Masukตรงกันข้าม เจ้าหน้าที่หลายคนดูระมัดระวังคำพูดขึ้นทันทีที่เห็นพวกเขา บางคนเดินเข้าไปพูดคุยด้วยน้ำเสียงอ่อนลง ขณะที่นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่คนหนึ่งออกมาจากห้องด้านในเพื่อทักทายบิดาของหญิงสาวเป็นการส่วนตัว
นาเดียร์มองภาพเหล่านั้นแล้วเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติ
ครอบครัวนี้ไม่ใช่เพียงคนร่ำรวย
พวกเขามีอิทธิพลมากพอที่จะทำให้บรรยากาศในโรงพักเปลี่ยนไปทันทีที่ก้าวเข้ามา
ไม่นาน นาเดียร์และอาเธอร์ก็ถูกแยกไปสอบปากคำคนละห้อง
ภายในห้องสอบสวนขนาดเล็ก มีเพียงโต๊ะเหล็ก เก้าอี้สองตัว และไฟสีขาวซีดบนเพดาน
ตำรวจหนุ่มผู้รับหน้าที่สอบปากคำนาเดียร์มีรูปร่างสูง ใบหน้าคมสะอาดตา และสวมแว่นกรอบบาง เขาดูอายุน้อยกว่าตำรวจคนอื่นในสถานีมาก แต่ท่าทางกลับสุขุมและตั้งใจฟังทุกคำของเธอ
“คุณยืนยันว่าเธอจุดไฟใส่คุณมากกว่าหนึ่งครั้งใช่ไหมครับ”
“ใช่ค่ะ”
“ก่อนหน้านั้นมีปากเสียงกันหรือเปล่าครับ”
“ไม่มีค่ะ ฉันแค่เข้าไปในห้องน้ำ แล้วเธอก็ตามเข้ามา”
นาเดียร์หยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนพูดต่อด้วยน้ำเสียงแผ่วลง
“ตอนแรกฉันคิดว่าเธอเมา แล้วก็เล่นอะไรประหลาด ๆ แต่พอฉันดับไฟ เธอก็ยังจุดซ้ำอีก”
ตำรวจหนุ่มจดบางอย่างลงในเอกสาร
“เธอพูดอะไรกับคุณไหม?”
นาเดียร์นึกถึงคำถามแปลกประหลาดในห้องน้ำ
“เธอถามว่าฉันรู้สึกถึง ‘ซาเวียร์’ รึเปล่า”
ปลายปากกาของตำรวจหยุดชะงักไปเล็กน้อย
“ซาเวียร์?”
“ใช่ค่ะ ฉันคิดว่าเป็นชื่ออะไรสักอย่าง แต่นึกไม่ออก”
ตำรวจหนุ่มยังไม่ทันถามต่อ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น เจ้าหน้าที่อีกคนนำถุงหลักฐานใสเข้ามาวางบนโต๊ะ
ภายในมีไฟแช็กสีเงิน กุญแจมือ โซ่เส้นเล็ก สายหนัง และอุปกรณ์อีกหลายชิ้นที่ถูกค้นพบในกระเป๋าเดินทางของคู่กรณี
นาเดียร์มองของเหล่านั้นด้วยความตกใจ
เธอไม่เคยรู้มาก่อนว่าอีกฝ่ายเตรียมอุปกรณ์พวกนี้มาเต็มกระเป๋า
เจ้าหน้าที่อธิบายว่า สิ่งของส่วนใหญ่เป็นอุปกรณ์สำหรับกิจกรรมทางเพศแบบ SM (รูปแบบความสัมพันธ์หรือกิจกรรมทางเพศที่เกี่ยวข้องกับอำนาจและความเจ็บปวด โดยย่อมาจาก Sadism (การชอบกระทำ) และ Masochism (การชอบถูกกระทำ) ซึ่งอยู่ภายใต้ความยินยอมพร้อมใจของทั้งสองฝ่าย) ที่สามารถซื้อขายได้อย่างถูกกฎหมาย และหญิงสาวอ้างว่าเหตุการณ์ทั้งหมดเป็นเพียงการเล่นที่ยินยอมร่วมกันระหว่างผู้ใหญ่ แต่เกิดความเข้าใจผิดเพราะทุกคนดื่มมากเกินไป
“ฉันไม่ได้ยินยอมให้เธอจุดไฟใส่ฉันนะคะ”
นาเดียร์รีบพูด
“ผมเข้าใจครับ”
ตำรวจหนุ่มตอบ แต่สีหน้าของเขากลับหนักใจ
นาเดียร์ก้มมองอุปกรณ์ในถุงหลักฐาน ก่อนสะดุดเข้ากับตราประทับสีทองบนกุญแจมือและสายหนัง
ตัวอักษรภาษาอังกฤษถูกออกแบบอย่างหรูหรา คล้ายโลโก้ของแบรนด์เครื่องประดับราคาแพง
XAVIER
“ซาเวียร์…”
เธอพึมพำออกมา
ตำรวจหนุ่มเลื่อนถุงหลักฐานเข้ามาดูใกล้ ๆ
“เป็นชื่อแบรนด์ครับ ของนำเข้า ราคาค่อนข้างสูง”
นาเดียร์จ้องตัวอักษรนั้นนิ่ง
ดังนั้นคำที่หญิงสาวถามเธอในห้องน้ำ อาจเป็นเพียงชื่อแบรนด์ของอุปกรณ์พวกนี้
แต่เหตุใดน้ำเสียงของเธอในตอนนั้น จึงฟังราวกับกำลังพูดถึงบางสิ่งที่มีชีวิต
การสอบปากคำดำเนินต่อไปอีกเกือบหนึ่งชั่วโมง
อาเธอร์จำเหตุการณ์ได้ไม่มากนัก เขายืนยันเพียงว่าทั้งสามคนตกลงไปโรงแรมด้วยกัน แต่หลังจากดื่มเครื่องดื่มที่หญิงสาวรินให้ เขาก็เริ่มง่วงผิดปกติและหมดสติไป
ถึงอย่างนั้น ผลตรวจเบื้องต้นกลับไม่พบสารอันตรายใด ๆ ในร่างกายของเขา
ส่วนภาพจากกล้องวงจรปิดภายในห้องพักไม่มี เนื่องจากเป็นพื้นที่ส่วนตัว หลักฐานที่ชัดเจนที่สุดจึงมีเพียงรอยไหม้บนเสื้อผ้าของนาเดียร์และต้นเพลิงในห้องน้ำ
ท้ายที่สุด ครอบครัวของหญิงสาวยืนยันว่าพร้อมชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมดให้โรงแรม และกล่าวว่าเหตุการณ์นี้เป็นเพียงความเข้าใจผิดระหว่างคนหนุ่มสาว
เมื่อไม่มีพยานภายในห้อง และหญิงสาวปฏิเสธว่าไม่ได้ตั้งใจทำร้ายใคร ตำรวจจึงยังไม่แจ้งข้อหาร้ายแรงหรือควบคุมตัวเธอไว้
พ่อของนาเดียร์โกรธจนแทบควบคุมอารมณ์ไม่ได้
“นี่ลูกผมเกือบถูกเผาทั้งเป็น แล้วพวกคุณจะปล่อยเธอกลับบ้านอย่างนั้นเหรอ!”
“คดีจะยังดำเนินการตามขั้นตอนครับ” นายตำรวจคนหนึ่งตอบ “แต่ตอนนี้หลักฐานยังไม่เพียงพอสำหรับการควบคุมตัว”
“หรือเพราะพ่อเธอรู้จักคนใหญ่คนโตที่นี่กันแน่”
คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศภายในโรงพักเงียบลงทันที
พ่อของหญิงสาวชุดแดงลุกขึ้นช้า ๆ
“ระวังคำพูดด้วยนะครับ”
“ผมไม่กลัวคุณ”
“แต่คุณควรคิดถึงผลกระทบที่จะตามมา ก่อนกล่าวหาใครโดยไม่มีหลักฐาน”
ทั้งสองฝ่ายเริ่มมีปากเสียงกันอีกครั้ง มารดาของหญิงสาวชุดแดงพยายามพาลูกออกไป ขณะที่พี่ชายของเธอหันมามองนาเดียร์ด้วยสายตาเย็นชา ราวกับเรื่องทั้งหมดเป็นความผิดของเธอที่ทำให้ครอบครัวเขาต้องเสียเวลา
ก่อนเดินออกจากสถานี หญิงสาวชุดแดงหันกลับมา
สายตาของเธอประสานกับนาเดียร์เพียงชั่วครู่
ริมฝีปากสีแดงขยับอย่างไร้เสียง
เธอรู้สึกถึงมันแล้ว
นาเดียร์รู้สึกเย็นวาบไปทั้งร่าง
เธอไม่แน่ใจว่าอ่านปากอีกฝ่ายถูกหรือไม่ แต่เพียงเห็นรอยยิ้มนั้น ภาพเปลวไฟในห้องน้ำก็ย้อนกลับเข้ามาในหัวทันที
เมื่อครอบครัวของหญิงสาวออกไปแล้ว พ่อของนาเดียร์จึงขอตัวไปคุยกับเจ้าหน้าที่เรื่องคดี ส่วนอาเธอร์ยังคงนั่งพักอยู่ในห้องสอบสวนอีกห้อง เพราะอาการเมาค้างและปวดศีรษะอย่างรุนแรง
นาเดียร์เดินออกมารออยู่บริเวณหน้าโรงพักเพียงลำพัง
เซบาสเตียนแตะใบหน้านาง“เพราะชีวิตหนึ่งซึ่งเจ้ามองข้าเป็นคนแปลกหน้า ยังดีกว่านิรันดร์ที่ไม่มีเจ้าอยู่ในจักรวาล”คีรินทร์ซึ่งยืนฟังอยู่ไม่ไกลเข้าใจในเวลานั้นว่า ผู้เป็นนายกับตนไม่ได้แตกต่างกันเลยเซบาสเตียนยอมให้นางเกิดซ้ำ เพื่อให้มีโอกาสถูกเลือกส่วนคีรินทร์ยอมเฝ้าวงจร เพื่อให้มีโอกาสอยู่ข้างนางก่อนความทรงจำกลับมาชายทั้งสองรู้ว่า การเวียนว่ายจะสร้างความเจ็บปวดแต่ไม่มีใครยอมปล่อยเพราะสำหรับผู้เป็นอมตะ ความสูญเสียไม่ใช่การเห็นคนรักตายเพียงครั้งเดียวมันคือการต้องมีชีวิตต่อไปตลอดกาล โดยรู้ว่าคนคนนั้นเคยมีอยู่ และจะไม่มีวันกลับมาอีกเซบาสเตียนกลัวความว่างเปล่านั้นคีรินทร์ก็เช่นกันจึงไม่มีใครถามอมาเรียว่า ความปรารถนาที่เอ่ยในวันที่สิ้นหวัง ยังเป็นสิ่งที่นางต้องการจริงหรือไม่พวกเขาเพียงเปิดวงจรอีกครั้งชีวิตแรกของการเกิดใหม่จบลงเร็วกว่าที่ทุกคนคาดเมื่อข่าวเรื่องปีศาจแพร่ไปถึงศาสนจักร ครอบครัวของอมาเรียถูกกล่าวหาว่าทำสัญญากับสิ่งชั่วร้ายทหารถูกส่งมาล้อมคฤหาสน์บิดาของนางถูกสังหารขณะปกป้องลูกมารดาถูกจับส่วนน้องชายถูกนำไปเป็นตัวประกัน เพื่อบังคับให้อมาเรียยอมมอบตัวประวัติศาสตร์เริ่ม
เซบาสเตียนมองหญิงสาวในอ้อมแขนของคีรินทร์ความเงียบอันหนักอึ้งปกคลุมห้อง“ส่งนางมาให้ข้า”คีรินทร์กระชับแขนแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว“ร่างของนางยังรับความทรงจำไม่ได้”“เพราะเจ้าปลุกนางเร็วเกินไป”“ข้าเพียงสอนเรื่องอดีต”“เจ้าพูดชื่อข้า?”“นางจำได้เอง”เซบาสเตียนยื่นมือออกมา“ส่งมา”คีรินทร์ไม่ขยับปีศาจผู้เป็นนายมองการต่อต้านของลูกน้องด้วยสีหน้าเย็นชา“เจ้าลืมหน้าที่หรือ”“หน้าที่ของข้าคือปกป้องนาง”“หน้าที่ของเจ้าคือพานางกลับมาหาข้า”“หากท่านแตะต้องตอนนี้ วิญญาณนางอาจแตกสลาย”“ข้ารู้วิธีรักษานางดีกว่าเจ้า”“ท่านรู้วิธีรักษา หรือรู้เพียงวิธีครอบครอง”คำพูดนั้นทำให้เงาทั่วห้องเคลื่อนไหวหน้าต่างทุกบานปิดกระแทกพร้อมกันเซบาสเตียนเข้ามาหยุดตรงหน้า“เจ้ากำลังท้าทายข้าเพราะนาง?”คีรินทร์สบตาผู้เป็นนาย“ข้าไม่ยอมให้นางเจ็บอีก”“เจ้าคิดว่าข้ายอม?”“ท่านคือคนสร้างวงจรนี้”“ตามคำขอของนาง”“เพราะท่านกลัวนางจากไป”ดวงตาสีแดงของเซบาสเตียนเข้มขึ้น“แล้วเจ้าตามหานางเพราะอะไร”คีรินทร์เงียบ“ความภักดี?”เซบาสเตียนถาม“หรือหวังว่า ก่อนความทรงจำจะกลับมา นางจะรักเจ้าเสียก่อน”คำพูดนั้นเปิดเผยความจริงที่คีริน
หลังประตูแห่งความมืด ปีศาจผู้เป็นเจ้าของดินแดนนิรันดร์ลืมตาขึ้นจากการหลับใหลหัวใจของเขาไม่ได้เต้นมานานกว่าหนึ่งร้อยปีตั้งแต่วินาทีที่วีวี่สลายไปจากอ้อมแขนแต่ในคืนนั้น เศษพลังที่ฝังอยู่ในวิญญาณของนางส่งเสียงตอบรับกลับมาตุบหัวใจเต้นหนึ่งครั้งพระราชวังทั้งหลังสั่นสะเทือนดอกไม้ที่ไม่เคยร่วงโรยกลับหลุดจากกิ่งพร้อมกันแม่น้ำสีเงินหยุดไหลและประตูบานใหญ่ซึ่งปิดตายมาตลอดศตวรรษก็ปรากฏรอยแยกเล็ก ๆเซบาสเตียนลุกขึ้นจากบัลลังก์“วีวี่…”ชื่อของนางหลุดออกจากริมฝีปากเขาเดินไปยังทะเลสาบแห่งอดีตผิวน้ำสะท้อนภาพเด็กสาวคนหนึ่งกำลังเดินกลับบ้านพร้อมน้องชายใบหน้าไม่ใช่วีวี่แต่ท่าทางเวลาลูบศีรษะเด็กชายเหมือนเดิมรอยยิ้มเวลาถูกน้องชายแกล้งเหมือนเดิมกระทั่งวิธีจับข้อมือตัวเองเมื่อรู้สึกกังวลก็ยังเหมือนเดิมเซบาสเตียนยื่นมือแตะผิวน้ำภาพสะท้อนสั่นไหว“เจ้ากลับมาแล้วจริง ๆ”เขาควรยินดีแต่เมื่อเห็นคีรินทร์ยืนอยู่ห่างออกไปในภาพ ความยินดีกลับปะปนด้วยความรู้สึกที่ไม่คุ้นเคยความหึงหวงคีรินทร์สามารถเดินอยู่ในโลกมนุษย์พูดคุยกับนางยืนข้างนางใต้แสงอาทิตย์ส่วนเซบาสเตียนทำได้เพียงเฝ้ามองอยู่หลังประตูเพ
หลายร้อยปีหลังนครเวลลาริสล่มสลาย เด็กหญิงคนหนึ่งถือกำเนิดขึ้นในครอบครัวขุนนางแห่งดินแดนอันห่างไกลนางมีเส้นผมสีเข้ม ชอบจับเครื่องมือของบิดามาแยกชิ้นส่วน และมักใช้เวลาหลายชั่วโมงจ้องมองเฟืองทองเหลืองหมุนอยู่ในนาฬิกาเรือนเก่าบิดาตั้งชื่อให้นางว่า อมาเรียไม่มีใครรู้ว่า ภายในร่างเล็กนั้นมีเศษเสี้ยวของวิญญาณซึ่งเคยใช้ชีวิตอยู่ในนครเวลลาริสไม่มีใครรู้ว่าเด็กหญิงคนนี้เคยมีชื่อว่าวีวี่แม้แต่อมาเรียเองก็ไม่รู้นางจำบิดาผู้เป็นช่างทำนาฬิกาไม่ได้จำมารดาที่เสียชีวิตในคุกไม่ได้จำลูซิอัส น้องชายซึ่งสิ้นใจอยู่ในอ้อมแขนไม่ได้และจำปีศาจผู้ยอมฉีกส่วนหนึ่งของชีวิตนิรันดร์มาฝังไว้ในหัวใจของนางไม่ได้แต่ความทรงจำบางอย่างไม่จำเป็นต้องกลับมาในรูปของภาพหรือถ้อยคำบางครั้งมันกลับมาเป็นความรู้สึกอมาเรียกลัวประตูหินที่ไม่มีลูกบิดเกลียดเสียงสวดของนักบวชร้องไห้ทุกครั้งที่เห็นเด็กชายเจ็บป่วยและไม่เคยยอมให้นาฬิกาในห้องนอนหยุดเดิน แม้เพียงคืนเดียวนางมักฝันถึงชายสองคนคนแรกมีดวงตาสีแดง เขายืนอยู่อีกฟากของประตูมืดมิดและเรียกชื่อที่นางไม่รู้จักอีกคนสวมเสื้อคลุมสีดำ ยืนอยู่ใต้หน้าต่างห้องนอนทุกคืน แต่ไม่เคย
พิธีเกิดขึ้นในวิหารใต้ดินของเวลลาริสเซบาสเตียนสร้างนาฬิกาเรือนแรกจากไม้ของต้นไม้ซึ่งเติบโตอยู่ระหว่างโลกคนเป็นกับโลกคนตายวีวี่วางมือบนหน้าปัดคีรินทร์ยืนเฝ้าประตูส่วนเซบาสเตียนใช้เลือดของตนวาดวงกลมสามชั้นลงบนพื้นวงแรกแทนอดีตวงที่สองแทนปัจจุบันวงสุดท้ายแทนอนาคตที่ไม่มีวันมาถึง หากผู้ถูกผูกยังไม่ยอมปล่อยมือตรงกลางวงกลมเป็นรูปดวงตาปิดดวงตาของผู้ที่เกิดใหม่โดยไม่รู้ความจริงเซบาสเตียนถามเป็นครั้งสุดท้าย“เจ้าแน่ใจหรือ”วีวี่มองร่างของครอบครัวซึ่งถูกนำมาวางรอบวงพิธี“ข้าอยากพบพวกเขาอีก”“แม้ต้องสูญเสียซ้ำ?”นางหลับตา“อย่างน้อยข้าก็จะได้รักพวกเขาอีกครั้ง”“แม้จะจำข้าไม่ได้?”วีวี่ลืมตาขึ้นและเอื้อมมือแตะใบหน้าของเขา“หากความรักของเราจริง ต่อให้ความทรงจำหายไป หัวใจข้าคงกลับมาหาท่าน”เซบาสเตียนยิ้มเศร้า“นั่นคือความหวังที่โหดร้ายที่สุดที่เจ้าเคยมอบให้ข้า”เขาจูบหน้าผากนางจากนั้นแทงมือเข้าไปในหน้าอกตนเอง และดึงเศษพลังสีดำซึ่งส่องประกายเหมือนแก้วออกมามันคือส่วนหนึ่งของชีวิตนิรันดร์ของปีศาจของขวัญที่ไม่ควรถูกมอบให้มนุษย์เขาฝังมันลงในหัวใจของวีวี่ร่างของนางสว่างขึ้นเส้นเลือดสีทองปร
วิญญาณของนางอาจเดินผ่านประตูสุดท้าย และเขาจะไม่มีวันได้พบอีกระหว่างปล่อยให้คนรักจากไปอย่างสงบ กับกักนางไว้ในโลกเพื่อให้มีโอกาสพบกันอีก—เซบาสเตียนเลือกอย่างเห็นแก่ตัว“ข้าจะทำ”เขากล่าวคีรินทร์หันไปมองเจ้านาย“ท่านรู้หรือไม่ว่าต้องจ่ายด้วยอะไร”“รู้”เซบาสเตียนเดินเข้าไปหาวีวี่“ข้าจะผูกวิญญาณเจ้ากับผู้ที่เจ้ารัก ทุกครั้งที่ประตูแห่งซาเวียร์ถูกเปิด เจ้าจะถือกำเนิดขึ้นในโลกมนุษย์ และวิญญาณของครอบครัวจะถูกดึงมาอยู่ใกล้เจ้า”“ข้าจะจำพวกเขาได้ไหม”“ไม่”“แล้วจะรู้ได้อย่างไร”“หัวใจเจ้าจะรู้”“แล้วท่านล่ะ”เซบาสเตียนนิ่งไป“ข้าจะรออยู่อีกฟาก”วีวี่มองเขาด้วยความเจ็บปวด“ข้าไม่อยากลืมท่าน”“แต่เจ้าต้องลืม มิฉะนั้นวิญญาณจะไม่สามารถเริ่มชีวิตใหม่ได้”“แล้วเมื่อไรจะจำได้”“เมื่อวงจรเข้าใกล้จุดจบ เมื่อเจ้าต้องเลือกระหว่างครอบครัวกับข้าอีกครั้ง”“เหตุใดต้องเลือก”“เพราะไม่มีวิญญาณใดอยู่ได้ทั้งในโลกของคนเป็นและอาณาจักรของข้าตลอดไป”เซบาสเตียนยื่นมือแตะใบหน้านาง“ทุกชีวิต เจ้าจะมีโอกาสเลือกใหม่”“หากข้าเลือกครอบครัว?”“วงจรจะเริ่มอีกครั้ง”“หากเลือกท่าน?”“เจ้าจะกลับมาอยู่กับข้า และปล่อยพวกเขาเด







