Share

อาบน้ำ

last update publish date: 2026-04-03 11:15:03

ถึงไม่อยากเชื่อแต่เมื่อเห็นสายตาของนางเยี่ยนซูก็พูดไม่ออก เขาเป็นถึงขุนนางแต่กลับดูตัวยาง่าย ๆ ไม่ออก ต่างจากหญิงชาวบ้านผู้นี้ที่ดูไร้การศึกษาแต่กลับละเอียดรอบคอบยิ่งกว่า

"เจ้ามั่นใจนักหรือ"

"อย่างน้อยพี่ใหญ่ของเจ้าก็ไม่ตายผ่อนส่งแล้วกัน"

นางเทยาทิ้งแล้วนำสมุนไพรสดที่เก็บมาจากบนเขาจัดใส่ในหม้อ ตวงน้ำตามสัดส่วนที่เคยศึกษามา แล้วตั้งบนเตาไฟ

"ยาของข้าจะช่วยลดการอักเสบภายในและช่วยให้เลือดไหลเวียนดีขึ้นแล้วยังลดปวดได้อีกด้วย ส่วนการบำรุงต้องใช้อาหารช่วย"

เยี่ยนซูอดประหลาดใจไม่ได้ สตรีผู้นี้เขาเคยเห็นนางมาบ้าง เมื่อก่อนนางเป็นคนเงียบ ๆ ไม่พูดไม่จา เหตุใดพอมาอยู่กับพี่ใหญ่นางถึงได้พูดจาฉะฉานนัก

"ข้าจะไปเอาอาหารให้พี่ใหญ่กับเด็ก ๆ กิน"

นางพยักหน้าแล้วหันไปเคี่ยวยาต้มที่เริ่มเดือด

ทั้งสี่คนกินข้าวร่วมกันในบ้าน ทุกครั้งที่เยี่ยนซูมาที่นี่เขามักเอาของกินดี ๆ มาฝากไม่เคยขาด ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน

"กินเยอะ ๆ นะ พี่ใหญ่ท่านก็กินด้วย ข้าจะเช็ดตัวเปลี่ยนเสื้อผ้าให้"

หยางอวิ๋นเฉิงสะอึก คีบอาหารค้างกลางอากาศ นึกถึงเหตุการณ์ที่เสิ่นชิงเซียนเช็ดตัวให้ อาหารรสเลิศก็จืดชืดขึ้นมาทันใด

"ข้าวชามนี้เก็บเอาไว้ก่อน ข้าค่อยกินต่อ"

เขาเอ่ยเสียงเรียบ

"ได้สิ ข้าเอาไปเก็บให้ อ้อ ข้าซื้อข้าวสาร ของแห้งแล้วก็เครื่องปรุงมาไว้ให้แล้ว เอ่อ คงต้องให้พี่สะใภ้ช่วยจัดการ"

หยางอวิ๋นเฉิงคิ้วกระตุก เขายังไม่ชินชากับคำเรียกขานของคนรอบข้าง และฟังจากน้ำเสียงแล้วเยี่ยนซูก็คงคิดเหมือนกัน

"อืม"

เขาเพียงตอบรับสั้น ๆ ระหว่างนั้นเยี่ยนซูก็ไปหาเสื้อผ้า เอากะละมังใส่น้ำและผ้าเช็ดตัวมาให้เหมือนที่เคยทำ

"พี่ใหญ่ท่านปวดหนักปวดเบาหรือไม่ข้าจะพาไป"

หยางอวิ๋นเฉิงพยักหน้า เยี่ยนซูจึงนั่งลงให้เขาขี่หลังแล้วออกไปทำธุระข้างนอกโดยไม่นึกรังเกียจแม้แต่น้อย แม้ว่าหยางอวิ๋นเฉิงจะเกรงใจแต่ความจำเป็นอย่างนี้เขาไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ทุกครั้งที่มีคนพาไปทำธุระส่วนตัวเขาจึงจำใจต้องไป

เด็กสองคนกินข้าวอิ่มแล้วจึงนำถ้วยชามไปล้างและเอาของแห้งไปเก็บไว้ในห้องครัว เสิ่นชิงเซียนเห็นเด็ก ๆ ถือของหนักเดินเข้ามานางจึงช่วยถือมาเก็บไว้

"นี่อะไรเยอะแยะ"

นางถามเสี่ยวหานที่ยืนจ้องมองนางท่าทางระแวดระวัง

"ท่านอาเยี่ยนซื้อมาบอกว่าเอาไว้ทำอาหาร"

เยี่ยนซูผู้นี้มีน้ำใจมิใช่น้อย วันหน้านางควรหาโอกาสตอบแทนเขาบ้างแล้ว แต่นางก็อดสงสัยไม่ได้ว่าทุกครั้งที่ซื้อมาใครเป็นคนทำอาหาร ในเมื่อหยางอวิ๋นเฉิงนอนป่วยอยู่เช่นนี้

นางจ้องมองเสี่ยวหานกลับคืน เอ่ยถามให้หายข้องใจ

"เจ้าทำอาหารเป็นหรือ"

สายตาดื้อรั้นจ้องมองกลับ ฉับพลันภาพบางอย่างก็ผุดขึ้นในหัวของเสิ่นชิงเซียน

เป็นชายหนุ่มคนหนึ่งแววตาดื้อรั้นเหมือนกับเสี่ยวหานถูกล่ามโซ่และถูกทหารทุบตีจนเลือดอาบทั่วกาย

นางสะดุ้งตัวเมื่อมีสัมผัสจากมือเล็ก ๆ จับมือนางเอาไว้

"ท่านแม่"

เสียงสดใสของเสวี่ยเอ๋อร์เรียกนางพลางเงยหน้ายิ้มตาหยี เสิ่นชิงเซียนกระพริบตาถี่ ยังเห็นเสี่ยวหานมองมาที่นางเช่นเดิม

"พี่ใหญ่เป็นคนต้มข้าวให้ข้ากับท่านพ่อกินเจ้าค่ะ แล้วยังต้มไข่ได้ด้วย"

เสวี่ยเอ๋อร์กล่าวอย่างภาคภูมิใจ พลอยทำให้เสี่ยวหานยิ้มบาง ๆ ให้กับนาง

เสิ่นชิงเซียนขมวดคิ้ว มิใช่ว่านางประหลาดใจที่เด็กตัวเล็ก ๆ อย่างเสี่ยวหานทำอาหารได้ หากอยู่ในสถานการณ์จำเป็นคนทุกคนก็ช่วยเหลือตนเองและผู้อื่นได้ แต่ที่นางไม่เข้าใจคือตอนนางจ้องหน้าเขาแล้วภาพความโหดร้ายนั่นปรากฏขึ้นในความทรงจำของนางต่างหาก

'มีสิ่งใดที่นางควรรู้กัน'

"เสวี่ยเอ๋อร์ ปล่อยมือนางแล้วเข้าบ้านกับพี่"

เสี่ยวหานบอกกับน้องสาวพลางยื่นมือให้นางจับ เสวี่ยเอ๋อร์ลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วปล่อยมือนาง เดินไปจับมือเสี่ยวหานแทน

"ข้าต้มน้ำไว้แล้ว เจ้าสองคนมาอาบน้ำก่อน"

เด็กสองคนหันมองนางพร้อมกันแล้วมองกันและกัน

"ทำไมต้องอาบน้ำ"

"ใช่เจ้าค่ะ พวกเราไม่เคยอาบน้ำตอนเช้า ถึงไม่ใช่หน้าหนาวแต่ก็หนาวมาก ไม่มีใครอาบได้"

เสวี่ยเอ๋อร์เห็นด้วยกับพี่ชาย เด็ก ๆ ไม่เคยอาบน้ำมาก่อน จู่ ๆ จะให้ทำใจสัมผัสผิวน้ำเย็นอย่างนั้นได้อย่างไร

"ไม่หนาวหรอกรับรองได้ น้ำอุ่นอาบแล้วสบายตัว"

นางพูดโน้มน้าว เพราะเด็กสองคนเนื้อตัวไม่ค่อยสะอาด ผมเผ้าก็รุงรัง นางผสมสมุนไพรลงในน้ำไว้พร้อมแล้วจึงอยากให้เด็ก ๆ ได้รับความสดชื่น

เสิ่นชิงเซียนหันไปตักยาต้มใส่ชามเมื่อเห็นว่าเยี่ยนซูพาหยางอวิ๋นเฉิงกลับมาแล้ว

"ข้าจะเอายาไปให้พ่อของเจ้าก่อน รออยู่ที่นี่เดี๋ยวกลับมา"

นางเดินเข้าไปในบ้าน ไม่นานก็ยกกะละมังใส่น้ำออกมาแล้วเปลี่ยนเป็นน้ำอุ่นจัดที่มีควันจาง ๆ ลอยอบอวลก่อนเดินกลับเข้าไปใหม่

ครู่ใหญ่นางเดินออกมาพร้อมกับเสื้อผ้ามุ่งตรงมาหาเด็กสองคน

"ไปอาบน้ำกันเถิด"

เสวี่ยเอ๋อร์เป็นเด็กว่าง่าย นางพยักหน้าจับมือเสิ่นชิงเซียนเตรียมเดินตามออกไป แต่เสี่ยวหานกลับยืนนิ่งไม่ยอมขยับ

"ทำไมล่ะ"

เสิ่นชิงเซียนหันมาถาม

"ข้าไม่อาบ"

"น้ำอุ่น ๆ อาบแล้วสบายตัว ไม่ชอบหรือ"

เสี่ยวหานยืนนิ่ง ดวงตาคมเล็ก ๆ จ้องมองเสิ่นชิงเซียนอย่างระแวดระวัง ริมฝีปากเม้มแน่น ราวกับกำลังตั้งป้อมป้องกันตนเอง

เสิ่นชิงเซียนไม่เร่งเร้าไม่พูดดุเขาและไม่เอื้อมมือไปฉุดกระชากตามใจตน นางนั่งยอง ๆ ลงให้ระดับสายตาเท่ากันกับเด็กชาย สีหน้าสงบนิ่งเอ่ยถาม

"ไม่อาบเพราะหนาวหรือ"

นางถามเสียงเบาไร้การกดดัน

เสี่ยวหานเมินหน้าหนีเล็กน้อย แต่กำมือแน่นขึ้น

"อาบแล้วจะป่วย"

คำตอบสั้น ๆ นั้น ทำให้เสิ่นชิงเซียนเข้าใจทันที

เด็กคนนี้ไม่ได้ดื้อเขาเพียงแต่กลัวเท่านั้น นางยิ้มบาง ๆ โดยไม่โต้แย้ง

"เจ้ารู้หรือไม่ว่าคนที่ไม่อาบน้ำเป็นเวลานาน สิ่งสกปรกจะเกาะตามผิว หากมีแผลเล็ก ๆ ก็จะทำให้ป่วยง่ายกว่าเดิม"

เสี่ยวหานชะงักแววตาดื้อรั้นเริ่มสั่นไหว เสิ่นชิงเซียนหยิบผ้าผืนเล็กขึ้นมา บิดน้ำอุ่นให้เด็กดู ไอน้ำบาง ๆ ลอยขึ้นจริงดังที่นางพูด

"ดูสิ น้ำยังอุ่นอยู่ ไม่เย็นเลย"

เสวี่ยเอ๋อร์ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ รีบเสริมเสียงใสแจ๋ว

"พี่ใหญ่ ข้าอาบก่อนก็ได้นะเจ้าคะ"

เด็กหญิงยื่นแขนผอม ๆ ออกมาอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ เสิ่นชิงเซียนพยักหน้า เอาผ้าชุบน้ำแตะหลังมือของเสวี่ยเอ๋อร์เบา ๆ

"อุ่นไหม" นางถามยิ้ม ๆ

"อุ่นเจ้าค่ะ"

เสวี่ยเอ๋อร์ตอบทันที ดวงตาเปล่งประกาย เสี่ยวหานมองภาพนั้นเงียบ ๆ มือเล็กคลายออกเล็กน้อย

เสิ่นชิงเซียนจึงพูดต่อ น้ำเสียงอ่อนลงกว่าเดิม

"อีกอย่าง หากเจ้าไม่อาบ กลิ่นตัวจะติดเสื้อผ้า พ่อของเจ้าป่วยอยู่ หากได้กลิ่นอับมาก ๆ อาการป่วยจะหนักขึ้น"

คำพูดนี้เหมือนเข็มเล็ก ๆ แทงลงตรงจุดอ่อนในใจเด็กชาย เสี่ยวหานเงยหน้าขึ้นทันที

"จริงหรือ"

"จริง"

นางตอบโดยไม่ลังเล

"เจ้าดูแลพ่อได้ดีมาตลอด ข้ารู้"

คำพูดนี้ทำให้เด็กชายตัวแข็งไปทั้งร่าง แววตาที่เคยแข็งกร้าวเริ่มแดงเรื่อ เสิ่นชิงเซียนไม่รอคำตอบ นางยื่นมือออกไปอย่างช้า ๆ โดยไม่มีการบังคับ

"หากกลัว ข้าจะอาบเป็นเพื่อน เจ้าไม่ต้องรีบ"

เสี่ยวหานกัดริมฝีปาก เงียบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะยื่นมือเล็ก ๆ มาจับปลายนิ้วของนางอย่างลังเล

"อาบก็ได้"

เสียงนั้นเบามาก ราวกับกลัวว่าจะมีคนได้ยิน

เสวี่ยเอ๋อร์ร้องดีใจเบา ๆ

"พี่ใหญ่เก่งที่สุด"

เสิ่นชิงเซียนยิ้ม ดวงตาอ่อนลงอย่างไม่รู้ตัว นางเอื้อมมือลูบศีรษะเสี่ยวหานเบา ๆ

"ดีมาก"

เด็กชายตัวน้อยไม่พูดอะไรอีก เพียงกำมือของนางแน่นขึ้นเล็กน้อย ช่วยพยุงให้ทรงตัวได้ จากนั้นสองพี่น้องก็ถอดเสื้อผ้าลงแช่ในถังน้ำอุ่นผสมสมุนไพร กลิ่นหอมอ่อน ๆ ทำให้สีหน้าของทั้งคู่ผ่อนคลายลงอย่างน่าอัศจรรย์

 

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ลิขิตชะตาครอบครัวตัวร้าย   ชะตาที่สิ้นสุดลง

    นับตั้งแต่นั้นฮ่องเต้ให้เผยแพร่ข่าวออกไปทั่วแคว้นว่าหยางอวิ๋นเฉิงคือพระราชนัดดาของพระองค์ ขุนนางที่เคยไม่พอใจต่างเปลี่ยนท่าที บางคนเคารพ บางคนเป็นมิตรมากขึ้น แต่หลายคนก็ยังขุ่นเคืองแต่ก็ทำให้การทำงานร่วมกันลื่นไหลขึ้น บัณฑิตที่เคยดูแคลนไม่กล้าสู้หน้าเขาและมีหลายคนเข้ามาแสดงความยินดี"ท่านเป็นถึงสายเลือดราชวงศ์ เช่นนั้นข้าคงต้องคารวะเช้าเย็น"เสิ่นชิงเซียนบอกกับเขาในยามค่ำที่เรือนพัก นางและเขายืนอยู่หน้าเรือนด้วยกันหลังจากส่งลูกเข้านอนหยางอวิ๋นเฉิงยิ้มบางเอ่ยกับนาง"ข้าก็คือสามีเจ้าคนเดิม จะฐานะใดก็ยังต้องเชื่อฟังเจ้า"เขาไม่พูดเปล่าขยับเข้ามาชิดแล้วโอบกระชับนางไว้ในอ้อมแขนเสิ่นชิ้งเซียนสะดุ้งไม่กล้าสบตาเขาตรง ๆ นี่นาง...ขาดความมั่นใจตั้งแต่เมื่อใด"อายลูก""ลูกหลับแล้ว"เขาโน้มหน้าคมกระซิบแหบพร่า เสิ่นชิงเซียนจะอ้าปากพูดทว่าปากหยักกลับประทับจูบลงบนริมฝีปากนางอย่างอ่อนโยนนางดิ้นขลุกขลักในอ้อมกอดแข็งแรง ไม่นานก็สอดมือบางกอดตอบ รับจูบอ่อนหวานอย่างเต็มใจข่าวการตั้งพระครรภ์ของกุ้ยเฟยแพร่ไปทั่ววังหลวงราวสายลมฤดูใบไม้ผลิ ตำหนักฝ่ายในที่เคยเงียบเชียบกลับมีชีวิตชีวาขึ้นอย่างเห็นได้ชัดฮอง

  • ลิขิตชะตาครอบครัวตัวร้าย   เข้าวังยามวิกาล

    ค่ำคืนนั้น วังหลวงเงียบผิดปกติลมหนาวต้นฤดูพัดผ่านระเบียงหิน เสียงกระดิ่งทองหน้าตำหนักดังแผ่วเบาเหมือนเตือนว่ามีบางสิ่งกำลังจะถูกเปิดเผยภายในห้องทรงงาน ฮ่องเต้ประทับอยู่เพียงลำพัง ตะเกียงน้ำมันสามดวงส่องแสงอ่อนลงบนโต๊ะยาว แผนที่หัวเมืองม้วนเก็บเรียบร้อย ไม่มีฎีกาวางเกะกะเหมือนทุกวันประตูเปิดออกอย่างเงียบ ๆ องครักษ์ชุดดำคุกเข่าลงข้างหนึ่ง ศีรษะก้มต่ำ"รายงานเสร็จแล้วพะย่ะค่ะ"ฮ่องเต้ไม่ตรัสให้ลุก เพียงพยักพระพักตร์เล็กน้อย"ว่ามา"เสียงองครักษ์มั่นคง ไม่มีความลังเล"หมู่บ้านชิงหลิน อยู่ชายแดนแคว้นฉีตะวันออก ครอบครัวตระกูลหยางซึ่งเป็นตระกูลใหญ่มีชื่อเสียง บุตรชายคนเล็กพาสตรีนางหนึ่งเข้าบ้านบอกว่าเป็นภรรยา ขณะนั้นนางตั้งครรภ์แล้ว ถูกขับออกจากตระกูลไปอยู่ท้ายหมู่บ้านถือว่าทำผิดธรรมเนียม มีอาชีพทำไร่ ยากจน นางคลอดบุตรชายได้ราวสิบปีทั้งคู่ก็ติดโรคระบาดทยอยเสียชีวิตทีละคน เหลือเพียงบุตรชายที่ร่างกายอ่อนแอต่อสู้เพียงลำพัง หลายปีต่อมาจู่ ๆ ก็ได้แต่งงานมีบุตรฝาแฝดแล้วภรรยาก็ตายไป เขาจึงหยุดเรียนแล้วเลี้ยงลูกลำพัง และผู้อาวุโสให้แต่งงานใหม่ อาการป่วยก็หายไป ว่ากันว่าภรรยาเขารักษาจนหายขาดและดู

  • ลิขิตชะตาครอบครัวตัวร้าย   ราชเลขาใหม่

    ตำแหน่งราชเลขาแม้จะยังเป็นเพียงชั่วคราวแต่ในวังหลวงไม่มีคำว่าชั่วคราวใดที่ไร้น้ำหนักวันแรกที่หยางอวิ๋นเฉิงเข้ารับหน้าที่ ท้องฟ้ายังไม่ทันสว่างดี เสียงขันทีเดินเร่งฝีเท้าผ่านระเบียงหินดังเป็นจังหวะ นำหน้าพาไปยังตำหนักฝ่ายอักษร ห้องกว้างสงบ เต็มไปด้วยกลิ่นหมึกและกระดาษเก่าใหม่ปะปนขุนนางหลายคนอยู่ที่นั่นแล้ว บางคนมองเขาด้วยความประเมิน บางคนมองด้วยความไม่พอใจ บางคนไม่ปิดบังสายตาดูแคลน"อาจารย์จากชนบท"เสียงกระซิบเบาบางแต่จงใจให้ได้ยิน เขาไม่ตอบโต้หรือหันไปมอง เพียงคำนับตามพิธีแล้วนั่งลงในตำแหน่งที่จัดไว้งานแรกคือเรียบเรียงฎีกาที่คั่งค้างจากหัวเมือง เขาอ่านอย่างละเอียดไม่แก้ทันทีเพียงจดสั้น ๆ ข้างกระดาษเมื่อถึงคราวเสนอความเห็นต่อฮ่องเต้ขุนนางอาวุโสผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นก่อน"เรื่องภาษีปีนี้ ควรยึดแนวเดิม ไม่ควรเปลี่ยน"หยางอวิ๋นเฉิงจึงกล่าวอย่างสุภาพ"แนวเดิมเหมาะกับปีปกติพ่ะย่ะค่ะ แต่ปีนี้น้ำหลาก ชาวบ้านเสียผลผลิต หากยึดอัตราเดิมหัวเมืองจะนิ่ง แต่ราษฎรจะล่ม"ห้องเงียบลงชั่วขณะฮ่องเต้ทอดพระเนตรเขาก่อนตรัสถามความคิดเห็น "แล้วเจ้าคิดเช่นไร""ลดภาษีเพียงบางส่วน และให้เลื่อนกำหนด ไม่ใช่ยกเลิก"

  • ลิขิตชะตาครอบครัวตัวร้าย   สนามสอบ

    เช้ามืดในอีกสามวันถัดมา ทั่วเมืองหลวงคล้ายเพิ่งเริ่มตื่นขึ้น หมอกบางลอยปกคลุมถนนหิน เสียงล้อเกวียนและฝีเท้าบัณฑิตดังแผ่ว ๆ ราวกับทุกคนต่างไม่กล้าส่งเสียงรบกวนสมาธิของตนเองที่หน้าสนามสอบ ประตูใหญ่เปิดอ้า ทหารยืนเรียงราย ตรวจตราผู้เข้าสอบอย่างเข้มงวดไม่มีข้อยกเว้นไม่ว่าผู้นั้นจะมาจากตระกูลใดหยางอวิ๋นเฉิงยืนอยู่ในแถวบัณฑิต สีหน้าเรียบนิ่ง ชุดบัณฑิตสีเข้มสะอาดเรียบร้อย ไม่มีเครื่องประดับเกินจำเป็น นอกจากป้ายโลหะที่ผูกไว้ในแขนเสื้อด้านใน มองไม่เห็นจากภายนอก เขาสัมผัสมันเบา ๆ เพื่อเตือนตนเองว่าเขามาที่นี่เพื่ออะไรเสียงเรียกชื่อดังขึ้นทีละคน บัณฑิตบางคนหน้าซีดลง บางคนกำหมัดแน่น บางคนพยายามวางท่าสงบ แต่ดวงตากลับสั่นไหวเมื่อถึงชื่อของเขา เจ้าหน้าที่เงยหน้าขึ้นมองนานกว่าคนอื่นเล็กน้อย ก่อนจดชื่อและปล่อยให้เข้าไปเพียงก้าวข้ามประตูสนามสอบก็เหมือนเส้นทางชีวิตจะไม่เหมือนเดิมภายในสนามสอบ แถวห้องสอบเรียงรายราวกับช่องคุกเล็ก ๆ แต่ละห้องมีเพียงโต๊ะ เก้าอี้ และกระดาษสอบ ไม่มีใครพูด ไม่มีใครสบตากัน ทุกคนต่างสนใจแค่ตัวเองเสียงระฆังดังขึ้นเป็นสัญญาณว่าการสอบเริ่มต้นแล้วโจทย์แจกลงมา ตัวอักษรเรียบง่า

  • ลิขิตชะตาครอบครัวตัวร้าย   ฮองเฮาเริ่มหายดี

    ผ่านไปเพียงไม่กี่วัน ตำหนักในที่เคยอึมครึมกลับมีบรรยากาศแปลกไปแม้ไม่มีใครกล้าพูดออกมาตรง ๆ แต่ทุกคนต่างรับรู้ได้ว่าฮองเฮามีสีพระพักตร์ดีขึ้นและที่น่าแปลกยิ่งกว่าคือกุ้ยเฟยอารมณ์เบาลงยามบ่ายวันหนึ่ง หมอหลวงสองสามคนเข้ามาตรวจอาการตามปกติ เมื่อเห็นฮองเฮานั่งพิงหมอน เปิดม่านรับแสงอ่อน สีหน้าไม่ซีดเซียวเหมือนก่อนสายตาของหมอหลวงบางคนฉายแววไม่สบายใจ"พระวรกายฮองเฮาดีขึ้นก็จริง"หมอหลวงอาวุโสเอ่ยอย่างระมัดระวัง"แต่การให้รับแดด เปิดให้ลมเข้าและออกแรงเช่นนี้ เกรงว่าจะขัดตำรายาโบราณ"น้ำเสียงนั้นแม้สุภาพ แต่แฝงความไม่เห็นด้วยชัดเจน สายตาหลายคู่เหลือบมองไปยังเสิ่นชิงเซียนราวกับรอให้ถูกตำหนิก่อนที่ใครจะได้เอ่ยต่อกุ้ยเฟยที่นั่งอยู่ข้างฮองเฮากลับวางถ้วยชาลงเบา ๆ"ตำรายาโบราณงั้นหรือ"นางเลิกคิ้วเล็กน้อย"ถ้าตำรานั้นรักษาหาย ทำไมพี่สาวข้าป่วยมาหลายปี"บรรยากาศในห้องเงียบลงทันที หมอหลวงอึ้งไปครู่หนึ่ง"กุ้ยเฟย หมายความว่า...""ข้าหมายความว่า"กุ้ยเฟยพูดต่ออย่างไม่รีบร้อน"ตอนนี้พี่สาวข้าหายใจโล่งขึ้น นอนหลับได้ กินได้ พวกเจ้าไม่ควรเอาแต่ตำหนิคนที่ทำให้อาการดีขึ้น"คำพูดนั้นไม่ได้ดุดันแต่ชัดเจนพอจะ

  • ลิขิตชะตาครอบครัวตัวร้าย   กุ้ยเฟยขอให้ช่วยบ้าง

    เช้าวันต่อ ๆ มาในตำหนักกลางหลังจบงานเลี้ยง ฮองเฮานั่งพิงหมอนสูง สีพระพักตร์มิได้ซีดเผือดดังเดิม ผิวพรรณแม้ยังขาวบาง แต่กลับมีเลือดฝาดจาง ๆ ดวงเนตรที่เคยหม่นมัว บัดนี้ใสขึ้นราวกับหมอกที่ค่อย ๆ จางหายหลังฝนแรกนางกำนัลใกล้ชิดต่างมองหน้ากันด้วยความตื่นเต้นปนไม่อยากเชื่อ"พระอาการวันนี้ ทรงเสวยโจ๊กได้หมดถ้วย"เสียงหนึ่งกระซิบเบา ๆ คล้ายกลัวความจริงจะสลายไปหากพูดดังเกิน"เมื่อคืนก็ทรงบรรทมต่อเนื่องถึงสามชั่วยาม มิได้สะดุ้งตื่น"อีกเสียงเสริมขึ้นสิ่งเหล่านี้ หากเป็นเพียงวันสองวันอาจเรียกว่าเรื่องบังเอิญ แต่เมื่อดำเนินต่อเนื่องกันหลายวัน ความบังเอิญก็แปรเปลี่ยนเป็นความจริงที่ไม่มีใครกล้าปฏิเสธฮองเฮาเองก็ทรงรับรู้ พระองค์ทอดพระเนตรไปยังสวนด้านนอก เห็นแสงแดดส่องผ่านใบไม้สีเขียวอ่อน ในพระทัยที่เคยอึดอัดคล้ายถูกกดทับ กลับรู้สึกโล่งโปร่งอย่างที่ไม่เคยเป็นมานาน"วันนี้"พระสุรเสียงแผ่ว แต่มั่นคง"อากาศดีนัก"คำพูดสั้น ๆ นี้ ทำให้นางกำนัลหลายคนถึงกับน้ำตาซึม เพราะหลายปีมานี้ฮองเฮามักตรัสเพียงว่า หนาว หรือ อึดอัด ไม่เคยเอ่ยถึงความสบายเช่นนี้เลยเสิ่นชิงเซียนได้รับคำสั่งให้เข้ามาดูแลอาการฮองเฮาอีกค

  • ลิขิตชะตาครอบครัวตัวร้าย   ช่วงเวลาของการตัดสินใจ

    เช้าวันถัดมาตำหนักฮองเฮาเงียบกว่าทุกวัน เป็นความสงบที่ไม่คุ้นเคย ม่านเปิดออกกว้างกว่าปกติ แสงแดดอ่อนยามเช้าสาดส่องเข้ามาสะท้อนพื้นหินเรียบสะอาด ฮองเฮายืนอยู่หน้าธรณีประตู นางกำนัลหลายคนที่ยืนตรงนั้นถึงกับกลั้นหายใจเพราะนี่คือครั้งแรกในรอบหลายปีที่ฮองเฮา เสด็จออกจากตำหนักด้วยพระองค์เองโดยไม่ต้องมีค

  • ลิขิตชะตาครอบครัวตัวร้าย   ได้พบคนคนหนึ่ง

    บ่ายวันหนึ่งผู้ใหญ่บ้านมาคนเดียวไม่มีลูกบ้านติดตาม เขาถือตะกร้าผลไม้เล็ก ๆ กับสีหน้าจริงจังเดินเข้ามา หยางอวิ๋นเฉิงเชิญเขานั่งใต้ต้นไม้หน้าเรือน เสิ่นชิงเซียนชงน้ำชาให้แล้วถอยออกไปเงียบ ๆผู้ใหญ่บ้านถอนหายใจยาวแล้วกล่าวว่า"เรื่องก่อนหน้า…""ข้าขอโทษ ข้าเชื่อคนอื่นง่ายเกินไป"หยางอวิ๋นเฉิงพยักหน้าไ

  • ลิขิตชะตาครอบครัวตัวร้าย   วันไหว้บรรพบุรุษ

    เมื่อเกวียนหยุดลงหน้าประตูจวนตระกูลหยางเสียงสนทนาที่คึกคักอยู่ก่อนหน้าเงียบลงอย่างเห็นได้ชัด หลายสายตาหันมาพร้อมกัน ครอบครัวสี่คนก้าวลงจากเกวียนอย่างเป็นระเบียบ คนบ้านนี้ดูแตกต่างจากเมื่อก่อนโดยสิ้นเชิง แม้แต่เด็กทั้งสองก็ยืนตรงอย่างรู้กาลเทศะเสี่ยวหานดูสูงขึ้นผิวพรรณสะอาด เสื้อผ้าเรียบ ท่าทางไม่ใ

  • ลิขิตชะตาครอบครัวตัวร้าย   มาดูให้เห็นกับตา

    เช้าวันต่อมา เสียงซุบซิบเริ่มดังขึ้นตั้งแต่ท้ายหมู่บ้าน"เห็นหรือยังว่าบัณฑิตหยางยืนได้แล้วจริง ๆ""ข้าเห็นกับตา เมื่อวานยังพิงไม้เท้า วันนี้ยืนอยู่หน้าบ้านเฉยเลย""ไม่ใช่ว่า จะใกล้ตายแล้วหรือ"คำพูดเหล่านั้นลอยมาเป็นระยะ เสิ่นชิงเซียนได้ยินแต่ไม่สนใจ นางกำลังตากสมุนไพรอยู่หลังบ้าน ส่วนหยางอวิ๋นเฉิ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status