Masukจ้าวเหยียนเจี๋ยยังคงนั่งมองคนที่หลับสบายอยู่บนเตียงด้วยความรู้สึกหลากหลาย ตั้งแต่เจอกันมาจนกระทั่งตอนนี้ไม่มีเลยสักครั้งที่เหยียนหว่านเอ๋อร์จะถามว่าเขาเป็นใคร เหตุใดจึงถูกตามล่า แถมยังไว้วางใจติดตามมาเมื่อเขาเอ่ยว่าจะช่วยตามคนรู้จักคนนั้น เขายอมรับว่าการพบกันของทั้งสองนั้นไม่อาจจะหาคำมาอธิบายได้ หากไม่ใช่ว่าเขาเห็นกับตาตนเอง ทั้งยังสัมผัสถูกตัวหญิงสาว เขาเองก็ไม่อยากจะเชื่อว่ามันคือเรื่องจริงเช่นกัน
รุ่งเช้าเมื่อเหยียนหว่านเอ๋อร์ตื่นขึ้นมา ก็พบว่าจ้าวเหยียนเจี๋ยได้เก็บสัมภาระเรียบร้อยแล้ว แต่ทว่าตัวเขาเองกลับหายไปจากห้อง หญิงสาวรีบล้างหน้าล้างตาแล้วหยิบห่อสัมภาระเดินลงมาด้านล่าง
“พี่ถงซิ่ว”
“น้องหว่านเอ๋อร์เจ้าหลับสบายดีหรือไม่”
“ข้าหลับสนิททั้งคืนเลย”
“เรือใกล้จะมาแล้วข้าว่าเราไปรอที่ท่าน้ำจะดีกว่า” จ้าวเหยียนเจี๋ยเดินเข้ามาสมทบกับทั้งคู่
“แล้วท่านไม่ซื้อม้าแล้วหรือ”
“คงต้องไปซื้ออีกฝั่งเพราะได้ยินมาว่าจะได้ราคาดีกว่า”
“จริงหรือ”
“พวกท่านมองหาม้าอยู่หรือ ข้าว่าข้าน่าจะช่วยได้นะ เพราะท่านน้าของข้ารู้จักคนที่จะแนะนำม้าให้พวกท่านได้ แถมยังจะได้ราคาดีด้วย”
“จริงเหรอเจ้าคะพี่ถงซิ่ว”
เหมือนว่าเหยียนหว่านเอ๋อร์จะเป็นดาวนำโชคจริงๆ เพราะตั้งแต่เจอกันทั้งคู่จะได้รับความช่วยเหลือตลอดทางก็ว่าได้
เมื่อข้ามฝั่งได้ถงซิ่วก็พาทั้งคู่ไปที่บ้านของน้าสาวที่ป่วยอยู่ ที่นั่นเหยียนหว่านเอ๋อร์ได้ลองตรวจดูและพบว่าถงฮัวเป็นโรคไขข้อ ซึ่งเป็นเรื้อรังมานานปีจนแทบไม่มีทางรักษา ทำได้เพียงแต่ป้องกัน และแนะนำเวลาอาการกำเริบเท่านั้น ทั้งคู่อยู่นานไม่ได้ ถงซิ่วจึงพาทั้งสองไปที่ตลาดเพื่อหาซื้อม้า และก็เป็นอย่างที่คิดเพราะม้าที่ได้มาเป็นม้าพันธุ์ดีทั้งยังซื้อได้ในราคาถูกมาก ทั้งสองร่ำลาถงซิ่วก่อนต่างฝ่ายต่างแยกกันที่ตลาด
เหยียนหว่านเอ๋อร์ตื่นตาตื่นใจกับการมาตลาดไม่น้อย หญิงสาวเอ่ยปากขอให้จ้าวเหยียนเจี๋ยเดินชมตลาด ซึ่งเขาก็เอาม้าไปฝากไว้ที่โรงเตี้ยม ก่อนจะพาเหยียนหว่านเอ๋อร์เดินชมจนทั่วตลาด “เหนื่อยหรือ” จ้าวเหยียนเจี๋ยเอ่ยถามเมื่อเห็นว่าหน้าผากหญิงสาวมีเหงื่อซึมออกมา
“เจ้ารอข้าอยู่นี่นะข้าจะไปหาน้ำมาให้” เหยียนหว่านเอ๋อร์พยักหน้ายิ้มๆ ทว่าเมื่อจ้าวเหยียนเจี๋ยกลับมา ก็ปรากฏว่าเหยียนหว่านเอ๋อร์หายไปจากตรงนั้นแล้ว เขาใจหายวูบและมองหาไปรอบๆ ท่ามกลางชาวบ้านมากมายที่เดินอยู่รอบตลาดนั้น เขาทั้งร้อนใจทั้งเป็นห่วงพอคิดได้ว่านางไม่ได้อยู่แถวนั้นเขาจึงออกตามหาทันที
ทางด้านเหยียนหว่านเอ๋อร์นั้นเมื่อจ้าวเหยียนเจี๋ยเดินจากไปในตอนแรก หญิงสาวก็เห็นเด็กน้อยคนหนึ่งถือซาลาเปาเดินช้าๆ เหมือนว่ากำลังมองหาอะไรบางอย่างจึงเดินตามไปดู เด็กน้อยคนนั้นมาถึงร้านขายปลา และวางเงินเอาไว้บนเขียงหลังจากที่เลือกปลาเสร็จ เหยียนหว่านเอ๋อร์มองเห็นแม่ค้าคนนั้นหยิบเงินไปซ่อนใต้กองปลาตอนที่เด็กเผลอ และบอกว่าเด็กยังไม่จ่าย เด็กคนนั้นจึงร้องไห้เมื่อโดนกล่าวหาว่าเป็นคนพูดปดและขี้โกง
“ท่านนั่นแหละที่เป็นคนโป้ปดและขี้โกง” เหยียนหว่านเอ๋อร์เอ่ยออกมาท่ามกลางคนที่มามุงดูเหตุการณ์
“แม่นางเจ้าจะมากล่าวหาข้าแบบนี้ไม่ได้นะ”
“หรือไม่จริงเด็กคนนี้ได้จ่ายเงินท่านไปแล้ว แต่ท่านทำไมจึงไม่ให้ปลากับเขาเล่า”
“เขาจ่ายข้าตอนไหนกัน ตั้งแต่เช้ามาข้ายังขายปลาไม่ได้เลยสักอีแปะเดียว”
“งั้นหรือ ท่านบอกว่าตั้งแต่เช้ายังขายปลาไม่ได้เลยสักอีแปะเดียวสินะ”
“ก็ใช่น่ะสิ”
เมื่อได้ยินแม่ค้าขายปลาเอ่ยย้ำ เหยียนหว่านเอ๋อร์ก็พลิกปลาตัวเมื่อครู่ขึ้น คนที่มุงดูต่างก็มองเห็นว่ามีเงินวางอยู่ หญิงสาวหยิบขึ้นมา “เมื่อครู่ข้าเห็นท่านพลิกปลาตัวนี้แล้วเอาเงินซ่อนเอาไว้ หรือท่านจะปฏิเสธ”
แม่ค้าปลาถึงกับพูดไม่ออกได้แต่มองไปรอบๆ เมื่อผู้คนเริ่มเข้ามามุงดูเหตุการณ์เริ่มวิพากษ์วิจารณ์ “เอ่อ แม่นางข้าคงจะมองไม่เห็น ต้องขออภัยด้วยข้าจะแถมปลาให้เขาเพื่อเป็นการขอโทษแล้วกัน” เมื่อเห็นว่าถูกจับได้แม่ค้าปลาจึงได้น้ำเสียงอ่อนลงและให้ปลาตัวใหญ่กับเด็กน้อยไป
เมื่อจบเรื่องเหยียนหว่านเอ๋อร์นึกขึ้นได้ว่าจ้าวเหยียนเจี๋ยให้ตนรออยู่ที่เดิม จึงหันหลังกลับทว่าเธอชนเข้ากับแผงอกมั่นคงที่ยืนอยู่อย่างจัง
“เจ้าจะก่อเรื่องไปตลอดการเดินทางเลยใช่ไหม” เสียงของจ้าวเหยียนเจี๋ยเอ่ยขึ้น เขาเดินเข้ามาเห็นเหตุการณ์พอดีเขาร้อนใจมากตอนที่พบว่านางหายตัวไป กระทั่งเจอเหยียนหว่านเอ๋อร์ที่กำลังปะทะคารมกับแม่ค้าอย่างใจเย็น ทั้งที่เขาเที่ยวตามหาตัวทั่วตลาดอย่างเป็นห่วง
“ท่านมาแล้วหรือ ข้ากำลังจะกลับไปพอดีเลย” เหยียนหว่านเอ๋อร์ยิ้มแหยเมื่อรู้ตัวว่าตัวเองเป็นฝ่ายผิด ทว่าจ้าวเหยียนเจี๋ยกลับหันหลังและเดินหนี
“เดี๋ยวก่อนสิ เจี๋ย” เหยียนหว่านเอ๋อร์วิ่งตาม เขาชะงักเล็กน้อยเมื่อได้ยินหญิงสาวเรียกนามของเขาสั้นๆ
“ข้าขอโทษ ข้าจะไม่ทำอีกแล้ว ข้าจะเชื่อฟังท่าน ท่านอย่าโกรธเลยนะ”
“เจ้าอยากจะทำอะไรก็เรื่องของเจ้าไม่เกี่ยวกับข้า”
“ท่านอย่าโกรธเลยนะ ข้าขอโทษข้าจะไม่ทำอีกแล้วนะ นะ นะ” เหยียนหว่านเอ๋อร์ร้อนรนเมื่อเขาไม่ยอมหยุดเดินจึงได้ฉวยแขนของเขาเอาไว้ “ท่านจะให้ข้าทำยังไงเล่า เด็กคนนั้นโดนโกงนี่นา อีกอย่างข้าก็เข้าไปเห็นพอดี”
ทันใดนั้นจ้าวเหยียนเจี๋ยก็หยุดเดินแบบไม่มีสัญญาณ หน้าผากของเหยียนหว่านเอ๋อร์ชนเข้าบนไหล่เขาเต็มๆ “โอ้ย”
จ้าวเหยียนเจี๋ยห้ามมือตัวเองไม่ให้ลูบหน้าผากที่แดงหลังจากชนเขาเอาไว้ได้ “ช่วยคนเป็นเรื่องดี แต่เจ้าต้องหัดอยู่นิ่งๆ บ้าง ถ้าหากข้าหาเจ้าไม่เจอเล่าเจ้าจะทำเช่นไร”
“ข้าขอโทษ เอาเป็นว่าข้าจะไม่ทำให้ท่านเป็นห่วงอีก”
“เอาเถอะ ขอเพียงเจ้ารับปากต่อไปจะเชื่อฟังข้า”
“ข้ารับปาก” เอ่ยทันทีทันใดพร้อมรอยยิ้ม
กระท่อมหลังถัดมาหลังที่สามมิใช่ที่อยู่แต่เป็นโรงครัว ห้องกินข้าว และห้องเก็บอาหาร พวกเราทั้งหมดใช้มันร่วมกัน กินข้าวด้วยกัน ทำกับข้าวสรวลเสเฮฮาร่วมกัน ตอนแรกหม่าซือหยวนคิดว่าอาจารย์มีความคิดที่แปลกประหลาดยิ่ง บ้านของใครก็ควรจะมีโรงครัวเป็นของตัวเองสิ แต่ตอนนี้เขาเห็นแล้วว่าการทำแบบนี้ทำให้ทั้งหมดกลายเป็นครอบครัวใหญ่จริงๆ เพราะตกเย็นทั้งหมดได้มานั่งร่วมกัน กินข้าวด้วยกัน พูดคุยกัน ทั้งยังแบ่งปันสิ่งที่ทำมาให้กันและกันฟังกระท่อมหลังสุดท้ายเป็นของอาจารย์กับนายท่านเหยียนเจี๋ย กระท่อมหลังนี้เป็นหลังที่ดีที่สุดสร้างขึ้นเพื่อเป็นของขวัญให้กับคนทั้งสอง เพราะอาจารย์ของเขามีความรู้สึกไวต่ออากาศเย็น ดังนั้นกระท่อมหลังนี้จึงเป็นแบบปิด ภายในนั้นมีเตาผิงที่ต้องจุดไฟเอาไว้ตลอดเวลาในหน้าหนาว แต่หน้าร้อนก็สามารถเปิดหน้าต่างระบายอากาศได้สมาชิกครอบครัวใหญ่อาศัยอยู่ที่หุบเขามังกรหลับแห่งนี้ทั้งหมดเก้าคน มีตัวเขาหม่าซือหยวน นายท่านเหยียนเจี๋ย อาจารย์ อาจารย์ปู่ ผู้อาวุโสเฟิง สือเจี้ยนหาว อู๋อิงสงกับฮูหยินของเขา และคนสุดท้ายแม่นางน้อยที่ใจแข็งคนหนึ่ง สาวน้อยผู้ที่กำลังซักผ้าอยู่ที่ริมลำธาร แม่นางเสี่ยวจู
ทั้งสองจุมพิตกันและกันอย่างเร่าร้อนคลอเคลียพัวพันไม่ห่าง ใบหน้างดงามของเหยียนหว่านเอ๋อร์แดงซ่าน แม้จะเต็มเปี่ยมไปด้วยความต้องการ แม้จะเคยเห็นบทรักในหนังมามาก ทว่าพอเอาเข้าจริงหญิงสาวกลับไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นตรงไหน ร่างกายที่ร้อนรุ่มยิ่งทวีความร้อนขึ้นกว่าเดิมเมื่อร่างเปลือยเปล่าของนางถูกเขาจุมพิตไปทั่วความรู้สึกขัดแย้งในกายพุ่งขึ้นสูง ทั้งสุขสมทว่ากลับไม่สบายตัว คล้ายบางอย่างไม่ได้รับการเติมเต็ม หญิงสาวหอบหายใจภายใต้ร่างของเขาอย่างไร้ทางสู้ มือทั้งสองข้างกอดเกี่ยวเขาเอาไว้ทั้งยังแอ่นกายขึ้นไปแนบร่างเข้าหาตัวเขา นางคล้ายหนาวสั่นและพยายามโหยหาความอบอุ่น มือน้อยลูบไล้มัดกล้ามบนตัวเขาอย่างสะเปะสะปะอากัปกิริยาของนางทำให้เขาสูดลมหายใจเข้าอย่างห้ามไม่อยู่ เขาโน้มกายเข้าหานางและจุมพิตปากเล็กที่กำลังครางเสียงหวานออกมาเบาๆ คล้ายลูกแมวกำลังออดอ้อนขอความรักจ้าวเหยียนเจี๋ยจุมพิตแผ่วเบาเพื่อปลอบโยนนาง ในยามที่เขาโน้มกายเข้าครอบครองนางในที่สุด ทว่าความเจ็บปวดที่พุ่งขึ้นสูง ทำให้นางหวีดร้องออกมาเสียงแผ่ว บางอย่างในกายฉีกขาดออกจากกันให้ ความรู้สึกเจ็บร้าวทำให้นางผงะถอย ทว่าจ้าวเหยียนเจี๋ยกลับใช้สอ
“เจ้าเจี๋ย เจ้าบ่าวจะต้องอยู่ดื่มเหล้ามงคลกับแขกเหรื่อก่อนสิจึงจะถูก” ซูหย่งจื้อเอ่ย“อาจารย์” เหยียนหว่านเอ๋อร์มองซูหย่งจื้ออย่างงงงัน“เขาเมาน่ะ” หลี่เฟิงเสวียนเอ่ยกลั้วหัวเราะ“นี่ พวกเจ้าแม้จะแต่งงานก็ยังร่วมหอไม่ได้นะ สุขภาพเจ้าไม่แน่ว่าจะรับไหวดังนั้นข้าขอเตือน”“อาจารย์!” เหยียนหว่านเอ๋อร์หน้าแดง“นี่มันคืนส่งตัวนะผู้อาวุโส” หลายคนพยายามดึงเขาออกไปจากห้องหอ“เจ้าเจี๋ยน่ะ ข้าไว้ใจ แต่ที่ข้าไม่ไว้ใจน่ะศิษย์ตัวแสบของข้าต่างหาก”“ท่านกำลังพูดอะไรกัน ไป ท่านเมาแล้ว” สือเจี้ยนหาวอ่อนใจเหลือเกิน ศิษย์อาจารย์คู่นี้ช่างหาเรื่องให้ปวดหัวได้ไม่เว้นวันจริงๆ“จริงๆ นะ เจ้าเจี๋ย อย่าให้นางจับเจ้ากินไปเสียก่อนเล่า”“อาจารย์ท่านเหลวไหลอะไร!!”“ข้าน่ะหรือเหลวไหล เจ้าน่ะไม่น่าไว้ใจ ส่วนเจ้าเจี๋ยเขาไม่มีทางรู้ทันความเจ้าเล่ห์ของเจ้าหรอก เจ้ากะจะจับเขากินโดยไม่ฟังข้าล่ะสิ”“อาจารย์!” เหยียนหว่านเอ๋อร์ถึงกับพูดไม่ออก นางอายจนใบหน้าแดงก่ำร้อนแทบจะลุกเป็นไฟ“เจ้าเจี๋ย...ข้าไว้ใจเจ้านะ” เสียงตะโกนของซูหย่งจื้อยังคงดังเข้ามาแม้ว่าเขาจะโดนหิ้วตัวไปแล้ว“เอ่อ...นี่เป็นการก่อกวนห้องหอเท่านั้น ขอท่านอาเขยก
“ข้าจ้าวเหยียนเจี๋ยขอสาบาน ข้าจะรักเหยียนหว่านเอ๋อร์เพียงผู้เดียวมิแบ่งใจให้คนอื่น เจ้าจะเป็นหนึ่งเดียวในใจข้า ข้าจะซื่อสัตย์ต่อเจ้าเพียงผู้เดียวไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่”“ข้าเหยียนหว่านเอ๋อร์ขอสาบาน ข้าจะรักจ้าวเหยียนเจี๋ย รักด้วยจิตวิญญาณทั้งหมดของข้า ท่านจะมีข้า และข้าจะมีท่านเดินเคียงข้างกันไปนับจากวันนี้ จวบจนวันสุดท้ายของชีวิต”ถ้อยคำหนักแน่นของทั้งสองดังขึ้นท่ามกลางสายลมที่พัดแผ่ว ท่ามกลางทุ่งดอกหญ้าสีขาวบริสุทธิ์ ท่ามกลางหุบเขาลำเราไพรที่ร่วมเป็นสักขีพยาน... งานมงคลเรียบง่ายของบ่างสาวสองคู่ถูกจัดขึ้น จ้าวเหยียนเจี๋ยแต่งเหยียนหว่านเอ๋อร์เป็นฮูหยิน และอู๋อิงสงแต่งอวิ๋นหยาเป็นฮูหยิน ภายในถ้ำนำแข็งพันปีของวังเมฆาอัคคีถูกตบแต่งด้วยข้าวของมงคลสีแดงทว่าเหล่าสักขีพยานที่เข้ามาร่วมงานกลับมีเยอะกว่าที่เหยียนหว่านเอ๋อร์คาด ตอนแรกนางเพียงอยากให้งานมงคลนี้เป็นเพียงงานเลี้ยงเล็กๆ เท่านั้น แต่จ้าวเหยียนเจี๋ยกลับส่งคนไปเชิญสหายสนิททั้งหมดของนางมาร่วมแสดงความยินดีเสวียนหมิง ลั่วอิงยี่ หลิงหลิง จ้าวเหยียนอิ่ง ซิ่วอิ่งจิน มู่หรงเซียว ซิ่วจินหลิน หลี่เฟิงเสวียน ซูหย่งจื้อ สือเจี้ยนหาว คนทั้งหมดนี
นางรู้เพียงถูกลงโทษตามกฎของพรรค เสวียนหมิงให้จั่วจินเหิงนาบสัญลักษณ์ของการถูกขับไล่ก่อนจะให้จั่วจินเหิงโบยนางด้วยตนเอง เมื่อครบร้อยไม้แล้วพวกเขาก็ประกาศไปว่านางตายไปแล้ว ศพของนางถูกส่งลงเขามาฝังทว่าลมหายใจนางกลับคืนมา เสวียนหมิงจึงให้ซูหย่งจื้อรั้งชีวิตนางเอาไว้กระนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ คือนางถูกนาบสัญลักษณ์ของการถูกขับไล่ และที่ต้องเป็นจั่วจินเหิงเท่านั้นที่ทำหน้าที่โบย เนื่องจากเสวียนหมิงไม่ไว้ใจให้คนอื่นทำเขาจะต้องกะแรงให้พอดิบพอดีไม่ลงหนักหรือเบาจนเกินไป แต่เขาก็ยังต้องโบยถึงห้าสิบไม้กว่าที่อวิ๋นหยาจะสลบ ก่อนจะประกาศไปว่านางสิ้นลมแล้วส่งตัวนางมายังกระท่อมแห่งนี้“เจ้า...ข้าคิดว่าจ้าววังส่งเจ้าไปที่อื่น เขาบอกว่าเจ้าทำความผิดร้ายแรงต้องถูกลงโทษ เลยต้องส่งเจ้าไป”“ข้าอยู่ที่นี่มาตลอด คนในพรรคคิดว่าข้าตายไปแล้ว แต่นั่นก็จริงสำหรับพวกเขาข้าตายไปแล้ว ข้าถูกขับออกจากพรรคตอนนี้ข้าไม่มีที่ให้ไปแล้ว ดังนั้นหากท่านไม่ทำตามคำพูดไม่แต่งข้าเป็นฮูหยิน ข้าจะฆ่าท่านเสีย” นางขู่“แล้วข้าจะแต่งใครได้” เขาจูบหนักๆ ลงบนหน้าผากนาง“ต้องขอบคุณฮูหยินท่านนั้น” อิงสงหันกลับมามองคนที่เดินตามเขามาถึงกระ
เช้าวันต่อมาข่าวการเสียชีวิตของเหยียนหว่านเอ๋อร์ก็ถูกประกาศออกไป พร้อมๆ กันนั้นข่าวที่องค์ชายสามทรงอาการบาดเจ็บภายในทรุดลง เพราะทรงเสียพระทัยกับข่าวการตายของว่าที่พระชายาก็ได้แพร่ออกไป กระทั่งสองวันหลังจากนั้นข่าวการที่องค์ชายสามทรงสิ้นพระชนม์ตามว่าที่พระชายาก็ถูกประกาศออกไปในวังหลวงต่างก็เต็มไปด้วยความโศกเศร้า ทว่าก็ซาบซึ้งกับความรักที่องค์ชายสามมีต่อพระชายายิ่งนัก ว่ากันว่าจ้าวเหยียนอี้อนุญาตให้ฝังศพของคนทั้งสองไว้ด้วยกันในสุสานหลวง แต่เพราะเหยียนหว่านเอ๋อร์ยังมิได้แต่งให้องค์ชายสามอย่างถูกต้อง และยังไม่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพระชายาอย่างเป็นทางการ จ้าวเหยียนอี้จึงพระราชทานตำแหน่งให้เหยียนหว่านเอ๋อร์เป็นฮูหยินคุณธรรม ฮูหยินแม่ทัพใหญ่แคว้นจ้าวขณะที่ผู้คนในเมืองหลวงต่างไว้ทุกข์ให้องค์ชายสามและฮูหยินคุณธรรมอยู่นั้น เหยียนหว่านเอ๋อร์ก็ถูกพาเข้าไปนอนรักษาตัวอยู่บนเตียงน้ำแข็ง ในถ้ำน้ำแข็งพันปีของวังเมฆาอัคคี โดยมีเสวียนหมิงและซูหย่งจื้อดูแลอยู่อย่างใกล้ชิด“อาหมิง เรื่องอวิ๋นหยาไปถึงไหนแล้ว”“ท่านอาโปรดวางใจ ข้าได้ทำตามที่ท่านอาบอกแล้ว”“เช่นนั้นหรือ นางเป็นเช่นไรบ้าง”“ยังมีชีวิตอยู่
“เจ้าด้วย” เอ่ยจบร่างทั้งสองก็เหินกายออกไปการต่อสู้ของสองฝ่าย ยากที่จะบอกได้ว่าฝ่ายใดได้เปรียบหรือเสียเปรียบ สือเจี้ยนหาวที่รับมือเฟิงหลี่นั้นดูเหมือนเขาจะมีความมุ่งมั่นที่จะเอาชนะมากกว่าเดิม แม้แต่เฟิงหลี่เองก็ประหลาดใจที่พบว่าในเวลาไม่นานสือเจี้ยนหาวถึงกับพัฒนาขึ้นมาอีกขั้น จ้าวเหยียนอิ่งกับคนขอ
“ไปพาพวกนางไป ก่อนข้าจะรับมือตรงนี้เอง” อู๋อิงสงเอ่ย“เจ้าระวังตัวด้วย” จ้าวเหยียนเจี๋ยตบลงบนบ่าอู๋อิงสงเบาๆ พร้อมกับพาทุกคนติดตามซูหย่งจื้อไปยังผาหินด้านหลังหุบเขามังกรหลับร่างสูงของอู๋อิงสงปักหลักรับมือกับนักฆ่าจำนวนหกคนเพียงลำพัง แต่กระนั้นเขาก็ไม่ได้เสียเปรียบแต่อย่างใด ยังคงยืนหยัดอย่างมั่นคง
“น่าชังนักอู๋อิงสง!!” อวิ๋นหยาขบเขี้ยวเคี้ยวฟันพร้อมกับซบหน้าลงไปกับฝ่ามือตัวเอง “น่าอายอะไรเช่นนี้ ข้าจะฆ่าเจ้า!!” อวิ๋นหยาทำหน้าคล้ายจะร้องไห้แล้วตะโกนออกมาหลังจากที่กลับมาจากริมทะเลสาบอู๋อิงสงก็เข้าไปหาจ้าวเหยียนเจี๋ยเพื่อหารือเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นทันที เขาเล่าทุกอย่างอย่างละเอียดยกเว้นเร
“ข้าอยากจะพาเขาไปด้วย ข้าไม่อยากทิ้งเขาเอาไว้ที่นี่คนเดียว ข้าเห็นใบหน้าเศร้าสร้อยนั้นของเขาตอนที่เราบอกว่าจะกลับมาที่กระท่อม ข้าถึงได้รู้ว่าเขาเหงา” เหยียนหว่านเอ๋อร์ถอนหายใจ“ตามใจเจ้า ถึงอย่างไรจวนของข้าก็ใหญ่โต เพิ่มเขาเข้าไปอีกสักคนจวนแม่ทัพคงครึกครื้นดี”“จริงหรือ” เหยียนหว่านเอ๋อร์ถามย้ำ“เข







