Masuk“หว่านเอ๋อร์เจ้าอย่าทำอะไรตามใจตัวเองสิ อย่ารบกวนแม่นางท่านนี้...”
จ้าวเหยียนเจี๋ยเอ่ยไม่ทันจบ หญิงสาวนางนั้นก็เอ่ยสวนออกมาอย่างเต็มใจ “ไม่...ข้าเต็มใจ เชิญ...เชิญท่านทั้งสองข้าต้องขอบคุณแม่นางท่านนี้ด้วยซ้ำ ขอบคุณจริงๆ”
“เรียกข้าว่าหว่านเอ๋อร์ ส่วนเขาเหยียนเจี๋ย เราสองคนกำลังจะเดินทางไปเมืองหลวง”
“ข้าชื่อถงซิ่ว”
“พี่ถงซิ่ว ท่านเดินทางคนเดียวหรือ”
“ที่จริงข้ามาจากเมืองจู่จิว จะมาเยี่ยมน้าสาวที่กำลังป่วย เพราะรีบจึงมิได้รอสามีที่เข้าไปเก็บของป่าบนภูเขา คิดว่ากว่าเขาจะกลับมาข้าก็คงกลับถึงบ้านแล้ว เลยตัดสินใจมาเพียงลำพัง”
ขณะที่สนทนากันอยู่นั้น อาหารก็เริ่มทยอยออกมา ทั้งสามจึงกินอาหารเย็นด้วยกันกระทั่งตอนที่กำลังจะแยกย้ายกันนั้น เหยียนหว่านเอ๋อร์ก็สังเกตเห็นว่าถงซิ่วกำลังจะเดินออกไปด้านนอก “พี่ถงซิ่วท่านไม่ใช่จะค้างที่นี่หรอกเหรอ”
“ห้องพักเต็มแล้วข้าจะไปนอนที่คอกม้า”
“ทำไมเล่า”
“แม่นางเราเป็นแค่โรงเตี้ยมเล็กๆ ห้องพักสองห้องสุดท้ายที่เหลือ ท่านจ่ายเอาไว้แล้ว ดังนั้นเราไม่มีห้องพักแล้วขอรับ” เสี่ยวเอ้อเอ่ยอย่างลำบากใจ เมื่อเห็นเหยียนหว่านเอ๋อร์หันหน้ามาถาม
“สองห้องหรือ เช่นนั้นท่านใช้ห้องหนึ่งก็ได้ ส่วนข้ากับเหยียนเจี๋ยจะอยู่ด้วยกัน” เหยียนหว่านเอ๋อร์เอ่ยเพราะไม่ทันคิด ทำเอาถงซิ่วและจ้าวเหยียนเจี๋ยมองอย่างตกใจ
“เจ้าว่าอะไรนะ” จ้าวเหยียนเจี๋ยเอ่ยถามขึ้น
“จะดีหรือน้องหว่านเอ๋อร์”
พอเห็นสีหน้าของทั้งคู่เหยียนหว่านเอ๋อร์ก็ถึงบางอ้อ “ข้าหมายถึงเราเอ่อ...เราสองคนเป็นคู่หมั้นกันอยู่แล้ว ดังนั้นไม่เป็นไรหรอก” เอ่ยพร้อมกับคล้องแขนจ้าวเหยียนเจี๋ย
ถงซิ่วมองท่าทางกระอักกระอ่วนของจ้าวเหยียนเจี๋ยก็พอเข้าใจ แต่กระนั้นก็ไม่กล้าเอ่ยขัด นางอดอมยิ้มออกมาไม่ได้ แม้จะไม่เข้าใจความสัมพันธ์ของทั้งคู่นัก ทว่าก็รับรู้ได้ว่าท่ามกลางใบหน้าเฉยชาและเงียบขรึมของจ้าวเหยียนเจี๋ยนั้น เขาได้แพ้ต่อความสดใสน่ารักของเหยียนหว่านเอ๋อร์แล้ว คืนนั้นเองห้องพักอีกห้องจึงต้องแบ่งให้ถงซิ่วไป ภายในห้องของโรงเตี้ยมเล็กๆ เหยียนหว่านเอ๋อร์แทบอยากจะกลืนคำพูดลงไป เพราะมันเล็กนิดเดียวจริงๆ เตียงนอนแข็งๆ เล็กจนแทบจะนอนได้คนเดียว ไม่มีฉากกั้นมีเพียงโต๊ะกับเก้าอี้วางอยู่กลางห้อง
“เจ้าเลือกเอง อย่าได้เสียใจทีหลังละกัน” จ้าวเหยียนเจี๋ยเอ่ยกลั้วหัวเราะ
“จะให้พี่ถงซิ่วที่เป็นสตรีตัวคนเดียวนอนคอกม้าได้อย่างไร อีกอย่างถึงอย่างไรเราสองคนก็คนกันเอง ดังนั้นนอนห้องเดียวกันจะเป็นไรไป คิดดูอีกทีจะให้ข้านอนแปลกที่คนเดียวในห้อง ข้าจะนอนได้อย่างไรเล่าน่ากลัวออก”
จ้าวเหยียนเจี๋ยเกือบจะเอ่ยถามไปแล้วว่าทั้งคู่เองก็เพิ่งจะรู้จักกันได้ไม่นาน ทำไมดูเหมือนเหยียนหว่านเอ๋อร์ไว้ใจเขานัก นางถึงกับยอมค้างแรมในห้องเดียวกัน
“แม่นางข้าน้อยนำน้ำร้อน กับถังน้ำมาให้ขอรับ” เสี่ยวเอ้อเอ่ยจากด้านนอกประตู จ้าวเหยียนเจี๋ยเป็นคนที่เดินออกมาเปิดประตู เมื่อดูแลให้เสี่ยวเอ้อนำข้าวของเข้ามาในห้องเสร็จ เขาก็ออกไปอยู่ด้านนอกให้เหยียนหว่านเอ๋อร์ได้อาบน้ำ
หลังอาบน้ำเสร็จทำให้หญิงสาวสบายตัวขึ้นมาก เป็นนานกว่าที่หญิงสาวจะรู้สึกว่าจ้าวเหยียนเจี๋ยไม่กลับเข้ามาเสียทีจึงได้ออกไปตาม หญิงสาวเจอเขาที่คอกม้าและพบว่าเขากำลังเจรจาซื้อขายอยู่พอดีจึงได้เข้าไปดู “ท่านจะซื้อม้าหรือ”
“ข้าจำเป็นจะต้องกลับเข้าไปในเมืองหลวงให้เร็วที่สุด และหากเรามีม้าคิดว่าจะเดินทางได้เร็วขึ้นแต่ว่ามันราคาค่อนข้างสูงทีเดียว”
“ทำไมล่ะเงินในถุงไม่พอจ่ายหรือ”
“มันจะหมดนะสิถ้าซื้อม้า”
“ไม่เห็นเป็นไรเลยเราไม่จำเป็นต้องใช้จ่ายอะไรนี่ท่านก็ซื้อม้าละกัน”
“แต่มันเป็นเงินที่เจ้าได้มา ข้า....”
“ไม่เป็นไรหรอก ท่านก็อย่าคิดมากเลย ถึงอย่างไรเราสองคนก็ยังต้องร่วมหัวจมท้ายไปด้วยกันอยู่แล้ว เงินข้าก็เหมือนเงินท่านนั่นแหละ อีกอย่างข้าก็ใช้ไม่เป็นด้วย ดีไม่ดีโดนโกงไม่รู้ตัวอีก เก็บไว้ที่ท่านแทนดีกว่า ว่าแต่ว่าท่าน...นี่อาบน้ำหรือ!!!” เหยียนหว่านเอ๋อร์เอ่ยเสียงดังหลังจากส่งถุงเงินให้เขา
“เจ้าอาบได้ ข้าจะอาบบ้างไม่ได้เชียวหรือ เสียงดังทำไมเล่า” เขาค่อนข้างแปลกใจกับอาการหงุดหงิดของหญิงสาว
“แผลของท่านจะโดนน้ำนะสิมานี่เร็วเข้า” เหยียนหว่านเอ๋อร์จูงมือจ้าวเหยียนเจี๋ยกลับไปที่ห้อง
“ถอดเสื้อของท่านออกเร็ว” หญิงสาวสั่งขณะที่ตัวเองนั้นรีบค้นหาของในห่อผ้า ส่วนจ้าวเหยียนเจี๋ยนั้นยังยืนนิ่งถึงเขาจะรู้ว่าหญิงสาวเป็นหมอ แต่ไม่ว่าจะยังไงเสียเขาก็เป็นบุรุษและนางคือสตรี ทั้งสองคนต่างคนต่างก็ยังมิได้ออกเรือนดังนั้นการที่หญิงสาวบอกให้เขารีบถอดเสื้อออกแบบไม่คิดอะไรนั้น มันออกจะเกินไปจริงๆ
“มานั่งตรงนี้เร็ว ถ้าไม่รีบแผลท่านอาจจะอักเสบได้นะ” เหยียนหว่านเอ๋อร์ยังคงเอ่ยต่อ นางเอาน้ำอุ่นที่ตักเอาไว้เพื่อทำแผลให้เขาโดยเฉพาะมาวางใกล้มือ
เขาจำเป็นจะต้องทำตาม ทั้งที่ตอนนี้ภายในนั้นรู้สึกปั่นป่วนไปหมด ยิ่งตอนที่เหยียนหว่านเอ๋อร์ก้มลงไปดูแผล ลมหายใจอุ่นๆ ของนางกระทบแผ่นหลังกว้างทำเอาเขาตัวแข็งทื่อไปเลย
“ท่านอย่าทำแบบนี้อีกนะ แผลของท่านค่อนข้างลึก จะปล่อยให้โดนน้ำไม่ได้ ถ้าจะอาบน้ำจริงๆ ให้ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวแทนก็แล้วกัน เอาล่ะเสร็จแล้วนี่ยาแก้อักเสบจะทำให้แผลท่านหายเร็วขึ้น” เหยียนหว่านเอ๋อร์ค้นยาออกมาส่งให้เขาสามเม็ด
“ขอบใจเจ้ามาก”เอ่ยพร้อมทั้งรีบสวมเสื้อเข้าไปทันที
“เจ้าไปนอนบนเตียงเถิดข้าเพียงเอาเก้าอี้สองตัวมาวางต่อกันก็นอนได้แล้ว”
“ข้ารู้อยู่แล้วว่าท่านเป็นคนดี” เหยียนหว่านเอ๋อร์ยิ้มให้เขาอย่างประจบ “ข้าจะนอนแล้ว ท่านก็นอนพักซะนะ” หญิงสาวเอ่ยจบก็เดินไปทิ้งตัวลงนอนอย่างเหนื่อยอ่อน ไม่นานก็ผล็อยหลับไป
กระท่อมหลังถัดมาหลังที่สามมิใช่ที่อยู่แต่เป็นโรงครัว ห้องกินข้าว และห้องเก็บอาหาร พวกเราทั้งหมดใช้มันร่วมกัน กินข้าวด้วยกัน ทำกับข้าวสรวลเสเฮฮาร่วมกัน ตอนแรกหม่าซือหยวนคิดว่าอาจารย์มีความคิดที่แปลกประหลาดยิ่ง บ้านของใครก็ควรจะมีโรงครัวเป็นของตัวเองสิ แต่ตอนนี้เขาเห็นแล้วว่าการทำแบบนี้ทำให้ทั้งหมดกลายเป็นครอบครัวใหญ่จริงๆ เพราะตกเย็นทั้งหมดได้มานั่งร่วมกัน กินข้าวด้วยกัน พูดคุยกัน ทั้งยังแบ่งปันสิ่งที่ทำมาให้กันและกันฟังกระท่อมหลังสุดท้ายเป็นของอาจารย์กับนายท่านเหยียนเจี๋ย กระท่อมหลังนี้เป็นหลังที่ดีที่สุดสร้างขึ้นเพื่อเป็นของขวัญให้กับคนทั้งสอง เพราะอาจารย์ของเขามีความรู้สึกไวต่ออากาศเย็น ดังนั้นกระท่อมหลังนี้จึงเป็นแบบปิด ภายในนั้นมีเตาผิงที่ต้องจุดไฟเอาไว้ตลอดเวลาในหน้าหนาว แต่หน้าร้อนก็สามารถเปิดหน้าต่างระบายอากาศได้สมาชิกครอบครัวใหญ่อาศัยอยู่ที่หุบเขามังกรหลับแห่งนี้ทั้งหมดเก้าคน มีตัวเขาหม่าซือหยวน นายท่านเหยียนเจี๋ย อาจารย์ อาจารย์ปู่ ผู้อาวุโสเฟิง สือเจี้ยนหาว อู๋อิงสงกับฮูหยินของเขา และคนสุดท้ายแม่นางน้อยที่ใจแข็งคนหนึ่ง สาวน้อยผู้ที่กำลังซักผ้าอยู่ที่ริมลำธาร แม่นางเสี่ยวจู
ทั้งสองจุมพิตกันและกันอย่างเร่าร้อนคลอเคลียพัวพันไม่ห่าง ใบหน้างดงามของเหยียนหว่านเอ๋อร์แดงซ่าน แม้จะเต็มเปี่ยมไปด้วยความต้องการ แม้จะเคยเห็นบทรักในหนังมามาก ทว่าพอเอาเข้าจริงหญิงสาวกลับไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นตรงไหน ร่างกายที่ร้อนรุ่มยิ่งทวีความร้อนขึ้นกว่าเดิมเมื่อร่างเปลือยเปล่าของนางถูกเขาจุมพิตไปทั่วความรู้สึกขัดแย้งในกายพุ่งขึ้นสูง ทั้งสุขสมทว่ากลับไม่สบายตัว คล้ายบางอย่างไม่ได้รับการเติมเต็ม หญิงสาวหอบหายใจภายใต้ร่างของเขาอย่างไร้ทางสู้ มือทั้งสองข้างกอดเกี่ยวเขาเอาไว้ทั้งยังแอ่นกายขึ้นไปแนบร่างเข้าหาตัวเขา นางคล้ายหนาวสั่นและพยายามโหยหาความอบอุ่น มือน้อยลูบไล้มัดกล้ามบนตัวเขาอย่างสะเปะสะปะอากัปกิริยาของนางทำให้เขาสูดลมหายใจเข้าอย่างห้ามไม่อยู่ เขาโน้มกายเข้าหานางและจุมพิตปากเล็กที่กำลังครางเสียงหวานออกมาเบาๆ คล้ายลูกแมวกำลังออดอ้อนขอความรักจ้าวเหยียนเจี๋ยจุมพิตแผ่วเบาเพื่อปลอบโยนนาง ในยามที่เขาโน้มกายเข้าครอบครองนางในที่สุด ทว่าความเจ็บปวดที่พุ่งขึ้นสูง ทำให้นางหวีดร้องออกมาเสียงแผ่ว บางอย่างในกายฉีกขาดออกจากกันให้ ความรู้สึกเจ็บร้าวทำให้นางผงะถอย ทว่าจ้าวเหยียนเจี๋ยกลับใช้สอ
“เจ้าเจี๋ย เจ้าบ่าวจะต้องอยู่ดื่มเหล้ามงคลกับแขกเหรื่อก่อนสิจึงจะถูก” ซูหย่งจื้อเอ่ย“อาจารย์” เหยียนหว่านเอ๋อร์มองซูหย่งจื้ออย่างงงงัน“เขาเมาน่ะ” หลี่เฟิงเสวียนเอ่ยกลั้วหัวเราะ“นี่ พวกเจ้าแม้จะแต่งงานก็ยังร่วมหอไม่ได้นะ สุขภาพเจ้าไม่แน่ว่าจะรับไหวดังนั้นข้าขอเตือน”“อาจารย์!” เหยียนหว่านเอ๋อร์หน้าแดง“นี่มันคืนส่งตัวนะผู้อาวุโส” หลายคนพยายามดึงเขาออกไปจากห้องหอ“เจ้าเจี๋ยน่ะ ข้าไว้ใจ แต่ที่ข้าไม่ไว้ใจน่ะศิษย์ตัวแสบของข้าต่างหาก”“ท่านกำลังพูดอะไรกัน ไป ท่านเมาแล้ว” สือเจี้ยนหาวอ่อนใจเหลือเกิน ศิษย์อาจารย์คู่นี้ช่างหาเรื่องให้ปวดหัวได้ไม่เว้นวันจริงๆ“จริงๆ นะ เจ้าเจี๋ย อย่าให้นางจับเจ้ากินไปเสียก่อนเล่า”“อาจารย์ท่านเหลวไหลอะไร!!”“ข้าน่ะหรือเหลวไหล เจ้าน่ะไม่น่าไว้ใจ ส่วนเจ้าเจี๋ยเขาไม่มีทางรู้ทันความเจ้าเล่ห์ของเจ้าหรอก เจ้ากะจะจับเขากินโดยไม่ฟังข้าล่ะสิ”“อาจารย์!” เหยียนหว่านเอ๋อร์ถึงกับพูดไม่ออก นางอายจนใบหน้าแดงก่ำร้อนแทบจะลุกเป็นไฟ“เจ้าเจี๋ย...ข้าไว้ใจเจ้านะ” เสียงตะโกนของซูหย่งจื้อยังคงดังเข้ามาแม้ว่าเขาจะโดนหิ้วตัวไปแล้ว“เอ่อ...นี่เป็นการก่อกวนห้องหอเท่านั้น ขอท่านอาเขยก
“ข้าจ้าวเหยียนเจี๋ยขอสาบาน ข้าจะรักเหยียนหว่านเอ๋อร์เพียงผู้เดียวมิแบ่งใจให้คนอื่น เจ้าจะเป็นหนึ่งเดียวในใจข้า ข้าจะซื่อสัตย์ต่อเจ้าเพียงผู้เดียวไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่”“ข้าเหยียนหว่านเอ๋อร์ขอสาบาน ข้าจะรักจ้าวเหยียนเจี๋ย รักด้วยจิตวิญญาณทั้งหมดของข้า ท่านจะมีข้า และข้าจะมีท่านเดินเคียงข้างกันไปนับจากวันนี้ จวบจนวันสุดท้ายของชีวิต”ถ้อยคำหนักแน่นของทั้งสองดังขึ้นท่ามกลางสายลมที่พัดแผ่ว ท่ามกลางทุ่งดอกหญ้าสีขาวบริสุทธิ์ ท่ามกลางหุบเขาลำเราไพรที่ร่วมเป็นสักขีพยาน... งานมงคลเรียบง่ายของบ่างสาวสองคู่ถูกจัดขึ้น จ้าวเหยียนเจี๋ยแต่งเหยียนหว่านเอ๋อร์เป็นฮูหยิน และอู๋อิงสงแต่งอวิ๋นหยาเป็นฮูหยิน ภายในถ้ำนำแข็งพันปีของวังเมฆาอัคคีถูกตบแต่งด้วยข้าวของมงคลสีแดงทว่าเหล่าสักขีพยานที่เข้ามาร่วมงานกลับมีเยอะกว่าที่เหยียนหว่านเอ๋อร์คาด ตอนแรกนางเพียงอยากให้งานมงคลนี้เป็นเพียงงานเลี้ยงเล็กๆ เท่านั้น แต่จ้าวเหยียนเจี๋ยกลับส่งคนไปเชิญสหายสนิททั้งหมดของนางมาร่วมแสดงความยินดีเสวียนหมิง ลั่วอิงยี่ หลิงหลิง จ้าวเหยียนอิ่ง ซิ่วอิ่งจิน มู่หรงเซียว ซิ่วจินหลิน หลี่เฟิงเสวียน ซูหย่งจื้อ สือเจี้ยนหาว คนทั้งหมดนี
นางรู้เพียงถูกลงโทษตามกฎของพรรค เสวียนหมิงให้จั่วจินเหิงนาบสัญลักษณ์ของการถูกขับไล่ก่อนจะให้จั่วจินเหิงโบยนางด้วยตนเอง เมื่อครบร้อยไม้แล้วพวกเขาก็ประกาศไปว่านางตายไปแล้ว ศพของนางถูกส่งลงเขามาฝังทว่าลมหายใจนางกลับคืนมา เสวียนหมิงจึงให้ซูหย่งจื้อรั้งชีวิตนางเอาไว้กระนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ คือนางถูกนาบสัญลักษณ์ของการถูกขับไล่ และที่ต้องเป็นจั่วจินเหิงเท่านั้นที่ทำหน้าที่โบย เนื่องจากเสวียนหมิงไม่ไว้ใจให้คนอื่นทำเขาจะต้องกะแรงให้พอดิบพอดีไม่ลงหนักหรือเบาจนเกินไป แต่เขาก็ยังต้องโบยถึงห้าสิบไม้กว่าที่อวิ๋นหยาจะสลบ ก่อนจะประกาศไปว่านางสิ้นลมแล้วส่งตัวนางมายังกระท่อมแห่งนี้“เจ้า...ข้าคิดว่าจ้าววังส่งเจ้าไปที่อื่น เขาบอกว่าเจ้าทำความผิดร้ายแรงต้องถูกลงโทษ เลยต้องส่งเจ้าไป”“ข้าอยู่ที่นี่มาตลอด คนในพรรคคิดว่าข้าตายไปแล้ว แต่นั่นก็จริงสำหรับพวกเขาข้าตายไปแล้ว ข้าถูกขับออกจากพรรคตอนนี้ข้าไม่มีที่ให้ไปแล้ว ดังนั้นหากท่านไม่ทำตามคำพูดไม่แต่งข้าเป็นฮูหยิน ข้าจะฆ่าท่านเสีย” นางขู่“แล้วข้าจะแต่งใครได้” เขาจูบหนักๆ ลงบนหน้าผากนาง“ต้องขอบคุณฮูหยินท่านนั้น” อิงสงหันกลับมามองคนที่เดินตามเขามาถึงกระ
เช้าวันต่อมาข่าวการเสียชีวิตของเหยียนหว่านเอ๋อร์ก็ถูกประกาศออกไป พร้อมๆ กันนั้นข่าวที่องค์ชายสามทรงอาการบาดเจ็บภายในทรุดลง เพราะทรงเสียพระทัยกับข่าวการตายของว่าที่พระชายาก็ได้แพร่ออกไป กระทั่งสองวันหลังจากนั้นข่าวการที่องค์ชายสามทรงสิ้นพระชนม์ตามว่าที่พระชายาก็ถูกประกาศออกไปในวังหลวงต่างก็เต็มไปด้วยความโศกเศร้า ทว่าก็ซาบซึ้งกับความรักที่องค์ชายสามมีต่อพระชายายิ่งนัก ว่ากันว่าจ้าวเหยียนอี้อนุญาตให้ฝังศพของคนทั้งสองไว้ด้วยกันในสุสานหลวง แต่เพราะเหยียนหว่านเอ๋อร์ยังมิได้แต่งให้องค์ชายสามอย่างถูกต้อง และยังไม่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพระชายาอย่างเป็นทางการ จ้าวเหยียนอี้จึงพระราชทานตำแหน่งให้เหยียนหว่านเอ๋อร์เป็นฮูหยินคุณธรรม ฮูหยินแม่ทัพใหญ่แคว้นจ้าวขณะที่ผู้คนในเมืองหลวงต่างไว้ทุกข์ให้องค์ชายสามและฮูหยินคุณธรรมอยู่นั้น เหยียนหว่านเอ๋อร์ก็ถูกพาเข้าไปนอนรักษาตัวอยู่บนเตียงน้ำแข็ง ในถ้ำน้ำแข็งพันปีของวังเมฆาอัคคี โดยมีเสวียนหมิงและซูหย่งจื้อดูแลอยู่อย่างใกล้ชิด“อาหมิง เรื่องอวิ๋นหยาไปถึงไหนแล้ว”“ท่านอาโปรดวางใจ ข้าได้ทำตามที่ท่านอาบอกแล้ว”“เช่นนั้นหรือ นางเป็นเช่นไรบ้าง”“ยังมีชีวิตอยู่
“เช่นนี้อย่างไรเล่าข้าจึงชอบการอยู่ในที่มืด เพราะไม่ว่าอย่างไรก็ได้เปรียบ” สือเจี้ยนหาวหัวเราะ “ว่าแต่เมื่อครู่มันเรื่องอะไรกันหรือ แม่นางน้อยผู้นั้นคือใครกัน” สือเจี้ยนหาวก็คือหนึ่งในคนที่ปลอมเป็นองค์รัชทายาทออกมาจากป้อมเจิ้งจิน หลังจากมาถึงเมืองหลวง เขาก็รับหน้าที่สืบหาต้นตอการลอบปลงพระชนม์ ดังนั
หากว่าจะตัดสินใจเดินหน้ากับความรู้สึกของตนอย่างกล้าหาญ ตัวเขาซึ่งเป็นถึงองค์ชายสามแคว้นจ้าว ตามกฎมณเฑียรบาลจะต้องมีสามชายาสี่ฮูหยิน ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่ตนไม่สามารถรับได้อย่างแน่นอน“หนูควรทำอย่างไรดีคะทวด” เหยียนหว่านเอ๋อร์พึมพำกับตัวเองเบาๆ สายตาเหม่อมองไปยังแม่น้ำหลิวฉือที่นิ่งสงบ นั่งอยู่เป็นนา
“นายของเจ้าเจอศึกหนักแน่งานนี้ หากไม่อยากจะโดนลูกหลงก็ตามข้าออกไปเถิด”อู๋อิงสงยังคงไม่เข้าใจ“เรื่องการคัดเลือกนางในเดือนหน้า ข้าลืมไปว่านางยังไม่รู้ถึงความสำคัญของตัวเองจึงพาจินเอ๋อร์มาที่นี่ ตอนนี้นางคงรู้เรื่องจากจินเอ๋อร์แล้วว่าตัวนางเองถูกวางตัวเอาไว้ นางถึงได้โกรธเป็นฟืนเป็นไฟมาแบบนี้”“นางใ
“เช่นนั้นคงเป็นเราที่ได้ยินผิดไป แล้วเรื่องที่เจ้าแต่งเป็นขันที ทั้งยังแอบลักลอบมาถึงตำหนักของเราในยามวิกาลเช่นนี้...” จ้าวเหยียนเว่ยยกมือขึ้นมาลูบปลายคางอย่างใช้ความคิดแล้วเดินวนไปรอบตัวหญิงสาว“ช่างเถิด...” เฮ้อโล่งอกที่เขาพูดมาแบบนั้น ทว่า... “เช่นนั้นเราก็ต้องไปดูด้วยตาว่ามีหรือไม่มีกันแน่”“หา







