LOGINในที่สุดก็ถึงเวลาแยกจาก ฮูหยินพ่อค้ายังใจดีมอบเสบียง และช่วยจัดของเหยียนหว่านเอ๋อร์ใหม่ โดยเก็บไว้ในห่อผ้าแบบแคว้นจ้าวจะได้ไม่ดูผิดสังเกต เพราะทั้งหมดยังเข้าใจว่าทั้งคู่หนีตามกันมาอยู่
จ้าวเหยียนเจี๋ยรับห่อผ้านั้นมาและผูกเอาไว้บนหลัง เขาตัดสินใจไม่ใช้เส้นทางหลักที่ตัดเข้าเมืองหลวง เพราะเกรงว่าหากโดนโจมตีอีกครั้ง เขาเองซึ่งกำลังบาดเจ็บอยู่อาจไม่สามารถคุ้มครองเหยียนหว่านเอ๋อร์ คนทั้งสองเดินแยกไปทางทิศเหนือ ซึ่งเป็นถนนเล็กๆ เพื่ออ้อมไปเข้ายังเมืองหลวง ผ่านหมู่บ้านชนบทต่างๆ ซึ่งไม่ค่อยจะมีเหล่าชาวยุทธ์ และนักเดินทางใช้ นอกจากจะเป็นพ่อค้าและคนพื้นที่
ตลอดการเดินทางเหยียนหว่านเอ๋อร์ชวนคุยโน่นคุยนี่ไปเรื่อย จ้าวเหยียนเจี๋ยนั้นปกติชอบความสงบ ทว่าตอนนี้เขาออกจะแปลกใจที่ดูเหมือนเขาจะชอบบรรยากาศรอบๆ ตัวเหยียนหว่านเอ๋อร์ตอนนี้เหลือเกิน
ทั้งสองเดินเท้าเกือบตลอดทั้งวัน ตั้งแต่เช้าจนบ่ายคล้อย ในที่สุดก็มาถึงโรงเตี้ยมเล็กๆ ริมแม่น้ำที่นักเดินทางส่วนใหญ่จะมากิน ดื่ม และนอนพักเอาแรงในระหว่างที่รอเรือข้ามฟากที่จะมีทุกสามถึงสี่ชั่วยาม ก่อนหน้านี้เหยียนหว่านเอ๋อร์ส่งถุงเงินที่ได้รับมาจากฮูหยินพ่อค้า และถามจ้าวเหยียนเจี๋ยว่ามันใช้อย่างไร เขาเพียงแค่ยิ้มแล้วสอนการใช้ให้กับหญิงสาวช้าๆ
ที่โรงเตี้ยมก่อนอาหารที่เหยียนหว่านเอ๋อร์สั่งจะมา หญิงสาวจึงลองกินหมั่นโถวและซาลาเปาหมูแดงที่ตนเคยชอบนักหนาตอนอยู่ที่บ้านของจางหย่วนจิน และมันก็อร่อยพอๆ กับที่ลั่วอิงยี่ทำทีเดียว หลังจากที่จ้าวเหยียนเจี๋ยเดินเข้าไปถามเรื่องเรือข้ามฟากไม่นานเขาก็เดินกลับมา
“อีกนานไหมกว่าเรือจะมา” เหยียนหว่านเอ๋อร์เงยหน้ามองเขา
“เรือลำสุดท้ายเพิ่งจะออกไป เราคงจะต้องรอเรืออีกลำตอนเช้าตรู่ ข้าจะไปถามเรื่องห้องพักเจ้ารอที่นี่อย่าไปไหน”
“ดีเหมือนกัน เมื่อครู่ข้าสั่งอาหารไปแล้ว ข้ายังต้องดูแผลให้ท่านด้วย เอาเงินนี่ไปด้วยข้าอยากจะอาบน้ำได้หรือไม่”เหยียนหว่านเอ๋อร์ทำหน้าตาน่ารัก
“ได้สิข้าจะบอกเสี่ยวเอ้อให้เตรียมไว้” จ้าวเหยียนเจี๋ยยิ้มพร้อมกับพยักหน้า
เหยียนหว่านเอ๋อร์มองตามเขาไป สายตาจึงเหลือบไปเห็นสตรีนางหนึ่งเดินเข้ามานั่งลงที่โต๊ะ ซีกหนึ่งของใบหน้าที่มีแผลเป็นเหมือนโดนไฟลวกนั้นช่างน่ากลัวนัก และดูเหมือนว่านางจะรู้ว่าหลายคนหยุดคุยกันพร้อมกับหันมาสนใจตัวเอง จึงได้เอาแต่นั่งก้มหน้า
“เสี่ยวเอ้อ ที่นี่ไม่มีการแบ่งชนชั้นที่สมควรให้เข้ามาหรืออย่างไร”
“ท่านหมายถึงอะไรขอรับท่านจอมยุทธ์” เสี่ยวเอ้ออีกคนวิ่งเข้ามาถาม
“อาหารของเจ้าก็รสชาติไม่ได้เรื่องยังพอทน แต่นี้ยังจะต้องให้ข้าทนนั่งมองหน้ายังกับผีเช่นนั้นหรือ” เอ่ยเสียงดังแล้วเดินเข้ามาหาเรื่องถึงโต๊ะ
“หน้าตาอัปลักษณ์ขนาดนี้ออกมานอกบ้านให้คนอื่นเขาสะอิดสะเอียนกินข้าวไม่ลงทำไมกัน” เอ่ยจบก็เตะเก้าอี้ที่อยู่ใกล้ตัวสตรีนางนั้นล้มลง
“คือ...ข้า...”
หน้าตาที่แทบจะร้องไห้รอมร่อ ทำเอาเหยียนหว่านเอ๋อร์ทนไม่ได้ หญิงสาวลุกขึ้นและเดินเข้าไปในทันที
“ข้าว่าเจ้ารีบออกไปจากที่นี่จะดีกว่า ไม่เห็นหรือไงว่าคนอื่นมองเจ้าอย่างไร”
เอ่ยยังไม่ทันจบประโยคดีก็โดนเหยียนหว่านเอ๋อร์ฟาดฝ่ามือตบลงไปบนหัวเต็มแรง “นางจะเป็นยังไงแล้วมันหนักส่วนไหนของเจ้าไม่ทราบ”
“โอ้ แม่นางเจ้าเข้ามาที่นี่เมื่อไหร่กัน โฉมสะคราญเช่นเจ้าอย่ามายืนใกล้หญิงอัปลักษณ์เช่นนางเลย” เอ่ยพร้อมกับยื่นมือออกมาจะจับตัวเหยียนหว่านเอ๋อร์ ทว่าหญิงสาวขยับตัวออกห่าง มือเล็กสะบัดฝ่ามือตบลงไปบนซีกหน้าของเขาอย่างแรงอีกครั้ง
“นี่เจ้า...บังอาจ” เขาโกรธถึงขนาดพูดไม่ออก ลูกน้องที่นั่งโต๊ะเดียวกับเขาอีกสองคนลุกขึ้น
“นางขอให้เจ้าจ่ายค่าอาหารให้หรือก็เปล่า เจ้าเป็นเจ้าของที่นี่หรือก็เปล่า แล้วทำไมเจ้าจะต้องหาทำตัวกักขฬะกับนางด้วย” เหยียนหว่านเอ๋อร์เอ่ยจบเขาก็ยื่นมือออกมาชี้หน้านาง
“นังนี่ เจ้าอยากมีเรื่องกับข้าหรือ” พอเขาพูดจบเหยียนหว่านเอ๋อร์ก็จับข้อมือเขาบิดไขว้ไปด้านหลังโดยแรง นี่เป็นหนึ่งในศิลปะป้องกันตัวที่หญิงสาวเคยเรียนมาก่อนยังไม่รวมคาราเต้ เคนโด้ เทควันโด้ และไอคิโด้ซึ่งอุตส่าห์ไปร่ำเรียนมาเพราะสังคมปัจจุบันที่อันตรายขึ้นทุกวัน
“นี่ เจ้าปล่อยข้านะ” เขาร้องลั่นเมื่อหญิงสาวบิดแขนแรงขึ้นอีก
“หาเรื่องคนอื่นไปทั่วอย่างเจ้านี่ไม่มีใครจับส่งทางการบ้างหรือไงนะ” เหยียนหว่านเอ๋อร์มองไปยังลูกน้องเขาอีกสองคนที่ทำท่าจะเข้ามาแต่ก็หยุดลง จึงได้รู้ว่าจ้าวเหยียนเจี๋ยเดินกลับมาแล้ว
“มีเรื่องอะไรกันหรือ” จ้าวเหยียนเจี๋ยเอ่ยถามเสียงเรียบ
เหยียนหว่านเอ๋อร์ดันตัวเจ้าคนที่ตนกำลังบิดแขนอยู่ออกไปอย่างแรงจนเขาล้มลง
“ข้าขออภัยไม่คิดว่านางจะมากับท่าน ท่านจอมยุทธ์ข้ามีธุระด่วนต้องไปแล้ว” พูดจบทั้งสามก็วิ่งลนลานออกไปทันที
เหยียนหว่านเอ๋อร์มองหน้าเหยียนเจี๋ย “เจ้าเป็นวรยุทธ์ด้วยหรือ”
“แค่ศิลปะป้องกันตัวเล็กๆ น้อยๆ” หญิงสาวเอ่ย ทั้งยังหันไปมองทั้งสามที่ดูเหมือนจะกลัวจ้าวเหยียนเจี๋ยเหลือเกินจนน่าสงสัย เพราะอะไรถึงต้องลนลานออกไปจากที่นั่นขนาดนั้น
ที่จริงแล้วทุกคนที่โรงเตี้ยม ต่างก็รู้สึกได้ถึงรังสีบางอย่างจากใบหน้าอันนิ่งเฉยราบเรียบน่าเกรงขามนั้น บวกกับท่วงท่าการเดินเหินอันสง่างามและเบาหวิวของเขา ก็รู้ว่าเขามีวรยุทธ์สูงและเป็นคนที่ไม่ควรจะตอแยที่สุด ยกเว้นหญิงสาวคนเดียวเพราะนางไม่เป็นวรยุทธ์ ทั้งยังไม่คุ้นเคยกับสถานที่ดีพอ
เหยียนหว่านเอ๋อร์ไม่สนใจคนรอบข้าง ก้มตัวลงเก็บเก้าอี้ที่ล้มขึ้นมา แต่สายตาวิบวับสะดุดกึกเมื่อมองเห็นถุงเงินใบหนึ่งร่วงอยู่ คิดว่าน่าจะเป็นของคนใดคนหนึ่งในกลุ่มคนเมื่อครู่ “เสี่ยวเอ้อ”
“ขอรับแม่นาง”
“นี่ค่าอาหารของคนพวกนั้น คิดว่าน่าจะพอนะ” เหยียนหว่านเอ๋อร์ล้วงเอาเงินออกมาวางให้เสี่ยวเอ้อ
“ยิ่งกว่าพอขอรับนาง”
“แม่นางเจ้าต้องเลี้ยงข้าวข้านะวันนี้ ดูสิเจ้าพึ่งจะได้ลาภก้อนใหญ่ กรรมตามสนองทันตาเลย” เหยียนหว่านเอ๋อร์เอ่ยพร้อมยิ้มสดใส แล้ววางถุงเงินให้หญิงสาวนางนั้น ก่อนจะนั่งลงโต๊ะเดียวกัน
“เสี่ยวเอ้อ เอาอาหารที่สั่งมาโต๊ะนี้เลยนะ”
ในที่สุดก็ถึงเวลาแยกจาก ฮูหยินพ่อค้ายังใจดีมอบเสบียง และช่วยจัดของเหยียนหว่านเอ๋อร์ใหม่ โดยเก็บไว้ในห่อผ้าแบบแคว้นจ้าวจะได้ไม่ดูผิดสังเกต เพราะทั้งหมดยังเข้าใจว่าทั้งคู่หนีตามกันมาอยู่จ้าวเหยียนเจี๋ยรับห่อผ้านั้นมาและผูกเอาไว้บนหลัง เขาตัดสินใจไม่ใช้เส้นทางหลักที่ตัดเข้าเมืองหลวง เพราะเกรงว่าหากโดนโจมตีอีกครั้ง เขาเองซึ่งกำลังบาดเจ็บอยู่อาจไม่สามารถคุ้มครองเหยียนหว่านเอ๋อร์ คนทั้งสองเดินแยกไปทางทิศเหนือ ซึ่งเป็นถนนเล็กๆ เพื่ออ้อมไปเข้ายังเมืองหลวง ผ่านหมู่บ้านชนบทต่างๆ ซึ่งไม่ค่อยจะมีเหล่าชาวยุทธ์ และนักเดินทางใช้ นอกจากจะเป็นพ่อค้าและคนพื้นที่ตลอดการเดินทางเหยียนหว่านเอ๋อร์ชวนคุยโน่นคุยนี่ไปเรื่อย จ้าวเหยียนเจี๋ยนั้นปกติชอบความสงบ ทว่าตอนนี้เขาออกจะแปลกใจที่ดูเหมือนเขาจะชอบบรรยากาศรอบๆ ตัวเหยียนหว่านเอ๋อร์ตอนนี้เหลือเกินทั้งสองเดินเท้าเกือบตลอดทั้งวัน ตั้งแต่เช้าจนบ่ายคล้อย ในที่สุดก็มาถึงโรงเตี้ยมเล็กๆ ริมแม่น้ำที่นักเดินทางส่วนใหญ่จะมากิน ดื่ม และนอนพักเอาแรงในระหว่างที่รอเรือข้ามฟากที่จะมีทุกสามถึงสี่ชั่วยาม ก่อนหน้านี้เหยียนหว่านเอ๋อร์ส่งถุงเงินที่ได้รับมาจากฮูหยินพ่อค้า และถา
“ข้าบอกพวกเขาว่านามของเจ้าคือหว่านเอ๋อร์ ข้าคิดชื่อนี้ออกตอนเห็นเจ้าเดินเข้ามาเมื่อครู่ ข้าบอกกับหัวหน้าพ่อค้าไปแบบนั้นเพราะคิดว่าเจ้าควรมีชื่อตามแบบของแคว้นจ้าว จะได้ไม่ดูเป็นคนต่างถิ่น หว่านเอ๋อร์แซ่เหยียน ต่อไปเจ้าก็ใช้ชื่อแซ่ว่าเหยียนหว่านเอ๋อร์ ส่วนนี่คือเสื้อผ้าชุดใหม่ฮูหยินของเขาฝากมาให้ เห็นบอกว่าฝากให้ฮูหยินของข้า”“โทษข้าไม่ได้นะ กำไลของเราเหมือนกันพวกเขาก็เลยเข้าใจผิด” วันวิสาข์ยักไหล่“เจ้าไปเปลี่ยนเป็นชุดแบบชาวแคว้นจ้าวเสียสิ”“ข้าขอเวลาครู่เดียวนะเจ้าคะฮูหยิน” วันวิสาข์เอ่ยกับฮูหยินพ่อค้าแล้วหันหน้ากลับมามองชายหนุ่ม “เหยียนหว่านเอ๋อร์ ข้าชอบชื่อนี้” วันวิสาข์ยิ้มพอใจกับชื่อใหม่ที่เพิ่งได้“แล้วเรื่องที่หัวหน้าพ่อค้าบอกว่าชื่อคล้องกันเมื่อครู่นั่น...แล้วชื่อของท่าน...”“เหยียนเจี๋ย ข้าชื่อเหยียนเจี๋ย”“เหยียนเจี๋ย เหยียนหว่านเอ๋อร์ ข้าชอบนะทั้งชื่อท่านและชื่อข้า ขอบคุณ” วันวิสาข์ยิ้มสว่างไสว โดยที่ไม่รู้เลยว่าแซ่เหยียนของตนเองนั้นเป็นสิ่งต้องห้าม เพราะเหยียนคือชื่อรองขององค์ชายทั้งสามพระองค์ของแคว้นจ้าว“แม่นางเราคงจะต้องออกเดินทางแล้ว อิงสงคงจะออกตามหาเราเช่นกัน”“อิงสง
ตกอยู่ในภวังค์ของตัวเองอยู่นาน วันวิสาข์ก็ได้พบกับฮูหยินพ่อค้าที่เดินมาขอบอกขอบใจแบบไม่มีวันสิ้นสุด อีกฝ่ายให้ลูกชายคุกเข่าโขกศีรษะเพื่อขอบคุณวันวิสาข์อีกรอบ เมื่อคิดๆ ดูเด็กสาวเห็นว่าคนพวกนี้ก็เป็นมีน้ำใจไม่น้อย พวกเขาช่วยคนแปลกหน้าขึ้นจากฝั่งแม่น้ำ ทั้งที่ไม่รู้ว่าเป็นคนดีหรือเลว“แม่นางสามีเจ้าเขาฟื้นแล้ว นายท่านให้ข้ามาตามเจ้า”“ยินดีด้วยนะเจ้ารีบกลับไปดูเขาเถิด เขาคงอยากจะเห็นเจ้าเป็นคนแรก”“ขอบคุณท่านมาก” วันวิสาข์เดินกลับมายังใต้ต้นไม้ที่มีหัวหน้าพ่อค้านั่งคุยอยู่กับคนเจ็บที่ท่าทางดีขึ้นมาก“ฮูหยินเจ้ามาแล้ว ข้าไม่กวนพวกเจ้าแล้วนะ ข้าก็ต้องไปช่วยคนอื่นๆ เก็บของออกเดินทาง” หัวหน้าพ่อค้าเอ่ย ได้ยินดังนั้นจ้าวเหยียนเจี๋ยเพียงพยักหน้าน้อยๆ“แม่นางขอบคุณอีกครั้ง พวกเจ้าช่างเหมาะสมกันจริงๆ แม้แต่ชื่อยังคล้องกันเลย” ประโยคหลังนั้นวันวิสาข์ได้ยินไม่ค่อยถนัดจึงไม่ได้ใส่ใจ“เป็นเจ้านั่นเองที่พวกเขาเอ่ยถึง เจ้าทำได้อย่างไร”“ท่านหมายถึงอะไรหรือ”“ก็ตอนที่เจ้ามาพร้อมกับแสงนั่น แสงนั่นเปลี่ยนทิศทางลูกดอกออกไปจากตัวข้า แล้วไหนจะการแต่งกายของเจ้าที่ไม่ใช่ของแคว้นจ้าว และการพูดของเจ้า”“มันพูด
เสียงร้องโหยหวนของจางหย่วนจิน ปลุกวันวิสาข์ขึ้นมาในตอนเช้าตรู่วันหนึ่ง เขากำลังทดลองทำแปลงปลูกพืชสมุนไพร แต่ซุ่มซ่ามล้มลงไปทับจอบที่วางหงายอยู่บนพื้น ต้นขาของเขาเป็นแผลเหวอะหวะน่ากลัว เจอเลือดครั้งแรกวันวิสาข์ตกใจแทบตาย เพราะตั้งแต่ศึกษาวิชาแพทย์มา ยังไม่เคยได้ใช้แบบจริงๆ จังๆ มาก่อน ดังนั้นลูกศิษย์คนแรกผู้น่าสงสารจึงกลายมาเป็นคนไข้คนแรกไปอย่างคาดไม่ถึงหลังจากฝังเข็มห้ามเลือดและทำความสะอาดบาดแผล ขณะกำลังจะเย็บแผลนั้น เจ้าศิษย์โข่งก็แหกปากลั่นเพราะกลัวเจ็บจึงโดนฟาดอีกรอบ เขาลืมไปว่าเด็กสาวนั้นฝังเข็มรอบบาดแผลไปแล้ว ทำให้บริเวณนั้นไม่มีความรู้สึกจางหย่วนจินเพิ่มความเคารพนับถือเป็นเทิดทูนบูชาในตัวหญิงสาวยิ่งกว่าเดิม หลังจากที่เห็นการรักษาแบบใหม่นี้ เพราะไม่เคยเห็นการรักษาบาดแผล ด้วยการเย็บผิวหนังด้วยเข็มกับด้ายมาก่อน การเย็บแผลหลังจากฝังเข็มให้เกิดอาการชานี้ คือการนำแพทย์แผนปัจจุบันเข้ามาผสมผสานกับแพทย์แผนโบราณ ซึ่งในยุคนี้นั้นการเย็บบาดแผลที่ผิวหนังยังไม่ปรากฏ ขนาดซูหย่งจื้อผู้เป็นอาจารย์คนแรกก็ไม่เคยเอ่ยถึงเช่นกันหลังจากบาดแผลของจางหย่วนจินหายดี กลับปรากฏเด็กสาวคนหนึ่งที่กระท่อมพร้อม
จำได้ว่านั่นเป็นบทสนทนาครั้งสุดท้ายระหว่างทั้งสองที่ไม่ได้เจอกันนานหลายปี หลังจากนั้นรินรดาก็เดินทางกลับไปเชียงใหม่อีกครั้ง ไม่นานข่าวผู้เป็นยายทวดจากไป ก็ทิ้งไว้แต่ความสับสนและไม่เข้าใจเอาไว้ กระทั่งตอนวันเกิดอายุครบสิบห้าปี เด็กสาวก็เข้าใจว่าทั้งหมดหมายความว่าอย่างไรวันแรกของการฉลองอายุครบสิบห้า เป็นการเดินทางครั้งแรกของวันวิสาข์ มันเกิดขึ้นในตอนเช้าขณะเดินทางไปทะเลที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์หลังจากเรียนจบมัธยมต้น อยู่ๆ ขณะที่กำลังเดินเล่นอยู่ที่หน้าชายหาด ภาพต่างๆ รอบตัวก็เปลี่ยนไป กระทั่งเด็กสาวพบว่าตัวเองหลุดเข้าไปยังหมู่บ้านโบราณ ซึ่งมองยังไงก็ไม่ใช่หมู่บ้านของคนไทยแน่นอนวันวิสาข์สติแตกทันทีและเริ่มแหกปากเรียกหาคนรู้จัก แต่ไม่นานก็นึกถึงคำพูดของผู้เป็นยายทวดที่เคยบอกเอาไว้ ทั้งยังนึกโทษตัวเองว่าเมื่อกลางวันคงจะดูหนังจีนกำลังภายในมากไปหน่อย ทว่าหลังจากเดินไปมาเพื่อสำรวจไปรอบๆ เช่นที่รินรดาบอก ไม่นานภาพต่างๆ รอบตัวก็กลับมาเป็นชายหาดที่ตนกำลังเดินเล่นอยู่เมื่อการเดินทางอีกครั้งมาถึง ครั้งนี้เกิดขึ้นตอนที่วันวิสาข์กำลังเรียนอยู่มัธยมปลายปีแรก วันวิสาข์ได้พบกับชายวัยกลางคนคนหนึ่ง เขา
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นาๆ ไม่ได้เข้าไปในประสาทการรับรู้ของวันวิสาข์เลย ตอนนี้หญิงสาวคิดเพียงแต่จะช่วยคนเจ็บ กระทั่งผ่านไปนานจึงรู้ว่าขบวนพ่อค้ากลุ่มนี้ กำลังจะเดินทางกลับไปยังบ้านเกิด เพื่อเริ่มต้นค้าขายหลังจากที่สงครามเพิ่งจะสงบ พวกเขาบังเอิญเข้ามาเห็นเหตุการณ์และช่วยทั้งคู่ไว้ มีหลายคนคอยช่วยเหลือตอนหญิงสาวทำการรักษา ทุกคนต่างก็พากันตกตะลึง เมื่อเห็นวิธีการรักษาแบบใช้มีดผ่าเอาลูกดอกออก และเย็บผิวหนังเข้าด้วยกัน หลังจากนั้นก็พูดไปต่างๆ นาๆกลางดึกขณะที่วันวิสาข์กำลังพิจารณากำไลของคนที่นอนเจ็บอยู่ เสียงโหวกเหวกก็ดังขึ้นในกระโจม “แม่นางเจ้าช่วยลูกของข้าด้วย” หัวหน้าขบวนพ่อค้าเข้ามาคุกเข่าต่อหน้าหญิงสาว“ท่านลุงเกิดอะไรขึ้นหรือ”“ลูกข้า ลูกข้า”“เขาเป็นอะไร” วันวิสาข์ถูกลากออกมาและเห็นเด็กคนหนึ่งนอนชักน้ำลายฟูมปากจึงรีบวิ่งเข้าไปดู “พวกท่านถอยออกไป อย่าเข้ามามุง ฮูหยินท่านปล่อยเขาก่อนท่านทำให้เขาหายใจไม่ออก”“ช่วยลูกข้าด้วยช่วยเขาด้วย”“เขาเป็นมานานเท่าไหร่แล้ว”“ข้าเดินเข้ามาก็เห็นเขาเป็นแบบนี้แล้ว” ฮูหยินหัวหน้าพ่อค้าร้องไห้ราวจะขาดใจ“จับเขานอนตะแคงคนที่ไม่เกี่ยวข้องออกไปให้หมด”วั







