แชร์

ดูแลสามพ่อลูก

ผู้เขียน: หนามชมพู
last update วันที่เผยแพร่: 2026-04-02 12:35:05

เสิ่นชิงเซียน เด็กสาวกำพร้าวัยสิบห้าปี พ่อแม่ของนางเสียชีวิตไปได้สามปีกว่าแล้วจากโรคระบาดครั้งใหญ่ นางอาศัยอยู่เพียงลำพัง วันหนึ่งเมื่อผู้อาวุโสและผู้ใหญ่บ้านได้หารือกัน จึงเห็นพ้องต้องกันว่าควรให้นางแต่งงานออกเรือนกับใครสักคน เพราะสตรีตัวคนเดียวที่ไร้คนดูแลและไร้ครอบครัวอาจถูกขายเป็นทาสในสักวันซึ่งไม่ใช่เรื่องผิด

นับว่านางยังโชคดีอยู่บ้างที่เหล่าผู้อาวุโสยังเมตตา เพราะบิดามารดาของนางเป็นผู้ประพฤติตัวดีมาตลอด นางไร้ญาติขาดมิตร มีเพียงผู้นำในหมู่บ้านและผู้อาวุโสที่คอยปกป้องคุ้มครองครอบครัวของนาง

การแต่งงานโดยไม่ได้เลือกจึงเกิดขึ้น พวกเขาเลือกหลานชายคนเดียวของบุตรชายลำดับที่สี่ตระกูลหยางเพราะเห็นว่าพ่อแม่ของเขาก็ตายจากโรคระบาดครั้งนั้นเช่นเดียวกัน

หนำซ้ำเขายังมีลูกฝาแฝดชายหญิงที่เกิดจากภรรยาที่เสียชีวิตไปด้วยโรคระบาดเช่นเดียวกัน นางคลอดลูกได้เพียงหนึ่งเดือนก็จากไปจากการติดเชื้อไร้ที่มาและเป็นช่วงที่โรคระบาดครั้งใหญ่ลุกลามไปทั่วทั้งแผ่นดิน ผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก ส่วนคนที่เหลือรอดนับว่าสวรรค์เมตตาถึงขีดสุดแล้ว

หยางอวิ๋นเฉิงไม่ใช่หลานชายคนโปรดของตระกูลหยางสักเท่าไหร่ เขามีท่านปู่เพียงคนเดียวเพราะท่านย่าเสียชีวิตไปตั้งแต่เขายังเล็ก ท่านปู่ชรามากแล้วจึงให้อารองและอาสะใภ้รองจัดการเรื่องภายในบ้านแทน เพราะท่านลุงใหญ่ย้ายไปรับราชการที่ต่างอำเภอ เมื่อก่อนอารองและอาสะใภ้รองตั้งแง่รังเกียจครอบครัวเขาแทนผู้เฒ่าทั้งสอง เพราะบิดาของเขาไม่ยอมแต่งงานตามที่ผู้ใหญ่จัดหาให้ ทั้งคู่จึงทั้งเกลียดและรังเกียจแม่ของเขา ถึงนางจะเป็นสาวงามและเป็นกุลสตรีมากเพียงใด แต่ในเมื่อไม่ใช่สะใภ้ที่ท่านปู่ท่านย่าหมายตา นางจึงถูกมองเป็นคนนอกเสมอมา

บิดาของเขาตัดสินใจแแยกบ้านเพื่อตัดปัญหาแต่กลับกลายเป็นว่าถูกท่านปู่ท่านย่าตัดขาดจากตระกูล ทั้งสามคนพ่อแม่ลูกจึงอยู่เพียงลำพัง อาศัยที่ดินที่เช่าผู้ใหญ่บ้านเพียงแปลงเล็ก ๆ ปลูกพืชผักไว้กินและขายเพื่อส่งเสียหยางอวิ๋นเฉิงจนได้เป็นบัณฑิตมีชื่อเสียง

แต่ยังไม่ทันครบสามเดือนของการเป็นบัณฑิตใหม่ในวัยสิบแปดปี จู่ ๆ หญิงสาวทั้งหมู่บ้านก็ใจสลายเมื่อได้ข่าวว่าบัณฑิตผู้เพียบพร้อมทั้งรูปสมบัติและคุณสมบัติที่ดีได้ล่วงเกินหญิงสาวคนหนึ่งจนต้องแต่งงานกับนาง ยังไม่ครบเดือนก็ได้ข่าวว่านางตั้งครรภ์

แม้หยางอวิ๋นเฉิงรู้สึกขัดแย้งในใจ แต่ทั้งคู่ก็มีมลทินติดตัวไปแล้ว เขาจึงไม่เคยเอ่ยปากอะไรออกมา ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขาบ้าง ยิ่งเขาเป็นคนพูดน้อยอยู่แล้ว หลังแต่งงานเขายิ่งไม่พูดสิ่งใดเกินจำเป็น

แม้แต่กับพ่อแม่เขาก็ไม่เคยเอ่ยปากเรื่องใดออกมาให้ท่านไม่สบายใจจนกระทั่งท่านจากไปพร้อมกันอย่างไม่ทันตั้งตัว

หลังจากภรรยาเสียชีวิตเขาก็เลี้ยงดูบุตรเพียงลำพัง เขาจำต้องหยุดเรียนเพื่อมาทำงานหาเลี้ยงดูเด็กแฝดสองคน โชคร้ายที่ซ้ำเติมหลังเกิดโรคระบาด กลับเกิดภัยแล้งหนัก ปลูกพืชไม่ได้ผล ข้าวยากหมากแพง เขาจำต้องออกไปรับจ้างที่ได้รายได้น้อยนิดเลี้ยงดูครอบครัว

เคราะห์ซ้ำกรรมซัด ไม่รู้โชคชะตาต้องการทดสอบชีวิตหรือเป็นบาปกรรมแต่ชาติปางไหน หยางอวิ๋นเฉิงรับจ้างตัดต้นไม้ ขณะกำลังปีนอยู่ที่สูง เขาเกิดพลัดตกลงมาจากนั้นก็เดินไม่ได้อีก ลูก ๆ ก็ลำบาก เขาใช้เงินเก็บที่มีเลี้ยงดูลูก ๆ และรักษาตัวเองจนเงินออมหมดเกลี้ยงแถมขาก็ยังไม่หาย ร่างกายกลับอ่อนแอลงเรื่อย ๆ โดยไม่ทราบสาเหตุ จนในที่สุดเขาก็กลายเป็นผู้ป่วยติดเตียงที่มีลูกสองคนป้อนน้ำให้ดื่มประทังชีวิต

ทั้งสามคนพ่อลูกมีชีวิตลำบากเช่นนี้อยู่เกือบครึ่งปีไร้คนในตระกูลเหลียวแล ผู้ใหญ่บ้านจึงตัดสินใจเข้ามาเกี่ยวข้องและจัดการหาคู่แต่งงานหวังให้ดูแลเขาและลูก

ในเมื่อเขาเป็นสมาชิกในหมู่บ้าน หากจะเพิกเฉยก็ดูไม่เหมาะ เหล่าผู้นำและผู้อาวุโสจึงจัดการในสิ่งที่คิดว่าเหมาะสมที่สุด

แต่ใครจะคิดว่าหญิงสาวกำพร้าที่ร่างกายอ่อนแอ ผอมแห้งเช่นเดียวกับครอบครัวตกยากนี้ แต่งเข้าบ้านได้สองวันนางก็หายตัวไป คนในหมู่บ้นจึงร่ำลือกันว่านางได้หนีไปแล้ว โดยที่ไม่มีใครรู้ว่านางตายไปแล้ว แม้จะมีคนไปพบทีหลังก็ยังไม่ช่วยพานางกลับบ้าน ต่างคนต่างหนีเอาตัวรอดกันหมด

หยางอวิ๋นเฉิงและเด็กแฝดก็เข้าใจว่าอย่างนั้น เขาได้แต่ทำใจว่าคงไม่มีใครอยากได้สามีนอนติดเตียงไร้ความสามารถแล้วยังต้องเลี้ยงเด็กตัวเล็ก ๆ ในวัยกำลังโตอีก

ข่าวลือได้ทำร้ายจิตใจหยางจิ้นเสวี่ยอย่างรุนแรง นางเกิดมาก็ไม่เคยมีแม่ ได้เห็นหน้าแม่คนใหม่ไม่กี่ชั่วยามนางก็หายตัวไป ประกอบกับชาวบ้านล้อเลียนนางยิ่งทำให้นางร้องไห้ไม่หยุด

แต่ใครจะคิดว่าหญิงสาวคนนั้นกลับมาพร้อมกับทำอาหารให้พ่อและลูกกินจนอิ่มท้อง

"เด็ก ๆ วันนี้เช็ดตัวไปก่อนนะ น้ำในถังมีน้อย พรุ่งนี้ค่อยอาบน้ำอุ่น"

เสิ่นชิงเซียนกลับออกไปเก็บล้างถ้วยชามแล้วกลับเข้ามาพร้อมกะละมังใบเล็กและผ้าผืนหนึ่ง

เด็กสองคนพยักหน้า นางจึงเอาผ้าชุบน้ำบิดหมาด ถอดเสื้อผ้าเด็กทั้งสองคนออกแล้วเช็ดตัวเบา ๆ ทีละคน

หยางอวิ๋นเฉิงนอนพิงหมอนเก่าอยู่บนเตียงไม้ ดวงตาคมคู่นั้นทอดมองทุกการเคลื่อนไหวของสตรีตรงหน้าโดยไม่รู้ตัว

เสิ่นชิงเซียนทำงานของนางอย่างคล่องแคล่ว แม้มือจะผอมบาง แต่ท่าทางกลับมั่นคง นางเช็ดตัวเด็กทั้งสองอย่างเบามือ ราวกับกลัวว่าผิวหนังที่บอบบางจะเกิดรอยช้ำจากเพียงสัมผัสเดียว

เสวี่ยเอ๋อร์ตัวเล็กนิดเดียว ซี่โครงโผล่ชัดจนน่าใจหาย เสี่ยวหานแม้พยายามทำท่าแข็งแกร่ง แต่เมื่อถูกเช็ดตัวก็เม้มปากแน่น ใบหน้าแดงเรื่ออย่างอดกลั้น

เสิ่นชิงเซียนไม่เอ่ยอะไร นางเพียงเช็ด ลูบ และเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เด็กทั้งสองด้วยความเงียบสงบ จากนั้นจึงปูเสื่อเก่าที่ขอบขาดเป็นริ้ว จัดท่าให้นอนอย่างเหมาะสม ก่อนจะดึงผ้าห่มผืนเก่าที่ซีดจนแทบไม่เห็นสีเดิมขึ้นคลุมให้ถึงคาง

"นอนเถิด"

เสียงนางเบาและมั่นคง

"พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่"

เด็กทั้งสองพยักหน้าพร้อมกัน เสวี่ยเอ๋อร์กอดผ้าห่มแน่นราวกับกลัวว่าความอบอุ่นนี้จะหายไป เสี่ยวหานหลับตาลงช้า ๆ แม้จะไม่พูด แต่สีหน้ากลับผ่อนคลายกว่าที่เคยเป็นมานาน

ภาพนั้นเหมือนเข็มเล็ก ๆ แทงลึกลงกลางใจของหยางอวิ๋นเฉิง เขาหลบสายตาลงอย่างเชื่องช้า ลมหายใจหนักขึ้นเล็กน้อย ความรู้สึกอัดแน่นเอ่อล้นขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่

เขาเริ่มโทษตัวเองที่เป็นถึงบิดาแต่กลับทำสิ่งเหล่านี้ให้ลูกไม่ได้เลย

มือที่วางอยู่ข้างกายกำแน่น เส้นเลือดบนหลังมือปูดขึ้น ความละอายใจแล่นวาบผ่านอก ละอายที่ตนไร้เรี่ยวแรง ต้องให้สตรีที่เพิ่งแต่งเข้ามาไม่กี่วัน แบกรับทุกอย่างแทนเขา

ขณะเขากำลังจมอยู่กับความคิดนั้น เสิ่นชิงเซียนก็หันกลับมา

ในมือของนางมีกะละมังใบเล็ก น้ำในนั้นมีไม่มากนัก แต่ก็สะอาดพอจะใช้ได้ นางเดินเข้ามาหยุดข้างเตียง ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างเรียบง่ายราวกับเป็นเรื่องปกติที่สุดในโลก

"ถึงตาท่านแล้ว"

หยางอวิ๋นเฉิงชะงัก ดวงตาคมคู่นั้นเบิกขึ้นเล็กน้อย

"ข้า…ไม่จำเป็น"

เสิ่นชิงเซียนเลิกคิ้วสูง

"จำเป็น"

นางวางกะละมังลง หยิบผ้าขึ้นมาบิดหมาด มืออีกข้างเอื้อมไปที่สาบเสื้อของเขา

ในชั่วขณะนั้นสายตาของหยางอวิ๋นเฉิงเปลี่ยนไปทันที มันไม่ใช่สายตาของคนป่วยหรือคนอ่อนแรง แต่เป็นสายตาคมกริบ แข็งกร้าว และข่มขู่โดยสัญชาตญาณราวกับจะบอกว่าห้ามเข้าใกล้แม้เพียงปลายเล็บ

เสิ่นชิงเซียนชะงักจริง ๆ หัวใจเต้นแรงขึ้นหนึ่งจังหวะ นางไม่ถึงกับกลัวแต่ก็ยอมรับเล็กน้อยว่าบรรยากาศเงียบงันไปชั่วอึดใจ

แล้วเสิ่นชิงเซียนก็ถอนหายใจเบา ๆ

"อย่ามองข้าแบบนั้น"

น้ำเสียงนางเรียบ แต่หนักแน่น

"ตอนนี้ท่านไม่มีสิทธิ์ดื้อรั้น"

พูดจบ นางก็ดึงสาบเสื้อเขาออกโดยไม่เปิดโอกาสให้โต้แย้ง

"เจ้า!"

หยางอวิ๋นเฉิงกัดฟันแน่น ใบหน้าซีดกลับแดงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดแม้แต่ใบหูก็ร้อนผ่าว เขาพยายามยกมือขึ้นขวาง แต่แขนกลับสั่นระริก ไม่มีแรงแม้แต่จะผลักออก

ในที่สุดก็ทำได้เพียงหันหน้าไปอีกทาง กรามกัดแน่นไหล่เกร็งแข็ง ต้องยอมจำนนอย่างอดสู

เสิ่นชิงเซียนเช็ดตัวให้เขาอย่างรวดเร็วและเป็นมืออาชีพ นางไม่ลูบไล้ยืดเยื้อเนิ่นนาน ไม่มองสิ่งที่ไม่ควรมอง

ทว่าสำหรับหยางอวิ๋นเฉิง ทุกลมหายใจคือบททดสอบศักดิ์ศรี

'ข้า...น่าอับอายถึงเพียงนี้แล้วหรือ'

เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้น เสิ่นชิงเซียนก็จัดเสื้อผ้าให้เขาเรียบร้อย ดึงผ้าห่มขึ้นคลุม ก่อนจะลุกขึ้นยืนราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

"พักผ่อนเถิด"  นางกล่าวสั้น ๆ

"พรุ่งนี้อาจจะลำบากกว่านี้อีก"

หยางอวิ๋นเฉิงยังคงหันหน้าไปอีกทางใบหน้าแดงจัด หูยังร้อนผ่าว แต่ริมฝีปากกลับเม้มแน่น เพราะหัวใจที่เต้นแรงผิดจังหวะด้วยเหตุผลที่เขาเองก็ไม่กล้ายอมรับ

 

 

 

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • ลิขิตชะตาครอบครัวตัวร้าย   ชะตาที่สิ้นสุดลง

    นับตั้งแต่นั้นฮ่องเต้ให้เผยแพร่ข่าวออกไปทั่วแคว้นว่าหยางอวิ๋นเฉิงคือพระราชนัดดาของพระองค์ ขุนนางที่เคยไม่พอใจต่างเปลี่ยนท่าที บางคนเคารพ บางคนเป็นมิตรมากขึ้น แต่หลายคนก็ยังขุ่นเคืองแต่ก็ทำให้การทำงานร่วมกันลื่นไหลขึ้น บัณฑิตที่เคยดูแคลนไม่กล้าสู้หน้าเขาและมีหลายคนเข้ามาแสดงความยินดี"ท่านเป็นถึงสายเลือดราชวงศ์ เช่นนั้นข้าคงต้องคารวะเช้าเย็น"เสิ่นชิงเซียนบอกกับเขาในยามค่ำที่เรือนพัก นางและเขายืนอยู่หน้าเรือนด้วยกันหลังจากส่งลูกเข้านอนหยางอวิ๋นเฉิงยิ้มบางเอ่ยกับนาง"ข้าก็คือสามีเจ้าคนเดิม จะฐานะใดก็ยังต้องเชื่อฟังเจ้า"เขาไม่พูดเปล่าขยับเข้ามาชิดแล้วโอบกระชับนางไว้ในอ้อมแขนเสิ่นชิ้งเซียนสะดุ้งไม่กล้าสบตาเขาตรง ๆ นี่นาง...ขาดความมั่นใจตั้งแต่เมื่อใด"อายลูก""ลูกหลับแล้ว"เขาโน้มหน้าคมกระซิบแหบพร่า เสิ่นชิงเซียนจะอ้าปากพูดทว่าปากหยักกลับประทับจูบลงบนริมฝีปากนางอย่างอ่อนโยนนางดิ้นขลุกขลักในอ้อมกอดแข็งแรง ไม่นานก็สอดมือบางกอดตอบ รับจูบอ่อนหวานอย่างเต็มใจข่าวการตั้งพระครรภ์ของกุ้ยเฟยแพร่ไปทั่ววังหลวงราวสายลมฤดูใบไม้ผลิ ตำหนักฝ่ายในที่เคยเงียบเชียบกลับมีชีวิตชีวาขึ้นอย่างเห็นได้ชัดฮอง

  • ลิขิตชะตาครอบครัวตัวร้าย   เข้าวังยามวิกาล

    ค่ำคืนนั้น วังหลวงเงียบผิดปกติลมหนาวต้นฤดูพัดผ่านระเบียงหิน เสียงกระดิ่งทองหน้าตำหนักดังแผ่วเบาเหมือนเตือนว่ามีบางสิ่งกำลังจะถูกเปิดเผยภายในห้องทรงงาน ฮ่องเต้ประทับอยู่เพียงลำพัง ตะเกียงน้ำมันสามดวงส่องแสงอ่อนลงบนโต๊ะยาว แผนที่หัวเมืองม้วนเก็บเรียบร้อย ไม่มีฎีกาวางเกะกะเหมือนทุกวันประตูเปิดออกอย่างเงียบ ๆ องครักษ์ชุดดำคุกเข่าลงข้างหนึ่ง ศีรษะก้มต่ำ"รายงานเสร็จแล้วพะย่ะค่ะ"ฮ่องเต้ไม่ตรัสให้ลุก เพียงพยักพระพักตร์เล็กน้อย"ว่ามา"เสียงองครักษ์มั่นคง ไม่มีความลังเล"หมู่บ้านชิงหลิน อยู่ชายแดนแคว้นฉีตะวันออก ครอบครัวตระกูลหยางซึ่งเป็นตระกูลใหญ่มีชื่อเสียง บุตรชายคนเล็กพาสตรีนางหนึ่งเข้าบ้านบอกว่าเป็นภรรยา ขณะนั้นนางตั้งครรภ์แล้ว ถูกขับออกจากตระกูลไปอยู่ท้ายหมู่บ้านถือว่าทำผิดธรรมเนียม มีอาชีพทำไร่ ยากจน นางคลอดบุตรชายได้ราวสิบปีทั้งคู่ก็ติดโรคระบาดทยอยเสียชีวิตทีละคน เหลือเพียงบุตรชายที่ร่างกายอ่อนแอต่อสู้เพียงลำพัง หลายปีต่อมาจู่ ๆ ก็ได้แต่งงานมีบุตรฝาแฝดแล้วภรรยาก็ตายไป เขาจึงหยุดเรียนแล้วเลี้ยงลูกลำพัง และผู้อาวุโสให้แต่งงานใหม่ อาการป่วยก็หายไป ว่ากันว่าภรรยาเขารักษาจนหายขาดและดู

  • ลิขิตชะตาครอบครัวตัวร้าย   ราชเลขาใหม่

    ตำแหน่งราชเลขาแม้จะยังเป็นเพียงชั่วคราวแต่ในวังหลวงไม่มีคำว่าชั่วคราวใดที่ไร้น้ำหนักวันแรกที่หยางอวิ๋นเฉิงเข้ารับหน้าที่ ท้องฟ้ายังไม่ทันสว่างดี เสียงขันทีเดินเร่งฝีเท้าผ่านระเบียงหินดังเป็นจังหวะ นำหน้าพาไปยังตำหนักฝ่ายอักษร ห้องกว้างสงบ เต็มไปด้วยกลิ่นหมึกและกระดาษเก่าใหม่ปะปนขุนนางหลายคนอยู่ที่นั่นแล้ว บางคนมองเขาด้วยความประเมิน บางคนมองด้วยความไม่พอใจ บางคนไม่ปิดบังสายตาดูแคลน"อาจารย์จากชนบท"เสียงกระซิบเบาบางแต่จงใจให้ได้ยิน เขาไม่ตอบโต้หรือหันไปมอง เพียงคำนับตามพิธีแล้วนั่งลงในตำแหน่งที่จัดไว้งานแรกคือเรียบเรียงฎีกาที่คั่งค้างจากหัวเมือง เขาอ่านอย่างละเอียดไม่แก้ทันทีเพียงจดสั้น ๆ ข้างกระดาษเมื่อถึงคราวเสนอความเห็นต่อฮ่องเต้ขุนนางอาวุโสผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นก่อน"เรื่องภาษีปีนี้ ควรยึดแนวเดิม ไม่ควรเปลี่ยน"หยางอวิ๋นเฉิงจึงกล่าวอย่างสุภาพ"แนวเดิมเหมาะกับปีปกติพ่ะย่ะค่ะ แต่ปีนี้น้ำหลาก ชาวบ้านเสียผลผลิต หากยึดอัตราเดิมหัวเมืองจะนิ่ง แต่ราษฎรจะล่ม"ห้องเงียบลงชั่วขณะฮ่องเต้ทอดพระเนตรเขาก่อนตรัสถามความคิดเห็น "แล้วเจ้าคิดเช่นไร""ลดภาษีเพียงบางส่วน และให้เลื่อนกำหนด ไม่ใช่ยกเลิก"

  • ลิขิตชะตาครอบครัวตัวร้าย   สนามสอบ

    เช้ามืดในอีกสามวันถัดมา ทั่วเมืองหลวงคล้ายเพิ่งเริ่มตื่นขึ้น หมอกบางลอยปกคลุมถนนหิน เสียงล้อเกวียนและฝีเท้าบัณฑิตดังแผ่ว ๆ ราวกับทุกคนต่างไม่กล้าส่งเสียงรบกวนสมาธิของตนเองที่หน้าสนามสอบ ประตูใหญ่เปิดอ้า ทหารยืนเรียงราย ตรวจตราผู้เข้าสอบอย่างเข้มงวดไม่มีข้อยกเว้นไม่ว่าผู้นั้นจะมาจากตระกูลใดหยางอวิ๋นเฉิงยืนอยู่ในแถวบัณฑิต สีหน้าเรียบนิ่ง ชุดบัณฑิตสีเข้มสะอาดเรียบร้อย ไม่มีเครื่องประดับเกินจำเป็น นอกจากป้ายโลหะที่ผูกไว้ในแขนเสื้อด้านใน มองไม่เห็นจากภายนอก เขาสัมผัสมันเบา ๆ เพื่อเตือนตนเองว่าเขามาที่นี่เพื่ออะไรเสียงเรียกชื่อดังขึ้นทีละคน บัณฑิตบางคนหน้าซีดลง บางคนกำหมัดแน่น บางคนพยายามวางท่าสงบ แต่ดวงตากลับสั่นไหวเมื่อถึงชื่อของเขา เจ้าหน้าที่เงยหน้าขึ้นมองนานกว่าคนอื่นเล็กน้อย ก่อนจดชื่อและปล่อยให้เข้าไปเพียงก้าวข้ามประตูสนามสอบก็เหมือนเส้นทางชีวิตจะไม่เหมือนเดิมภายในสนามสอบ แถวห้องสอบเรียงรายราวกับช่องคุกเล็ก ๆ แต่ละห้องมีเพียงโต๊ะ เก้าอี้ และกระดาษสอบ ไม่มีใครพูด ไม่มีใครสบตากัน ทุกคนต่างสนใจแค่ตัวเองเสียงระฆังดังขึ้นเป็นสัญญาณว่าการสอบเริ่มต้นแล้วโจทย์แจกลงมา ตัวอักษรเรียบง่า

  • ลิขิตชะตาครอบครัวตัวร้าย   ฮองเฮาเริ่มหายดี

    ผ่านไปเพียงไม่กี่วัน ตำหนักในที่เคยอึมครึมกลับมีบรรยากาศแปลกไปแม้ไม่มีใครกล้าพูดออกมาตรง ๆ แต่ทุกคนต่างรับรู้ได้ว่าฮองเฮามีสีพระพักตร์ดีขึ้นและที่น่าแปลกยิ่งกว่าคือกุ้ยเฟยอารมณ์เบาลงยามบ่ายวันหนึ่ง หมอหลวงสองสามคนเข้ามาตรวจอาการตามปกติ เมื่อเห็นฮองเฮานั่งพิงหมอน เปิดม่านรับแสงอ่อน สีหน้าไม่ซีดเซียวเหมือนก่อนสายตาของหมอหลวงบางคนฉายแววไม่สบายใจ"พระวรกายฮองเฮาดีขึ้นก็จริง"หมอหลวงอาวุโสเอ่ยอย่างระมัดระวัง"แต่การให้รับแดด เปิดให้ลมเข้าและออกแรงเช่นนี้ เกรงว่าจะขัดตำรายาโบราณ"น้ำเสียงนั้นแม้สุภาพ แต่แฝงความไม่เห็นด้วยชัดเจน สายตาหลายคู่เหลือบมองไปยังเสิ่นชิงเซียนราวกับรอให้ถูกตำหนิก่อนที่ใครจะได้เอ่ยต่อกุ้ยเฟยที่นั่งอยู่ข้างฮองเฮากลับวางถ้วยชาลงเบา ๆ"ตำรายาโบราณงั้นหรือ"นางเลิกคิ้วเล็กน้อย"ถ้าตำรานั้นรักษาหาย ทำไมพี่สาวข้าป่วยมาหลายปี"บรรยากาศในห้องเงียบลงทันที หมอหลวงอึ้งไปครู่หนึ่ง"กุ้ยเฟย หมายความว่า...""ข้าหมายความว่า"กุ้ยเฟยพูดต่ออย่างไม่รีบร้อน"ตอนนี้พี่สาวข้าหายใจโล่งขึ้น นอนหลับได้ กินได้ พวกเจ้าไม่ควรเอาแต่ตำหนิคนที่ทำให้อาการดีขึ้น"คำพูดนั้นไม่ได้ดุดันแต่ชัดเจนพอจะ

  • ลิขิตชะตาครอบครัวตัวร้าย   กุ้ยเฟยขอให้ช่วยบ้าง

    เช้าวันต่อ ๆ มาในตำหนักกลางหลังจบงานเลี้ยง ฮองเฮานั่งพิงหมอนสูง สีพระพักตร์มิได้ซีดเผือดดังเดิม ผิวพรรณแม้ยังขาวบาง แต่กลับมีเลือดฝาดจาง ๆ ดวงเนตรที่เคยหม่นมัว บัดนี้ใสขึ้นราวกับหมอกที่ค่อย ๆ จางหายหลังฝนแรกนางกำนัลใกล้ชิดต่างมองหน้ากันด้วยความตื่นเต้นปนไม่อยากเชื่อ"พระอาการวันนี้ ทรงเสวยโจ๊กได้หมดถ้วย"เสียงหนึ่งกระซิบเบา ๆ คล้ายกลัวความจริงจะสลายไปหากพูดดังเกิน"เมื่อคืนก็ทรงบรรทมต่อเนื่องถึงสามชั่วยาม มิได้สะดุ้งตื่น"อีกเสียงเสริมขึ้นสิ่งเหล่านี้ หากเป็นเพียงวันสองวันอาจเรียกว่าเรื่องบังเอิญ แต่เมื่อดำเนินต่อเนื่องกันหลายวัน ความบังเอิญก็แปรเปลี่ยนเป็นความจริงที่ไม่มีใครกล้าปฏิเสธฮองเฮาเองก็ทรงรับรู้ พระองค์ทอดพระเนตรไปยังสวนด้านนอก เห็นแสงแดดส่องผ่านใบไม้สีเขียวอ่อน ในพระทัยที่เคยอึดอัดคล้ายถูกกดทับ กลับรู้สึกโล่งโปร่งอย่างที่ไม่เคยเป็นมานาน"วันนี้"พระสุรเสียงแผ่ว แต่มั่นคง"อากาศดีนัก"คำพูดสั้น ๆ นี้ ทำให้นางกำนัลหลายคนถึงกับน้ำตาซึม เพราะหลายปีมานี้ฮองเฮามักตรัสเพียงว่า หนาว หรือ อึดอัด ไม่เคยเอ่ยถึงความสบายเช่นนี้เลยเสิ่นชิงเซียนได้รับคำสั่งให้เข้ามาดูแลอาการฮองเฮาอีกค

  • ลิขิตชะตาครอบครัวตัวร้าย   ได้พบคนคนหนึ่ง

    บ่ายวันหนึ่งผู้ใหญ่บ้านมาคนเดียวไม่มีลูกบ้านติดตาม เขาถือตะกร้าผลไม้เล็ก ๆ กับสีหน้าจริงจังเดินเข้ามา หยางอวิ๋นเฉิงเชิญเขานั่งใต้ต้นไม้หน้าเรือน เสิ่นชิงเซียนชงน้ำชาให้แล้วถอยออกไปเงียบ ๆผู้ใหญ่บ้านถอนหายใจยาวแล้วกล่าวว่า"เรื่องก่อนหน้า…""ข้าขอโทษ ข้าเชื่อคนอื่นง่ายเกินไป"หยางอวิ๋นเฉิงพยักหน้าไ

  • ลิขิตชะตาครอบครัวตัวร้าย   มาดูให้เห็นกับตา

    เช้าวันต่อมา เสียงซุบซิบเริ่มดังขึ้นตั้งแต่ท้ายหมู่บ้าน"เห็นหรือยังว่าบัณฑิตหยางยืนได้แล้วจริง ๆ""ข้าเห็นกับตา เมื่อวานยังพิงไม้เท้า วันนี้ยืนอยู่หน้าบ้านเฉยเลย""ไม่ใช่ว่า จะใกล้ตายแล้วหรือ"คำพูดเหล่านั้นลอยมาเป็นระยะ เสิ่นชิงเซียนได้ยินแต่ไม่สนใจ นางกำลังตากสมุนไพรอยู่หลังบ้าน ส่วนหยางอวิ๋นเฉิ

  • ลิขิตชะตาครอบครัวตัวร้าย   อาหารเช้าแสนอบอุ่น

    เสียงฮือฮาดังขึ้นบางคนเริ่มเห็นด้วยกับเสิ่นชิงเซียน บางคนเงียบปากและขยับตัวเข้าหากลุ่มตนเอง "แต่สามีเจ้าเป็นหลานตระกูลหยางที่เลี้ยงดูมา เจ้าควรสำนึกบุญคุณบ้างสิ" อวี่เหยาวางถังน้ำแล้วยกมือชี้หน้าเสิ่นชิงเซียน "หากสำนึกคงเป็นท่านปู่และท่านพ่อท่านแม่ของสามีข้า อ่อ พี่ใหญ่กับพี่สะใภ้ใหญ่อีกคนเท่านั

  • ลิขิตชะตาครอบครัวตัวร้าย   ไปหาท่านแม่

    เสิ่นชิงเซียนวางถ้วยยาเปล่าลง ก่อนจะลุกขึ้นจัดผ้าห่มให้หยางอวิ๋นเฉิงไว้เรียบร้อย นางมองออกไปนอกเรือน เห็นแปลงดินหลังบ้านยังคงรกด้วยหญ้าและดินแข็ง"วันนี้ข้าจะไปขุดดินที่สวน จากนั้นก็พรวนดินต่ออาจจะไม่ค่อยได้อยู่บ้าน"นางเอ่ยเสียงเรียบ "ถ้าปลูกผักได้เร็ว บ้านเราจะไม่ขาดอาหาร จากนั้นจึงจะมาทำความะอา

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status