Masuk“หว่านเอ๋อร์เจ้าอย่าทำอะไรตามใจตัวเองสิ อย่ารบกวนแม่นางท่านนี้...”
จ้าวเหยียนเจี๋ยเอ่ยไม่ทันจบ หญิงสาวนางนั้นก็เอ่ยสวนออกมาอย่างเต็มใจ “ไม่...ข้าเต็มใจ เชิญ...เชิญท่านทั้งสองข้าต้องขอบคุณแม่นางท่านนี้ด้วยซ้ำ ขอบคุณจริงๆ”
“เรียกข้าว่าหว่านเอ๋อร์ ส่วนเขาเหยียนเจี๋ย เราสองคนกำลังจะเดินทางไปเมืองหลวง”
“ข้าชื่อถงซิ่ว”
“พี่ถงซิ่ว ท่านเดินทางคนเดียวหรือ”
“ที่จริงข้ามาจากเมืองจู่จิว จะมาเยี่ยมน้าสาวที่กำลังป่วย เพราะรีบจึงมิได้รอสามีที่เข้าไปเก็บของป่าบนภูเขา คิดว่ากว่าเขาจะกลับมาข้าก็คงกลับถึงบ้านแล้ว เลยตัดสินใจมาเพียงลำพัง”
ขณะที่สนทนากันอยู่นั้น อาหารก็เริ่มทยอยออกมา ทั้งสามจึงกินอาหารเย็นด้วยกันกระทั่งตอนที่กำลังจะแยกย้ายกันนั้น เหยียนหว่านเอ๋อร์ก็สังเกตเห็นว่าถงซิ่วกำลังจะเดินออกไปด้านนอก “พี่ถงซิ่วท่านไม่ใช่จะค้างที่นี่หรอกเหรอ”
“ห้องพักเต็มแล้วข้าจะไปนอนที่คอกม้า”
“ทำไมเล่า”
“แม่นางเราเป็นแค่โรงเตี้ยมเล็กๆ ห้องพักสองห้องสุดท้ายที่เหลือ ท่านจ่ายเอาไว้แล้ว ดังนั้นเราไม่มีห้องพักแล้วขอรับ” เสี่ยวเอ้อเอ่ยอย่างลำบากใจ เมื่อเห็นเหยียนหว่านเอ๋อร์หันหน้ามาถาม
“สองห้องหรือ เช่นนั้นท่านใช้ห้องหนึ่งก็ได้ ส่วนข้ากับเหยียนเจี๋ยจะอยู่ด้วยกัน” เหยียนหว่านเอ๋อร์เอ่ยเพราะไม่ทันคิด ทำเอาถงซิ่วและจ้าวเหยียนเจี๋ยมองอย่างตกใจ
“เจ้าว่าอะไรนะ” จ้าวเหยียนเจี๋ยเอ่ยถามขึ้น
“จะดีหรือน้องหว่านเอ๋อร์”
พอเห็นสีหน้าของทั้งคู่เหยียนหว่านเอ๋อร์ก็ถึงบางอ้อ “ข้าหมายถึงเราเอ่อ...เราสองคนเป็นคู่หมั้นกันอยู่แล้ว ดังนั้นไม่เป็นไรหรอก” เอ่ยพร้อมกับคล้องแขนจ้าวเหยียนเจี๋ย
ถงซิ่วมองท่าทางกระอักกระอ่วนของจ้าวเหยียนเจี๋ยก็พอเข้าใจ แต่กระนั้นก็ไม่กล้าเอ่ยขัด นางอดอมยิ้มออกมาไม่ได้ แม้จะไม่เข้าใจความสัมพันธ์ของทั้งคู่นัก ทว่าก็รับรู้ได้ว่าท่ามกลางใบหน้าเฉยชาและเงียบขรึมของจ้าวเหยียนเจี๋ยนั้น เขาได้แพ้ต่อความสดใสน่ารักของเหยียนหว่านเอ๋อร์แล้ว คืนนั้นเองห้องพักอีกห้องจึงต้องแบ่งให้ถงซิ่วไป ภายในห้องของโรงเตี้ยมเล็กๆ เหยียนหว่านเอ๋อร์แทบอยากจะกลืนคำพูดลงไป เพราะมันเล็กนิดเดียวจริงๆ เตียงนอนแข็งๆ เล็กจนแทบจะนอนได้คนเดียว ไม่มีฉากกั้นมีเพียงโต๊ะกับเก้าอี้วางอยู่กลางห้อง
“เจ้าเลือกเอง อย่าได้เสียใจทีหลังละกัน” จ้าวเหยียนเจี๋ยเอ่ยกลั้วหัวเราะ
“จะให้พี่ถงซิ่วที่เป็นสตรีตัวคนเดียวนอนคอกม้าได้อย่างไร อีกอย่างถึงอย่างไรเราสองคนก็คนกันเอง ดังนั้นนอนห้องเดียวกันจะเป็นไรไป คิดดูอีกทีจะให้ข้านอนแปลกที่คนเดียวในห้อง ข้าจะนอนได้อย่างไรเล่าน่ากลัวออก”
จ้าวเหยียนเจี๋ยเกือบจะเอ่ยถามไปแล้วว่าทั้งคู่เองก็เพิ่งจะรู้จักกันได้ไม่นาน ทำไมดูเหมือนเหยียนหว่านเอ๋อร์ไว้ใจเขานัก นางถึงกับยอมค้างแรมในห้องเดียวกัน
“แม่นางข้าน้อยนำน้ำร้อน กับถังน้ำมาให้ขอรับ” เสี่ยวเอ้อเอ่ยจากด้านนอกประตู จ้าวเหยียนเจี๋ยเป็นคนที่เดินออกมาเปิดประตู เมื่อดูแลให้เสี่ยวเอ้อนำข้าวของเข้ามาในห้องเสร็จ เขาก็ออกไปอยู่ด้านนอกให้เหยียนหว่านเอ๋อร์ได้อาบน้ำ
หลังอาบน้ำเสร็จทำให้หญิงสาวสบายตัวขึ้นมาก เป็นนานกว่าที่หญิงสาวจะรู้สึกว่าจ้าวเหยียนเจี๋ยไม่กลับเข้ามาเสียทีจึงได้ออกไปตาม หญิงสาวเจอเขาที่คอกม้าและพบว่าเขากำลังเจรจาซื้อขายอยู่พอดีจึงได้เข้าไปดู “ท่านจะซื้อม้าหรือ”
“ข้าจำเป็นจะต้องกลับเข้าไปในเมืองหลวงให้เร็วที่สุด และหากเรามีม้าคิดว่าจะเดินทางได้เร็วขึ้นแต่ว่ามันราคาค่อนข้างสูงทีเดียว”
“ทำไมล่ะเงินในถุงไม่พอจ่ายหรือ”
“มันจะหมดนะสิถ้าซื้อม้า”
“ไม่เห็นเป็นไรเลยเราไม่จำเป็นต้องใช้จ่ายอะไรนี่ท่านก็ซื้อม้าละกัน”
“แต่มันเป็นเงินที่เจ้าได้มา ข้า....”
“ไม่เป็นไรหรอก ท่านก็อย่าคิดมากเลย ถึงอย่างไรเราสองคนก็ยังต้องร่วมหัวจมท้ายไปด้วยกันอยู่แล้ว เงินข้าก็เหมือนเงินท่านนั่นแหละ อีกอย่างข้าก็ใช้ไม่เป็นด้วย ดีไม่ดีโดนโกงไม่รู้ตัวอีก เก็บไว้ที่ท่านแทนดีกว่า ว่าแต่ว่าท่าน...นี่อาบน้ำหรือ!!!” เหยียนหว่านเอ๋อร์เอ่ยเสียงดังหลังจากส่งถุงเงินให้เขา
“เจ้าอาบได้ ข้าจะอาบบ้างไม่ได้เชียวหรือ เสียงดังทำไมเล่า” เขาค่อนข้างแปลกใจกับอาการหงุดหงิดของหญิงสาว
“แผลของท่านจะโดนน้ำนะสิมานี่เร็วเข้า” เหยียนหว่านเอ๋อร์จูงมือจ้าวเหยียนเจี๋ยกลับไปที่ห้อง
“ถอดเสื้อของท่านออกเร็ว” หญิงสาวสั่งขณะที่ตัวเองนั้นรีบค้นหาของในห่อผ้า ส่วนจ้าวเหยียนเจี๋ยนั้นยังยืนนิ่งถึงเขาจะรู้ว่าหญิงสาวเป็นหมอ แต่ไม่ว่าจะยังไงเสียเขาก็เป็นบุรุษและนางคือสตรี ทั้งสองคนต่างคนต่างก็ยังมิได้ออกเรือนดังนั้นการที่หญิงสาวบอกให้เขารีบถอดเสื้อออกแบบไม่คิดอะไรนั้น มันออกจะเกินไปจริงๆ
“มานั่งตรงนี้เร็ว ถ้าไม่รีบแผลท่านอาจจะอักเสบได้นะ” เหยียนหว่านเอ๋อร์ยังคงเอ่ยต่อ นางเอาน้ำอุ่นที่ตักเอาไว้เพื่อทำแผลให้เขาโดยเฉพาะมาวางใกล้มือ
เขาจำเป็นจะต้องทำตาม ทั้งที่ตอนนี้ภายในนั้นรู้สึกปั่นป่วนไปหมด ยิ่งตอนที่เหยียนหว่านเอ๋อร์ก้มลงไปดูแผล ลมหายใจอุ่นๆ ของนางกระทบแผ่นหลังกว้างทำเอาเขาตัวแข็งทื่อไปเลย
“ท่านอย่าทำแบบนี้อีกนะ แผลของท่านค่อนข้างลึก จะปล่อยให้โดนน้ำไม่ได้ ถ้าจะอาบน้ำจริงๆ ให้ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวแทนก็แล้วกัน เอาล่ะเสร็จแล้วนี่ยาแก้อักเสบจะทำให้แผลท่านหายเร็วขึ้น” เหยียนหว่านเอ๋อร์ค้นยาออกมาส่งให้เขาสามเม็ด
“ขอบใจเจ้ามาก”เอ่ยพร้อมทั้งรีบสวมเสื้อเข้าไปทันที
“เจ้าไปนอนบนเตียงเถิดข้าเพียงเอาเก้าอี้สองตัวมาวางต่อกันก็นอนได้แล้ว”
“ข้ารู้อยู่แล้วว่าท่านเป็นคนดี” เหยียนหว่านเอ๋อร์ยิ้มให้เขาอย่างประจบ “ข้าจะนอนแล้ว ท่านก็นอนพักซะนะ” หญิงสาวเอ่ยจบก็เดินไปทิ้งตัวลงนอนอย่างเหนื่อยอ่อน ไม่นานก็ผล็อยหลับไป
“ไม่มีสิ่งใดที่เจ้าต้องขอโทษเจ้าได้ปลดปล่อยข้าแล้ว เจ้ากลับมาแล้วมาอยู่ต่อหน้าข้า ทำให้ข้าได้มีโอกาสบอกเจ้าด้วยตัวข้าเองในวันนี้” หลี่เฟิงเสวียนยังคงยิ้มเยือนอย่างอ่อนโยนให้นาง “เอาล่ะหยุดร้องไห้เถิด ตอนนี้เจ้าได้อะไรมาบ้าง และอยากจะถามอะไรจากข้าบ้าง”“หลายอย่างข้ารู้แล้ว แต่...ข้าอยากจะรู้ว่า...ทำไม...ทำไม...ชิงเซียนจึงเลือกที่จะฆ่าตัวตาย” เหยียนหว่านเอ๋อร์เอ่ยตะกุกตะกัก นางแอบเงยหน้าสังเกตสีหน้าหลี่เฟิงเสวียนเมื่อเอ่ยถึงชิงเซียน“มันผ่านมาหลายปีแล้วหว่านเอ๋อร์ แม้ข้าจะยังรักและคิดถึงนางอยู่แต่ก็ไม่ได้โศกเศร้าเช่นตอนแรก เพราะข้ารู้ว่านางได้เลือกในสิ่งที่จะทำให้นางมีความสุข และความสุขของนางคือเหยียนเจี๋ยอยู่รอดปลอดภัย และตอนนี้เขาก็ยืนอยู่ข้างหลังข้าห่างออกไปไม่กี่ก้าว ทั้งยังเป็นศัตรูหัวใจของข้าเสียด้วย” เอ่ยแล้วก็หัวเราะออกมา“มันใช่เวลาที่ท่านจะมาล้อเล่นเช่นนี้หรือไร”“อ้าว เจ้าไม่รู้สึกว่ามันน่าขันหรอกหรือ” หลี่เฟิงเสวียนยิ้ม “ข้าจะช่วยเจ้าทุกอย่าง ช่วยให้เขาอยู่รอดปลอดภัย แต่นั่นมิใช่เพื่อเซียนเอ๋อร์แต่เพื่อเจ้าด้วย ชีวิตของข้าก่อนหน้าที่จะเจอเจ้า ข้ามีเพียงชิงเซียนเป็นครอบครัวที
“ไปเถิด” หลี่เฟิงเสวียนก้าวเท้านำไปก่อน เหยียนหว่านเอ๋อร์เข้าไปพยุงซึ่งเขาเองก็ไม่รังเกียจ ทั้งที่เขาไม่เคยให้ใครช่วยพยุงเขาเดินเลยตั้งแต่เขาเสียขาข้างนี้ไปในตอนที่ทั้งสองกำลังจะเดินออกไปด้วยกันนั้น จ้าวเหยียนเจี๋ยที่ไม่ได้ละสายตาไปจากใบหน้าของเหยียนหว่านเอ๋อร์ แต่ก็ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา ตอนนี้เขากลับยื่นมือออกไปแตะแขนนางเอาไว้เบาๆเหยียนหว่านเอ๋อร์ชะงัก นางก้มลงมองมือของเขาที่แตะอยู่ที่แขน แต่ก็ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามองเขาจ้าวเหยียนเจี๋ยชักมือกลับมาเมื่อเห็นสีหน้าและแววตาของนาง“อิงสง” นางกลับเอ่ยเรียกอู๋อิงสงขึ้นมา“ขอรับ”“เฝ้าเขาเอาไว้ หากเขาคิดหนีไปอีกข้าอนุญาตให้เจ้าทุบเขาให้สลบ จับเขามัดมือมัดเท้าเอาไว้” ระหว่างที่เอ่ยทุกคำออกมานางไม่แม้แต่จะหันมามองหน้าเขา จากนั้นก็ก้าวเดินออกไปพร้อมกับหลี่เฟิงเสวียน“เอ่อ...” อู๋อิงสงได้แต่มองตามนางไปงงๆจ้าวเหยียนเจี๋ยมองร่างสองร่างที่เดินเคียงข้างกันออกไป หัวใจของเขาคล้ายถูกบีบรัดอย่างรุนแรง ในหัวสมองตื้อไปหมด ร่างกายของเขาแข็งทื่อไม่มีแรงแม้แต่จะยื่นมือออกไปรั้งนาง ไม่มีคำพูดใดๆ เขายืนมองอย่างอย่างนั้นด้วยใบหน้าหวั่นเกรง เพราะการกระทำที่วู่วา
“อีกนานไหม” เหยียนหว่านเอ๋อร์เสียงสะท้าน พยายามอย่างถึงที่สุดที่จะไม่ร้องไห้ออกมา “ข้าต้องรอเขาอีกนานเพียงใด ข้ากลัวว่าข้าจะหมดแรงไปเสียก่อน ข้ากลัวว่าข้าจะล้มลงไปแล้วไม่มีวันลุกขึ้นมาได้อีก เพราะตอนนี้ข้าเหนื่อยเหลือเกิน” เหยียนหว่านเอ๋อร์กลั้นก้อนสะอื้น แต่ก็ไม่อาจต้านทาน นางร้องไห้ออกมาในที่สุดทว่าก็พยายามไม่ส่งเสียง“เจ้าจะไม่มีวันล้มเพราะหากเจ้าเพลี่ยงพล้ำ เจ้ายังมีพวกข้าคอยประคองอยู่ข้างๆ ข้ากับอิงสงไม่มีวันปล่อยให้เจ้าล้ม หากเจ้าล้มจริงก็ต้องหลังจากที่ข้ากับอิงสงล้มเท่านั้น ดังนั้นอย่ากลัวไปเลย” ไม่มีครั้งใดที่สือเจี้ยนหาวจะอ่อนโยนได้มากเท่าครั้งนี้อีกแล้ว ไม่มี“ข้ารู้แล้ว” เหยียนหว่านเอ๋อร์พยักหน้า นางยิ้มให้เขาทั้งน้ำตาก่อนที่มองตรงไปยังกระท่อมหลังนั้นอีกครั้ง“มาเถิดขอรับ เราต้องกลับกันแล้ว” อู๋อิงสงเอ่ย“ได้” เหยียนหว่านเอ๋อร์ตอบรับอย่างว่าง่าย นางปาดน้ำตาทิ้งลวกๆ ก่อนจะขึ้นรถม้าไป รถม้าเคลื่อนตัวออกไปช้าๆ ห่างออกไปจากเนินเล็กๆ นั้น เมื่อนางเปิดม่านรถม้าขึ้นอีกครั้งสือเจี้ยนหาวก็หายไปแล้ว กระนั้นนางก็ยังคงพยายามเพ่งสายตามองเข้าไปยังกระท่อมหลังนั้นขณะเดียวกันจ้าวเหยียนเจี๋
อู๋อิงสงเร่งรุดตามเหยียนหว่านเอ๋อร์มาทันทีที่รู้ว่าเหยียนหว่านเอ๋อร์มายังตระกูลอิ่นเพียงลำพัง เขาแจ้งเด็กในร้านว่าต้องการพบคุณชายน้อยที่มาพบเจ้าบ้านอิ่นเพราะมีเรื่องด่วน ดังนั้นเด็กในร้านจึงเดินนำอู๋อิงสงไปนั่งรอที่ห้องอีกห้อง ไม่นานเหยียนหว่านเอ๋อร์ก็เดินออกมา ข้างหลังของนางตามมาด้วยบุรุษสวมหน้ากาก แต่คนที่ทำให้เขาต้องขมวดคิ้วออกมาคือหญิงสาวในชุดรัดกุมอวิ๋นหยาเองก็มิคาดว่าผู้ที่มาคืออู๋อิงสง ดังนั้นแม้จะตระหนกไม่น้อยทว่านางกลับรักษาสีหน้าได้เป็นอย่างดี“มีเรื่องด่วนอะไรหรือ” เหยียนหว่านเอ๋อร์เอ่ยถามเขา“ท่านไม่ควรออกมาโดยพลการเช่นนี้”“ข้ารู้ แต่มีเรื่องด่วนที่ข้าจะต้องจัดการ”“เราต้องออกไปนอกเมืองกันขอรับ” อู๋อิงสงเอ่ยเพียงเท่านั้นเหยียนหว่านเอ๋อร์ก็เข้าใจแล้วว่าเขาหมายถึงอะไร“เช่นนั้นข้าคงต้องขอตัวก่อน” เหยียนหว่านเอ๋อร์เดินตามอู๋อิงสงออกมาก็พบว่ามีรถม้ามารออยู่แล้ว และทั้งสองก็ขึ้นรถม้าออกไปยังนอกเมือง “เขาอยู่ที่ไหน”“หมู่บ้านชาวนา นอกกำแพงเมืองขอรับ”เหยียนหว่านเอ๋อร์พยักหน้ารับรู้ “เขายังคงไม่รู้ตัวกระมังว่าเจี้ยนหาวเจอตัวเขาแล้ว”“ขอรับ เจี้ยนหาวเพียงแต่คอยดูอยู่ห่างๆ เท่านั
“ข้าไม่ได้หมายถึงเขาเสียหน่อย” เหยียนหว่านเอ๋อร์ยังคงครุ่นคิด ในเมื่อหลี่เฟิงเสวียนเคยทำได้...แต่ตอนนี้เขาตายไปแล้ว เช่นนั้นก็เหลือเพียงคนผู้เดียวที่นางนึกถึง หากในโลกนี้เสวียนหมิงทำไม่ได้...ก็ไม่มีคนอื่นอีก“ท่านไปสืบหาหลี่หลิง ส่วนข้าจะลองหาผู้ที่สามารถสยบราชอาลักษณ์หญิงเอง”หลังจากที่จ้าวเหยียนอิ่งปลีกตัวจากไป เขาไม่รู้เลยว่ารอยยิ้มบนใบหน้าของเหยียนหว่านเอ๋อร์หายวับไปทันที นางเดินเข้าไปในห้อง เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดของบุรุษ จากนั้นก็ตรงไปยังตระกูลอิ่น “ข้าต้องหาตัวหลี่หลิงให้พบก่อนเขา มิเช่นนั้นทุกอย่างก็สูญเปล่า จ้าวเหยียนอิ่งจะยังรู้ความจริงทั้งหมดตอนนี้ไม่ได้” เหยียนหว่านเอ๋อร์พึมพำในลำคอรถม้าเรียบง่ายคันหนึ่งวิ่งออกมาจากเรือนพักพิเศษในค่ายทหาร ภายในรถม้ามีชายหนุ่มผู้หนึ่งนั่งเงียบๆ อย่างใช้ความคิด คนขับรถม้ามีหน้าตาเป็นกังวลอย่างเห็นได้ชัด เหงื่อเย็นๆ ของเขาไหลออกมาไม่หยุด เพียงแค่คิดว่าหากเกิดอะไรขึ้นกับคนที่อยู่ในรถม้า ตัวเขาไม่พ้นต้องหัวหลุดจากบ่าแน่...ไม่มีคำสั่งท่านรองแม่ทัพ ไม่มีคนคุ้มกัน แต่เขากลับพาผู้รักษาการออกมาจากค่ายโดยพละการณ์เช่นนี้“เจ้ากลับไปได้แล้ว”“อะ...อะไ
“ข้าคัดลอกมันมา”“อ้อ”“เจ้าค่อยๆ อ่าน” จ้าวเหยียนอิ่งเอ่ยแล้วนั่งลงจิบชา เหยียนหว่านเอ๋อร์ก้มลงอ่าน แม้ว่านางจะรู้เรื่องหลายเรื่อง ทว่าสำนวนคดีจะช่วยให้เรื่องที่นางยังไม่รู้แน่ชัดกระจ่างขึ้นไปอีก “เจ้าจะไม่ถามถึงจินเอ๋อร์เลยหรือ” จ้าวเหยียนอิ่งเอ่ยถาม“ข้ารู้ว่าท่านหรือจะปล่อยให้นางคลาดสายตา” เหยียนหว่านเอ๋อร์เอ่ยทั้งที่ไม่ได้เงยหน้ามาจากสำนวนคดีของพระสนมหลินในอดีต“แล้วเจ้าไม่สงสัยเลยหรือว่าทำไมมารดาของนางจึงพานางออกไปจากเมืองหลวง”“ก็เห็นชัดอยู่แล้วว่าต้นเหตุก็มาจากท่าน มารดาของนางต้องการให้นางเป็นชายาองค์รัชทายาท แต่นางกลับออกจากวังไปกับขบวนองค์ชายสาม ทว่าขากลับมาเมืองหลวงกลับเป็นท่านที่พานางไปส่ง เห็นชัดอยู่แล้วว่าท่านจงใจประกาศให้คนทั้งเมืองหลวงรู้ว่านางคือว่าที่พระชายาของท่าน ตอนนี้มารดาของนางพานางหลบไปจากเมืองหลวง ก็เพราะอยากจะให้ข่าวลือเรื่องจินเอ๋อร์จะแต่งเข้าจวนท่านหายไปก่อน แต่แน่นอนว่าท่านต้องรู้แน่นอนว่านางถูกพาไปที่ใด มิเช่นนั้นท่านจะมานั่งทำสงครามประสาทกับข้าอยู่ที่นี่หรือ”“ข้ามิอาจดูเบาเจ้าเลยจริงๆ”“ข้าจะถือว่าเป็นคำชม” เหยียนหว่านเอ๋อร์เงยหน้าขึ้นในที่สุด “สำนวนพวก







