LOGINเสี่ยวเหอ หญิงสาวสู้ชีวิตจากยุคปัจจุบันที่เป็นถึงทหารหญิงแต่ต้องตายเพราะอุบัตติเหตุคลังเก็บอาวุธระเบิด เธอฟื้นขึ้นมาในร่างของ เสี่ยวเหอ แม่ม่ายในหมู่บ้านยากจนแห่งหนึ่งในแคว้นต้าฉิน เจ้าของร่างเดิมถูกสามีหักหลังส่งจดหมายหย่าพร้อมข้อกล่าวหาเท็จว่าคบชู้กลับมาที่หมู่บ้าน ญาติสามีรุงทึ้งและพยายามจะโกงเอาที่ดินที่เป็นสินเดิม ถูกชาวบ้านประณามและถูกขับไล่ให้ไปอยู่ในกระท่อมผุพังท้ายหมู่บ้านจนตรอมใจตายในที่สุด วิญญาณของเสี่ยวเหอในยุคปัจจุบันได้ทะลุมิติเข้ามาในร่างของนาง เจ้าของร่างมีบุตรชายอายุห้าขวบที่กำลังจะถูกจับไปขาย ดีที่การมาของสตรีจากโลกอนาคตช่วยเหลือเด็กน้อยได้ทันและจัดการคนเหล่านั้น ด้วยความสงสารเธอจึงตั้งใจว่าจะเลี้ยงเขาให้เติบโตไปได้ดี…
View More1
ทหารหญิงในร่างสตรีอ่อนแอ
“ไปดูสิว่านางตายหรือยัง”
หลินเสี่ยวเหอ ทหารหญิงของหน่วยรบพิเศษลืมตาขึ้นด้วยความสับสนเพราะได้ยินเสียงอึกทึกครึกโครมดังอยู่ด้านนอก ความทรงจำสุดท้ายคือเปลวไฟจากการระเบิด ทว่าสิ่งที่สัมผัสได้ในยามนี้กลับมิใช่บาดแผลจากสะเก็ดระเบิด แต่เป็นความเหน็บหนาวที่กัดกินไปถึงกระดูก
จำได้ว่าเมื่อไม่นานมานี้ตนเองกำลังปฏิบัติงานอยู่ในคลังเก็บอาวุธของกองทัพในฐานะทหารหญิงฝีมือดีอนาคตไกล จู่ๆ ได้มีประกายไฟ ต่อมาก็เกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว หลังจากนั้นภาพทุกอย่างก็ถูกตัดไป แล้วนำพาวิญญาณของนางมาโผล่ที่นี่ ในโลกต่างมิติโบราณล้าหลัง
“ที่นี่ที่ไหน ไม่ใช่ว่าตายไปแล้วหรอกหรือ”
เมื่อกลิ่นสาบดินและฟางเน่าโชยเข้าจมูก นางพยายามพยุงกายลุกขึ้นแต่กลับพบว่าร่างกายนี้ช่างอ่อนแอเหลือเกิน แขนขาผอมบางจนแทบเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก ร่างกายบางจุดมีรอยฟกช้ำ เสื้อผ้าที่สวมใส่อยู่เก่าขาดเต็มไปด้วยรอยปะชุน
"นังตัวกาลกิณี! ยังแสร้งนอนกินบ้านกินเมืองอยู่อีกรึ ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้!"
เสียงแหลมแผดลั่นแหวกสายฝน พร้อมกับแรงกระชากที่หัวไหล่จนร่างของนางกระเด็นตกจากเตียงไม้กระดานลงไปกองกับพื้นดิน ความเจ็บแปลบที่สะโพกเรียกสติให้ตื่นเต็มตา
เบื้องหน้าคือหญิงวัยกลางคนรูปร่างท้วม สวมชุดป่านสีหม่น ใบหน้าบูดเบี้ยวด้วยความโกรธจัด ในมือโบกกระดาษแผ่นหนึ่งไปมา
“มองให้เต็มตา เจ้าว่านี่คืออะไร”
กระดาษเช็ดก้นเจ้าละมั้ง...
"จดหมายหย่าจากเหวินไฉส่งมาถึงแล้ว เขาได้ดีเป็นถึงว่าที่ขุนนางในเมืองหลวง มีหรือจะเก็บสตรีขี้เกียจอย่างเจ้าไว้ให้เป็นตัวถ่วงความเจริญ เสนียดจัญไรเช่นเจ้ารีบไสหัวออกไปจากกระท่อมตระกูลจางเดี๋ยวนี้!"
ในเสี้ยวขณะนั้น ความทรงจำไหลบ่าเข้ามาในหัวราวกับน้ำหลาก เว่ยเสี่ยวเหอคือเจ้าของร่างนี้ นางคือหญิงชาวนาที่ทำงานหนักจนสายตัวแทบขาดเพื่อส่งเสียให้สามีไปสอบชิงตำแหน่ง ทว่าเมื่อเขาได้ดี กลับส่งจดหมายหย่าฉบับเดียวมาเป็นของตอบแทนน้ำใจนาง พร้อมยัดเยียดมลทินว่านางคบชู้เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองเสียชื่อเสียง
ในช่วงที่จางเหวินไฉยังเป็นเพียงบัณฑิตยากจน เว่ยเสี่ยวเหอคือคนที่ทำงานหนักเยี่ยงทาส ทั้งทำนา รับจ้างสารพัด อดมื้อกินมื้อเพื่อส่งเสียให้เขาได้เล่าเรียนและเข้าสอบจอหงวน แต่พอเขาสอบติดและมีโอกาสได้เป็นเขยขุนนางใหญ่ เขากลับมองว่าภรรยาชาวนาที่ตรากตรำจนผิวเสียมือหยาบกร้านคือรอยด่างพร้อยในชีวิต เขาจึงเลือกที่จะเขี่ยทิ้งทันทีโดยไม่นึกถึงบุญคุณที่นางอุ้มชูมาตลอดหลายปี
ในยุคโบราณ การหย่าร้างทั่วไปก็แย่พอแล้ว แต่จางเหวินไฉกลับเลือกวิธีที่อำมหิตกว่านั้น คือการเขียนในหนังสือหย่าว่าเว่ยเสี่ยวเหอคบชู้สู่ชาย เจตนาเพื่อให้ตนเองดูเป็นผู้ถูกกระทำและมีความชอบธรรมในการแต่งงานใหม่กับลูกสาวขุนนาง
จางเหวินไฉไม่เพียงแต่ทิ้งภรรยา แต่เขายังทอดทิ้งอาเป่าบุตรชายแท้ๆ ของตนเอง เขาปล่อยให้แม่และญาติพี่น้องของเขาโขกสับและพยายามจะขายลูกตัวเองไปเป็นทาสรับใช้เพื่อแลกเงิน โดยที่ตัวเขาซึ่งเป็นขุนนางมีเงินทองกลับไม่เคยส่งเสียเลี้ยงดูหรือไยดีว่าลูกจะอดตายหรือไม่ สำหรับเขาอาเป่าคือหลักฐานของอดีตอันต่ำต้อยที่อยากจะลบล้างไปเสีย
แม้ที่ดินสามหมู่จะเป็นสินเดิมของเว่ยเสี่ยวเหอ แต่เขากลับสมรู้ร่วมคิดกับแม่ของตนเองเพื่อที่จะยึดครองที่ดินผืนนี้เข้าตระกูลจาง โดยใช้ช่องว่างทางกฎหมายและการใช้อำนาจมืดข่มขู่คนที่ไม่มีทางสู้ กะจะให้นางและลูกออกไปตายดาบหน้าโดยไม่มีแม้แต่ที่ซุกหัวนอน
ความชั่วที่น่ารังเกียจที่สุดคือการรักษาภาพลักษณ์บัณฑิตผู้ทรงธรรมต่อหน้าผู้อื่น ในเมืองหลวงเขาคือขุนนางหนุ่มอนาคตไกลที่ดูสุภาพอ่อนน้อม แต่เบื้องหลังกลับส่งจดหมายและคนมาบีบคั้นอดีตภรรยาให้ถึงแก่ความตาย เพื่อปิดปากไม่ให้ความลับเรื่องเมียชาวนาไปเข้าหูพ่อตาขุนนางใหญ่ ด้วยเหตุนี้เจ้าของร่างเดิมจึงตรอมใจตายไปเมื่อครู่ ทิ้งไว้เพียงความแค้นและบุตรชายวัยห้าขวบที่กำลังถูกรังแก
หึ ช่างน่าเวทนานัก บนโลกนี้จะมีใครซวยได้เท่าเจ้าของร่างนี้อีก ตลอดชีวิตของเจ้าคงลำบากมากสินะ วางใจเถอะบุตรชายเจ้าข้าจะเลี้ยงดูให้เอง วันหน้าข้าจะให้เขาได้เป็นใหญ่ เสี่ยวเหอจากอนาคตนึกในใจด้วยความเศร้าโศก
"ท่านแม่ ฮือ อย่าเอาตัวข้าไป ท่านแม่ช่วยด้วย"
“บอกให้มานี่! เจ้าเด็กบ้า ข้าบอกให้ตามข้ามาเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นข้าจะตีเจ้ากับแม่ของเจ้าให้ตาย!”
“ฮื่อ ท่านแม่ ท่านแม่ช่วยด้วย ท่านแม่ ฮื่อ”
เสียงสะอึกสะอื้นดังมาจากนอกประตู เว่ยเสี่ยวเหอหันไปมอง เห็นเด็กชายตัวน้อยสภาพมอมแมมถูกชายฉกรรจ์สองคนซึ่งเป็นญาติห่างๆ ของตระกูลจางหิ้วปีกพยายามฉุดกระชากออกไปท่ามกลางสายฝน
"จดหมายหย่าระบุชัด ที่ดินสามหมู่และกระท่อมหลังนี้ต้องคืนให้ตระกูลจาง ส่วนเจ้าเด็กนี่ ในเมื่อแม่ของมันเป็นหญิงแพศยา ข้าจะส่งมันไปทำงานชดใช้หนี้สินที่จวนตระกูลเฉิน อย่างน้อยก็ยังแลกเป็นค่าข้าวค่าน้ำที่เคยเลี้ยงดูมา"
แววตาที่เคยหม่นแสงของเว่ยเสี่ยวเหอเปลี่ยนเป็นคมกริบประดุจใบมีด นางค่อยๆ พยุงร่างที่สั่นเทาลุกขึ้นยืน แม้ร่างกายจะอ่อนแรงแต่กลับยืนได้มั่นคงผิดจากเดิม
"เมื่อครู่เจ้าว่าจะขายใครนะ" น้ำเสียงนางราบเรียบ ทว่าเย็นเยียบจนนางจางชะงัก
"ข้าบอกว่าจะขายลูกชายเจ้าอย่างไรเล่า หึ...คนชั้นต่ำ! เจ้ากล้าใช้สายตาเช่นนี้มองข้าเชียวรึ ข้าจะตบเจ้าให้รู้สำนึก”
“ไหนลองใช้ปากสุนัขของเจ้าพูดมาอีกทีสิ”
นางจางแค่นหัวเราะหยัน เงื้อมือขึ้นสูงหวังจะฟาดลงบนใบหน้าซีดเซียว ทว่าฝ่ามือนั้นกลับค้างอยู่กลางอากาศ มือผอมแห้งของเว่ยเสี่ยวเหอคว้าข้อมือของนางจางไว้มั่น ก่อนจะออกแรงกดลงบนจุดรวมประสาทอย่างแม่นยำ
"อ๊ากกกก! ปล่อยข้า!" นางจางกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด
"สามีทิ้งภรรยา ญาติสามีรังแกแม่ม่าย แล้วยังจะขายหลานแท้ๆ เพื่อเงินเพียงไม่กี่ตำลึง ตระกูลจางของเจ้าช่างทำตัวสูงส่งนัก" เว่ยเสี่ยวเหอกระซิบข้างหูนางจาง น้ำเสียงนิ่งลึกประดุจเพชฌฆาต
กร๊อบ!
“โอ้ย!"
นางสะบัดมือเพียงครั้งเดียว ร่างท้วมของนางจางก็กระเด็นไปกองกับพื้นข้อมือบิดเบี้ยวผิดรูป ชายฉกรรจ์สองคนที่คุมตัวอาเป่าเห็นท่าไม่ดีจึงทิ้งเด็กน้อยแล้วพุ่งเข้าใส่เว่ยเสี่ยวเหอทันที
"หญิงแพศยา! เจ้ากล้าทำร้ายป้าจางรึ"
“มีอะไรต้องไม่กล้า พวกเจ้าอยากเจ็บตัวด้วยก็เข้ามา”
“ปากดีนักนะแล้วอย่าหาว่าบุรุษอกสามศอกเช่นพวกข้ารังแกสตรี”
ชายคนแรกเหวี่ยงหมัดเข้าใส่หน้าผากนาง เว่ยเสี่ยวเหอเบี่ยงตัวหลบตามสัญชาตญาณ นางสวนหมัดเข้าที่ใต้ชายโครงมันจนตัวงอเป็นกุ้ง ก่อนจะใช้เข่ากระแทกซ้ำที่ยอดอกจนมันกระเด็นไปกระแทกฝาบ้านดังโครม
อีกคนพยายามจะเข้ามารวบเอวนางจากด้านหลัง นางใช้ความคล่องแคล่วเบี่ยงตัวหลบแล้วใช้สันมือฟาดเข้าที่ลูกกระเดือกอย่างแรง มันตาเหลือกค้าง สำลักน้ำลายแล้วล้มพับไปในทันที ภายในเวลาไม่ถึงอึดใจชายร่างยักษ์สองคนและแม่สามีที่เคยอวดดีพ่ายแพ้อย่างราบคาบ
เว่ยเสี่ยวเหอเดินไปหยิบจดหมายหย่าที่ตกบนพื้นขึ้นมา แววตานางเฉยชาขณะฉีกมันออกเป็นชิ้นๆ ต่อหน้าตระกูลจาง
"ที่ดินผืนนี้เดิมทีเป็นของสกุลเว่ยที่พวกเจ้าใช้อุบายฮุบไป วันนี้ข้าไม่เพียงไม่ไปแต่พวกเจ้าทุกคนต้องไสหัวออกไปจากที่นี่ ข้าจะให้โอกาสพวกเจ้าวิ่งหางจุกตูดหนีไป นับหนึ่งถึงสาม"
นางเดินไปหยิบมีดพร้าสนิมเขรอะที่พิงอยู่ข้างฝา ปลายมีดจรดลงที่ลำคอของนางจางที่กำลังสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว ความเย็นของเหล็กทำให้นางจางถึงกับปัสสาวะราด
"หนึ่ง..."
"ข้าไปแล้ว! เจ้ามันถูกผีสิง เจ้ามันบ้าไปแล้ว”
นางจางตะเกียกตะกายลุกขึ้น วิ่งหนีหัวซุกหัวซุนออกไปจากรั้วบ้านพร้อมกับสมุนที่พยุงร่างกันหนีตายอย่างอนาถท่ามกลางสายฝน
เว่ยเสี่ยวเหอมองตามแผ่นหลังคนเหล่านั้นด้วยสายตาที่เย็นชาราวกับน้ำแข็ง ก่อนจะลดมีดลงแล้วหันไปหาอาเป่า เด็กน้อยที่ยืนอึ้งมองมารดาด้วยความไม่เชื่อสายตา
"อาเป่า มาหาแม่มา"
นางเรียกเสียงนุ่ม เด็กน้อยโผเข้ากอดเอวมารดาแน่น ร่างเล็กๆ สั่นเทาปนสะอื้น
"ท่านแม่ ท่านแม่เก่งจังเลย ท่านแม่ไม่ทิ้งอาเป่าไปแล้วใช่ไหมขอรับ"
เว่ยเสี่ยวเหอกอดตอบร่างเล็กนั้นไว้ ความอบอุ่นทำให้หัวใจที่เคยด้านชาของทหารหญิงอ่อนวูบลง นางลูบหัวลูกชายด้วยความเอ็นดู
"นับแต่นี้ไปถ้าใครรังแกเจ้าแม่จะส่งมันไปลงนรกเอง เราจะไม่อยู่แบบคนขี้ขลาดอีกต่อไป ใครดีมาเราดีตอบใครร้ายมาเราก็อย่าไปยอม”
ภายใต้สายฝนที่เริ่มซาลง เว่ยเสี่ยวเหอยืนตระหง่านอยู่หน้ากระท่อมทรุดโทรม มองดูทุกอย่างรอบตัวที่ต่างจากที่นางจากมาโดยสิ้นเชิง ไร้ไฟฟ้า ไร้อินเตอร์เน็ต ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวก ไม่รู้ว่าเป็นโชคดีหรือโชคร้ายส่งนางให้มาใช้ชีวิตใหม่ในมิตินี้ คิดไปพลางหันไปมองเจ้าเด็กตัวจ้อยที่กำลังยืนทำตาปริบๆ
***นิยายเรื่องนี้มีรูปแบบอีบุ๊ค
เล่ม 1 ตอนที่ 1-35
เล่ม 2 ตอนที่ 36-70
เล่ม 3 ตอนที่ 71-103
ตอนพิเศษ 3ฤดูกาลหมุนเวียนไปปีแล้วปีเล่า จากฤดูใบไม้ผลิที่เปี่ยมไปด้วยความหวัง สู่ฤดูร้อนที่ร้อนแรงด้วยการสร้างตัว จนมาถึงฤดูใบไม้ร่วงที่สงบราบเรียบ ท้องฟ้ายังคงใสกระจ่างดุจวันวานภายในสวนบุปผาที่บัดนี้ต้นไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาให้ร่มเงาหนาทึบ เว่ยเสี่ยวเหอในวัยที่ล่วงเลยเข้าสู่วัยกลางคน นางนั่งเอนกายอยู่บนเก้าอี้โยกไม้ไผ่ ใบหน้าของนางแม้จะปรากฏรอยจาง ๆ ที่หางตาตามกาลเวลา ทว่าความสง่างามยังคงส่องประกายไม่เสื่อมคลาย นางมองดูภาพตรงหน้าด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความอิ่มเอมใจบุรุษหนุ่มรูปงามในชุดขุนนางสีเขียวเข้มขลิบเงินอันเป็นเครื่องแบบของแพทย์ขุนนางแห่งสำนักหมอหลวง ก้าวเดินเข้ามาในสวนด้วยท่วงท่าที่สุขุมและนอบน้อม อาเป่าในวันนี้ไม่ใช่เด็กน้อยอีกต่อไปแล้ว เขาเติบโตขึ้นเป็นบุรุษที่สง่างามและมีความรู้ท่วมท้น หลังจากจบการศึกษาจากสำนักศึกษาหอคุณธรรม อาเป่าได้เข้าศึกษาต่อที่สำนักศึกษาหลวงและได้รับความเมตตาจากอาจารย์ผู้ประสาทวิชาถ่ายทอดวิชาแพทย์ให้จนหมดสิ้นอาเป่าไม่ได้เลือกเดินเส้นทางขุนนางฝ่ายปกครองที่เต็มไปด้วยการแก่งแย่งอำนาจ แม้จะมีบารมีของท่านอ๋องสิบเอ็ดหนุนหลัง ทว่าเขาเลือกที่จะเป็นผู้เยีย
ตอนพิเศษ 2ในเช้ามืดวันนี้ช่างแตกต่างจากทุกวัน เสียงฝีเท้าของบ่าวไพร่วิ่งวุ่นกันไปมาสลับกับเสียงสั่งการที่แผ่วเบาแต่เร่งรีบ กลิ่นหอมจาง ๆ ของน้ำต้มสมุนไพรและไอร้อนจากอ่างน้ำลอยอบอวลไปทั่วเรือนหลัก ในขณะที่ความเงียบสงัดของยามวิกาลกำลังจะเปลี่ยนสู่แสงรุ่งอรุณท่านอ๋องสิบเอ็ดในชุดลำลองสีเข้มดูยับย่นเล็กน้อย บ่งบอกว่าเขาแทบไม่ได้พักผ่อนเลยตลอดทั้งคืน เขาเดินวนไปวนมาอยู่หน้าประตูห้องนอน ใบหน้าที่เคยนิ่งสงบบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความวิตกกังวลและตื่นเต้น ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงร้องประหลาดๆ หรือเสียงพูดคุยแผ่วเบาจากหมอตำแยภายในห้อง เขาจะหยุดชะงักและทำท่าจะพังประตูเข้าไปเสียให้ได้“ท่านพ่อขอรับ นั่งพักก่อนเถิดขอรับ”เสียงเล็ก ๆ ของอาเป่าดังขึ้นจากม้านั่งยาวข้างเสา เด็กน้อยในชุดนอนสีขาวสะอาดตานั่งตาแป๋วอยู่ข้างๆ หวังอี้หลิว ทั้งคู่ถูกปลุกขึ้นมาตั้งแต่กลางดึกเพราะเว่ยเสี่ยวเหอเริ่มมีอาการปวดครรภ์ อาเป่าที่มีสถานะเป็นพี่ชายคนโตพยายามทำตัวให้เข้มแข็ง แต่หัวใจกลับเต้นรัวด้วยความกังวลไม่แพ้กัน“แม่ของเจ้าเจ็บปวดเพียงนั้น พ่อจะนั่งลงได้อย่างไร” ท่านอ๋องหันมาตอบบุตรชายด้วยน้ำเสียงที่สั่นเล็กน้อย “ตอนพ
ตอนพิเศษ 1บ่ายวันนี้บรรยากาศดูจะอึมครึมกว่าปกติ ท้องฟ้าที่เคยใสสว่างถูกปกคลุมด้วยก้อนเมฆสีเทาครึ้ม ลมเย็นพัดกรรโชกพาเอาใบไม้แห้งปลิวว่อนไปตามระเบียงทางเดิน ไม่นานนักหยาดฝนเม็ดโตก็เริ่มทิ้งตัวลงมาจากฟากฟ้า เสียงซ่าๆ ของสายฝนที่ตกกระทบหลังคากระเบื้องดังประสานกันทำให้รู้สึกน่านอนยิ่งนักอาเป่าในชุดผ้าไหมนั่งแหมะอยู่บนตั่งไม้หน้าเรือนหลัก ดวงตากลมโตจ้องมองหยดน้ำที่ไหลรินลงมาจากชายคาอย่างใจจดใจจ่อ เด็กน้อยเท้าคางพลางถอนหายใจทิ้งเบาๆ วันนี้ท่านแม่ยุ่งกับการตรวจบัญชีเสบียงในจวน ท่านพ่อก็เข้าวังไปพบฮ่องเต้ตั้งแต่เช้า ส่วนหวังอี้หลิวไปที่สำนักศึกษาหลวง ทิ้งให้เด็กน้อยนั่งเหงาอยู่กับตำราคัดอักษรที่ท่องจนจำได้ทุกตัวอักษรแล้ว“เบื่อจังเลย”เด็กชายพึมพำพลางแกว่งเท้าไปมา ทันใดนั้นเองที่กอหญ้าสีเขียวสดเปียกชุ่มไปด้วยน้ำฝน เขาสังเกตเห็นการเคลื่อนไหวบางอย่างที่สะดุดตา สิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆ สีเขียวมรกตกระโดดออกมาจากใต้ใบบัวที่สระน้ำข้างเรือน มันกระโดดไปบนพื้นหินขัดอย่างรวดเร็ว“เอ๊ะ! เจ้ากบน้อย!”อาเป่าอุทานออกมาด้วยความตื่นเต้น เจ้ากบตัวจิ๋วหยุดนิ่งอยู่กลางทางเดิน มันพองลมที่ใต้คอจนเป่ง แล้วส่งเส
100ตัวหนักเกินไปแล้วจางเม่ยเอ๋อร์นอนฟุบอยู่กับพื้นถนน ร่างกายสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัวและละอายใจอย่างถึงที่สุด นางพยายามใช้ชายเสื้อที่ขาดรุ่งริ่งขึ้นมาปิดบังใบหน้าที่เสียโฉมของตนเองไว้ แต่เสียงหัวเราะเยาะของคนรอบข้างกลับบาดลึกเข้าไปในใจเว่ยเสี่ยวเหอมองดูอดีตน้องสามีผ่านม่านรถม้าด้วยสายตาที่เรียบเฉย นึกถึงวันที่จางเม่ยเอ๋อร์เคยเชิดหน้าชูตาดูถูกนางว่าเป็นหญิงม่ายไร้ค่า นึกถึงวันที่จางเม่ยเอ๋อร์เคยร่วมมือกับแม่สามีรุมรังแกอาเป่าอย่างเลือดเย็น บัดนี้เวรกรรมได้คืนสนองแล้ว ชะตากรรมของจางเม่ยเอ๋อร์ช่างน่าสมเพชยิ่งกว่าจางเหวินไฉเสียอีกพี่ชายกลายเป็นคนพิการที่ต้องคลานขอทาน แม่ตายอย่างอนาถ ส่วนน้องสาวที่ทะเยอทะยานกลับต้องมาลงเอยด้วยการเป็นนางโลมชั้นต่ำที่เสียโฉมและกลายเป็นหัวขโมยถูกขับไล่ไสส่งจางเม่ยเอ๋อร์ตะเกียกตะกายลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล นางไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าสบตาใคร ความเห็นแก่ตัวที่ทำให้นางทิ้งพี่ชายมาเพื่อเอาตัวรอด สุดท้ายกลับพานางมาสู่จุดที่ตกต่ำยิ่งกว่าความตาย รอยแผลบนใบหน้านั้นประหนึ่งตราประทับที่นางไม่มีวันลบเลือนได้ตลอดชีวิตเว่ยเสี่ยวเหอค่อยๆ เลื่อนม่านปิดลง นางไม่มีความจำเ


















reviews