LOGINฉันเคยคิดว่าตัวเองเป็นเพียงคนธรรมดา จนกระทั่งคืนหนึ่ง ความจริงอันน่าสะพรึงก็ถูกเปิดเผย— ฉันคือเหยื่อที่ถูกเลือกสำหรับพิธีกรรมต้องห้ามของลัทธิลึกลับ นับจากวันนั้น ชีวิตของฉันก็ไม่เคยสงบอีกเลย เงาปริศนาคอยตามติด สัญลักษณ์ประหลาดปรากฏขึ้นรอบตัว และคนใกล้ชิดต่างทยอยตายลงทีละคน ราวกับทุกชีวิตที่สูญเสียกำลังผลักฉันเข้าใกล้แท่นบูชามากขึ้นเรื่อย ๆ ท่ามกลางความหวาดกลัว ตำรวจหนุ่มรูปงามผู้เต็มไปด้วยปริศนากลับเป็นคนเดียวที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ แต่ยิ่งเราสืบลึกเข้าไปในความลับของลัทธิ ฉันก็ยิ่งพบว่า พิธีกรรมนั้นไม่ได้เพิ่งเริ่มต้นขึ้น มันรอคอยฉันมานานแล้ว ก่อนถึงคืนประกอบพิธี ฉันต้องค้นหาความจริงและหยุดยั้งลัทธินี้ให้ได้ ทว่าคนที่กำลังตามล่าฉันอาจไม่ใช่ศัตรูเพียงกลุ่มเดียว และตำรวจหนุ่มที่คอยปกป้องฉันเอง ก็อาจมีความเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมมากกว่าที่เขายอมบอก สุดท้ายแล้ว ฉันจะหนีรอดจากชะตาของเหยื่อที่ถูกเลือกได้หรือไม่ หรือแท้จริงแล้ว ทุกย่างก้าวที่ผ่านมา กำลังพาฉันไปสู่จุดจบที่ถูกกำหนดไว้ตั้งแต่แรก…
View Moreหากมีใครถามนาเดียร์ว่า สิ่งแรกที่เธอคิดถึงหลังจากเหยียบแผ่นดินไทยอีกครั้งคืออะไร คำตอบคงไม่ใช่อาหารไทยรสจัด อากาศร้อนชื้น หรือเตียงนอนในห้องที่เธอจากไปนานหลายปี
แต่เป็นความรู้สึกว่า ในที่สุดชีวิตของเธอก็กำลังจะเริ่มต้นขึ้นจริง ๆ เสียที
หญิงสาววัยยี่สิบสามยืนอยู่หน้าประตูทางออก เส้นผมยาวสีน้ำตาลเข้มถูกมัดไว้อย่างลวก ๆ ใบหน้าสวยคมดูอิดโรยจากการเดินทางหลายชั่วโมง ทว่าแววตากลับเปล่งประกายด้วยความตื่นเต้น
ข้างกายของเธอคืออาเธอร์ พี่ชายวัยยี่สิบหกปี ผู้มีรูปร่างสูงโปร่งและใบหน้าเรียบเฉย ราวกับไม่มีสิ่งใดในโลกทำให้เขาตื่นเต้นได้
ต่างจากน้องสาวที่เอาแต่หันมองทุกสิ่งรอบตัว อาเธอร์เพียงลากกระเป๋าเดินทางสองใบตามหลัง ก่อนถอนหายใจเมื่อเห็นนาเดียร์หยุดยืนกลางทางเดินเป็นครั้งที่สาม
“จะกลับบ้านไหม” เขาถาม “หรือจะยืนซึ้งกับสนามบินอยู่ตรงนี้จนเช้า”
นาเดียร์หันมาทำหน้าบึ้งใส่
“คนไม่มีหัวใจอย่างพี่ไม่เข้าใจหรอก”
“พี่แค่เข้าใจว่าถ้ายังไม่เดิน กระเป๋าเราจะถูกคนข้างหลังชนเอานะ”
เธอหันกลับไปมอง และพบว่ามีครอบครัวหนึ่งกำลังยืนรอทางอยู่จริง ๆ จึงรีบขยับหลบพร้อมกล่าวขอโทษ
เสียงหัวเราะเบา ๆ ของอาเธอร์ดังขึ้นด้านหลัง
“พี่หัวเราะอะไร”
“เปล่านิ”
“หนูได้ยินนะ”
“งั้นก็คงหูฟาดแล้วล่ะ”
นาเดียร์กลอกตาใส่พี่ชาย แต่ริมฝีปากกลับยกยิ้มอย่างห้ามไม่อยู่
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทั้งคู่ไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษด้วยกัน แม้อาเธอร์จะเรียนจบก่อน แต่เขาเลือกทำงานอยู่ที่นั่นชั่วคราวเพื่อรอน้องสาวเรียนให้จบ ทั้งสองจึงเดินทางกลับประเทศไทยพร้อมกัน
อาเธอร์เป็นคนสุขุม รอบคอบ และชอบวางแผนทุกอย่างล่วงหน้า ตรงข้ามกับนาเดียร์ที่ใช้ชีวิตตามอารมณ์ ชอบลองสิ่งใหม่ และเกลียดคำว่า “ระมัดระวัง” อย่างเข้ากระดูกดำ
ถึงจะต่างกันแทบทุกด้าน แต่ทั้งคู่กลับสนิทกันมาก
อาจเป็นเพราะพ่อกับแม่ต้องเดินทางไปทำงานต่างประเทศอยู่บ่อยครั้งตั้งแต่พวกเขายังเด็ก หรืออาจเป็นเพราะไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น อาเธอร์ก็มักเป็นคนแรกที่ยืนอยู่ข้างน้องสาวเสมอ
แม้บางครั้งเขาจะทำหน้าราวกับการดูแลเธอคือภาระที่หนักหนาที่สุดในชีวิตก็ตาม
สามวันหลังจากกลับถึงไทย นาเดียร์ได้รับข้อความจากกลุ่มเพื่อนสมัยมัธยม
ข้อความนั้นเริ่มต้นจากคำทักทายธรรมดา ก่อนกลายเป็นการนัดรวมตัวอย่างรวดเร็ว ทุกคนอยากเจอเธอหลังจากไม่ได้พบกันมาหลายปี และสถานที่ที่ถูกเลือกก็ไม่ใช่ร้านอาหารเงียบ ๆ หรือคาเฟ่น่ารักอย่างที่อาเธอร์คาดหวัง
แต่เป็นผับเปิดใหม่ใจกลางเมือง
“พี่ไปด้วยกันนะ”
นาเดียร์โผล่หน้าเข้าไปในห้องทำงานของอาเธอร์ตอนหัวค่ำ
ชายหนุ่มเงยหน้าจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ มองชุดเดรสสีดำของน้องสาวแล้วขมวดคิ้วทันที
“เธอจะไปไหน”
“ไปวัด”
“นาเดียร์”
“ก็ไปผับไง พี่เห็นชุดนี้แล้วคิดว่าฉันจะไปทำบุญจริงเหรอ?”
อาเธอร์เอนหลังพิงเก้าอี้ สายตายังคงจับอยู่ที่ชุดของเธออย่างพิจารณา
“ชุดนั่น...ไม่คิดว่ามันสั้นไปเหรอ?”
“ไม่สั้น”
“ถ้านั่งแล้วต้องดึงกระโปรงลงตลอดเวลา แปลว่าสั้น”
“พี่นี่เกิดมาเพื่อเป็นพี่ชาย หรือเป็นพ่อฉันกันแน่”
“เกิดมาเพื่อคอยเก็บเธอกลับบ้านมากกว่า”
นาเดียร์ยิ้มกว้าง แล้วเดินเข้าไปดึงแขนพี่ชายให้ลุกจากเก้าอี้
“งั้นยิ่งต้องไป จะได้เก็บหนูกลับบ้านถูก”
“พี่ไม่ดื่ม”
“ไม่มีใครบังคับให้พี่ดื่ม”
พี่ไม่เต้น”
“ไม่มีใครอยากดูพี่เต้นอยู่แล้ว”
อาเธอร์นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนมองน้องสาวด้วยแววตาเย็นชา
“พูดให้มันดี ๆ ยัยตัวแสบ เฮ้อ...”
ท้ายที่สุด เขาก็ยอมไปตามคาด
ผับแห่งนั้นตั้งอยู่บนชั้นใต้ดินของอาคารเก่า ด้านหน้ามีเพียงป้ายชื่อร้านตัวเล็ก ๆ กับบันไดที่ทอดลงไปยังประตูสีดำสนิท
ทันทีที่ประตูเปิด เสียงดนตรีหนักหน่วงก็กระแทกเข้ามาจนพื้นใต้ฝ่าเท้าสั่น แสงไฟสีม่วงและสีแดงสาดผ่านกลุ่มควันบาง ๆ ผู้คนเบียดเสียดกันอยู่เต็มพื้นที่ กลิ่นน้ำหอม แอลกอฮอล์ และควันบุหรี่ไฟฟ้าปะปนกันจนยากจะแยกออก
นาเดียร์เห็นเพื่อนกลุ่มเดิมนั่งอยู่ตรงโต๊ะด้านในสุด
“นาเดียร์!”
เสียงร้องด้วยความดีใจดังขึ้น ก่อนเพื่อนสาวสองคนจะวิ่งเข้ามากอดเธอจนเกือบเสียหลัก
บทสนทนาหลังจากนั้นเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ คำถาม และเรื่องเล่าย้อนกลับไปตั้งแต่สมัยเรียน นาเดียร์ถูกบังคับให้ดื่มแก้วแรกตั้งแต่ยังไม่ทันนั่ง ส่วนอาเธอร์ถูกลากเข้าไปนั่งตรงมุมโต๊ะที่เสียงเบากว่าเล็กน้อย
ในตอนแรก เขายังคงปฏิเสธเครื่องดื่มทุกแก้วที่ถูกยื่นมาให้
แต่เมื่อเวลาผ่านไปหนึ่งชั่วโมง แก้วในมือของเขาก็ไม่ได้มีเพียงน้ำเปล่าอีกต่อไป
“ไหนพี่บอกว่าไม่ดื่ม” นาเดียร์ตะโกนแข่งกับเสียงเพลง
“แก้วเดียว”
“นี่แก้วที่สามแล้ว”
“นับเก่ง”
“เรียนจบนอกมานะคะ”
“นึกว่าเรียนจบมาเพื่อเมา”
นาเดียร์ยื่นลิ้นใส่เขา ก่อนถูกเพื่อนดึงกลับไปยังฟลอร์เต้นรำ
หลังจากนั้นทุกอย่างก็เริ่มพร่าเลือนอย่างรวดเร็ว
นาเดียร์จำได้เพียงว่าเธอเต้น หัวเราะจนเจ็บท้อง และดื่มเครื่องดื่มสีสวยที่มีใครบางคนยื่นให้ กระทั่งสายตาของเธอสะดุดเข้ากับหญิงสาวคนหนึ่งที่ยืนอยู่ใกล้เสาด้านหลังฟลอร์
ท่ามกลางฝูงชนที่เคลื่อนไหวตามจังหวะเพลง หญิงสาวคนนั้นกลับยืนนิ่งอย่างประหลาด
เซบาสเตียนแตะใบหน้านาง“เพราะชีวิตหนึ่งซึ่งเจ้ามองข้าเป็นคนแปลกหน้า ยังดีกว่านิรันดร์ที่ไม่มีเจ้าอยู่ในจักรวาล”คีรินทร์ซึ่งยืนฟังอยู่ไม่ไกลเข้าใจในเวลานั้นว่า ผู้เป็นนายกับตนไม่ได้แตกต่างกันเลยเซบาสเตียนยอมให้นางเกิดซ้ำ เพื่อให้มีโอกาสถูกเลือกส่วนคีรินทร์ยอมเฝ้าวงจร เพื่อให้มีโอกาสอยู่ข้างนางก่อนความทรงจำกลับมาชายทั้งสองรู้ว่า การเวียนว่ายจะสร้างความเจ็บปวดแต่ไม่มีใครยอมปล่อยเพราะสำหรับผู้เป็นอมตะ ความสูญเสียไม่ใช่การเห็นคนรักตายเพียงครั้งเดียวมันคือการต้องมีชีวิตต่อไปตลอดกาล โดยรู้ว่าคนคนนั้นเคยมีอยู่ และจะไม่มีวันกลับมาอีกเซบาสเตียนกลัวความว่างเปล่านั้นคีรินทร์ก็เช่นกันจึงไม่มีใครถามอมาเรียว่า ความปรารถนาที่เอ่ยในวันที่สิ้นหวัง ยังเป็นสิ่งที่นางต้องการจริงหรือไม่พวกเขาเพียงเปิดวงจรอีกครั้งชีวิตแรกของการเกิดใหม่จบลงเร็วกว่าที่ทุกคนคาดเมื่อข่าวเรื่องปีศาจแพร่ไปถึงศาสนจักร ครอบครัวของอมาเรียถูกกล่าวหาว่าทำสัญญากับสิ่งชั่วร้ายทหารถูกส่งมาล้อมคฤหาสน์บิดาของนางถูกสังหารขณะปกป้องลูกมารดาถูกจับส่วนน้องชายถูกนำไปเป็นตัวประกัน เพื่อบังคับให้อมาเรียยอมมอบตัวประวัติศาสตร์เริ่ม
เซบาสเตียนมองหญิงสาวในอ้อมแขนของคีรินทร์ความเงียบอันหนักอึ้งปกคลุมห้อง“ส่งนางมาให้ข้า”คีรินทร์กระชับแขนแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว“ร่างของนางยังรับความทรงจำไม่ได้”“เพราะเจ้าปลุกนางเร็วเกินไป”“ข้าเพียงสอนเรื่องอดีต”“เจ้าพูดชื่อข้า?”“นางจำได้เอง”เซบาสเตียนยื่นมือออกมา“ส่งมา”คีรินทร์ไม่ขยับปีศาจผู้เป็นนายมองการต่อต้านของลูกน้องด้วยสีหน้าเย็นชา“เจ้าลืมหน้าที่หรือ”“หน้าที่ของข้าคือปกป้องนาง”“หน้าที่ของเจ้าคือพานางกลับมาหาข้า”“หากท่านแตะต้องตอนนี้ วิญญาณนางอาจแตกสลาย”“ข้ารู้วิธีรักษานางดีกว่าเจ้า”“ท่านรู้วิธีรักษา หรือรู้เพียงวิธีครอบครอง”คำพูดนั้นทำให้เงาทั่วห้องเคลื่อนไหวหน้าต่างทุกบานปิดกระแทกพร้อมกันเซบาสเตียนเข้ามาหยุดตรงหน้า“เจ้ากำลังท้าทายข้าเพราะนาง?”คีรินทร์สบตาผู้เป็นนาย“ข้าไม่ยอมให้นางเจ็บอีก”“เจ้าคิดว่าข้ายอม?”“ท่านคือคนสร้างวงจรนี้”“ตามคำขอของนาง”“เพราะท่านกลัวนางจากไป”ดวงตาสีแดงของเซบาสเตียนเข้มขึ้น“แล้วเจ้าตามหานางเพราะอะไร”คีรินทร์เงียบ“ความภักดี?”เซบาสเตียนถาม“หรือหวังว่า ก่อนความทรงจำจะกลับมา นางจะรักเจ้าเสียก่อน”คำพูดนั้นเปิดเผยความจริงที่คีริน
หลังประตูแห่งความมืด ปีศาจผู้เป็นเจ้าของดินแดนนิรันดร์ลืมตาขึ้นจากการหลับใหลหัวใจของเขาไม่ได้เต้นมานานกว่าหนึ่งร้อยปีตั้งแต่วินาทีที่วีวี่สลายไปจากอ้อมแขนแต่ในคืนนั้น เศษพลังที่ฝังอยู่ในวิญญาณของนางส่งเสียงตอบรับกลับมาตุบหัวใจเต้นหนึ่งครั้งพระราชวังทั้งหลังสั่นสะเทือนดอกไม้ที่ไม่เคยร่วงโรยกลับหลุดจากกิ่งพร้อมกันแม่น้ำสีเงินหยุดไหลและประตูบานใหญ่ซึ่งปิดตายมาตลอดศตวรรษก็ปรากฏรอยแยกเล็ก ๆเซบาสเตียนลุกขึ้นจากบัลลังก์“วีวี่…”ชื่อของนางหลุดออกจากริมฝีปากเขาเดินไปยังทะเลสาบแห่งอดีตผิวน้ำสะท้อนภาพเด็กสาวคนหนึ่งกำลังเดินกลับบ้านพร้อมน้องชายใบหน้าไม่ใช่วีวี่แต่ท่าทางเวลาลูบศีรษะเด็กชายเหมือนเดิมรอยยิ้มเวลาถูกน้องชายแกล้งเหมือนเดิมกระทั่งวิธีจับข้อมือตัวเองเมื่อรู้สึกกังวลก็ยังเหมือนเดิมเซบาสเตียนยื่นมือแตะผิวน้ำภาพสะท้อนสั่นไหว“เจ้ากลับมาแล้วจริง ๆ”เขาควรยินดีแต่เมื่อเห็นคีรินทร์ยืนอยู่ห่างออกไปในภาพ ความยินดีกลับปะปนด้วยความรู้สึกที่ไม่คุ้นเคยความหึงหวงคีรินทร์สามารถเดินอยู่ในโลกมนุษย์พูดคุยกับนางยืนข้างนางใต้แสงอาทิตย์ส่วนเซบาสเตียนทำได้เพียงเฝ้ามองอยู่หลังประตูเพ
หลายร้อยปีหลังนครเวลลาริสล่มสลาย เด็กหญิงคนหนึ่งถือกำเนิดขึ้นในครอบครัวขุนนางแห่งดินแดนอันห่างไกลนางมีเส้นผมสีเข้ม ชอบจับเครื่องมือของบิดามาแยกชิ้นส่วน และมักใช้เวลาหลายชั่วโมงจ้องมองเฟืองทองเหลืองหมุนอยู่ในนาฬิกาเรือนเก่าบิดาตั้งชื่อให้นางว่า อมาเรียไม่มีใครรู้ว่า ภายในร่างเล็กนั้นมีเศษเสี้ยวของวิญญาณซึ่งเคยใช้ชีวิตอยู่ในนครเวลลาริสไม่มีใครรู้ว่าเด็กหญิงคนนี้เคยมีชื่อว่าวีวี่แม้แต่อมาเรียเองก็ไม่รู้นางจำบิดาผู้เป็นช่างทำนาฬิกาไม่ได้จำมารดาที่เสียชีวิตในคุกไม่ได้จำลูซิอัส น้องชายซึ่งสิ้นใจอยู่ในอ้อมแขนไม่ได้และจำปีศาจผู้ยอมฉีกส่วนหนึ่งของชีวิตนิรันดร์มาฝังไว้ในหัวใจของนางไม่ได้แต่ความทรงจำบางอย่างไม่จำเป็นต้องกลับมาในรูปของภาพหรือถ้อยคำบางครั้งมันกลับมาเป็นความรู้สึกอมาเรียกลัวประตูหินที่ไม่มีลูกบิดเกลียดเสียงสวดของนักบวชร้องไห้ทุกครั้งที่เห็นเด็กชายเจ็บป่วยและไม่เคยยอมให้นาฬิกาในห้องนอนหยุดเดิน แม้เพียงคืนเดียวนางมักฝันถึงชายสองคนคนแรกมีดวงตาสีแดง เขายืนอยู่อีกฟากของประตูมืดมิดและเรียกชื่อที่นางไม่รู้จักอีกคนสวมเสื้อคลุมสีดำ ยืนอยู่ใต้หน้าต่างห้องนอนทุกคืน แต่ไม่เคย





