LOGINคุณหนูเจี่ยจินฮวา บุตรีของขุนนางแห่งลั่วหยาง นางงดงามดุจดอกไม้แรกแย้ม ไร้เดียงสาและไม่เคยแปดเปื้อนราคี ชีวิตพลันพลิกผันในชั่วข้ามคืน นางต้องร่วงหล่นลงสู่หอคณิกา ร้องรำขายเสียงเพลง ความรักคือสิ่งไร้สาระ จะมีใครเล่าที่จริงใจต่อคณิกา จนกระทั่งพบบุรุษลึกลับ ผู้ซึ่งแวะเวียนมาสดับฟังเสียงพิณทุกค่ำคืน หัวใจที่เคยคิดว่าปิดตายไปแล้วก็บังเกิดแรงสะท้านครั้งใหญ่!!
View Moreคำเตือน
ผลงานนามปากกา ศศิชา เป็นงานเขียนแนว
PWP (P**n without plot)
สำนวนดิบเถื่อน พล็อตหมิ่นเหม่ ไม่แนะนำสำหรับผู้อ่านที่อายุต่ำกว่า 18 ปี
กรุณาอ่านตัวอย่างก่อนตัดสินใจ
สามารถอุดหนุนอีบุ๊คได้ที่เว็บ m*b นะคะ
-------------------------------------------------------
ไม่นะ...
ได้โปรดเถิด... โปรดช่วยทุกคนด้วย... ใครก็ได้...
ข้าพร่ำละเมอถ้อยคำเหล่านี้ซ้ำๆ ในความฝัน แต่ก็หาได้มีผู้ใดตอบรับคำอ้อนวอนนั้น ข้าสู้ตะโกนสุดชีวิตและพยายามดิ้นรนมีชีวิตในกรงขัง แต่เหมือนมีเพียงข้าที่ได้ยินเสียงของตัวเอง ทำได้เพียงเฝ้ามองคนที่รักถูกฉุดกระชากไปไกล
พี่ชาย น้องชายและญาติพี่น้องทั้งหลายถูกใส่ตรวนที่ข้อเท้า ล่ามโซ่เดินเรียงรายไปตามถนนกรวด พวกเขาต่างก้มหน้า ก้าวขาอันอ่อนล้าไปอย่างเชื่องช้าไร้จุดหมาย ข้าพยายามจะร้องเรียก พยายามเขย่าลูกกรงสุดแรง แต่ก็หาได้ช่วยอันใด
ถนนกรวดที่พวกเขาเดินก้มหน้ากันอยู่นั้นวนรอบลานประหาร มีเพชฌฆาตสองคนกำลังร่ำสุราจนหน้าแดงก่ำ เตรียมตัวรอคำสั่ง ท่านพ่อของข้าสวมชุดนักโทษ คุกเข่าอยู่กลางลาน ข้าตะโกนขอความเมตตา แต่ทว่าเพชฌฆาตลุกขึ้น หยิบดาบแล้วดึงเอาป้ายนักโทษที่เสียบอยู่ด้านหลังออก ก่อนจะเงื้อดาบขึ้น
ศีรษะของท่านพ่อกระเด็นหลุด
ส่วนท่านแม่ของข้าเป็นลมล้มลงอยู่ตรงนั้น
ข้าร้องไห้แทบขาดใจ ได้โปรดเถอะ สกุลเจี่ยของข้าถูกใส่ร้าย ท่านพ่อของข้าเป็นตงฉินมือสะอาด ไม่เคยแม้แต่จะรับของขวัญหรือเงินทองจากผู้ใด ท่านพ่อตรากตรำทำงานตั้งแต่เช้าจนดึกดื่น ออกตรวจพื้นที่ เขียนรายงานส่งเข้าวังหลวง ท่านพ่อเคาะประตูบ้านทุกหลังในเขตที่ท่านพ่อข้าดูแล ช่วงสองปีมานี้การเพาะปลูกล้มเหลว ชาวบ้านอดอยากยากแค้น ท่านพ่อจึงอนุโลมผ่อนผันไม่เก็บภาษี ทว่ากลับเป็นเหตุให้คนชั่วใส่ร้ายว่าท่านยักยอก ไม่ส่งภาษีเข้าคลังหลวง
การตัดสินเป็นไปอย่างรวดเร็ว ไม่แม้แต่จะให้โอกาสอุทธรณ์ใดๆ
คนในสกุลเจี่ยที่เป็นชายทุกคนถูกเนรเทศไปชายแดน ทำงานเป็นแรงงานใช้แรงหนัก ส่วนหญิงหากยังไม่ออกเรือนให้ตกเป็นคณิกา ที่เหลือให้จำหน่ายเป็นคนรับใช้ ในความฝันของข้านั้นเสี่ยวหมิง น้องชายของข้าพยายามวิ่งมากอดท่านแม่แต่ถูกทหารทุบตีอย่างทารุณ ไล่ต้อนให้กลับเข้าแถวเดินเป็นวงกลมรอบลานประหารนั้นโดยไม่มีที่สิ้นสุด
ข้าลืมตาขึ้นทุกครั้งในยามเช้าพร้อมน้ำตาอาบแก้ม ใบหน้างามหมดจดหมองเศร้า ข้ามิใช่คุณหนูสกุลเจี่ยอีกต่อไปแล้ว จากนี้ไปจนชั่วชีวิตหรืออย่างน้อยมีชายใดสักคนสนใจซื้อตัวข้าไปบำเรอ ข้าถึงจะมีสิทธิ์ก้าวออกไปจากที่นี่ แต่มันก็เป็นเพียงย้ายจากกรงหนึ่งไปอีกกรงหนึ่งเท่านั้นเอง
“ฮวาเอ๋อร์ วันนี้เจ้าจะต้องทำงานได้แล้ว คอยดูพวกรุ่นพี่ก็แล้วกัน”
“เจ้าค่ะท่านแม่”
หญิงที่ข้าเรียกว่าท่านแม่นั้นเป็นแม่เล้าชื่อเหยาหนี่ว์ นางทั้งอ้วนทั้งละโมบ ท่าทางมีจริตจะก้าน นางแต่งกายอย่างประณีตและมีผู้ติดตามหน้าตาขึงขังถึงสามคน ในเมืองลั่วหยางไม่มีหอชิงโหลวใดสู้หอเหมยเขียวของนางได้ แขกที่มาเยือนหอเหมยเขียวจึงล้วนแล้วแต่เป็นผู้สูงศักดิ์ ขุนนางใหญ่ไม่ก็มหาเศรษฐี ตอนที่ข้าถูกทางการคุมตัวมาที่นี่ เหยาหนี่ว์ถึงกับร้องอุทานเมื่อเห็นโฉมของข้า นางกล่าวว่าความงามของข้าจะเขย่าเมืองลั่วหยางทั้งเมืองให้ปั่นป่วน
“อายุเพียงสิบห้าก็งามไร้ที่ติ ย่อมต้องได้ราคาดีแน่ เจ้าจะกลายเป็นคณิกาเลื่องชื่อ จำไว้ หากเจ้าตั้งใจเรียนรู้ ขุนนางและคนใหญ่คนโตทุกแว่นแคว้นล้วนสยบอยู่ใต้กระโปรงเจ้า”
“ขนาดนางยังมิได้ออกไปอวดโฉม ใต้เท้าจ้าวชิง ใต้เท้าหวังก็พร่ำถามมิได้ขาดปาก แม้แต่ท่านอ๋องสามก็ปรารถนาจะรู้จักนาง เมื่อคืนคิดถูกจริงๆ ที่ให้นางเล่นพิณอยู่หลังม่านมุก บรรดาใต้เท้าทั้งหลายแทบคลั่งกันไปหมด”
“นางงามพร้อมทั้งรูปและศิลปะ แค่เห็นเพียงเงาก็ชวนให้นึกรัก”
“ฮวาเอ๋อร์มีความสามารถทั้งศาสตร์และศิลป์ ไม่เพียงเชี่ยวชาญการขับขานและระบำรำฟ้อน ยังชำนาญเพลงพิณ แค่พื้นเพเป็นถึงบุตรีท่านเสนาบดีเจี่ย ผู้ชายทั้งหลายก็กระสันอยากชิมกันทั้งนั้น”
“ใต้เท้าจ้าวชิงถึงกับเสนอเงินสามพันตำลึง ทองอีกหนึ่งหีบและไข่มุกหนึ่งชาม ขอซื้อตัวฮวาเอ๋อร์”
“หึๆ นั่นช่างน้อยนัก อ๋องสามทรงเสนอมากกว่าสามเท่า”
ข้านั่งนิ่งอยู่หน้าคันฉ่องขณะปล่อยให้พวกนางช่วยเกล้าผมและแต่งหน้าให้ข้าราวกับตุ๊กตา ผู้คนพูดถึงความงามของข้าว่างามดั่งไข่มุกบูรพา ผิวพรรณเนียนละเอียด ริมฝีปากแดงอิ่ม เรือนร่างบริสุทธิ์ไร้ราคี ข่าวคุณหนูคนงามดุจนางฟ้าตกต่ำกลายเป็นหญิงนางโลมแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง แต่ข้ากลับรู้สึกขมขื่นใจ ใต้เท้าจ้าวชิง ใต้เท้าหวังและขุนนางที่พวกเขาพูดถึงอายุคราวบิดาของข้าทั้งสิ้น ข้าเคยได้รับทาบทามให้ดูตัวกับบุตรชายของพวกเขาด้วยซ้ำ
“เอาล่ะ แต่งตัวพร้อมแล้ว เหล่าคุณชายทั้งหลายกำลังรอเจ้าอยู่”
“เจ้าค่ะ”
ข้าสวมแพรพรรณสีขาวพิสุทธิ์เนื้อบางเบา ทิ้งชายกระโปรงยาวลากพื้น ประดับเครื่องประดับไม่มากไม่น้อยแต่งามหรูหรา ประพรมน้ำหอมกุหลาบกลิ่นรัญจวน พวกเขาแต่งตัวให้ข้าเพื่อเพิ่มราคา ยิ่งข้าดูบอบบางน่าสงสารเท่าไหร่ก็ยิ่งกระตุ้นแรงกระหายของบุรุษเพศได้มากขึ้นเท่านั้น
“ไม่ต้องกลัว เจ้าขายเสียงเพลง มิได้ขายตัว”
“ความจริงก็คือเสด็จพ่อมีลูกชายหลายคน แต่ละคนก็มีความสามารถให้เลือกใช้ ทุกคนอยากจะแสดงผลงานกันตัวสั่นเพราะหวังตำแหน่งรัชทายาท ข้าถอนตัวออกมาก็ทำให้พวกเขาผ่อนคลายลงและเลิกตอแยเจ้าสักที ถ้าเสด็จพ่อหงุดหงิดนัก ข้าจะพาเจ้าหนีไปอยู่กันสองคนให้รู้แล้วรู้รอด”“ท่านทำเพื่อข้ามากเกินไปแล้ว”“ข้ารู้ว่าไม่มีสิ่งใดจะสามารถชดเชยให้เจ้าได้ เมียข้าขี้แยจริง” เขาโน้มริมฝีปากลงมาคลอเคลีย มือลูบครรภ์ของข้าเบาๆ “เมื่อต้องเลือกระหว่างเจ้ากับตำแหน่งฐานันดร ข้าขอเลือกเจ้า”ข้าก็ไม่อยากจะร้องไห้เลย แต่ข้าไม่อาจห้ามน้ำตาได้จริงๆ เขาทำเพื่อข้ามากเกินไปแล้ว“มันจะคุ้มกันหรือเพคะ”“คุ้มสิ” เขาคลอเคลียข้างแก้มข้า เราจูบกันอย่างดูดดื่ม “ข้าปรารถนาจะแก่เฒ่าไปพร้อมกับเจ้า มีลูกหลานมากมาย ข้าปรารถนาจนตัวสั่นสะท้านทุกลมหายใจ”“ลาออกมาอยู่บ้านเฉยๆ เช่นนี้ หม่อมฉันเกรงว่าท่านจะเบื่อหน่ายเข้าสักวัน”“ข้าสะสมหนังสือเอาไว้มากมายชนิดที่ว่าแก่แล้วก็ยังอ่านไม่หมด ความตั้งใจเดิมของข้าคืออยากเก็บตัวเขียนตำราชำระประวัติศาสตร์ แต่ชะตากลับโยนข้าไปอยู่ที่สนามรบแทน หากไม่ถอนตัวจากสงครามตอนนี้ก็คงไม่มีโอกาสหลุดพ้นจากวังวนแย่งชิงอำนาจ
พวกพี่ชายและญาติหลายคนมีส่วนพัวพันกับแคว้นเว่ย พวกเขาหลบหนีจากที่คุมขังในเหมืองหินไปได้ และข้าก็ไม่เคยได้ข่าวคราวจากพวกเขาอีกเลย ข้าจึงยิ่งรู้สึกว่าชีวิตของทุกคนช่างเหมือนเรือใบไม้ที่ล่องลอยไปตามกระแสธาร หมุนวน วิ่งวุ่นหรือจอดพัก บางลำล้มคว่ำ บางลำแล่นไปได้ไกลจนสุดสายตา ส่วนข้า ข้าถามตัวเองเหมือนอย่างที่เขาเคยถามว่าข้าต้องการอะไรกันแน่ ข้าจึงขอเลือกที่จะหยุดอยู่ที่นี่ อยู่เคียงข้างเขาตามใจปรารถนาอวี้เสิ่นหยางก้าวเข้ามาโอบประคองจากด้านหลัง ลูบครรภ์ที่เริ่มนูนเด่นของข้าเบาๆ“สีหน้าท่านดูเครียดแบบนี้ ฮ่องเต้ทรงตำหนิท่านอีกแล้วหรือ”“ไม่มีอะไรต้องกังวลหรอก”“จะดีกว่าหรือไม่ หากหม่อมฉันหย่าขาดจากท่าน”“จินฮวา เรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ความผิดของเจ้าเลย” ใบหน้าคมเข้มยิ้มอย่างอบอุ่นขณะก้มลงจุมพิตอ่อนโยน ท่อนแขนกำยำโอบกอดข้าไว้อย่างหวงแหน “ข้าไม่มีวันสูญเสียเจ้าไปเพราะเหตุผลไร้สาระโง่ๆ ของผู้อื่นหรอกนะ”“แต่ว่า...”“ข้าเบื่อศึกสงครามเต็มทน เบื่อที่ต้องใช้ชีวิตเดนตายในสนามรบ ฆ่าฟันไม่จบสิ้น ในเวลาต่อจากนี้ข้าปรารถนาเพียงสร้างครอบครัวและมีเลือดเนื้อเชื้อไขกับเจ้าให้มากเท่าที่จะมากได้ ในเ
ข้าร่ำไห้ ท่านพ่อเองก็มือสั่นสะท้าน ร้องบอกให้พรรคพวกหนีไปก่อน ข้าจึงยิ้มออกมาอย่างมีความหวัง “ท่านพ่อ” “พ่อขอโทษ ฝากขอโทษแม่ของเจ้ากับทุกคนด้วย ให้มันจบลงที่ตรงนี้เถอะ”“ท่านพ่อ มันยังมีทางออก”“เว่ยอ๋องเริ่มไม่ไว้ใจพ่อแล้ว ไม่ว่าจะทางไหน พ่อก็ต้องตาย นี่เป็นราคาที่ต้องจ่าย” ท่านพ่อสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ข้าจึงเข้าใจว่าสิ่งที่พ่อกำลังจะพูดต่อไปเป็นเรื่องสำคัญ “ตราบใดที่พ่อมีชีวิตอยู่ พวกเจ้าจะไม่มีวันสงบสุข ฝากดูแลทุกคนแทนพ่อด้วย เรื่องที่เกิดขึ้น อย่าโทษเขา”เมื่อกระซิบจบ ท่านพ่อก็ชูดาบขึ้นพลางร้องตะโกนกลับไป“นังลูกหน้าโง่! ในเมื่อไม่ยอมสวามิภักดิ์ต่อเว่ยอ๋องก็จงตายเสียเถอะ!!”“เจิ้งไป๋!!!”อวี้เสิ่นหยางแผดเสียงตะโกนลั่น ท่านพ่อกอดข้าและเงื้อดาบขึ้นจะแทงใส่ ข้าเบิกตากว้าง จ้องมองท่านพ่อซึ่งหลับตาลงและยิ้ม วินาทีต่อมาลูกศรก็พุ่งเข้ามาเจาะกลางหน้าผาก ร่างของท่านพ่อกระเด็นลอยไปตามแรงยิง มันคล้ายเป็นภาพช้าที่ค่อยๆ เคลื่อนผ่านไม่... ไม่นะ ร่างของท่านพ่อแน่นิ่ง สิ้นใจไปก่อนที่ข้าจะขยับข้าทรุดตัวลงตรงหน้าศพของท่านพ่อ เสื้อผ้าของข้ามีเลือดสาดกระเซ็นเปรอะเปื้อน มือของข
“ส่งมือมาให้พ่อเร็วเข้า” “บอกความจริงข้าก่อน” ข้ายังคงยืนอยู่กับที่ ไม่ขยับ น้ำเสียงของท่านพ่อก็พลันเปลี่ยนไป “อย่าบีบบังคับให้พ่อต้องทำร้ายเจ้า” “เพราะเหตุใดเจ้าคะ” ข้าก้าวถอยเพราะกลุ่มคนที่มาพร้อมกับท่านพ่อจ้องข้าอย่างดุดันพร้อมร้องบอกให้ท่านพ่อรีบลงมือ สำเนียงของพวกเขาเป็นสำเนียงของแคว้นเว่ย “ท่านแม่กับน้องๆ ที่ถูกวางยาพิษ เป็นฝีมือของท่านใช่หรือไม่” “...” ความเงียบคือคำยอมรับ ในที่สุดข้าก็เข้าใจทุกอย่างแล้ว ที่แท้เสิ่นอ๋องล่วงรู้จึงซ้อนแผน แสร้งจัดฉากวางยาเพื่อให้ท่านพ่อเข้าใจว่าลงมือสำเร็จ ข้าที่รู้ความจริงยิ่งเจ็บปวดใจแทบสลาย “พวกเขาคือภรรยา คือเลือดเนื้อเชื้อไขของท่านนะ” “ท่านเจิ้ง ลงมือเร็วเข้า! ถ้าจับนางไว้ได้ เสิ่นอ๋องก็หมดฤทธิ์” คนพวกนั้นเร่งเร้า ท่านเจิ้ง? ข้าจึงเข้าใจแล้วทุกอย่าง เจี่ยอี้ถังเป็นเพียงฉากหน้าของท่านพ่อ และท่านพ่อก็กำลังเฉลยความจริงทุกอย่างให้ข้าเข้าใจผ่านดาบที่กำลังเงื้อง่าขึ้นสูง “ชื่อจริงของพ่อคือเจิ้งไป๋ เจี่ยอี้ถังเป็นอีกตัวตนที่พ่อใช้แทรกซึมในแคว้นลั่วมานาน ยกโทษให้พ่อด้วยฮ











