แชร์

ถูกหลอกขายยา

ผู้เขียน: หนามชมพู
last update วันที่เผยแพร่: 2026-04-02 12:35:38

เช้าวันรุ่งขึ้นเสียงดังขลุกขลักอยู่ด้านนอกตั้งแต่เช้ามืด เสิ่นชิงเซียนตื่นแต่เช้าออกไปตักน้ำมาใส่ในถังให้เต็มทุกใบ ถึงเมื่อวานนางจะเหนื่อยล้าแทบไร้เรี่ยวแรงแต่พอได้นอนเต็มอิ่มได้กินอาหารนางก็รู้สึกมีกำลังขึ้นมา แม้จะฟื้นตัวยังไม่เต็มที่ แต่มือนางก็ไม่สั่นอีกแล้ว

มันเทศยังเหลือนางจัดการต้มเอาไว้แล้วปัดกวาดบริเวณลานบ้านที่รกรุงรัง ลำพังหยางอวิ๋นเฉิงคนเดียวที่ทั้งดูแลลูกแล้วออกไปทำงานคงไม่มีเวลามาดูแลเรื่องพวกนี้ แล้วตอนนี้เขายังป่วยหนักอีก ความสะอาดมีระเบียบนั้นลืมไปได้เลย

"ว่าแต่อาการป่วยนี้ย่ำแย่จริง ๆ"

นางหยุดกวาดพื้นครุ่นคิดถึงอาการป่วยของหยางอวิ๋นเฉิง นางเป็นแพทย์จากยุคอนาคตที่การแพทย์ก้าวหน้าไปไกลแต่ใช่ว่ายุคโบราณนี้หมอจะไม่เก่ง อาจเป็นไปได้ว่าเพราะเขาไม่มีเงินรักษาจึงไม่อาจเสาะหาหมอดี ๆ ได้ หมอที่เก่งค่ารักษาก็แพงขึ้นเป็นเงาตามตัว

ตอนนี้ใกล้สว่างแล้ว เสิ่นชิงเซียนตั้งใจจะขึ้นเขาอีกครั้ง มันเทศอีกไม่นานก็คงหมดนางจึงต้องไปหาอาหารมาไว้เพิ่ม

นางแบกตะกร้าเปล่าออกจากบ้านหาของป่าอีกครั้ง ครานี้นางเดินไปคนละทางกับเมื่อวาน เผื่อบางทีอาจมีผักป่าหรือสมุนไพรที่มีประโยชน์เอาไว้ใช้งานได้

เมื่อถึงภูเขานางเดินลัดเลาะเข้ามาข้างในที่เป็นป่าทึบ ธรรมชาติยุคนี้ยังอุดมสมบูรณ์ต่างจากยุคของนางที่ต้นไม้ถูกทำลายลงไปมาก นางใช้เสียมอันเดิมเขี่ยไปตามทางพบเห็ดที่กินได้อยู่ตามทางเดิน ประสบการณ์เดินป่าทำให้นางแยกแยะเห็ดมีพิษและไม่มีพิษออกจากกันได้

เดินต่อไปอีกก็ได้ผักป่า สมุนไพร ผลไม้หลายชนิดรวมถึงหัวเผือกที่คนไม่สนใจเก็บเพราะเข้าใจว่ามีพิษ

"เต็มตะกร้าแล้ว วันหลังค่อยมาเก็บใหม่ก็แล้วกัน"

นางพึมพำขณะกินผลไม้อย่างเอร็ดอร่อย อยู่ในป่าไม่ต้องกลัวอดเพราะนางช่ำชอง ท้องร้องตอนไหนนางก็หาของในนี้มากินจนอิ่มได้

เสิ่นชิงเซียนลงจากเขาเดินทางกลับบ้านโดยที่นางไม่รู้สึกหิวแม้แต่น้อย

"ผลไม้วิเศษเต็มป่ากินจนแน่นท้องไปหมดแล้ว"

จนกระทั่งมาถึงบ้านนางก็จัดการแยกของป่าที่หามาได้เอาไว้อย่างเป็นระเบียบ

ระหว่างที่นางทำอาหารพลันได้ยินเสียงเกือกม้าดังใกล้เข้ามา ไม่นานก็เห็นชายหนุ่มคนหนึ่งในชุดสีเทาเรียบง่ายสะอาดตาถือของพะรุงพะรังเข้ามาในบ้าน

"พี่ใหญ่"

มาถึงเขาก็เรียกหาคน เดินผ่านนางไปราวกับนางเป็นอากาศซะงั้น

"นี่ บุกรุกเข้าบ้านคนอื่นแล้วยังเดินผ่านหน้าตาเฉย มีมารยาทหน่อยสิ"

เสิ่นชิงเซียนตำหนิเขา ที่นี่ถือว่าเป็นบ้านของนาง ชายหนุ่มคนนี่นึกจะเดินเข้ามาตรงไหนหรือตะโกนเรียกใครก็ได้หรือ

เขาหันขวับทันที แสดงสีหน้าไม่พอใจเดินเข้ามาหานาง

"เจ้าว่าใคร แล้วเจ้าเล่ามายืนอยู่ในบ้านคนอื่นเช่นนี้ หากไม่ใช่ขโมยจะให้เรียกว่าอะไรได้"

เขาเดินกลับมาหานางท่าทางไม่พอใจนัก

"ใครเป็นขโมยกัน ถ้าข้าไม่ใช่เจ้าของบ้านจะอยู่ที่นี่ได้อย่างไร เจ้านี่นะสวมชุดบัณฑิตสูงส่งแต่สมองน่าจะไม่ทำงาน"

"เจ้า..."

"ท่านอาเยี่ยน"

ก่อนที่จะได้ปะทะฝีปากกันต่อ เสียงเด็กสองคนร้องตะโกนอย่างดีใจวิ่งเข้าหาเขา ชายหนุ่มยิ้มร่าเริงวางของลง อุ้มเสวี่ยเอ๋อร์ขึ้นมาและกอดเสี่ยวหานเอาไว้

"อาไม่อยู่หนึ่งเดือนเกิดเรื่องใดขึ้น"

"ข้ามีท่านแม่แล้วเจ้าค่ะ"

เสวี่ยเอ๋อร์ตอบตามประสาซื่อ เสี่ยวหานช่วยยกของไปเก็บในบ้านให้ เขาหันซ้ายหันขวาแล้วหันมองเสิ่นชิงเซียนอีกครั้งหนึ่ง นางจึงพยักเพยิดตามเสวี่ยเอ๋อร์

"เจ้านี่นะ"

"ข้าทำไม"

นางยกมือเท้าเอวเชิดหน้าขึ้น เยี่ยนซูขมวดคิ้วแน่นแล้วส่ายหน้าอุ้มเสวี่ยเอ๋อร์เข้าบ้านโดยไม่สนใจนางอีก

"พี่ใหญ่ ท่านเป็นอย่างไรบ้าง"

เยี่ยนซู สหายรุ่นน้องในสำนักศึกษาเดียวกันกล่าวทักทาย มีเพียงเขาคนเดียวที่เข้าใจชะตากรรมของหยางอวิ๋นเฉิงและคอยดูแล อยู่เคียงข้างเรื่อยมา ยามว่างเขามักแวะมาเยี่ยมเยียนซื้อของจำเป็นมาไว้ให้ แต่เขาเป็นคนที่มีธุระตลอดเวลาจึงมาได้ไม่บ่อยนัก

"อาเยี่ยน ข้าเกรงใจจริง ๆ อาการก็เหมือนเดิม"

ในน้ำเสียงมีทั้งความน้อยใจ หมดหวังและเกรงใจ

"ข้าจะหาหมอดี ๆ มารักษาท่านก็ไม่เอา พี่ใหญ่อย่าดื้อนักเลยข้าจะหาเงินรักษาท่านเอง"

"อย่าลำบากเลย เจ้ายังต้องหาเลี้ยงชีพ ข้าไม่อยากเป็นภาระ"

เยี่ยนซูเทิดทูนหยางอวิ๋นเฉิงดุจพี่ชายแท้ ๆ คนหนึ่ง เมื่อห้าปีก่อนหากไม่ได้หยางอวิ๋นเฉิงเสียสละเงินส่วนตัวเป็นค่าเล่าเรียนและยังพูดกับอาจารย์ใหญ่ให้เขาได้เข้าเรียนจนสอบเป็นขุนนางได้ เขาคงไม่มีวันนี้ แม้จะเป็นเพียงขุนนางชั้นล่างสุดเขาก็ภาคภูมิใจและไม่เคยลืมบุญคุณพี่ชายคนนี้

แต่หยางอวิ๋นเฉิงเป็นคนรักศักดิ์ศรี ไม่ว่าจะเสนอหรือตอบแทนสิ่งใดเขาก็ไม่เคยรับ ถือว่าช่วยเพราะเต็มใจมิใช่หวังผล เยี่ยนซูจึงเคารพนับถือเขามากขึ้นทุกที

"พี่ใหญ่ ท่านไม่อยากหายหรือ ลูกท่านยังเล็กนัก"

เขาถอนหายใจเมื่อได้ยินคำพูดของเยี่ยนซู

"ถึงข้าอยากหายแต่ต้องใช้เงินมาก ต้องใช้เงินเดือนของเจ้าทั้งปี อีกอย่างหากเจ้าไปกู้ยืมมาข้าคงรู้สึกผิดมาก รักษาตามอาการไปเรื่อย ๆ อย่างนี้ถึงจะช้าหน่อยก็หายได้"

เมื่ออีกฝ่ายมีเหตุผลร้อยแปดปฏิเสธเช่นนี้เยี่ยนซูก็จนใจ เขาล้วงยาชุดเดิมที่ซื้อมาราคาไม่แพงออกมาเตรียมนำไปต้ม ยานี้ฤทธิ์ค่อนข้างอ่อน คงต้องใช้เวลาอีกนาน อาจจะเป็นปีหรือหลายปี

"ข้าจะไปต้มยาไว้ให้ท่าน รอก่อนนะแล้วข้าจะมาแกะอาหารให้กิน"

เขาลุกขึ้นผละออกไปอย่างเศร้าหมอง เจ็บใจตัวเองที่ช่วยผู้มีพระคุณไม่ได้มากไปกว่านี้

เสิ่นชิงเซียนแอบฟังอยู่อีกฟากถึงได้เข้าใจเรื่องราว ที่แท้เยี่ยนซูคนนี้ก็เป็นสหายของสามีนาง

เมื่อเห็นเยี่ยนซูเดินออกมานางรีบวิ่งกลับห้องครัว ทำทีเลือกของป่าในกระด้งเหลือบมองชายหนุ่มที่มีท่าทีไม่สบายใจนัก

"จะทำอะไร"

นางเอ่ยถาม

"ต้มยา"

เขาเตรียมยาใส่หม้อตอบโดยไม่มองหน้านาง คงเป็นนางสินะที่เข้ามาเป็นพี่สะใภ้ของเขาตามที่เสวี่ยเอ๋อร์บอก

"ข้าขอดูยาหน่อย"

นางวางมือแล้วเดินไปดูหม้อยา

"เจ้าไม่รู้เรื่องหรอก จะสนใจทำไมกัน ยาก็คือยา"

เขาตอบอย่างไร้อารมณ์ เสิ่นชิงเซียนจึงแย่งหม้อยาในมือที่ยังไม่เทน้ำลงไปมาตั้งไว้ที่โต๊ะแล้วหยิบขึ้นมา

นางยกหม้อยาขึ้นมาใกล้ปลายจมูกหลับตาลงเล็กน้อย สูดกลิ่นอย่างแผ่วเบา ก่อนจะเปลี่ยนเป็นขมวดคิ้วแน่นในพริบตา

กลิ่นสมุนไพรนั้นเจือจางยิ่งนัก ขมก็ไม่ขม หอมก็ไม่หอม เป็นกลิ่นที่ผ่านการต้มเคี่ยวซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนสรรพคุณแทบไม่เหลือ

นางเอื้อมมือหยิบห่อยาออกมา คลี่ดูทีละอย่างอย่างใจเย็น ราวกับแพทย์กำลังตรวจตำรับยาของหมอหลวง

"ชะเอม ถังเซิน ตังกุย อืม ยังมีโกฐน้ำเต้าอีกนิดหน่อย"

นางพึมพำกับตนเอง ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะนั้นมิได้สดใส กลับแฝงไว้ซึ่งความเย็นชา

"นี่มันยาบำรุงเลือด บำรุงลม บำรุงกำลังสำหรับคนอ่อนเพลียธรรมดา"

เยี่ยนซูชะงักมือที่กำลังจะก่อไฟ หันมามองนางอย่างไม่พอใจนัก

"ก็ถูกแล้วไม่ใช่หรือ พี่ใหญ่ร่างกายอ่อนแอ ต้องบำรุง"

เสิ่นชิงเซียนปรายตามองเขาเพียงแวบเดียว ก่อนจะวางห่อยาลงบนโต๊ะไม้เก่า ๆ อย่างไม่ใส่ใจ

"อ่อนแองั้นหรือ"

นางแค่นเสียงเบา ๆ

"สามีข้าไม่ได้แค่อ่อนแอ"

คำว่าสามีข้า หลุดออกมาจากปากนางอย่างเป็นธรรมชาติ ทำให้เยี่ยนซูนิ่งไปชั่วขณะ

เสิ่นชิงเซียนไม่สนใจปฏิกิริยานั้น นางชี้ไปที่หม้อยา

"เขาขาหัก เส้นลมปราณติดขัด เลือดไหลเวียนไม่ดี อีกทั้งยังมีพิษสะสมในร่างกาย ยานี่ฤทธิ์อ่อนเกินไป ต่อให้กินไปสิบหม้อก็แค่ประทังชีวิตให้อาการทรงตัว ไม่อาจรักษาให้หายได้"

เยี่ยนซูขมวดคิ้ว

"เป็นไปไม่ได้ หมอบอกว่าแค่ร่างกายทรุดโทรม จากอาการบาดเจ็บที่ขา"

เสิ่นชิงเซียนหัวเราะอีกครั้ง คราวนี้มีแววเยาะอยู่ชัดเจน

"หมอคนไหน"

"หมอในเมืองด้านตะวันออก"

นางพยักหน้าเข้าใจทันที

"ถ้าเช่นนั้นก็ไม่แปลก"

เยี่ยนซูลุกขึ้น เริ่มไม่พอใจนาง

"เจ้าหมายความว่าอย่างไร"

เสิ่นชิงเซียนหยิบรากสมุนไพรชิ้นหนึ่งขึ้นมา หักปลายออกอย่างง่ายดาย เนื้อในแห้งกรอบจนแตกเป็นผง

"สมุนไพรเหล่านี้ผ่านการต้มมาแล้วหลายครั้ง"

นางกล่าวเสียงราบเรียบ

"ทั้งสีซีด กลิ่นจาง เส้นใยเปราะ หากเป็นของดีจริง ต่อให้ต้มครั้งเดียวก็ยังมีกลิ่นคงอยู่"

เยี่ยนซูเห็นดังนั้น เขาตาเบิกกว้าง

"เจ้าหมายความว่า…"

"เจ้าถูกหลอกแล้ว" นางตัดบท

"มีคนเอายาที่หมดฤทธิ์แล้วมาย้อมแมวขาย แถมยังจัดตำรับไม่ตรงโรค"

คำพูดนั้นราวกับค้อนหนักทุบลงกลางศีรษะเยี่ยนซู เขากำหมัดแน่น ดวงตาฉายแววความโกรธและอับอายปะปนกัน

"ข้า… ข้าเห็นว่าราคาไม่แพง หมอบอกว่ากินได้นาน"

เสิ่นชิงเซียนมองเขา สีหน้าคลายลงเล็กน้อย

"เจ้ามีเจตนาดี ข้ารู้"

นางหันไปมองประตูห้องที่หยางอวิ๋นเฉิงพักอยู่ สายตาแน่วแน่ขึ้นในทันที

"แต่ต่อไปนี้ ไม่ต้องเอายานี่มาต้มอีก"

เยี่ยนซูเงยหน้าขึ้น

"แล้วจะทำอย่างไร อาการพี่ใหญ่..."

เสิ่นชิงเซียนหยิบตะกร้าผักป่าที่นางเก็บมาจากภูเขาขึ้นมา วางลงข้างหม้อยา

ในนั้นมีทั้งรากไม้ ใบหญ้า และสมุนไพรป่าที่คนทั่วไปไม่เหลียวแล

"ข้าจะจัดยาเอง"

น้ำเสียงนางหนักแน่น มั่นคง

"พิษในร่างเขาไม่ใช่สิ่งที่หมอหมู่บ้านจะมองออก แต่ข้ารู้วิธีรับมือ"

เยี่ยนซูมองนางนิ่งงัน ในใจเกิดความรู้สึกแปลกประหลาด หญิงสาวที่เขาเห็นว่าดูอ่อนแอผอมแห้ง ยามนี้กลับยืนอยู่ตรงหน้าอย่างสง่างาม ไม่ต่างจากผู้ชำนาญการที่ผ่านประสบการณ์มาแล้วนับไม่ถ้วน

เสิ่นชิงเซียนปรายตามองเขาเล็กน้อย

"หากเจ้าเชื่อข้า ก็อย่าเพิ่งขัด"

เยี่ยนซูเงียบไปครู่หนึ่งยังไม่ค่อยไว้ใจนัก

"จะทำได้อย่างไร"

เสิ่นชิงเซียนไม่ตอบ เพียงหันกลับไปจัดสมุนไพรในตะกร้า ริมฝีปากบางยกขึ้นเล็กน้อยอย่างมั่นใจ

"เจ้าก็คอยดูต่อไปเถิด"

 

 

 

 

 

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • ลิขิตชะตาครอบครัวตัวร้าย   ชะตาที่สิ้นสุดลง

    นับตั้งแต่นั้นฮ่องเต้ให้เผยแพร่ข่าวออกไปทั่วแคว้นว่าหยางอวิ๋นเฉิงคือพระราชนัดดาของพระองค์ ขุนนางที่เคยไม่พอใจต่างเปลี่ยนท่าที บางคนเคารพ บางคนเป็นมิตรมากขึ้น แต่หลายคนก็ยังขุ่นเคืองแต่ก็ทำให้การทำงานร่วมกันลื่นไหลขึ้น บัณฑิตที่เคยดูแคลนไม่กล้าสู้หน้าเขาและมีหลายคนเข้ามาแสดงความยินดี"ท่านเป็นถึงสายเลือดราชวงศ์ เช่นนั้นข้าคงต้องคารวะเช้าเย็น"เสิ่นชิงเซียนบอกกับเขาในยามค่ำที่เรือนพัก นางและเขายืนอยู่หน้าเรือนด้วยกันหลังจากส่งลูกเข้านอนหยางอวิ๋นเฉิงยิ้มบางเอ่ยกับนาง"ข้าก็คือสามีเจ้าคนเดิม จะฐานะใดก็ยังต้องเชื่อฟังเจ้า"เขาไม่พูดเปล่าขยับเข้ามาชิดแล้วโอบกระชับนางไว้ในอ้อมแขนเสิ่นชิ้งเซียนสะดุ้งไม่กล้าสบตาเขาตรง ๆ นี่นาง...ขาดความมั่นใจตั้งแต่เมื่อใด"อายลูก""ลูกหลับแล้ว"เขาโน้มหน้าคมกระซิบแหบพร่า เสิ่นชิงเซียนจะอ้าปากพูดทว่าปากหยักกลับประทับจูบลงบนริมฝีปากนางอย่างอ่อนโยนนางดิ้นขลุกขลักในอ้อมกอดแข็งแรง ไม่นานก็สอดมือบางกอดตอบ รับจูบอ่อนหวานอย่างเต็มใจข่าวการตั้งพระครรภ์ของกุ้ยเฟยแพร่ไปทั่ววังหลวงราวสายลมฤดูใบไม้ผลิ ตำหนักฝ่ายในที่เคยเงียบเชียบกลับมีชีวิตชีวาขึ้นอย่างเห็นได้ชัดฮอง

  • ลิขิตชะตาครอบครัวตัวร้าย   เข้าวังยามวิกาล

    ค่ำคืนนั้น วังหลวงเงียบผิดปกติลมหนาวต้นฤดูพัดผ่านระเบียงหิน เสียงกระดิ่งทองหน้าตำหนักดังแผ่วเบาเหมือนเตือนว่ามีบางสิ่งกำลังจะถูกเปิดเผยภายในห้องทรงงาน ฮ่องเต้ประทับอยู่เพียงลำพัง ตะเกียงน้ำมันสามดวงส่องแสงอ่อนลงบนโต๊ะยาว แผนที่หัวเมืองม้วนเก็บเรียบร้อย ไม่มีฎีกาวางเกะกะเหมือนทุกวันประตูเปิดออกอย่างเงียบ ๆ องครักษ์ชุดดำคุกเข่าลงข้างหนึ่ง ศีรษะก้มต่ำ"รายงานเสร็จแล้วพะย่ะค่ะ"ฮ่องเต้ไม่ตรัสให้ลุก เพียงพยักพระพักตร์เล็กน้อย"ว่ามา"เสียงองครักษ์มั่นคง ไม่มีความลังเล"หมู่บ้านชิงหลิน อยู่ชายแดนแคว้นฉีตะวันออก ครอบครัวตระกูลหยางซึ่งเป็นตระกูลใหญ่มีชื่อเสียง บุตรชายคนเล็กพาสตรีนางหนึ่งเข้าบ้านบอกว่าเป็นภรรยา ขณะนั้นนางตั้งครรภ์แล้ว ถูกขับออกจากตระกูลไปอยู่ท้ายหมู่บ้านถือว่าทำผิดธรรมเนียม มีอาชีพทำไร่ ยากจน นางคลอดบุตรชายได้ราวสิบปีทั้งคู่ก็ติดโรคระบาดทยอยเสียชีวิตทีละคน เหลือเพียงบุตรชายที่ร่างกายอ่อนแอต่อสู้เพียงลำพัง หลายปีต่อมาจู่ ๆ ก็ได้แต่งงานมีบุตรฝาแฝดแล้วภรรยาก็ตายไป เขาจึงหยุดเรียนแล้วเลี้ยงลูกลำพัง และผู้อาวุโสให้แต่งงานใหม่ อาการป่วยก็หายไป ว่ากันว่าภรรยาเขารักษาจนหายขาดและดู

  • ลิขิตชะตาครอบครัวตัวร้าย   ราชเลขาใหม่

    ตำแหน่งราชเลขาแม้จะยังเป็นเพียงชั่วคราวแต่ในวังหลวงไม่มีคำว่าชั่วคราวใดที่ไร้น้ำหนักวันแรกที่หยางอวิ๋นเฉิงเข้ารับหน้าที่ ท้องฟ้ายังไม่ทันสว่างดี เสียงขันทีเดินเร่งฝีเท้าผ่านระเบียงหินดังเป็นจังหวะ นำหน้าพาไปยังตำหนักฝ่ายอักษร ห้องกว้างสงบ เต็มไปด้วยกลิ่นหมึกและกระดาษเก่าใหม่ปะปนขุนนางหลายคนอยู่ที่นั่นแล้ว บางคนมองเขาด้วยความประเมิน บางคนมองด้วยความไม่พอใจ บางคนไม่ปิดบังสายตาดูแคลน"อาจารย์จากชนบท"เสียงกระซิบเบาบางแต่จงใจให้ได้ยิน เขาไม่ตอบโต้หรือหันไปมอง เพียงคำนับตามพิธีแล้วนั่งลงในตำแหน่งที่จัดไว้งานแรกคือเรียบเรียงฎีกาที่คั่งค้างจากหัวเมือง เขาอ่านอย่างละเอียดไม่แก้ทันทีเพียงจดสั้น ๆ ข้างกระดาษเมื่อถึงคราวเสนอความเห็นต่อฮ่องเต้ขุนนางอาวุโสผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นก่อน"เรื่องภาษีปีนี้ ควรยึดแนวเดิม ไม่ควรเปลี่ยน"หยางอวิ๋นเฉิงจึงกล่าวอย่างสุภาพ"แนวเดิมเหมาะกับปีปกติพ่ะย่ะค่ะ แต่ปีนี้น้ำหลาก ชาวบ้านเสียผลผลิต หากยึดอัตราเดิมหัวเมืองจะนิ่ง แต่ราษฎรจะล่ม"ห้องเงียบลงชั่วขณะฮ่องเต้ทอดพระเนตรเขาก่อนตรัสถามความคิดเห็น "แล้วเจ้าคิดเช่นไร""ลดภาษีเพียงบางส่วน และให้เลื่อนกำหนด ไม่ใช่ยกเลิก"

  • ลิขิตชะตาครอบครัวตัวร้าย   สนามสอบ

    เช้ามืดในอีกสามวันถัดมา ทั่วเมืองหลวงคล้ายเพิ่งเริ่มตื่นขึ้น หมอกบางลอยปกคลุมถนนหิน เสียงล้อเกวียนและฝีเท้าบัณฑิตดังแผ่ว ๆ ราวกับทุกคนต่างไม่กล้าส่งเสียงรบกวนสมาธิของตนเองที่หน้าสนามสอบ ประตูใหญ่เปิดอ้า ทหารยืนเรียงราย ตรวจตราผู้เข้าสอบอย่างเข้มงวดไม่มีข้อยกเว้นไม่ว่าผู้นั้นจะมาจากตระกูลใดหยางอวิ๋นเฉิงยืนอยู่ในแถวบัณฑิต สีหน้าเรียบนิ่ง ชุดบัณฑิตสีเข้มสะอาดเรียบร้อย ไม่มีเครื่องประดับเกินจำเป็น นอกจากป้ายโลหะที่ผูกไว้ในแขนเสื้อด้านใน มองไม่เห็นจากภายนอก เขาสัมผัสมันเบา ๆ เพื่อเตือนตนเองว่าเขามาที่นี่เพื่ออะไรเสียงเรียกชื่อดังขึ้นทีละคน บัณฑิตบางคนหน้าซีดลง บางคนกำหมัดแน่น บางคนพยายามวางท่าสงบ แต่ดวงตากลับสั่นไหวเมื่อถึงชื่อของเขา เจ้าหน้าที่เงยหน้าขึ้นมองนานกว่าคนอื่นเล็กน้อย ก่อนจดชื่อและปล่อยให้เข้าไปเพียงก้าวข้ามประตูสนามสอบก็เหมือนเส้นทางชีวิตจะไม่เหมือนเดิมภายในสนามสอบ แถวห้องสอบเรียงรายราวกับช่องคุกเล็ก ๆ แต่ละห้องมีเพียงโต๊ะ เก้าอี้ และกระดาษสอบ ไม่มีใครพูด ไม่มีใครสบตากัน ทุกคนต่างสนใจแค่ตัวเองเสียงระฆังดังขึ้นเป็นสัญญาณว่าการสอบเริ่มต้นแล้วโจทย์แจกลงมา ตัวอักษรเรียบง่า

  • ลิขิตชะตาครอบครัวตัวร้าย   ฮองเฮาเริ่มหายดี

    ผ่านไปเพียงไม่กี่วัน ตำหนักในที่เคยอึมครึมกลับมีบรรยากาศแปลกไปแม้ไม่มีใครกล้าพูดออกมาตรง ๆ แต่ทุกคนต่างรับรู้ได้ว่าฮองเฮามีสีพระพักตร์ดีขึ้นและที่น่าแปลกยิ่งกว่าคือกุ้ยเฟยอารมณ์เบาลงยามบ่ายวันหนึ่ง หมอหลวงสองสามคนเข้ามาตรวจอาการตามปกติ เมื่อเห็นฮองเฮานั่งพิงหมอน เปิดม่านรับแสงอ่อน สีหน้าไม่ซีดเซียวเหมือนก่อนสายตาของหมอหลวงบางคนฉายแววไม่สบายใจ"พระวรกายฮองเฮาดีขึ้นก็จริง"หมอหลวงอาวุโสเอ่ยอย่างระมัดระวัง"แต่การให้รับแดด เปิดให้ลมเข้าและออกแรงเช่นนี้ เกรงว่าจะขัดตำรายาโบราณ"น้ำเสียงนั้นแม้สุภาพ แต่แฝงความไม่เห็นด้วยชัดเจน สายตาหลายคู่เหลือบมองไปยังเสิ่นชิงเซียนราวกับรอให้ถูกตำหนิก่อนที่ใครจะได้เอ่ยต่อกุ้ยเฟยที่นั่งอยู่ข้างฮองเฮากลับวางถ้วยชาลงเบา ๆ"ตำรายาโบราณงั้นหรือ"นางเลิกคิ้วเล็กน้อย"ถ้าตำรานั้นรักษาหาย ทำไมพี่สาวข้าป่วยมาหลายปี"บรรยากาศในห้องเงียบลงทันที หมอหลวงอึ้งไปครู่หนึ่ง"กุ้ยเฟย หมายความว่า...""ข้าหมายความว่า"กุ้ยเฟยพูดต่ออย่างไม่รีบร้อน"ตอนนี้พี่สาวข้าหายใจโล่งขึ้น นอนหลับได้ กินได้ พวกเจ้าไม่ควรเอาแต่ตำหนิคนที่ทำให้อาการดีขึ้น"คำพูดนั้นไม่ได้ดุดันแต่ชัดเจนพอจะ

  • ลิขิตชะตาครอบครัวตัวร้าย   กุ้ยเฟยขอให้ช่วยบ้าง

    เช้าวันต่อ ๆ มาในตำหนักกลางหลังจบงานเลี้ยง ฮองเฮานั่งพิงหมอนสูง สีพระพักตร์มิได้ซีดเผือดดังเดิม ผิวพรรณแม้ยังขาวบาง แต่กลับมีเลือดฝาดจาง ๆ ดวงเนตรที่เคยหม่นมัว บัดนี้ใสขึ้นราวกับหมอกที่ค่อย ๆ จางหายหลังฝนแรกนางกำนัลใกล้ชิดต่างมองหน้ากันด้วยความตื่นเต้นปนไม่อยากเชื่อ"พระอาการวันนี้ ทรงเสวยโจ๊กได้หมดถ้วย"เสียงหนึ่งกระซิบเบา ๆ คล้ายกลัวความจริงจะสลายไปหากพูดดังเกิน"เมื่อคืนก็ทรงบรรทมต่อเนื่องถึงสามชั่วยาม มิได้สะดุ้งตื่น"อีกเสียงเสริมขึ้นสิ่งเหล่านี้ หากเป็นเพียงวันสองวันอาจเรียกว่าเรื่องบังเอิญ แต่เมื่อดำเนินต่อเนื่องกันหลายวัน ความบังเอิญก็แปรเปลี่ยนเป็นความจริงที่ไม่มีใครกล้าปฏิเสธฮองเฮาเองก็ทรงรับรู้ พระองค์ทอดพระเนตรไปยังสวนด้านนอก เห็นแสงแดดส่องผ่านใบไม้สีเขียวอ่อน ในพระทัยที่เคยอึดอัดคล้ายถูกกดทับ กลับรู้สึกโล่งโปร่งอย่างที่ไม่เคยเป็นมานาน"วันนี้"พระสุรเสียงแผ่ว แต่มั่นคง"อากาศดีนัก"คำพูดสั้น ๆ นี้ ทำให้นางกำนัลหลายคนถึงกับน้ำตาซึม เพราะหลายปีมานี้ฮองเฮามักตรัสเพียงว่า หนาว หรือ อึดอัด ไม่เคยเอ่ยถึงความสบายเช่นนี้เลยเสิ่นชิงเซียนได้รับคำสั่งให้เข้ามาดูแลอาการฮองเฮาอีกค

  • ลิขิตชะตาครอบครัวตัวร้าย   ได้พบคนคนหนึ่ง

    บ่ายวันหนึ่งผู้ใหญ่บ้านมาคนเดียวไม่มีลูกบ้านติดตาม เขาถือตะกร้าผลไม้เล็ก ๆ กับสีหน้าจริงจังเดินเข้ามา หยางอวิ๋นเฉิงเชิญเขานั่งใต้ต้นไม้หน้าเรือน เสิ่นชิงเซียนชงน้ำชาให้แล้วถอยออกไปเงียบ ๆผู้ใหญ่บ้านถอนหายใจยาวแล้วกล่าวว่า"เรื่องก่อนหน้า…""ข้าขอโทษ ข้าเชื่อคนอื่นง่ายเกินไป"หยางอวิ๋นเฉิงพยักหน้าไ

  • ลิขิตชะตาครอบครัวตัวร้าย   หยางอวิ๋นเฉิง

    กลิ่นอาหารอ่อน ๆ ลอยอบอวลวนอยู่ในห้องเล็ก ๆ เป็นกลิ่นที่เขาไม่คุ้นเคยมานาน มันคือกลิ่นของความอิ่มท้อง เด็กสองคนขยับเข้ามาใกล้โดยไม่รู้ตัว เสวี่ยเอ๋อร์นั่งลงข้างเตียง ส่วนเสี่ยวหานนั่งกอดอกอยู่ปลายเตียง ดวงตาจับจ้องทุกการเคลื่อนไหวของผู้ใหญ่ทั้งสองไม่กะพริบ ชายหนุ่มกลอกตาไปมองลูก ก่อนจะมองกลับมาที

  • ลิขิตชะตาครอบครัวตัวร้าย   ไม่ได้กินอาหารมาสามวันแล้ว

    นางวางตะกร้าลง รู้สึกปวดบ่าทั้งสองข้างราวกับกระดูกจะหักเป็นท่อน ๆ "กลับมาแล้ว" ทุกอย่างยังเงียบไร้การตอบรับจากด้านใน เสิ่นชิงเซียนจึงเดินไปดู นางเปิดประตูพร้อมเสียงเอี๊ยดอ๊าดออกเบา ๆ ภาพตรงหน้าทำให้นางอดแปลกใจไม่ได้ ชายหนุ่มคนหนึ่งร่างกายซูบผอม ใบหน้าซูบซีด ดวงตาปิดสนิท ริมฝีปากแห้งแตก นอนอยู่

  • ลิขิตชะตาครอบครัวตัวร้าย   ทะลุมิติก็ไม่ได้แย่มั้ง

    "ตายรึเปล่า" "นอนนิ่งเช่นนี้ ข้าว่าไม่รอดแล้ว" ชายหญิงกลุ่มหนึ่งกำลังก้ม ๆ เงย ๆ มองร่างผอมโซตรงหน้า สตรีวัยแรกรุ่นนอนหมดสติอยู่กลางทาง สวมเสื้อผ้าเก่าที่ปะชุนหลายจุด ข้างตัวของนางมีตะกร้าเปล่าและเสียมขนาดเล็กที่กระจายออกจากกัน ดูจากรูปการณ์แล้วคงล้มลงแรงพอสมควร "ไม่มีเลือดออกจากส่วนใด ดีที่เป็

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status