LOGINเกิดใหม่ครั้งนี้ไม่อาจหนีบทนางร้ายได้ เช่นนั้นข้าขอแสดงให้สมใจท่าน ทะลุมิติมาเป็นนางร้ายทั้งที ‘เซิ่นหลิงซี’ ขอปฏิเสธจุดจบอันแสนอนาถ! แผนการเอาตัวรอดมีเพียงหนึ่งเดียวคือ: หย่าขาด หอบสมบัติ และหนีไปใช้ชีวิตเศรษฐีนีที่เมืองอื่น! แต่สวรรค์ช่างเล่นตลก! แทนที่ ‘เซียวเหวินเย่’ ชินอ๋องผู้โหดเหี้ยมและเย็นชา จะรังเกียจนางตามเนื้อเรื่องเดิม เขากลับมอบกุญแจคลังสมบัติให้ กางปีกปกป้องนางจากนางเอกดอกบัวขาว และเปลี่ยนบทบาทจากมัจจุราชหน้าตาย กลายเป็น ‘จระเข้คลั่งรัก’ ผู้เอาแต่ใจ! นางพยายามชงเข้มผลักไสเขาไปให้สตรีอื่น เขาก็หึงหวงจนหน้ามืดและลงโทษนางจนปวดเอว! นางลงทุนคุกเข่าขุดอุโมงค์มุดกำแพงหนี... เขากลับสั่งองครักษ์เงาไปช่วยขยายหลุมให้ แล้วไปนั่งจิบชารอจับผิดอยู่ปลายทาง! "ข้าเคยบอกเจ้าแล้วใช่หรือไม่ ว่าอย่าคิดจะบินหนีไปจากกรงของข้า หลิงซี" "ข้าเพียงแค่อยากมีชีวิตที่สงบสุข ข้าไม่อยากเป็นพระชายาของท่านแล้ว ปล่อยข้าไปเถิด!" "ฝันไปเถอะ! ต่อให้เจ้าหนีไปสุดหล้าฟ้าเขียว ข้าก็จะพลิกแผ่นดินหา หากผู้ใดกล้ายื่นมือมาช่วยเจ้า ข้าจะบดขยี้มันให้แหลกคามือ!"
View Moreกลิ่นกำยานหอมกรุ่นที่ลอยอวลอยู่ในอากาศไม่ได้ช่วยให้ความรู้สึกปวดร้าวในหัวของเซิ่นหลิงซีทุเลาลงเลยแม้แต่น้อย หญิงสาวนอนลืมตาโพลงอยู่บนเตียงไม้แกะสลักหลังใหญ่ จ้องมองม่านมุ้งสีแดงสดที่ปักลายวิหคคู่ด้วยสายตาว่างเปล่า
นี่เข้าสู่วันที่สามแล้วนับตั้งแต่นางลืมตาตื่นขึ้นมาในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย และพบว่าตนเองไม่ได้อยู่ในยุคปัจจุบันอีกต่อไป แต่กลับทะลุมิติเข้ามาอยู่ในร่างของ ‘เซิ่นหลิงซี’ บุตรีสายตรงแห่งจวนอันผิงโหว นางร้ายอันดับหนึ่งในนิยายยอดฮิตที่นางเคยอ่านผ่านตาเมื่อชาติก่อน
หากเป็นสตรีอื่นที่ได้ทะลุมิติมาเกิดใหม่เป็นคุณหนูผู้สูงศักดิ์ มีเงินทองกองท่วมหัว มีสาวใช้คอยปรนนิบัติพัดวี คงจะรีบวางแผนพลิกชะตาชีวิต เปลี่ยนบทบาทจากนางร้ายให้กลายเป็นนางเอก หรือไม่ก็หาทางหลีกหนีจากความวุ่นวายไปใช้ชีวิตอย่างสงบสุข
แต่นั่นไม่ใช่กับโลกนิยายบ้าบอใบนี้
“อึก”
เซิ่นหลิงซียกมือขึ้นกุมขมับ ร่างกายของนางบิดเกร็งเล็กน้อยเมื่อความเจ็บปวดแปลบปลาบแล่นริ้วขึ้นมาเยือนอีกครั้ง มันไม่ใช่ความเจ็บป่วยทางกาย แต่มันคือ ‘การลงโทษ’ จากกฎเกณฑ์ที่มองไม่เห็น
ในวันแรกที่นางรู้ตัวว่าเข้ามาอยู่ในร่างนางร้ายที่มีจุดจบคือการถูกวางยาพิษจนตายอย่างอเนจอนาถ เซิ่นหลิงซีตัดสินใจเด็ดขาดว่าจะเก็บเสื้อผ้าและเงินทองหนีออกจากจวนโหวเพื่อไปตั้งรกรากที่เมืองอื่น แต่เพียงแค่สองเท้าของนางก้าวพ้นธรณีประตูจวน ความเจ็บปวดราวกับมีเข็มพันเล่มทิ่มแทงลงบนสมองก็โจมตีเข้าอย่างจังจนนางหมดสติไป
เมื่อฟื้นขึ้นมา นางจึงได้เรียนรู้ความจริงอันโหดร้าย โลกใบนี้มี ‘กฎเหล็ก’ ที่คอยบงการชีวิตของนางอยู่ กฎที่บังคับให้นางต้องเดินตามเส้นเรื่องเดิมอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง นางต้องเป็นเซิ่นหลิงซีผู้หยิ่งยโส ร้ายกาจ และที่สำคัญที่สุด นางต้อง ‘คลั่งรัก’ บุรุษธงดำผู้นั้น ชินอ๋องเซียวเหวินเย่
หากนางคิดจะเปลี่ยนบทบาท ปฏิเสธการเข้าร่วมเหตุการณ์สำคัญ หรือแม้แต่แสดงออกว่าหมดรักในตัวชินอ๋อง อาการปวดหัวอย่างรุนแรงจะเข้าจู่โจมร่างกายของนางทันที ราวกับระบบของโลกใบนี้กำลังบังคับเฟืองที่หลุดร่อนให้กลับเข้าที่เข้าทางของมัน
“คุณหนู ตื่นแล้วหรือเจ้าคะ”
เสียงใสแจ๋วของชุนเถาสาวใช้คนสนิทดังขึ้นพร้อมกับเสียงผลักบานประตู หญิงรับใช้ร่างเล็กเดินถืออ่างทองเหลืองใส่น้ำอุ่นเข้ามาในห้อง ใบหน้าของนางประดับด้วยรอยยิ้มกว้างขวาง
“วันนี้เป็นวันงานเลี้ยงชมบุปผาที่จวนองค์หญิงใหญ่ คุณหนูต้องรีบลุกขึ้นมาแต่งตัวนะเจ้าคะ บ่าวได้เตรียมชุดกระโปรงสีแดงเข้มตัวใหม่ที่เพิ่งตัดเย็บเสร็จไว้ให้แล้ว รับรองว่าหากท่านสวมใส่ จะต้องงดงามโดดเด่นกว่าคุณหนูจวนใดในงาน และท่านอ๋องจะต้องมองคุณหนูเพียงผู้เดียวแน่นอนเจ้าค่ะ”
เซิ่นหลิงซีถอนหายใจเฮือกใหญ่ นางค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นนั่งบนเตียง ปล่อยให้ชุนเถาเข้ามาปรนนิบัติเช็ดหน้าเช็ดตา
มองข้าเพียงผู้เดียวน่ะสิแปลก นางค่อนขอดในใจ หากสายตาของเซียวเหวินเย่เป็นคมดาบ ร่างกายของข้าคงถูกฟันจนขาดเป็นสองท่อนไปนานแล้ว
ตามเนื้อเรื่องเดิม เซียวเหวินเย่คือชินอ๋องผู้กุมอำนาจทางการทหารทั่วยุทธภพ เขาเป็นบุรุษที่หล่อเหลาสง่างามแต่เย็นชาและโหดเหี้ยม เขาไม่เคยเห็นเซิ่นหลิงซีอยู่ในสายตา ไม่ว่านางจะพยายามทำดีด้วยหรือตามหึงหวงสตรีทุกคนที่เข้าใกล้เขามากเพียงใด สิ่งที่ได้รับกลับมามีเพียงแววตารังเกียจและคำพูดเชือดเฉือนใจ
และในงานเลี้ยงชมบุปผาวันนี้ คือฉากสำคัญที่โลกนิยายกำหนดให้นางต้องไปอาละวาดหึงหวงเขาต่อหน้าธารกำนัล เมื่อเห็นเขาพูดคุยอย่างสนิทสนมกับ ‘ไป๋อวี้เหลียน’ นางเอกตัวจริงของเรื่อง ซึ่งเหตุการณ์นี้จะทำให้ชินอ๋องยิ่งรังเกียจนาง และเป็นการปูทางให้ความสัมพันธ์ของพระนางเริ่มผลิบาน
“เอาเถอะ เจ้าอยากให้ข้าใส่อะไรก็เอามาเถิด”
เซิ่นหลิงซีเอ่ยด้วยน้ำเสียงเนือยๆ ผิดกับวิสัยปกติที่มักจะพิถีพิถันเรื่องการแต่งกาย ชุนเถาชะงักไปเล็กน้อย แต่ด้วยความที่เป็นสาวใช้ผู้มีจินตนาการล้ำเลิศ นางจึงตีความท่าทีเฉยเมยของผู้เป็นนายไปในทิศทางของตนเอง
“คุณหนูคงกำลังคิดแผนการที่จะดึงดูดความสนใจของท่านอ๋องอยู่ใช่หรือไม่เจ้าคะ” ชุนเถายิ้มกรุ้มกริ่มขณะหยิบหวีไม้หอมขึ้นมาสางผมยาวสลวยของนางเอก “บ่าวเข้าใจเจ้าค่ะ วันนี้คุณหนูจะต้องแย่งชิงพื้นที่ข้างกายท่านอ๋องมาจากสตรีแพศยาพวกนั้นให้ได้นะเจ้าคะ”
เซิ่นหลิงซีได้แต่กลอกตาในใจอย่างอ่อนอกอ่อนใจ นางขี้เกียจเกินกว่าจะอธิบายให้ชุนเถาฟังว่า นางไม่ได้อยากได้พื้นที่ข้างกายท่านอ๋องอะไรนั่นเลยสักนิด นางแค่อยากมีชีวิตรอด นางอยากนอนโง่ๆ กินขนมอร่อยๆ และไม่ต้องคอยปั้นหน้าเป็นสตรีไร้สมองที่วิ่งตามผู้ชายไปวันๆ
แต่ในเมื่อสวรรค์ไม่เป็นใจ ขีดเส้นทางให้นางต้องรับบทนางร้าย นางก็จะเป็นนักแสดงที่คว้าสองรางวัลออสการ์สาขาตีบทแตกให้โลกใบนี้ได้ประจักษ์เอง
ครึ่งชั่วยามต่อมา รถม้าประจำตระกูลอันผิงโหวก็แล่นมาจอดเทียบที่หน้าประตูจวนองค์หญิงใหญ่ เซิ่นหลิงซีในชุดกระโปรงหรูหราสีแดงเพลิงก้าวลงจากรถม้าด้วยท่วงท่าสง่างาม ใบหน้างดงามที่ถูกแต่งแต้มอย่างประณีตเชิดขึ้นเล็กน้อยตามแบบฉบับของคุณหนูผู้หยิ่งยโส
ภายในสวนอุทยานของจวนองค์หญิงใหญ่คลาคล่ำไปด้วยเหล่าคุณหนูคุณชายจากตระกูลขุนนาง เสียงพูดคุยหัวเราะต่อกระซิกดังแว่วมาเป็นระยะ บรรยากาศเต็มไปด้วยกลิ่นอายของการจับคู่ดูตัวและประชันความงาม
“ข้อนี้ข้าไม่ยอมเด็ดขาด” หญิงสาวเบิกตากว้าง ส่ายหน้าหวือ “จวนท่านออกจะกว้างขวาง เรือนว่างมีเป็นสิบหลัง เหตุใดข้าต้องมาเบียดเสียดนอนกับท่านด้วย เมื่อคืนข้าก็ช้ำไปหมดแล้ว ท่านจะทรมานข้าให้ตายคาเตียงหรืออย่างไร ข้าต้องการห้องส่วนตัว”เซียวเหวินเย่ไม่ตอบคำถาม เขาขยับตัวเข้าประชิด ดึงร่างบางที่กำลังโวยวายให้ถลาเข้ามาปะทะแผงอกกว้างของเขา วงแขนแกร่งรวบกอดนางไว้แน่นหนาราวกับคีมเหล็กสกัดกั้นทุกการหลบหนี“ปล่อยข้านะ คนเผด็จการ ท่านมันเอาเปรียบข้าทุกทาง” เซิ่นหลิงซีดิ้นขลุกขลัก ทุบกำปั้นเล็กๆ ลงบนลาดไหล่และแผงอกของเขาอย่างไม่ยอมแพ้ แต่เรี่ยวแรงอันน้อยนิดของสตรีไม่อาจทำอันตรายบุรุษผู้ผ่านสมรภูมิรบมานับไม่ถ้วนได้เลยร่างกายของนางยังคงปวดเมื่อยจากการปีนกำแพงและการถูกเคี่ยวกรำอย่างหนักหน่วงเมื่อคืน เพียงแค่ดิ้นรนไม่กี่ครั้ง อาการปวดร้าวก็แล่นปร๊าดไปตามแนวกระดูกสันหลังจนต้องสูดปากระงับความเจ็บปวด“อยู่นิ่งๆ สิหลิงซี ยิ่งเจ้าดิ้น ข้าก็ยิ่งอยากรังแกเจ้าให้ร้องไห้อีกรอบ” น้ำเสียงทุ้มต่ำกระซิบที่ข้างหู ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดลาดไหล่บาง ทำเอาขนอ่อนบนกายสาวลุกชัน “ข้าบอกแล้วว่ากฎของข้ามีไว้เพื่อให้เจ้าปฏิบัต
เสียงดนตรีปี่พาทย์บรรเลงเพลงมงคลดังกึกก้องไปตลอดสองข้างทาง ถนนสายหลักของเมืองหลวงถูกประดับประดาด้วยโคมแดงสว่างไสว ขบวนรับเจ้าสาวของจวนชินอ๋องยิ่งใหญ่ตระการตาเสียจนชาวบ้านต้องแหวกทางให้ แต่ผู้ที่นั่งอยู่ภายในเกี้ยวแปดคนหามกลับหน้ามุ่ยจนแทบจะกินคนได้เซิ่นหลิงซีถูกมัดข้อมือด้วยสายคาดเอวสีแดง ขยับเขยื้อนตัวลำบากยิ่ง นางพยายามใช้ฟันกัดและดึงปมเชือกออกแต่ก็ไร้ผล จระเข้หน้าน้ำแข็งนั่นผูกเงื่อนตายอย่างแน่นหนาราวกับกลัวว่านางจะงอกปีกบินหนีไปกลางทาง หญิงสาวได้แต่กระแทกหลังพิงพนักเกี้ยวด้วยความคับแค้นใจ สวมชุดผ้าฝ้ายสีเข้มทะมัดทะแมงเปื้อนฝุ่น นั่งหน้าบอกบุญไม่รับอยู่ในเกี้ยวเจ้าสาวที่หรูหราที่สุดในแคว้น ช่างเป็นภาพที่ย้อนแย้งจนน่าหัวร่อเมื่อขบวนเกี้ยวหยุดลงที่หน้าจวนชินอ๋อง เสียงประทัดก็ดังสนั่นหวั่นไหว เซิ่นหลิงซียังคงนั่งนิ่ง ไม่คิดจะให้ความร่วมมือใดๆ ทั้งสิ้น แต่เซียวเหวินเย่หาได้สนใจจารีตประเพณีอันใดไม่ม่านผ้าไหมสีแดงถูกเลิกขึ้น ร่างสูงใหญ่ในชุดมงคลสีแดงสดปักลายพยัคฆ์เหินด้วยดิ้นทองก้าวเข้ามาประชิด เขาไม่รอให้นางก้าวลงมาเอง ไม่รอแม่สื่อส่งผ้าแพรแดงให้จูง กลับช้อนร่างกายบางของนางขึ้นอุ้มแน
เซิ่นหลิงซีแทบจะล้มทั้งยืน นี่เขาบ้าไปแล้วจริงๆ บ้าตัณหาแถมยังเผด็จการขั้นสุด! โลกนิยายใบนี้มันปล่อยให้พระเอกมีอำนาจล้นฟ้าบิดเบือนกฎเกณฑ์ได้ตามอำเภอใจขนาดนี้เลยเชียวหรือ“ข้าไม่แต่ง! ความรักบ้าบออะไรกัน ข้าไม่เอา ข้าไม่ได้รักท่าน ปล่อยข้าไปเถอะนะ ถือว่าข้าขอร้อง” นางเปลี่ยนมาใช้ไม้อ่อน บีบน้ำตาอย่างน่าสงสาร หวังให้เขามีเมตตาแต่นั่นกลับเป็นการราดน้ำมันลงบนกองไฟดวงตาของเซียวเหวินเย่วาวโรจน์ขึ้นมาทันที เขาก้าวประชิดตัวนางจนแผ่นหลังบางถอยไปชนกับกำแพงดิน ท่อนแขนแกร่งยกขึ้นยันกำแพงกักขังนางไว้“เจ้าไม่ได้รักข้า งั้นหรือ” น้ำเสียงของเขาแหบพร่าและกดต่ำจนน่ากลัว “แล้วเมื่อคืนผู้ใดกันที่ครางเรียกชื่อข้า ผู้ใดที่กอดรัดข้าไว้แน่นไม่ยอมปล่อย เจ้าจะบอกว่านั่นคือการกระทำของคนที่ไม่ได้รักกันอย่างนั้นหรือ หลิงซี”“นั่นมันเพราะยาต่างหาก! ข้าโดนยาปลุกกำหนัด!” นางสวนกลับทันควัน หน้าแดงก่ำเมื่อนึกถึงเหตุการณ์น่าอาย“ยามันก็แค่ดึงเอาความปรารถนาเบื้องลึกในจิตใจของเจ้าออกมาเท่านั้น” เขากระซิบชิดริมฝีปากบาง “ยอมรับความจริงเถิด เจ้าหนีข้าไม่พ้นหรอก ไม่ว่าจะในชาตินี้หรือชาติไหน เจ้าก็ต้องเป็นของข้าเพียงคนเดีย
ดวงตากลมโตของเซิ่นหลิงซีเบิกกว้างจนแทบจะถลนออกมานอกเบ้า ลมหายใจที่เคยหอบเหนื่อยจากการปีนป่ายพลันสะดุดกึกราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นบีบรัดลำคอเอาไว้ ร่างบางที่คร่อมอยู่บนสันกำแพงแข็งทื่อไปทุกสัดส่วน มีเพียงสายลมยามสายที่พัดผ่านปอยผมให้ปลิวไสว บรรยากาศรอบกายเงียบสงัดลงจนได้ยินเสียงนกร้องอยู่ไกลๆเบื้องล่างนั้น เซียวเหวินเย่ยืนตระหง่านอยู่กลางตรอกแคบด้วยท่วงท่าผ่อนคลาย ชุดคลุมสีดำสนิทขลิบดิ้นทองของเขาดูขัดกับสภาพแวดล้อมซอมซ่อของกำแพงดินท้ายจวนอย่างสิ้นเชิง ชายหนุ่มโยนห่อผ้าของนางสลับไปมาในมือข้างหนึ่งด้วยท่วงท่าเกียจคร้าน ใบหน้าหล่อเหลาที่แหงนเงยขึ้นมาสบตากับนางประดับด้วยรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา“ว่าอย่างไรเล่า อากาศข้างบนนั้นสดชื่นดีหรือไม่”น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามอย่างราบเรียบ ไร้ซึ่งแววโกรธเกรี้ยว แต่เซิ่นหลิงซีกลับรู้สึกหนาวเยือกไปถึงไขสันหลัง“ท... ท่านอ๋อง” นางเค้นเสียงเรียกเขาออกมาได้อย่างยากลำบาก สมองที่เคยปราดเปรื่องบัดนี้ขาวโพลนไปหมด “ท่านมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร”“ข้าก็มารับชายาของข้าไปเข้าพิธีอย่างไรเล่า” เขาก้าวเข้ามาใกล้กำแพงอีกหนึ่งก้าว นัยน์ตาสีดำหรี่แคบลงอย่างประเมิน “แต่ดูเหม











