Masukถนนภายนอกเงียบสงัด แสงไฟสีส้มทอดยาวลงบนพื้นเปียกชื้น รถของครอบครัวหญิงสาวชุดแดงเพิ่งแล่นหายไปจากสายตา แต่ความหวาดกลัวกลับยังไม่หายตามไปด้วย
เธอรู้สึกเหมือนอีกฝ่ายอาจย้อนกลับมาเมื่อไรก็ได้
ตำรวจหนุ่มใส่แว่นที่สอบปากคำเธอเดินออกมาจากสถานีพอดี เขาหยุดมองนาเดียร์ ก่อนถามด้วยน้ำเสียงสุภาพ
“คุณเป็นอะไรหรือเปล่าครับ?”
นาเดียร์เม้มริมฝีปาก
เธอลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตัดสินใจพูดออกไปตามตรง
“ฉันกลัวค่ะ”
ตำรวจหนุ่มนิ่งฟัง
“ฉันรู้ว่าตอนนี้เธอถูกปล่อยกลับไปแล้ว แต่ฉันยังรู้สึกเหมือนเธอจะตามมาอีก”
นาเดียร์กอดแขนตัวเองแน่น
“คุณช่วยไปส่งฉันกับครอบครัวที่บ้านได้ไหมคะ? หรือช่วยให้ตำรวจสักคนไปด้วยก็ได้”
ชายหนุ่มมองเธอผ่านเลนส์แว่น แววตาสงบนิ่งของเขาดูแตกต่างจากเจ้าหน้าที่คนอื่นที่พยายามทำให้เรื่องทั้งหมดจบลงโดยเร็ว
“ได้ครับ”
เขาตอบโดยไม่ลังเล
“ผมจะไปส่งคุณเอง”
“ขอบคุณค่ะ คุณ…”
“ผมร้อยตำรวจเอกคีรินทร์”
เขาแนะนำตัว ก่อนเปิดประตูรถให้เธอ
“คืนนี้ผมจะพาคุณกลับบ้าน แต่หลังจากนี้คุณต้องระวังตัวไว้ให้มาก หากผู้หญิงคนนั้นติดต่อมา หรือคุณพบเห็นอะไรผิดปกติ ให้โทรหาผมทันที”
คีรินทร์ยื่นนามบัตรให้
นาเดียร์รับมันมาด้วยมือที่ยังสั่นอยู่
ก่อนขึ้นรถ เธอหันกลับไปมองสถานีตำรวจอีกครั้ง
บนโต๊ะด้านใน ถุงหลักฐานที่ใส่อุปกรณ์ของหญิงสาวชุดแดงยังคงวางอยู่ใต้แสงไฟสีขาว
โลโก้สีทองบนกุญแจมือสะท้อนแสงวาบ
XAVIER
นาเดียร์พยายามบอกตัวเองว่ามันเป็นเพียงชื่อแบรนด์
เป็นเพียงความบังเอิญ
แต่ในส่วนลึกของจิตใจ เธอรู้ดีว่าเหตุการณ์ในคืนนี้ยังไม่จบลง
และหญิงสาวคนนั้นไม่ได้พาเธอไปโรงแรมเพียงเพื่อความสนุกอย่างแน่นอน...
หลังจากคืนนั้น ฉันก็ไม่กล้าออกจากบ้านอีกเลย
ช่วงสองสามวันแรก ทุกคนคิดว่าฉันเพียงต้องการเวลาเพื่อสงบสติอารมณ์ แม่สั่งให้แม่บ้านยกอาหารขึ้นมาให้ถึงห้อง อาเธอร์ยกเลิกนัดเกือบทั้งหมดเพื่ออยู่เป็นเพื่อน ส่วนพ่อก็โทรหาทนายและคนรู้จักแทบทั้งวัน หวังจะทำให้คดีที่โรงพักเดินหน้าต่อ
แต่เมื่อเวลาผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ ฉันก็ยังไม่ยอมก้าวออกจากประตูรั้ว
เพียงได้ยินเสียงรถชะลออยู่หน้าบ้าน หัวใจก็เต้นแรงจนแทบหายใจไม่ออก
ทุกครั้งที่โทรศัพท์ดัง ฉันจะสะดุ้งและรีบพลิกหน้าจอลง เพราะกลัวว่าจะเห็นข้อความจากหญิงสาวคนนั้น
แม้เธอจะไม่เคยติดต่อมาเลยก็ตาม
บางทีความเงียบของเธอก็น่ากลัวยิ่งกว่าการคุกคามตรง ๆ เสียอีก
มันทำให้ฉันไม่รู้ว่าเธออยู่ที่ไหน กำลังทำอะไร หรือกำลังมองฉันผ่านหน้าต่างบานใดอยู่หรือเปล่า
ฉันปิดผ้าม่านทุกบานในห้องนอน
ล็อกประตูสองชั้น
และเริ่มตรวจหน้าต่างก่อนเข้านอนคืนละหลายรอบ
ต่อให้แน่ใจว่าทุกบานถูกล็อกแล้ว ฉันก็ยังอดเดินกลับไปตรวจซ้ำไม่ได้
“นาเดียร์”
เสียงเคาะประตูดังขึ้นเบา ๆ
ฉันสะดุ้งจนโทรศัพท์แทบหลุดมือ
“พี่เอง”
เมื่อได้ยินเสียงอาเธอร์ ฉันจึงถอนหายใจแล้วเดินไปเปิดประตู
พี่ชายยืนถือจานผลไม้อยู่ด้านนอก เขาดูอิดโรยไม่ต่างจากฉันนัก ใต้ตาคล้ำจากการนอนน้อยและเขายังคงมีอาการปวดหัวอยู่เป็นระยะ
“แม่ให้เอามาให้”
เขายื่นจานมา
“หนูไม่หิว”
“ตอนเที่ยงก็พูดแบบนี้”
“เดี๋ยวค่อยกิน”
อาเธอร์ไม่ได้ยื่นจานให้ฉันอีก เขากลับเดินเข้ามาในห้อง วางมันลงบนโต๊ะ แล้วหันมามองรอบตัว
ผ้าม่านถูกปิดจนห้องมืดสนิท แม้เวลานั้นจะเพิ่งบ่ายสาม
“เปิดหน้าต่างหน่อยไหม”
“ไม่เอา”
“ในห้องไม่มีอากาศแล้ว”
“เปิดแอร์ก็พอ”
“นาเดียร์”
น้ำเสียงของเขานุ่มลง
“น้องจะอยู่แบบนี้ตลอดไปไม่ได้”
ฉันเม้มริมฝีปาก ก่อนเดินกลับไปนั่งบนเตียง
“หนูยังไม่พร้อม”
อาเธอร์มองฉันอยู่ครู่หนึ่ง แล้วนั่งลงข้าง ๆ
“ตำรวจคนนั้นโทรมารึยัง?”
ฉันส่ายหน้า
หลังจากร้อยตำรวจเอกคีรินทร์มาส่งฉันที่บ้าน เขาโทรมาถามอาการเพียงครั้งเดียวในเช้าวันต่อมา ก่อนบอกว่าคดีอยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐาน
นับจากนั้นก็ไม่มีข่าวเพิ่มเติม
ฉันเคยคิดจะโทรหาเขาหลายครั้ง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้กดออก
ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะพูดอะไร
จะบอกว่าฉันกลัวคนที่ตำรวจปล่อยตัวกลับบ้านไปแล้วอย่างนั้นหรือ
หรือจะเล่าว่า ทุกคืนฉันฝันถึงเรื่องประหลาดที่ยิ่งนานวันก็ยิ่งเหมือนความทรงจำมากกว่าความฝัน
“เมื่อคืนฝันอีกรึเปล่า?” อาเธอร์ถาม
ฉันนิ่งไปเล็กน้อย
“ไม่”
เขาหันมามองทันที
“โกหก”
“พี่รู้ได้ยังไง”
“เมื่อคืนเธอร้องเสียงดังจนฉันต้องมายืนเคาะประตูอยู่ตั้งนาน”
ฉันก้มมองมือตัวเอง
ปลายนิ้วทั้งสิบเย็นเฉียบ ทั้งที่ในห้องไม่ได้หนาว
ความฝันเมื่อคืนยังคงติดอยู่ในหัวชัดเจนจนน่าขนลุก
มันเริ่มต้นเหมือนกับทุกคืน
ฉันยืนอยู่ในสถานที่ที่ไม่รู้จัก
ท้องฟ้าเหนือศีรษะมืดสนิท ไม่มีดวงจันทร์ ไม่มีดวงดาว มีเพียงแสงจากคบเพลิงซึ่งปักเรียงรายไปตามลานดินกว้าง
รอบตัวมีผู้คนจำนวนมากแต่งกายด้วยเสื้อผ้าแบบเก่า บางคนสวมผ้าคลุมศีรษะ บางคนสวมหน้ากากไม้แกะสลักเป็นรูปสัตว์
ทุกคนเดินวนเป็นวงกลม
ฝ่าเท้ากระทบพื้นพร้อมกันเป็นจังหวะ
ตึก
ตึก
ตึก
เสียงกลองดังช้า ๆ จากที่ไกลออกไป
เซบาสเตียนแตะใบหน้านาง“เพราะชีวิตหนึ่งซึ่งเจ้ามองข้าเป็นคนแปลกหน้า ยังดีกว่านิรันดร์ที่ไม่มีเจ้าอยู่ในจักรวาล”คีรินทร์ซึ่งยืนฟังอยู่ไม่ไกลเข้าใจในเวลานั้นว่า ผู้เป็นนายกับตนไม่ได้แตกต่างกันเลยเซบาสเตียนยอมให้นางเกิดซ้ำ เพื่อให้มีโอกาสถูกเลือกส่วนคีรินทร์ยอมเฝ้าวงจร เพื่อให้มีโอกาสอยู่ข้างนางก่อนความทรงจำกลับมาชายทั้งสองรู้ว่า การเวียนว่ายจะสร้างความเจ็บปวดแต่ไม่มีใครยอมปล่อยเพราะสำหรับผู้เป็นอมตะ ความสูญเสียไม่ใช่การเห็นคนรักตายเพียงครั้งเดียวมันคือการต้องมีชีวิตต่อไปตลอดกาล โดยรู้ว่าคนคนนั้นเคยมีอยู่ และจะไม่มีวันกลับมาอีกเซบาสเตียนกลัวความว่างเปล่านั้นคีรินทร์ก็เช่นกันจึงไม่มีใครถามอมาเรียว่า ความปรารถนาที่เอ่ยในวันที่สิ้นหวัง ยังเป็นสิ่งที่นางต้องการจริงหรือไม่พวกเขาเพียงเปิดวงจรอีกครั้งชีวิตแรกของการเกิดใหม่จบลงเร็วกว่าที่ทุกคนคาดเมื่อข่าวเรื่องปีศาจแพร่ไปถึงศาสนจักร ครอบครัวของอมาเรียถูกกล่าวหาว่าทำสัญญากับสิ่งชั่วร้ายทหารถูกส่งมาล้อมคฤหาสน์บิดาของนางถูกสังหารขณะปกป้องลูกมารดาถูกจับส่วนน้องชายถูกนำไปเป็นตัวประกัน เพื่อบังคับให้อมาเรียยอมมอบตัวประวัติศาสตร์เริ่ม
เซบาสเตียนมองหญิงสาวในอ้อมแขนของคีรินทร์ความเงียบอันหนักอึ้งปกคลุมห้อง“ส่งนางมาให้ข้า”คีรินทร์กระชับแขนแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว“ร่างของนางยังรับความทรงจำไม่ได้”“เพราะเจ้าปลุกนางเร็วเกินไป”“ข้าเพียงสอนเรื่องอดีต”“เจ้าพูดชื่อข้า?”“นางจำได้เอง”เซบาสเตียนยื่นมือออกมา“ส่งมา”คีรินทร์ไม่ขยับปีศาจผู้เป็นนายมองการต่อต้านของลูกน้องด้วยสีหน้าเย็นชา“เจ้าลืมหน้าที่หรือ”“หน้าที่ของข้าคือปกป้องนาง”“หน้าที่ของเจ้าคือพานางกลับมาหาข้า”“หากท่านแตะต้องตอนนี้ วิญญาณนางอาจแตกสลาย”“ข้ารู้วิธีรักษานางดีกว่าเจ้า”“ท่านรู้วิธีรักษา หรือรู้เพียงวิธีครอบครอง”คำพูดนั้นทำให้เงาทั่วห้องเคลื่อนไหวหน้าต่างทุกบานปิดกระแทกพร้อมกันเซบาสเตียนเข้ามาหยุดตรงหน้า“เจ้ากำลังท้าทายข้าเพราะนาง?”คีรินทร์สบตาผู้เป็นนาย“ข้าไม่ยอมให้นางเจ็บอีก”“เจ้าคิดว่าข้ายอม?”“ท่านคือคนสร้างวงจรนี้”“ตามคำขอของนาง”“เพราะท่านกลัวนางจากไป”ดวงตาสีแดงของเซบาสเตียนเข้มขึ้น“แล้วเจ้าตามหานางเพราะอะไร”คีรินทร์เงียบ“ความภักดี?”เซบาสเตียนถาม“หรือหวังว่า ก่อนความทรงจำจะกลับมา นางจะรักเจ้าเสียก่อน”คำพูดนั้นเปิดเผยความจริงที่คีริน
หลังประตูแห่งความมืด ปีศาจผู้เป็นเจ้าของดินแดนนิรันดร์ลืมตาขึ้นจากการหลับใหลหัวใจของเขาไม่ได้เต้นมานานกว่าหนึ่งร้อยปีตั้งแต่วินาทีที่วีวี่สลายไปจากอ้อมแขนแต่ในคืนนั้น เศษพลังที่ฝังอยู่ในวิญญาณของนางส่งเสียงตอบรับกลับมาตุบหัวใจเต้นหนึ่งครั้งพระราชวังทั้งหลังสั่นสะเทือนดอกไม้ที่ไม่เคยร่วงโรยกลับหลุดจากกิ่งพร้อมกันแม่น้ำสีเงินหยุดไหลและประตูบานใหญ่ซึ่งปิดตายมาตลอดศตวรรษก็ปรากฏรอยแยกเล็ก ๆเซบาสเตียนลุกขึ้นจากบัลลังก์“วีวี่…”ชื่อของนางหลุดออกจากริมฝีปากเขาเดินไปยังทะเลสาบแห่งอดีตผิวน้ำสะท้อนภาพเด็กสาวคนหนึ่งกำลังเดินกลับบ้านพร้อมน้องชายใบหน้าไม่ใช่วีวี่แต่ท่าทางเวลาลูบศีรษะเด็กชายเหมือนเดิมรอยยิ้มเวลาถูกน้องชายแกล้งเหมือนเดิมกระทั่งวิธีจับข้อมือตัวเองเมื่อรู้สึกกังวลก็ยังเหมือนเดิมเซบาสเตียนยื่นมือแตะผิวน้ำภาพสะท้อนสั่นไหว“เจ้ากลับมาแล้วจริง ๆ”เขาควรยินดีแต่เมื่อเห็นคีรินทร์ยืนอยู่ห่างออกไปในภาพ ความยินดีกลับปะปนด้วยความรู้สึกที่ไม่คุ้นเคยความหึงหวงคีรินทร์สามารถเดินอยู่ในโลกมนุษย์พูดคุยกับนางยืนข้างนางใต้แสงอาทิตย์ส่วนเซบาสเตียนทำได้เพียงเฝ้ามองอยู่หลังประตูเพ
หลายร้อยปีหลังนครเวลลาริสล่มสลาย เด็กหญิงคนหนึ่งถือกำเนิดขึ้นในครอบครัวขุนนางแห่งดินแดนอันห่างไกลนางมีเส้นผมสีเข้ม ชอบจับเครื่องมือของบิดามาแยกชิ้นส่วน และมักใช้เวลาหลายชั่วโมงจ้องมองเฟืองทองเหลืองหมุนอยู่ในนาฬิกาเรือนเก่าบิดาตั้งชื่อให้นางว่า อมาเรียไม่มีใครรู้ว่า ภายในร่างเล็กนั้นมีเศษเสี้ยวของวิญญาณซึ่งเคยใช้ชีวิตอยู่ในนครเวลลาริสไม่มีใครรู้ว่าเด็กหญิงคนนี้เคยมีชื่อว่าวีวี่แม้แต่อมาเรียเองก็ไม่รู้นางจำบิดาผู้เป็นช่างทำนาฬิกาไม่ได้จำมารดาที่เสียชีวิตในคุกไม่ได้จำลูซิอัส น้องชายซึ่งสิ้นใจอยู่ในอ้อมแขนไม่ได้และจำปีศาจผู้ยอมฉีกส่วนหนึ่งของชีวิตนิรันดร์มาฝังไว้ในหัวใจของนางไม่ได้แต่ความทรงจำบางอย่างไม่จำเป็นต้องกลับมาในรูปของภาพหรือถ้อยคำบางครั้งมันกลับมาเป็นความรู้สึกอมาเรียกลัวประตูหินที่ไม่มีลูกบิดเกลียดเสียงสวดของนักบวชร้องไห้ทุกครั้งที่เห็นเด็กชายเจ็บป่วยและไม่เคยยอมให้นาฬิกาในห้องนอนหยุดเดิน แม้เพียงคืนเดียวนางมักฝันถึงชายสองคนคนแรกมีดวงตาสีแดง เขายืนอยู่อีกฟากของประตูมืดมิดและเรียกชื่อที่นางไม่รู้จักอีกคนสวมเสื้อคลุมสีดำ ยืนอยู่ใต้หน้าต่างห้องนอนทุกคืน แต่ไม่เคย
พิธีเกิดขึ้นในวิหารใต้ดินของเวลลาริสเซบาสเตียนสร้างนาฬิกาเรือนแรกจากไม้ของต้นไม้ซึ่งเติบโตอยู่ระหว่างโลกคนเป็นกับโลกคนตายวีวี่วางมือบนหน้าปัดคีรินทร์ยืนเฝ้าประตูส่วนเซบาสเตียนใช้เลือดของตนวาดวงกลมสามชั้นลงบนพื้นวงแรกแทนอดีตวงที่สองแทนปัจจุบันวงสุดท้ายแทนอนาคตที่ไม่มีวันมาถึง หากผู้ถูกผูกยังไม่ยอมปล่อยมือตรงกลางวงกลมเป็นรูปดวงตาปิดดวงตาของผู้ที่เกิดใหม่โดยไม่รู้ความจริงเซบาสเตียนถามเป็นครั้งสุดท้าย“เจ้าแน่ใจหรือ”วีวี่มองร่างของครอบครัวซึ่งถูกนำมาวางรอบวงพิธี“ข้าอยากพบพวกเขาอีก”“แม้ต้องสูญเสียซ้ำ?”นางหลับตา“อย่างน้อยข้าก็จะได้รักพวกเขาอีกครั้ง”“แม้จะจำข้าไม่ได้?”วีวี่ลืมตาขึ้นและเอื้อมมือแตะใบหน้าของเขา“หากความรักของเราจริง ต่อให้ความทรงจำหายไป หัวใจข้าคงกลับมาหาท่าน”เซบาสเตียนยิ้มเศร้า“นั่นคือความหวังที่โหดร้ายที่สุดที่เจ้าเคยมอบให้ข้า”เขาจูบหน้าผากนางจากนั้นแทงมือเข้าไปในหน้าอกตนเอง และดึงเศษพลังสีดำซึ่งส่องประกายเหมือนแก้วออกมามันคือส่วนหนึ่งของชีวิตนิรันดร์ของปีศาจของขวัญที่ไม่ควรถูกมอบให้มนุษย์เขาฝังมันลงในหัวใจของวีวี่ร่างของนางสว่างขึ้นเส้นเลือดสีทองปร
วิญญาณของนางอาจเดินผ่านประตูสุดท้าย และเขาจะไม่มีวันได้พบอีกระหว่างปล่อยให้คนรักจากไปอย่างสงบ กับกักนางไว้ในโลกเพื่อให้มีโอกาสพบกันอีก—เซบาสเตียนเลือกอย่างเห็นแก่ตัว“ข้าจะทำ”เขากล่าวคีรินทร์หันไปมองเจ้านาย“ท่านรู้หรือไม่ว่าต้องจ่ายด้วยอะไร”“รู้”เซบาสเตียนเดินเข้าไปหาวีวี่“ข้าจะผูกวิญญาณเจ้ากับผู้ที่เจ้ารัก ทุกครั้งที่ประตูแห่งซาเวียร์ถูกเปิด เจ้าจะถือกำเนิดขึ้นในโลกมนุษย์ และวิญญาณของครอบครัวจะถูกดึงมาอยู่ใกล้เจ้า”“ข้าจะจำพวกเขาได้ไหม”“ไม่”“แล้วจะรู้ได้อย่างไร”“หัวใจเจ้าจะรู้”“แล้วท่านล่ะ”เซบาสเตียนนิ่งไป“ข้าจะรออยู่อีกฟาก”วีวี่มองเขาด้วยความเจ็บปวด“ข้าไม่อยากลืมท่าน”“แต่เจ้าต้องลืม มิฉะนั้นวิญญาณจะไม่สามารถเริ่มชีวิตใหม่ได้”“แล้วเมื่อไรจะจำได้”“เมื่อวงจรเข้าใกล้จุดจบ เมื่อเจ้าต้องเลือกระหว่างครอบครัวกับข้าอีกครั้ง”“เหตุใดต้องเลือก”“เพราะไม่มีวิญญาณใดอยู่ได้ทั้งในโลกของคนเป็นและอาณาจักรของข้าตลอดไป”เซบาสเตียนยื่นมือแตะใบหน้านาง“ทุกชีวิต เจ้าจะมีโอกาสเลือกใหม่”“หากข้าเลือกครอบครัว?”“วงจรจะเริ่มอีกครั้ง”“หากเลือกท่าน?”“เจ้าจะกลับมาอยู่กับข้า และปล่อยพวกเขาเด







