากลับทำเอาใจแป้วลงไปถนัดใจ“ฉันไปตรวจกับคุณหมอที่คลินิกมาแล้ว ท้องชัวร์ล้านเปอร์เซ็นต์” “แล้ว...ท้องได้ไง”คนตกใจปนอึ้งถามออกมาเบาๆ ราวกับคนละเมอ เพราะมันเป็นเรื่องใหญ่สำหรับบรรดาผู้หญิงอย่างพวกเธอ แถมยังเรียนปริญญาโทภาคปกติยังไม่จบกันเลย ถ้าท้องก็ต้องดรอปเรียนกันให้วุ่นวายอีก“ก็คุณหมอเจ้าของคลีนิกที่เราไปฉีดยาคุมเป็นเพื่อนพี่คิงส์กับ
“มันไม่ปฏิเสธแสดงว่าเรื่องจริง แกเตรียมสินสอดไปขอเมียให้มันได้เลยไอ้คิงส์”คีรินทร์ยักไหล่เบาๆ เพราะมันไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ที่เพิ่งรู้ เรื่องนี้เขาก็พอจะทราบจากคนงานที่ท่าเทียบเรือและเหมืองแร่ที่กระบี่มาบ้าง แต่ในเมื่อวาคินมันยังไม่พร้อมที่จะเปิดตัว เขาก็ไม่อยากจะเข้าไปยุ่ง ถ้าพร้อมเมื่อไรมันก็พูดออกมาเองนั่นแหละ“คืนนี้ฉันมีงานต้องทำ ขอตัวก่อนนะเพื่อน น้องควีนไปส่งพี่ที่หน้าบ้านหน่อย”เซบาสเตียนลุกจากโซฟาแล้วดึงร่างเล็กให้ก้าวตามออกไปยังหน้าคฤหาสน์ทันที ปล่อยให้คีรินทร์และศิริกานดามองตามไปอย่างไม่เข้าใจสักเท่าไร เพราะจู่ๆ คนที่นั่งทอดอารมณ์อยู่ดีๆ ก็เหมือนเพิ่งนึกอะไรขึ้นมาได้ แล้วเอ่ยขอตัวเสียอย่างนั้นชั่วครู่สองสามีภรรยาถึงหันมามองหน้ากันพลางคลี่ยิ้มน้อยๆ ก่อนทั้งคู่จะจับจูงกันลุกจากโซฟาก้าวขึ้นไปยังห้องพักบนชั้นสองของบ้าน เนื่องจากผ่านการเดินทางมายาวนานนับสิบชั่วโมงยังไม่ได้พักกันเลย“ไปตัดเล็บกันดีกว่านะเรา”ประโยคของสามีที่เอ่ยขึ้นขณะเดินเคียงกันออกมาจากห้องรับแขก ทำให้ศิริกานดาต้องเหล่ตามองอย่างไม่ไว้ใจ ก่อนเธอจะลองเชิงแย็บถามดู“ตัดเล็บเฉยๆ นะคะ”“ฝันไปเถอะทูนหัว”ภรรยาสาวค้อ
เมื่อเห็นว่าสองหนุ่มยังคงเงียบกริบอย่างเถียงไม่ออก คีรินทร์จึงจัดการเทศนาต่อ“แต่แกสองคนกัดกันไปมาแบบนี้คิดว่าคนที่อยู่ตรงกลางและรักพวกแกไม่น้อยไปกว่ากันจะมีความสุขไหม ฉันเองเห็นเฉยๆ อย่างนี้ก็ไม่ได้สบายใจนักหรอกนะ นั่นก็น้องชาย นี่ก็เพื่อน ฉันไม่เข้าข้างใครทั้งนั้นแหละ ฉันรู้ว่าแกรักน้องสาว ไอ้คิน ส่วนแกไอ้ใหญ่ ถ้ารักยัยควีนจริงก็เลิกทะเลาะกันสักที ความสุขของคนที่พวกแกรักแค่นี้ให้ไม่ได้หรือไงวะ”นักมวยคู่เอกต่างนั่งกันสงบนิ่งราวกับซึ้งในรสพระธรรม ก่อนที่วาคินจะเมินหน้าไปอีกทาง ด้านเซบาสเตียนก็ปล่อยลมหายใจออกมาหนักๆ แต่ก็ไม่มีใครพูดอะไรออกมา หากทุกคนที่นั่งกันอยู่โดยรอบก็โล่งใจไปตามๆ กัน ต่างเข้าใจดีว่าการที่คนไม่กินแหนงแคลงใจกันมานาน แล้วจู่ๆ จะให้มาคืนดีกันมันคงไม่ใช่เรื่องง่ายนักหรอก แค่ทั้งสองไม่หาเรื่องลับฝีปาก และต่างคนต่างเฉย นี่ก็ถือว่าเป็นฤกษ์ดีที่สุดแล้วโดยเฉพาะศิริกานดาที่แอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ตอนที่ก้าวเข้ามาในบ้านเธอยังไม่มั่นใจในสีหน้าและท่าทางของคนเป็นสามีสักเท่าไร ด้วยนิสัยอารมณ์ร้อนของเขา เธอก็อดแอบหวั่นใจอยู่ลึกๆ ไม่ได้ว่าเขาจะมาอาละวาดให้เข้าหน้ากันไม่ติดเข้า







