Masukอัญญามองร้านอาหารหรู มีดนตรีสด และอาหารระดับพรีเมียมไว้คอยเสิร์ฟลูกค้ากระเป๋าหนักตรงหน้า เมื่อเจ็ดปีก่อน ก่อนเกิดเรื่องเธอเคยมีความฝันที่ยิ่งใหญ่ อยากเป็นเชฟที่มีชื่อเสียง และเปิดร้านให้คนรู้จักให้มากที่สุด
แต่ความฝันทุกอย่างต้องหยุดลงเมื่อเธอได้เจอกวิน เด็กหนุ่มที่มีความฝันเช่นเดียวกับเธอ ลูกศิษย์กับอาจารย์ สำหรับเธอกับเขาแล้ว ถือว่าเป็นความผิดมหันต์ในชีวิต
เพราะความสัมพันธ์ที่ไม่ควรมีกับเด็กหนุ่มที่อายุไม่ถึงสิบเจ็ดปี ทำให้เธอต้องเกือบเข้าคุก และถูกแยกออกจากกัน ครั้งนั้นทำให้เธอได้รับผลกระทบทางจิตใจอย่างหนัก จนทำให้การรับรู้รสเปลี่ยนไป ตอนแรกเธอคิดว่าชีวิตในเส้นทางอาหารของเธอได้จบสิ้นแล้ว
ใครจะไปคิดว่าหลังจากนั้นไม่กี่เดือนเธอก็เจอกับตรีภพ จิตแพทย์หนุ่มที่เข้ามาเปลี่ยนชีวิตเธอ และสนับสนุนให้เธอทำตามฝัน
“การเป็นเจ้าของร้านไม่จำเป็นต้องลงไปทำเองเสียหน่อย คุณก็แค่หาเชฟฝีมือดี ๆ สักคนก็พอแล้ว”
นั่นทำให้เธอพบกับคุณปลื้ม เชฟที่มีรางวัลจากรายการดัง ๆ หลายรายการพ่วงท้าย แต่เขากลับไม่มีทุนทรัพย์ในการเปิดร้านอาหาร เธอจึงเสนอให้เขาได้รับชื่อเสียง ส่วนเธอได้เป็นผู้บริหารร้าน เธอกับเขาเป็นหุ้นส่วนที่ทำงานได้ดีมาตลอดจนถึงตอนนี้
มีขโมยในร้านเธอเหรอ เป็นใครกันนะ?
เธอกวาดสายตามองโดยรอบ นอกจากเชฟหนึ่งคน ผู้ช่วยเชฟอีกสองคนแล้ว ก็มีเด็กในครัวอีกห้าคนที่ช่วยงาน นอกนั้นก็เป็นพนักงานเสิร์ฟห้าคน แม่บ้าน และ รปภ.อีกตำแหน่งละหนึ่งคน ทุกคนต่างก็เป็นผู้ต้องสงสัย ยกเว้นแค่คนเดียว
“คุณยาคะ ในครัวเกิดเรื่องแล้วค่ะ” พนักงานสาวคนหนึ่งรีบวิ่งมาตาม
“แล้วคุณพลอย?”
“อยู่ในครัวแล้วค่ะ ห้ามไม่ไหวเลยให้นุชมาตามคุณยาค่ะ”
อัญญาเดินลงมาจากชั้นลอยตรงไปยังห้องครัวด้านหลัง มีเสียงดังโวยวายออกมาด้านนอก เสียงนั้นเธอจำได้ดี
“ก็ลุงทำผิดทำไมผมจะเตือนไม่ได้”
“แกอายุเท่าไรถึงมาเตือนฉัน ฉันเป็นเชฟ สั่งให้ทำอะไรก็ต้องทำ”
“เชฟใหญ่แก่กะโหลกกะลาแบบนี้ ไม่รับความคิดใหม่ ๆ แล้วเมื่อไหร่ร้านจะรุ่ง”
“โธ่เว้ย”
เคร้ง! ตะหลิวด้ามหนึ่งถูกโยนลงมาตกอยู่ที่พื้นตรงเท้าเธอทันทีที่ประตูครัวเปิดออกมา
ทุกอย่างนิ่งสงบ ไม่มีเสียงดังอย่างที่เธอได้ยินก่อนหน้า พอนับหนึ่งถึงห้าคนที่ได้สติก่อนก็รีบพูด
เชฟใหญ่รีบรายงาน “คุณยาเอาเด็กที่ไหนมาทำงาน”
“ผมมาจากไหนคุณไม่จำเป็นต้องรู้ รู้แค่ว่าคนแบบคุณคงไม่ได้อัปเดตข้อมูลใหม่ ๆ เข้าสมอง เลยไม่รู้ว่าเดี๋ยวนี้เขาไม่ทำแบบนี้กันแล้ว”
“ไอ้เด็กนี่” เชฟรุ่นใหญ่กำลังยกตะหลิวขึ้นจะตีหัว กวินก็รีบวิ่งมาเกาะด้านหลังเธอ มือเขาแตะที่บ่าเธอ อัญญามองตาเขียวเขาถึงยอมปล่อย
“พูดถึงเรื่องอะไรกัน”
“Cotoletta alla milanese”
เขาบอกชื่อเมนูอาหารอิตาเลียน ซึ่งเป็นเนื้อวัวชุบเกล็ดขนมปังทอด เสิร์ฟพร้อมมันฝรั่งทอด
“ผมก็แค่บอกเชฟว่าถ้าอยากให้ได้ตามสูตรก็ต้องใช้เนยใสทอด และถ้าให้ดีก็ต้องเสิร์ฟกับ Risotto alla Milanese แทนที่จะเป็นมันฝรั่งถึงจะตรงตามสูตร ส่วนเนื้อวัวก็ต้องเลือกใช้ซี่โครงไม่ใช่ส่วนอื่นก็เท่านั้น”
นั่นก็เป็นแบบที่เธอเคยวางเอาไว้
เชฟใหญ่รีบรายงาน “เนื้อซี่โครงเราหมดครับ รถมาส่งบอกว่าเนื้อไม่พอ ผมจึงนำเนื้อส่วนอื่นมาทำแทน แต่เด็กคนนี้ดันปากมากว่าไม่ถูกต้อง แถมยังไปเอาจานคืนมาจากลูกค้าด้านนอกอีก บอกว่ากินไม่ได้ เมนูไม่ถูกต้อง”
อัญญาถึงกับหันมองคนทำ เธอกอดอกเริ่มไม่เข้าใจเขา หรือว่าอีกฝ่ายต้องการมาทำให้ร้านเธอเจ๊งเร็วกว่าเดิม
“ที่ผมไปนำกลับมาไม่ใช่เพราะใช้เนื้อผิดส่วน เนื้อสามารถปรับเปลี่ยนได้ แต่รสชาติที่เชฟทำมันไม่ตรงตามสูตร ถ้าคุณยาไม่เชื่อลองชิมดูได้ครับ”
เขายกจานสองใบมาวางไว้ ไม่ได้บอกว่าจานไหนเป็นของใคร จานไหนตรงตามสูตร และจานไหนผิดสูตร
หญิงสาวมองอยู่ครู่หนึ่งก็ตักขึ้นมาชิมทั้งสองจาน เธอนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก็สบตากับเชฟใหญ่ที่มองจานด้านซ้าย
“ก็อร่อยดีทั้งสอง อย่างไรเสียก็ต้องจัดการลูกค้าด้านนอกก่อน คุณพลอยไปคุยกับเขาหน่อย และบอกว่าทางเราจะไม่คิดค่าอาหารวันนี้เพื่อเป็นการไถ่โทษ ส่วนนาย ตามฉันไปที่ห้อง” ถ้าเธอไม่ตำหนิเขาเลยก็จะกลายเป็นลำเอียง
กวินไม่ยอมแพ้ เขายกจานอาหารสองจานถือเข้าไปด้านในเช่นกัน เมื่อเข้าไปในห้องเหลือเพียงสองคนเขาก็วางจานลงบนโต๊ะแล้วถาม
“ผมไม่เชื่อว่าจะอร่อยเหมือนกัน พี่ลองชิมใหม่อีกครั้ง”
อัญญาไม่อยากชิม เพราะเธอไม่รู้รสชาติอีกแล้ว ประสาทสัมผัสทางด้านอาหาร ความสามารถพิเศษที่เธอเคยมีหายไป ไม่เหลือให้เธอได้จดจำอีกแล้ว
“เรื่องมันจบไปแล้วก็หยุดได้แล้ว ไม่ว่านายจะเรียนมายังไง อย่างไรที่นี่ก็เป็นเมืองไทย อาหารบางอย่างเราก็ต้องปรับให้เข้ากับคนที่นี่ และรสปากของคนกิน ไม่ใช่ตามแบบฉบับเดิม”
กวินรู้สึกแปลกใจกับท่าทีของอีกฝ่าย เมื่อก่อนตอนที่เขาเรียนกับเธอนั้น เธอค่อนข้างเข้มงวดเรื่องรสชาติตามต้นฉบับ และเคยประกาศไว้ว่าจะไม่ทำรสชาติตามนิยม
“ผมไม่คิดเลยว่าพี่จะเปลี่ยนไปมากขนาดนี้ แม้แต่อุดมการณ์ก็เปลี่ยน”
หญิงสาวมองคนตรงหน้าแล้วถามตรงตามความรู้สึก “นายพึ่งรู้เหรอ”
กวินถึงกับนิ่งงัน ในใจก็รู้สึกผิด หรือว่าทั้งหมดเป็นเพราะเขา ชายหนุ่มมองจานสองจานตรงหน้า “แล้วพี่ชอบไหม”
อัญญามองจานตรงหน้า จำได้ว่าจานทางซ้ายเป็นของเชฟใหญ่ “ฉันชอบจานของเชฟใหญ่มากกว่า” เธอตอบส่ง ๆ จะได้จบ ๆ เรื่องไป
กวินมองจานตรงหน้า เขามองจานทางขวามือตัวเองที่เป็นจานที่เขาทำกับมือ ส่วนจานซ้ายมือเขาเป็นของเชฟใหญ่ เขาเงยหน้ามองคนตรงหน้าแล้วถาม
“พี่มีปัญหาเรื่องการรับรู้รสเหรอ”
“...”
“ผมกำลังถามพี่ว่า จานไหนเป็นจานที่มีรสชาติดั้งเดิม”
อัญญาทำเพียงยิ้มรับ เธอไม่ได้ตอบอะไร เพราะเธอกำลังใช้เวลาพิจารณาความสัมพันธ์ของตัวเองกับเขาอยู่เช่นกัน แม้ว่าตลอดสองเดือนที่ผ่านมาเขาจะพยายามหาเวลาบินไปมาเพื่อพบเธออยู่บ่อยครั้ง แต่สถานะของพวกเธอก็ยังคงคลุมเครือ ยังเป็นเพียงคนรู้จักที่รู้สึกดีต่อกันเป็นพิเศษเท่านั้น เขาไม่กล้าเอ่ยปากขอคบเธออย่างเป็นทางการ ส่วนเธอเองก็ไม่กล้าเริ่มต้นก่อน แต่ยอมรับว่าเธอรู้สึกสบายใจ และปลอดภัยทุกครั้งที่มีเขาอยู่ในชีวิต ฤดีมองออกถึงความลังเลในแววตาของอัญญา เธอจึงพูดเสริมขึ้นอีก “อย่าปล่อยให้ความกลัวในอดีตมาตัดสินอนาคตเลยค่ะ ในเมื่อปัจจุบันมันดีอยู่แล้ว ก็ควรจะลองเสี่ยงดูสักตั้ง ดีกว่าปล่อยให้โอกาสหลุดมือไปแล้วต้องมานั่งเสียดายทีหลังนะคะ” คำพูดของฤดีเหมือนกับก้อนหินที่ถูกโยนลงไปในใจที่นิ่งสงบของอัญญา ความรักของคนเราจะมีได้สักกี่ครั้งกัน จะมีสักกี่คนที่โชคดีได้พบรักแรก และรักเดียวไปจนตลอดชีวิต และหากต้องผิดหวังซ้ำ ๆ เธอควรจะหยุดหรือควรจะลองดูใหม่อีกสักครั้ง แต่ถ้าไม่ลองเปิดใจรักใหม่อีกครั้ง เธอจะรู้ได้อย่างไรว่าปลายทางที่รออยู่นั้นคือความสุขหรือความผิดหวัง ถ
คำพูดของเธอเหมือนสายลมแห่งฤดูใบไม้ผลิที่พัดผ่านเข้ามาในใจที่แห้งแล้งของธนาธร เขาหลับตาลงช้า ๆ ซึมซับทุกถ้อยคำ นี่ไม่ใช่ความฝันใช่ไหม เธอก็คิดถึงเขาเหมือนกันจริง ๆ “คุณจะให้โอกาสผมแก้ตัวอีกครั้งได้ไหม อัญญา” เขาลืมตาขึ้นมา แววตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น และจริงใจ อัญญาก้มหน้าลงเล็กน้อย ความทรงจำอันเจ็บปวดในอดีตย้อนกลับมาทักทายเธอชั่วครู่ แต่เมื่อเธอเงยหน้าขึ้นสบตาเขาอีกครั้ง ความหวังก็ฉายชัดขึ้นมาแทนที่ความกลัว“ที่ผ่านมาฉันผ่านเรื่องราวที่เจ็บปวดมาแสนสาหัส หากการให้โอกาสคุณครั้งนี้จะต้องเจ็บอีกครั้ง...ฉันก็ยอม”แม้ในใจจะคาดหวังมากกว่าครั้งก่อน แต่เธอก็เตรียมใจพร้อมรับความเจ็บปวดหากมันจะไม่สมหวัง “ผมไม่สามารถให้สัญญาถึงอนาคตที่ยังมาไม่ถึงได้” ธนาธรพูดด้วยความสัตย์จริง “แต่ผมให้สัญญาได้ว่า ทุกก้าวต่อจากนี้ของคุณ จะมีผมเดินเคียงข้างไปด้วยกัน และทุกย่างก้าวเหล่านั้น ผมจะทำให้คุณมีแต่รอยยิ้ม และความสุข” รอยยิ้มเขินอายปรากฏขึ้นบนใบหน้าของทั้งสองคน บรรยากาศที่เคยหนักอึ้งบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความอบอุ่น และความหวัง ธนาธรจับมือเธอแน่นขึ้นไปอีกราวกับจะ
หนูดีรับกระเป๋าที่ฤดีส่งให้อย่างกระตือรือร้นพลางพูดกับธนาธร “ไปเร็ว ๆ ค่ะพ่อ ครูคนสวยรออยู่ จริงสิคะ ถ้าพ่อชอบเธอก็จีบเลยนะ หนูอยากให้ครูเป็นแม่อีกคน” ธนาธรเลิกคิ้วเล็กน้อย แต่ก็ไม่ทันตั้งตัว ใจเขาเต้นแรงผิดปกติเหมือนมีความคาดหวังเล็ก ๆ ว่าครูคนนั้นจะเป็นคนที่ตามหา เมื่อธนาธรมาถึงโรงเรียนสอนทำอาหาร เขาได้ยินเสียงหัวเราะของเด็ก ๆ และได้กลิ่นอาหารที่อบอวลในอากาศ กลิ่นหอมนี้เหมือนกับกลิ่นที่เขาคุ้นเคยมาก่อนหนูดีจับมือพ่อจูงเดินเข้าไปด้านใน เมื่อเปิดประตูเขาถึงได้เห็นภาพตรงหน้าเธออยู่ตรงนั้น หญิงสาวที่เขาตามหามานาน เธออยู่ตรงนั้นจริง ๆ หญิงสาวยังคงยืนสอนเด็ก ๆ อย่างตั้งใจ มือหยิบช้อน และวัตถุดิบ เธอเหมือนภาพจำในอดีตที่ล่องลอยอยู่ในใจเขา ธนาธรยืนนิ่ง ไม่ละสายตาจากเธอ อัญญาหันมองหนูดีที่พึ่งมาถึง เด็กสาวรีบจูงมือพ่อไปที่ประตูพร้อมบอกเสียงใส “วันนี้พ่อของหนูดีมาด้วยค่ะ”เด็กน้อยจับจูงมือไปจนกระทั่งหญิงสาวเห็นเขา ดวงตาสีเข้มมองนิ่ง แต่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นเล็ก ๆ ที่ไม่อาจปิดซ่อน “คุณนุ” เธอเอ่ยชื่อเขาชั่ววินาทีนั้นเธอร
เขาเงยหน้าขึ้นจากกองเอกสาร เขาไม่อยากไปไหนทั้งนั้น แต่เลขาหนุ่มก็หยิบบางสิ่งออกมาวางไว้ตรงหน้าเจ้านาย “ขนม? ฉันไม่ชอบกิน” “ผมไม่ได้ให้เจ้านายกิน แต่ขนมนี่คุณอัญญาส่งมาให้คุณอัญชลีเมื่อวาน ผมเห็นฉลากขนมมีที่อยู่ด้วยเลยเอามาให้เจ้านายดู”เขากำลังจะพูดต่อว่าอาจจะช่วยให้รู้เบาะแสของคุณอัญญาก็ได้ แต่เจ้านายก็ทิ้งปากกาแล้วหยิบกล่องขนมขึ้นมาดูก่อนที่เขาจะทันพูดด้วยซ้ำ “ไต้หวัน” เลขาหนุ่มยิ้มแล้วพูดต่อ “ให้ผมจองตั๋วเลยไหมครับ” คนเป็นเจ้านายเงยหน้ามองลูกน้องที่เอ่ยอย่างหยอกล้อเขาอยู่ เขาไม่โกรธ แต่กลับยิ้มกว้าง “จองสิ นายอยากตกงานหรือไง” เขาจะขึ้นเครื่องตอนนี้เลย “ฉันจะไปวันนี้เลย” เลขาหนุ่มฉีกยิ้มแล้วเปิดแท็บเล็ต“ทุกอย่างเตรียมเรียบร้อยแล้วครับ รอแค่เจ้านายลุกจากเก้าอี้เท่านั้นเอง รถผมก็สั่งให้คนรถมารอแล้ว พร้อมจะไปสนามบินทุกเมื่อ” คนที่รู้ใจเจ้านายแบบนี้คงหาได้ยาก ธนาธรรีบลุกขึ้น คนทำดีก็ตะโกนตามหลัง “เจ้านายต้องขึ้นเงินเดือนให้ผมนะครับ” “เอาโบนัสไปเลยหนึ่งปี” เสียงตะโ
เสียงปลายสายเบาลงเรื่อย ๆ จนเหลือเพียงความเงียบ เขาชะงัก มือกำโทรศัพท์แน่นจนสั่น “อะไรนะ เธอจะไป” ชายหนุ่มพยายามพยุงตัวเองลุกขึ้นจากเตียงทั้งที่บาดแผลยังไม่หายดี เขารีบคว้าเสื้อคลุมมาใส่ แล้วเดินออกจากห้องโดยไม่สนใจพยาบาลที่พยายามห้ามไว้ “อัญญา...คุณจะหนีไปแบบนี้ไม่ได้...” เขาพึมพำกับตัวเอง ซ้ำ ๆ เหมือนคนหลงทาง ขณะที่อีกฟากหนึ่ง เสียงเรียกเข้ามือถือของอัญญาดังขึ้น เธอมองหน้าจอเห็นเป็นเบอร์เขาก็มีท่าทางลังเล นิ้วจะกดรับสาย แต่แล้วความคิดบางอย่างที่ว่าเธอไม่คู่ควรก็ดังขึ้นมาในหัว วินาทีนั้นเอง เสียงประกาศเรียกผู้โดยสารเที่ยวบินถัดไปดังขึ้นพอดี หญิงสาวจึงลุกขึ้นด้วยใบหน้าสงบนิ่ง เธอทิ้งโทรศัพท์ไว้ในถังขยะก่อนเข้าเกตเพื่อตัดทุกการติดต่อ ทิ้งทุกอย่างไว้ข้างหลัง เธอสูดลมหายใจลึก ก่อนจะก้าวขาจูงมือลูกทั้งสองเดินเข้าประตูทางขึ้นเครื่อง “ลาก่อน...ธนาธร” เธอพูดเบา ๆ กับตัวเอง ก่อนพาลูกทั้งสองเดินตรงไปข้างหน้าด้วยฝีเท้าที่มั่นคง เสียงเครื่องยนต์รถสปอร์ตดังสนั่นถนนในยามบ่าย เขาขับรถฝ่าการจราจรคับคั่งด้วยความเร็วราวคนไร้สติ ม
คำถามนั้นเหมือนคมมีดกรีดลงกลางใจ เธอพยายามฝืนยิ้ม “หนีไปไหนล่ะคะ ก็อยู่ที่เดิมนี่แหละ” “ผมไม่อยากให้คุณหายไปอีก” เขาวางช้อนลง เกิดความรู้สึกประหลาดในใจคล้ายกับกำลังหวาดกลัวบางสิ่ง เขามองเธอด้วยสายตาจริงจัง “อัญญา ผมรู้ว่าคุณมีอดีตที่เจ็บปวด แต่ผมอยากให้รู้ว่าผมไม่สนใจว่าคุณเคยผ่านอะไรมาก่อน ผมแค่...อยากอยู่ข้างคุณ”อัญญาเงียบ ดวงตาเริ่มพร่าด้วยน้ำตาที่เธอพยายามกลั้นไว้ “คุณอย่าพูดแบบนั้นเลยค่ะ มันไม่มีประโยชน์” “ทำไมถึงไม่มี” “เพราะฉันไม่ใช่คนที่คุณควรรัก” เสียงเธอสั่น “ฉันมีบาป มีอดีตที่ไม่อาจลืมได้ และที่สำคัญ...ฉันไม่เหลืออะไรให้ใครอีกแล้ว” เธอลุกขึ้น พยายามเบี่ยงประเด็นไม่อยากให้เขามองเห็นดวงตาที่กำลังมีน้ำตาไหลออกมา เธอกลัวว่าจะทิ้งเขาไปไม่ได้ มือบางหยิบปิ่นโตที่ว่างเปล่าไปเก็บในถุง ใช้การกระทำนั้นปิดบังความสั่นในมือ “อัญญา...” เขาเรียกชื่อเธอเบา ๆ แต่เธอไม่หันกลับ “พรุ่งนี้คุณต้องพักผ่อนให้มาก ๆ นะคะ” เธอพูดเสียงแผ่ว “ฉันจะมาเยี่ยมอีกทีตอนเช้า” ชายหนุ่มได้ยินก็แปลกใจ เขาคิดไปเองหรือเปล่าว่าเธอกำ







