Masukในที่สุดก็ถึงเวลาแยกจาก ฮูหยินพ่อค้ายังใจดีมอบเสบียง และช่วยจัดของเหยียนหว่านเอ๋อร์ใหม่ โดยเก็บไว้ในห่อผ้าแบบแคว้นจ้าวจะได้ไม่ดูผิดสังเกต เพราะทั้งหมดยังเข้าใจว่าทั้งคู่หนีตามกันมาอยู่
จ้าวเหยียนเจี๋ยรับห่อผ้านั้นมาและผูกเอาไว้บนหลัง เขาตัดสินใจไม่ใช้เส้นทางหลักที่ตัดเข้าเมืองหลวง เพราะเกรงว่าหากโดนโจมตีอีกครั้ง เขาเองซึ่งกำลังบาดเจ็บอยู่อาจไม่สามารถคุ้มครองเหยียนหว่านเอ๋อร์ คนทั้งสองเดินแยกไปทางทิศเหนือ ซึ่งเป็นถนนเล็กๆ เพื่ออ้อมไปเข้ายังเมืองหลวง ผ่านหมู่บ้านชนบทต่างๆ ซึ่งไม่ค่อยจะมีเหล่าชาวยุทธ์ และนักเดินทางใช้ นอกจากจะเป็นพ่อค้าและคนพื้นที่
ตลอดการเดินทางเหยียนหว่านเอ๋อร์ชวนคุยโน่นคุยนี่ไปเรื่อย จ้าวเหยียนเจี๋ยนั้นปกติชอบความสงบ ทว่าตอนนี้เขาออกจะแปลกใจที่ดูเหมือนเขาจะชอบบรรยากาศรอบๆ ตัวเหยียนหว่านเอ๋อร์ตอนนี้เหลือเกิน
ทั้งสองเดินเท้าเกือบตลอดทั้งวัน ตั้งแต่เช้าจนบ่ายคล้อย ในที่สุดก็มาถึงโรงเตี้ยมเล็กๆ ริมแม่น้ำที่นักเดินทางส่วนใหญ่จะมากิน ดื่ม และนอนพักเอาแรงในระหว่างที่รอเรือข้ามฟากที่จะมีทุกสามถึงสี่ชั่วยาม ก่อนหน้านี้เหยียนหว่านเอ๋อร์ส่งถุงเงินที่ได้รับมาจากฮูหยินพ่อค้า และถามจ้าวเหยียนเจี๋ยว่ามันใช้อย่างไร เขาเพียงแค่ยิ้มแล้วสอนการใช้ให้กับหญิงสาวช้าๆ
ที่โรงเตี้ยมก่อนอาหารที่เหยียนหว่านเอ๋อร์สั่งจะมา หญิงสาวจึงลองกินหมั่นโถวและซาลาเปาหมูแดงที่ตนเคยชอบนักหนาตอนอยู่ที่บ้านของจางหย่วนจิน และมันก็อร่อยพอๆ กับที่ลั่วอิงยี่ทำทีเดียว หลังจากที่จ้าวเหยียนเจี๋ยเดินเข้าไปถามเรื่องเรือข้ามฟากไม่นานเขาก็เดินกลับมา
“อีกนานไหมกว่าเรือจะมา” เหยียนหว่านเอ๋อร์เงยหน้ามองเขา
“เรือลำสุดท้ายเพิ่งจะออกไป เราคงจะต้องรอเรืออีกลำตอนเช้าตรู่ ข้าจะไปถามเรื่องห้องพักเจ้ารอที่นี่อย่าไปไหน”
“ดีเหมือนกัน เมื่อครู่ข้าสั่งอาหารไปแล้ว ข้ายังต้องดูแผลให้ท่านด้วย เอาเงินนี่ไปด้วยข้าอยากจะอาบน้ำได้หรือไม่”เหยียนหว่านเอ๋อร์ทำหน้าตาน่ารัก
“ได้สิข้าจะบอกเสี่ยวเอ้อให้เตรียมไว้” จ้าวเหยียนเจี๋ยยิ้มพร้อมกับพยักหน้า
เหยียนหว่านเอ๋อร์มองตามเขาไป สายตาจึงเหลือบไปเห็นสตรีนางหนึ่งเดินเข้ามานั่งลงที่โต๊ะ ซีกหนึ่งของใบหน้าที่มีแผลเป็นเหมือนโดนไฟลวกนั้นช่างน่ากลัวนัก และดูเหมือนว่านางจะรู้ว่าหลายคนหยุดคุยกันพร้อมกับหันมาสนใจตัวเอง จึงได้เอาแต่นั่งก้มหน้า
“เสี่ยวเอ้อ ที่นี่ไม่มีการแบ่งชนชั้นที่สมควรให้เข้ามาหรืออย่างไร”
“ท่านหมายถึงอะไรขอรับท่านจอมยุทธ์” เสี่ยวเอ้ออีกคนวิ่งเข้ามาถาม
“อาหารของเจ้าก็รสชาติไม่ได้เรื่องยังพอทน แต่นี้ยังจะต้องให้ข้าทนนั่งมองหน้ายังกับผีเช่นนั้นหรือ” เอ่ยเสียงดังแล้วเดินเข้ามาหาเรื่องถึงโต๊ะ
“หน้าตาอัปลักษณ์ขนาดนี้ออกมานอกบ้านให้คนอื่นเขาสะอิดสะเอียนกินข้าวไม่ลงทำไมกัน” เอ่ยจบก็เตะเก้าอี้ที่อยู่ใกล้ตัวสตรีนางนั้นล้มลง
“คือ...ข้า...”
หน้าตาที่แทบจะร้องไห้รอมร่อ ทำเอาเหยียนหว่านเอ๋อร์ทนไม่ได้ หญิงสาวลุกขึ้นและเดินเข้าไปในทันที
“ข้าว่าเจ้ารีบออกไปจากที่นี่จะดีกว่า ไม่เห็นหรือไงว่าคนอื่นมองเจ้าอย่างไร”
เอ่ยยังไม่ทันจบประโยคดีก็โดนเหยียนหว่านเอ๋อร์ฟาดฝ่ามือตบลงไปบนหัวเต็มแรง “นางจะเป็นยังไงแล้วมันหนักส่วนไหนของเจ้าไม่ทราบ”
“โอ้ แม่นางเจ้าเข้ามาที่นี่เมื่อไหร่กัน โฉมสะคราญเช่นเจ้าอย่ามายืนใกล้หญิงอัปลักษณ์เช่นนางเลย” เอ่ยพร้อมกับยื่นมือออกมาจะจับตัวเหยียนหว่านเอ๋อร์ ทว่าหญิงสาวขยับตัวออกห่าง มือเล็กสะบัดฝ่ามือตบลงไปบนซีกหน้าของเขาอย่างแรงอีกครั้ง
“นี่เจ้า...บังอาจ” เขาโกรธถึงขนาดพูดไม่ออก ลูกน้องที่นั่งโต๊ะเดียวกับเขาอีกสองคนลุกขึ้น
“นางขอให้เจ้าจ่ายค่าอาหารให้หรือก็เปล่า เจ้าเป็นเจ้าของที่นี่หรือก็เปล่า แล้วทำไมเจ้าจะต้องหาทำตัวกักขฬะกับนางด้วย” เหยียนหว่านเอ๋อร์เอ่ยจบเขาก็ยื่นมือออกมาชี้หน้านาง
“นังนี่ เจ้าอยากมีเรื่องกับข้าหรือ” พอเขาพูดจบเหยียนหว่านเอ๋อร์ก็จับข้อมือเขาบิดไขว้ไปด้านหลังโดยแรง นี่เป็นหนึ่งในศิลปะป้องกันตัวที่หญิงสาวเคยเรียนมาก่อนยังไม่รวมคาราเต้ เคนโด้ เทควันโด้ และไอคิโด้ซึ่งอุตส่าห์ไปร่ำเรียนมาเพราะสังคมปัจจุบันที่อันตรายขึ้นทุกวัน
“นี่ เจ้าปล่อยข้านะ” เขาร้องลั่นเมื่อหญิงสาวบิดแขนแรงขึ้นอีก
“หาเรื่องคนอื่นไปทั่วอย่างเจ้านี่ไม่มีใครจับส่งทางการบ้างหรือไงนะ” เหยียนหว่านเอ๋อร์มองไปยังลูกน้องเขาอีกสองคนที่ทำท่าจะเข้ามาแต่ก็หยุดลง จึงได้รู้ว่าจ้าวเหยียนเจี๋ยเดินกลับมาแล้ว
“มีเรื่องอะไรกันหรือ” จ้าวเหยียนเจี๋ยเอ่ยถามเสียงเรียบ
เหยียนหว่านเอ๋อร์ดันตัวเจ้าคนที่ตนกำลังบิดแขนอยู่ออกไปอย่างแรงจนเขาล้มลง
“ข้าขออภัยไม่คิดว่านางจะมากับท่าน ท่านจอมยุทธ์ข้ามีธุระด่วนต้องไปแล้ว” พูดจบทั้งสามก็วิ่งลนลานออกไปทันที
เหยียนหว่านเอ๋อร์มองหน้าเหยียนเจี๋ย “เจ้าเป็นวรยุทธ์ด้วยหรือ”
“แค่ศิลปะป้องกันตัวเล็กๆ น้อยๆ” หญิงสาวเอ่ย ทั้งยังหันไปมองทั้งสามที่ดูเหมือนจะกลัวจ้าวเหยียนเจี๋ยเหลือเกินจนน่าสงสัย เพราะอะไรถึงต้องลนลานออกไปจากที่นั่นขนาดนั้น
ที่จริงแล้วทุกคนที่โรงเตี้ยม ต่างก็รู้สึกได้ถึงรังสีบางอย่างจากใบหน้าอันนิ่งเฉยราบเรียบน่าเกรงขามนั้น บวกกับท่วงท่าการเดินเหินอันสง่างามและเบาหวิวของเขา ก็รู้ว่าเขามีวรยุทธ์สูงและเป็นคนที่ไม่ควรจะตอแยที่สุด ยกเว้นหญิงสาวคนเดียวเพราะนางไม่เป็นวรยุทธ์ ทั้งยังไม่คุ้นเคยกับสถานที่ดีพอ
เหยียนหว่านเอ๋อร์ไม่สนใจคนรอบข้าง ก้มตัวลงเก็บเก้าอี้ที่ล้มขึ้นมา แต่สายตาวิบวับสะดุดกึกเมื่อมองเห็นถุงเงินใบหนึ่งร่วงอยู่ คิดว่าน่าจะเป็นของคนใดคนหนึ่งในกลุ่มคนเมื่อครู่ “เสี่ยวเอ้อ”
“ขอรับแม่นาง”
“นี่ค่าอาหารของคนพวกนั้น คิดว่าน่าจะพอนะ” เหยียนหว่านเอ๋อร์ล้วงเอาเงินออกมาวางให้เสี่ยวเอ้อ
“ยิ่งกว่าพอขอรับนาง”
“แม่นางเจ้าต้องเลี้ยงข้าวข้านะวันนี้ ดูสิเจ้าพึ่งจะได้ลาภก้อนใหญ่ กรรมตามสนองทันตาเลย” เหยียนหว่านเอ๋อร์เอ่ยพร้อมยิ้มสดใส แล้ววางถุงเงินให้หญิงสาวนางนั้น ก่อนจะนั่งลงโต๊ะเดียวกัน
“เสี่ยวเอ้อ เอาอาหารที่สั่งมาโต๊ะนี้เลยนะ”
กระท่อมหลังถัดมาหลังที่สามมิใช่ที่อยู่แต่เป็นโรงครัว ห้องกินข้าว และห้องเก็บอาหาร พวกเราทั้งหมดใช้มันร่วมกัน กินข้าวด้วยกัน ทำกับข้าวสรวลเสเฮฮาร่วมกัน ตอนแรกหม่าซือหยวนคิดว่าอาจารย์มีความคิดที่แปลกประหลาดยิ่ง บ้านของใครก็ควรจะมีโรงครัวเป็นของตัวเองสิ แต่ตอนนี้เขาเห็นแล้วว่าการทำแบบนี้ทำให้ทั้งหมดกลายเป็นครอบครัวใหญ่จริงๆ เพราะตกเย็นทั้งหมดได้มานั่งร่วมกัน กินข้าวด้วยกัน พูดคุยกัน ทั้งยังแบ่งปันสิ่งที่ทำมาให้กันและกันฟังกระท่อมหลังสุดท้ายเป็นของอาจารย์กับนายท่านเหยียนเจี๋ย กระท่อมหลังนี้เป็นหลังที่ดีที่สุดสร้างขึ้นเพื่อเป็นของขวัญให้กับคนทั้งสอง เพราะอาจารย์ของเขามีความรู้สึกไวต่ออากาศเย็น ดังนั้นกระท่อมหลังนี้จึงเป็นแบบปิด ภายในนั้นมีเตาผิงที่ต้องจุดไฟเอาไว้ตลอดเวลาในหน้าหนาว แต่หน้าร้อนก็สามารถเปิดหน้าต่างระบายอากาศได้สมาชิกครอบครัวใหญ่อาศัยอยู่ที่หุบเขามังกรหลับแห่งนี้ทั้งหมดเก้าคน มีตัวเขาหม่าซือหยวน นายท่านเหยียนเจี๋ย อาจารย์ อาจารย์ปู่ ผู้อาวุโสเฟิง สือเจี้ยนหาว อู๋อิงสงกับฮูหยินของเขา และคนสุดท้ายแม่นางน้อยที่ใจแข็งคนหนึ่ง สาวน้อยผู้ที่กำลังซักผ้าอยู่ที่ริมลำธาร แม่นางเสี่ยวจู
ทั้งสองจุมพิตกันและกันอย่างเร่าร้อนคลอเคลียพัวพันไม่ห่าง ใบหน้างดงามของเหยียนหว่านเอ๋อร์แดงซ่าน แม้จะเต็มเปี่ยมไปด้วยความต้องการ แม้จะเคยเห็นบทรักในหนังมามาก ทว่าพอเอาเข้าจริงหญิงสาวกลับไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นตรงไหน ร่างกายที่ร้อนรุ่มยิ่งทวีความร้อนขึ้นกว่าเดิมเมื่อร่างเปลือยเปล่าของนางถูกเขาจุมพิตไปทั่วความรู้สึกขัดแย้งในกายพุ่งขึ้นสูง ทั้งสุขสมทว่ากลับไม่สบายตัว คล้ายบางอย่างไม่ได้รับการเติมเต็ม หญิงสาวหอบหายใจภายใต้ร่างของเขาอย่างไร้ทางสู้ มือทั้งสองข้างกอดเกี่ยวเขาเอาไว้ทั้งยังแอ่นกายขึ้นไปแนบร่างเข้าหาตัวเขา นางคล้ายหนาวสั่นและพยายามโหยหาความอบอุ่น มือน้อยลูบไล้มัดกล้ามบนตัวเขาอย่างสะเปะสะปะอากัปกิริยาของนางทำให้เขาสูดลมหายใจเข้าอย่างห้ามไม่อยู่ เขาโน้มกายเข้าหานางและจุมพิตปากเล็กที่กำลังครางเสียงหวานออกมาเบาๆ คล้ายลูกแมวกำลังออดอ้อนขอความรักจ้าวเหยียนเจี๋ยจุมพิตแผ่วเบาเพื่อปลอบโยนนาง ในยามที่เขาโน้มกายเข้าครอบครองนางในที่สุด ทว่าความเจ็บปวดที่พุ่งขึ้นสูง ทำให้นางหวีดร้องออกมาเสียงแผ่ว บางอย่างในกายฉีกขาดออกจากกันให้ ความรู้สึกเจ็บร้าวทำให้นางผงะถอย ทว่าจ้าวเหยียนเจี๋ยกลับใช้สอ
“เจ้าเจี๋ย เจ้าบ่าวจะต้องอยู่ดื่มเหล้ามงคลกับแขกเหรื่อก่อนสิจึงจะถูก” ซูหย่งจื้อเอ่ย“อาจารย์” เหยียนหว่านเอ๋อร์มองซูหย่งจื้ออย่างงงงัน“เขาเมาน่ะ” หลี่เฟิงเสวียนเอ่ยกลั้วหัวเราะ“นี่ พวกเจ้าแม้จะแต่งงานก็ยังร่วมหอไม่ได้นะ สุขภาพเจ้าไม่แน่ว่าจะรับไหวดังนั้นข้าขอเตือน”“อาจารย์!” เหยียนหว่านเอ๋อร์หน้าแดง“นี่มันคืนส่งตัวนะผู้อาวุโส” หลายคนพยายามดึงเขาออกไปจากห้องหอ“เจ้าเจี๋ยน่ะ ข้าไว้ใจ แต่ที่ข้าไม่ไว้ใจน่ะศิษย์ตัวแสบของข้าต่างหาก”“ท่านกำลังพูดอะไรกัน ไป ท่านเมาแล้ว” สือเจี้ยนหาวอ่อนใจเหลือเกิน ศิษย์อาจารย์คู่นี้ช่างหาเรื่องให้ปวดหัวได้ไม่เว้นวันจริงๆ“จริงๆ นะ เจ้าเจี๋ย อย่าให้นางจับเจ้ากินไปเสียก่อนเล่า”“อาจารย์ท่านเหลวไหลอะไร!!”“ข้าน่ะหรือเหลวไหล เจ้าน่ะไม่น่าไว้ใจ ส่วนเจ้าเจี๋ยเขาไม่มีทางรู้ทันความเจ้าเล่ห์ของเจ้าหรอก เจ้ากะจะจับเขากินโดยไม่ฟังข้าล่ะสิ”“อาจารย์!” เหยียนหว่านเอ๋อร์ถึงกับพูดไม่ออก นางอายจนใบหน้าแดงก่ำร้อนแทบจะลุกเป็นไฟ“เจ้าเจี๋ย...ข้าไว้ใจเจ้านะ” เสียงตะโกนของซูหย่งจื้อยังคงดังเข้ามาแม้ว่าเขาจะโดนหิ้วตัวไปแล้ว“เอ่อ...นี่เป็นการก่อกวนห้องหอเท่านั้น ขอท่านอาเขยก
“ข้าจ้าวเหยียนเจี๋ยขอสาบาน ข้าจะรักเหยียนหว่านเอ๋อร์เพียงผู้เดียวมิแบ่งใจให้คนอื่น เจ้าจะเป็นหนึ่งเดียวในใจข้า ข้าจะซื่อสัตย์ต่อเจ้าเพียงผู้เดียวไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่”“ข้าเหยียนหว่านเอ๋อร์ขอสาบาน ข้าจะรักจ้าวเหยียนเจี๋ย รักด้วยจิตวิญญาณทั้งหมดของข้า ท่านจะมีข้า และข้าจะมีท่านเดินเคียงข้างกันไปนับจากวันนี้ จวบจนวันสุดท้ายของชีวิต”ถ้อยคำหนักแน่นของทั้งสองดังขึ้นท่ามกลางสายลมที่พัดแผ่ว ท่ามกลางทุ่งดอกหญ้าสีขาวบริสุทธิ์ ท่ามกลางหุบเขาลำเราไพรที่ร่วมเป็นสักขีพยาน... งานมงคลเรียบง่ายของบ่างสาวสองคู่ถูกจัดขึ้น จ้าวเหยียนเจี๋ยแต่งเหยียนหว่านเอ๋อร์เป็นฮูหยิน และอู๋อิงสงแต่งอวิ๋นหยาเป็นฮูหยิน ภายในถ้ำนำแข็งพันปีของวังเมฆาอัคคีถูกตบแต่งด้วยข้าวของมงคลสีแดงทว่าเหล่าสักขีพยานที่เข้ามาร่วมงานกลับมีเยอะกว่าที่เหยียนหว่านเอ๋อร์คาด ตอนแรกนางเพียงอยากให้งานมงคลนี้เป็นเพียงงานเลี้ยงเล็กๆ เท่านั้น แต่จ้าวเหยียนเจี๋ยกลับส่งคนไปเชิญสหายสนิททั้งหมดของนางมาร่วมแสดงความยินดีเสวียนหมิง ลั่วอิงยี่ หลิงหลิง จ้าวเหยียนอิ่ง ซิ่วอิ่งจิน มู่หรงเซียว ซิ่วจินหลิน หลี่เฟิงเสวียน ซูหย่งจื้อ สือเจี้ยนหาว คนทั้งหมดนี
นางรู้เพียงถูกลงโทษตามกฎของพรรค เสวียนหมิงให้จั่วจินเหิงนาบสัญลักษณ์ของการถูกขับไล่ก่อนจะให้จั่วจินเหิงโบยนางด้วยตนเอง เมื่อครบร้อยไม้แล้วพวกเขาก็ประกาศไปว่านางตายไปแล้ว ศพของนางถูกส่งลงเขามาฝังทว่าลมหายใจนางกลับคืนมา เสวียนหมิงจึงให้ซูหย่งจื้อรั้งชีวิตนางเอาไว้กระนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ คือนางถูกนาบสัญลักษณ์ของการถูกขับไล่ และที่ต้องเป็นจั่วจินเหิงเท่านั้นที่ทำหน้าที่โบย เนื่องจากเสวียนหมิงไม่ไว้ใจให้คนอื่นทำเขาจะต้องกะแรงให้พอดิบพอดีไม่ลงหนักหรือเบาจนเกินไป แต่เขาก็ยังต้องโบยถึงห้าสิบไม้กว่าที่อวิ๋นหยาจะสลบ ก่อนจะประกาศไปว่านางสิ้นลมแล้วส่งตัวนางมายังกระท่อมแห่งนี้“เจ้า...ข้าคิดว่าจ้าววังส่งเจ้าไปที่อื่น เขาบอกว่าเจ้าทำความผิดร้ายแรงต้องถูกลงโทษ เลยต้องส่งเจ้าไป”“ข้าอยู่ที่นี่มาตลอด คนในพรรคคิดว่าข้าตายไปแล้ว แต่นั่นก็จริงสำหรับพวกเขาข้าตายไปแล้ว ข้าถูกขับออกจากพรรคตอนนี้ข้าไม่มีที่ให้ไปแล้ว ดังนั้นหากท่านไม่ทำตามคำพูดไม่แต่งข้าเป็นฮูหยิน ข้าจะฆ่าท่านเสีย” นางขู่“แล้วข้าจะแต่งใครได้” เขาจูบหนักๆ ลงบนหน้าผากนาง“ต้องขอบคุณฮูหยินท่านนั้น” อิงสงหันกลับมามองคนที่เดินตามเขามาถึงกระ
เช้าวันต่อมาข่าวการเสียชีวิตของเหยียนหว่านเอ๋อร์ก็ถูกประกาศออกไป พร้อมๆ กันนั้นข่าวที่องค์ชายสามทรงอาการบาดเจ็บภายในทรุดลง เพราะทรงเสียพระทัยกับข่าวการตายของว่าที่พระชายาก็ได้แพร่ออกไป กระทั่งสองวันหลังจากนั้นข่าวการที่องค์ชายสามทรงสิ้นพระชนม์ตามว่าที่พระชายาก็ถูกประกาศออกไปในวังหลวงต่างก็เต็มไปด้วยความโศกเศร้า ทว่าก็ซาบซึ้งกับความรักที่องค์ชายสามมีต่อพระชายายิ่งนัก ว่ากันว่าจ้าวเหยียนอี้อนุญาตให้ฝังศพของคนทั้งสองไว้ด้วยกันในสุสานหลวง แต่เพราะเหยียนหว่านเอ๋อร์ยังมิได้แต่งให้องค์ชายสามอย่างถูกต้อง และยังไม่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพระชายาอย่างเป็นทางการ จ้าวเหยียนอี้จึงพระราชทานตำแหน่งให้เหยียนหว่านเอ๋อร์เป็นฮูหยินคุณธรรม ฮูหยินแม่ทัพใหญ่แคว้นจ้าวขณะที่ผู้คนในเมืองหลวงต่างไว้ทุกข์ให้องค์ชายสามและฮูหยินคุณธรรมอยู่นั้น เหยียนหว่านเอ๋อร์ก็ถูกพาเข้าไปนอนรักษาตัวอยู่บนเตียงน้ำแข็ง ในถ้ำน้ำแข็งพันปีของวังเมฆาอัคคี โดยมีเสวียนหมิงและซูหย่งจื้อดูแลอยู่อย่างใกล้ชิด“อาหมิง เรื่องอวิ๋นหยาไปถึงไหนแล้ว”“ท่านอาโปรดวางใจ ข้าได้ทำตามที่ท่านอาบอกแล้ว”“เช่นนั้นหรือ นางเป็นเช่นไรบ้าง”“ยังมีชีวิตอยู่
“เจ้ามั่นใจแน่หรือ”“ข้าแน่ใจ”“เฮ้อ...” ซูหย่งจื้อถอนหายใจ “เช่นนั้นชีวิตเจ้าจะต้องวุ่นวายเป็นแน่แท้ ยิ่งถ้าพานางเข้าวังด้วยข้ารับรองว่าปวดเศียรเวียนเกล้า” ซูหย่งจื้อส่ายหน้า“อาจารย์!!” เหยียนหว่านเอ๋อร์ดึงซูหย่งจื้อออกมา“ข้าเตือนเจ้าแล้วนะ” ซูหย่งจื้อเอ่ยต่อส่วนจ้าวเหยียนเจี๋ยหัวเราะออกมา“ท่าน
“ทำไมลายมือเจ้า” เสียงของจ้าวเหยียนเจี๋ยขัดขึ้น เขายืนอ่านหนังสือต่างๆ ที่เหยียนหว่านเอ๋อร์จดเอาไว้เมื่อครั้งที่อยู่ที่นี่ลำพังกับซูหย่งจื้อ มันเป็นลายมือโย้ไปเย้มา ไม่คล้ายลายมือของหญิงสาวตอนนี้เลยสักนิด ทั้งยังมีบางสัญลักษณ์ที่เขาไม่เข้าใจหลายตัวอยู่ในนั้นด้วย“จะบอกว่ามันน่าเกลียดล่ะสิ เอาเถอะข
“เจ้าก็พูดได้สิ เจ้าไม่ได้มาเป็นข้านี่ หมอเทวดาซูเชียวนะ หากข้าได้เป็นศิษย์ของเขาจะดีแค่ไหน” หม่าซือหยวนเอ่ยแล้วนั่งลงอย่างหมดแรง “ข้ามันโง่ ไม่ได้เก่งกาจเหมือนเจ้าจึงได้ช่วยเหลืออะไรท่านแม่กับตระกูลหลินไม่ได้เลย ทั้งที่พวกนางปกป้องข้า จนข้ารอดชีวิตมาได้” หม่าซือหยวนเอ่ยออกมาเสียงเศร้า“ข้าขอโทษ ข้
“นี่คือคำตอบและนี่คือเหตุผล” หม่าซือหยวนยกกรงกระต่ายและกระดาษปริศนาขึ้นวางลงไปบนตระกร้าที่มีเชือกโยงเข้ากับต้นไม้ “ข้าน้อยได้วงกลมประโยคนั้นให้ท่านแล้ว” หม่าซือหยวนชักรอกไปช้าๆ“เจี้ยนหาวเอาตระกร้านั้นกลับมา!” สิ้นเสียงร่างปราดเปรียวของสือเจี้ยนหาวก็ทะยานไปกลางอากาศเสียงระเบิดของค่ายกลดังขึ้นเมื่อ







