Share

หยางอวิ๋นเฉิง

last update Tanggal publikasi: 2026-04-01 13:14:38

กลิ่นอาหารอ่อน ๆ ลอยอบอวลวนอยู่ในห้องเล็ก ๆ เป็นกลิ่นที่เขาไม่คุ้นเคยมานาน มันคือกลิ่นของความอิ่มท้อง

เด็กสองคนขยับเข้ามาใกล้โดยไม่รู้ตัว เสวี่ยเอ๋อร์นั่งลงข้างเตียง ส่วนเสี่ยวหานนั่งกอดอกอยู่ปลายเตียง ดวงตาจับจ้องทุกการเคลื่อนไหวของผู้ใหญ่ทั้งสองไม่กะพริบ

ชายหนุ่มกลอกตาไปมองลูก ก่อนจะมองกลับมาที่เสิ่นชิงเซียนอีกครั้ง แววตานั้นฉายความลังเล ราวกับมีคำถามนับพันนับหมื่นแต่ไม่รู้จะเริ่มจากข้อใด

ในที่สุด เขาก็เปล่งเสียงแหบพร่าออกมา

"เจ้า...กลับมา"

คำถามนั้นเบาหวิวดั่งสายลม ทว่าเหมือนก้อนหินหนัก ๆ ตกลงกลางหัวใจของเสิ่นชิงเซียน

นางสูดลมหายใจเข้าอย่างช้า ๆ ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงสงบนิ่งที่สุด

"ใช่ ข้ากลับมาแล้ว"

ชายหนุ่มนิ่งไปชั่วขณะ ดวงตาคู่นั้นจ้องนางอย่างไม่วางใจ ความทรงจำในสมองของเขาดุจกำลังถูกหมอกหนาทึบบดบัง เหลือเพียงความว่างเปล่าและสัญชาตญาณที่เตือนให้ระวังตัว

แต่สิ่งหนึ่งที่เขารับรู้ได้อย่างชัดเจน สตรีตรงหน้าผู้นี้ไม่ใช่คนที่เขารู้จักและไม่ใช่สตรีธรรมดาอย่างที่ควรจะเป็น นางดูเหมือนมีความพิเศษที่เขาก็ไม่อาจเข้าใจได้

เสิ่นชิงเซียนยกชามซุปมันเทศขึ้น วางไว้ใกล้มือเขา กลิ่นอุ่นลอยขึ้นพร้อมไอจาง ๆ

"กินก่อนเถิด เรื่องอื่นค่อยว่ากันภายหลัง"

ดวงตาคู่นั้นมองชามอาหาร ก่อนจะเลื่อนกลับมามองนางอีกครั้ง ความระแวงยังไม่จางหาย ทว่าในแววตานั้นกลับมีประกายบางอย่างเพิ่มขึ้น มันเป็นประกายของความสับสนปนความหวังที่เขาเองก็ไม่เข้าใจว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร

"เจ้าสองคนกินคนละถ้วย ยกไหวหรือไม่ หากไม่อิ่มยังมีมันเผาในจานกินได้จนอิ่มเลยจ้ะ"

น้ำเสียงอ่อนโยนที่นางเองก็ไม่รู้ตัวเอ่ยขึ้น ด้วยความหิวเด็ก ๆ พยักหน้าพร้อมกันแล้วยกชามซุปมันเทศมาวางไว้ใกล้เตียงบิดาแต่ยังไม่ยอมกิน

"ทำไมไม่กินล่ะ ไม่หิวหรือ"

นางทำหน้าฉงนเอ่ยถามเสวี่ยเอ๋อร์พร้อมมองเลยไปยังเสี่ยวหานที่จ้องมองบิดาไม่วางตา

"ท่านพ่อยังไม่ได้กินข้าก็จะไม่กิน"

เสี่ยวหานเป็นเด็กเชื่อฟังบิดา เขายึดถือพ่อของเขาเป็นแบบอย่างในการใช้ชีวิตในทุก ๆ เรื่อง เมื่อไม่ได้รับคำสั่งหรือเห็นผู้เป็นพ่อไม่แตะต้องอาหารเขาก็จะรอก่อน

หยางอวิ๋นเฉิงยิ้มบางให้บุตรชาย

"เสี่ยวหาน เจ้ากินก่อนเถิด"

เสียงที่เปล่งออกมาฟังดูอ่อนแรงทว่ามั่นคงทำให้บุตรชายผงกศีรษะอย่างว่าง่ายแล้วหยิบช้อนตักอาหารเข้าปาก

เมื่อเห็นเด็ก ๆ ลงมือกินอาหารแล้ว ชายหนุ่มขยับเปลือกตาช้า ๆ คล้ายกำลังพยายามรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดที่เหลืออยู่ในร่างกาย แขนผอมบางยันขอบเตียงไม้เก่า เสียงไม้ครูดเบา ๆ ดังขึ้นในความเงียบ

เสวี่ยเอ๋อร์เงยหน้าขึ้นทันที

"ท่านพ่อ อย่าลุกเจ้าค่ะ"

แต่คำเตือนนั้นมาช้าเกินไป

หยางอวิ๋นเฉิงพยายามฝืนลุกขึ้นนั่ง ร่างกายที่อ่อนแรงกลับไม่ตอบสนองดังใจ ขาทั้งสองขาดเรี่ยวแรงราวกับไม่ใช่ของตนเอง เพียงชั่วพริบตา ร่างสูงก็เสียหลัก

ตุบ!

ร่างผอมซูบทรุดลงจากเตียง กระแทกพื้นดินแข็งอย่างแรง

"อวิ๋นเฉิง!"

เสิ่นชิงเซียนพุ่งเข้าไปทันทีโดยไม่ทันคิด นางคุกเข่าลงข้างกายเขา แขนเรียวประคองไหล่และหลังไว้แน่น ก่อนจะช่วยพยุงร่างชายหนุ่มขึ้นอย่างระมัดระวัง

ลมหายใจของเขาหนักและถี่ เหงื่อเย็นผุดขึ้นเต็มหน้าผาก ริมฝีปากซีดเซียวไร้สีเลือด ดวงตาคู่นั้นเบิกกว้างเล็กน้อย คล้ายยังไม่ทันตั้งสติจากความเจ็บปวดที่แล่นวาบขึ้นมาจากขา

เสิ่นชิงเซียนกัดฟันแน่น นางลากหมอนผืนเก่ามารองหลังเขา จัดท่าให้นั่งพิงผนังอย่างมั่นคง ก่อนจะกดไหล่เขาเบา ๆ

"หากไม่ไหวก็อย่าฝืน เดี๋ยวอาการจะแย่ลงอีก"

น้ำเสียงของนางต่ำและหนักแน่น

"ตอนนี้ร่างกายท่านไม่พร้อม"

หยางอวิ๋นเฉิงหอบหายใจ ดวงตาคมคู่นั้นจ้องนางอย่างระแวดระวังปนงุนงง ไม่เข้าใจว่าเหตุใดสตรีตรงหน้าจึงกล้าแตะต้องเขาเช่นนี้

แต่เขากลับไม่มีแรงจะปฏิเสธนาง

เสิ่นชิงเซียนกำลังจะผละมือออก ทว่าในชั่วขณะหนึ่ง สัญชาตญาณที่ฝังแน่นกลับทำให้นางลืมตัว นางวางสองนิ้วลงบนชีพจรโดยไม่รู้ตัว

จังหวะเต้นไม่สม่ำเสมอ ทั้งอ่อนแรงและแฝงความผิดปกติที่ไม่ควรเกิดกับคนธรรมดา

เสิ่นชิงเซียนชะงัก

คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันทันที สีหน้าที่เคยสงบนิ่งเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดในพริบตา นางหลับตาลงเล็กน้อย ตั้งสมาธิฟังชีพจรอีกครั้งอย่างละเอียด

เสี่ยวหานที่ไม่เป็นอันกินข้าวลุกขึ้นยืนอยู่ไม่ไกลมองภาพนั้นอย่างไม่วางตาและไม่อาจวางใจ

"ท่านพ่อเป็นอย่างไร"

เสิ่นชิงเซียนไม่ได้ตอบในทันที นางถอนมือออกช้า ๆ นิ้วเรียวยังอุ่นจากชีพจรที่อ่อนแรงนั้น ดวงตาของนางมองไปยังใบหน้าซูบซีดของหยางอวิ๋นเฉิงอย่างลึกซึ้ง ราวกับกำลังประเมินบางสิ่งที่ซับซ้อนกว่าความเจ็บป่วยธรรมดา

นี่ไม่ใช่แค่ร่างกายอ่อนแอจากความอดอยาก หรือแค่บาดเจ็บที่ขา แต่ในร่างกายของชายผู้นี้มีบางอย่างซ่อนอยู่ มันเป็นพิษเรื้อรังที่ซ่อนลึกและฝังมานานกำลังค่อย ๆ กัดกินชีวิตเขาอย่างเงียบเชียบ

เสิ่นชิงเซียนกำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว หัวใจเต้นแรงขึ้นเล็กน้อย

"เรื่องนี้…ไม่ธรรมดาเลยจริง ๆ

นางพึมพำเสียงเบากับตนเอง

หยางอวิ๋นเฉิงมองนางนิ่ง แววตานั้นยิ่งลึกขึ้นกว่าเดิม ในใจของเขาความสงสัยหนึ่งผุดขึ้นชัดเจน สตรีผู้นี้ไม่ใช่หญิงชาวบ้านธรรมดาอย่างที่ควรจะเป็นหรอกหรือ เหตุใดน่าแปลกนัก

เสิ่นชิงเซียนคลายกำหมัดลงอย่างรวดเร็ว สีหน้าเคร่งขรึมเมื่อครู่ถูกเก็บซ่อนไว้อย่างแนบเนียน นางยกมือขึ้นจัดเสื้อผ้าของตนเองให้เรียบร้อย ราวกับสิ่งที่เพิ่งรับรู้เมื่อครู่นั้นไม่เคยเกิดขึ้น

"อย่าขยับมากกว่านี้อีก"

นางกล่าวเสียงเรียบ ก่อนจะหันหลังไปหยิบถ้วยซุปมันเทศจากถาด

ไอร้อนจาง ๆ ลอยขึ้นพร้อมกลิ่นหวานอ่อน ๆ ของมันเทศต้ม นางใช้ช้อนตักน้ำซุปใสขึ้นมา เป่าลมเบา ๆ ให้คลายร้อน ก่อนจะยกถ้วยเข้ามาใกล้

หยางอวิ๋นเฉิงชะงัก ดวงตาคมคู่นั้นเบิกขึ้นเล็กน้อย เมื่อเห็นท่าทีของนาง นี่นางจะใกล้ชิดเขามากเกินไปแล้ว

"ข้า…ทำเองได้"

น้ำเสียงแหบพร่าดังขึ้นแผ่วเบา ทว่าแขนของเขากลับสั่นไหวเพียงยกขึ้นเล็กน้อยก็อ่อนแรงจนตกลงข้างกายอีกครั้ง

เสิ่นชิงเซียนไม่ได้หัวเราะและไม่ตำหนิแต่ไม่แสดงท่าทีสงสาร นางเพียงเอ่ยสั้น ๆ

"ตอนนี้ไม่ได้"

นางยกช้อนขึ้นตรงหน้าเขาอย่างมั่นคง หยางอวิ๋นเฉิงนิ่งไป ดวงตาจับจ้องใบหน้าของนาง ราวกับกำลังชั่งใจว่าจะปฏิเสธหรือยอมรับดี ทว่ากลิ่นอาหารอุ่น ๆ กลับปลุกความหิวโหยที่เขาพยายามอดทนมานานให้ตอบรับโดยปริยาย

ในที่สุด เขาก็อ้าปากรับคำเล็ก ๆ อย่างลังเล

น้ำซุปร้อนอุ่นไหลผ่านลำคอที่แห้งผาก ความรู้สึกอุ่นวาบแผ่ซ่านลงไปถึงท้องที่ว่างเปล่า เสวี่ยเอ๋อร์จ้องมองภาพนั้นตาเป็นประกาย

"ท่านพ่อกินแล้ว"

เสี่ยวหานเม้มริมฝีปากแน่น แต่ในดวงตากลับมีประกายแปลกไปจากเดิมเล็กน้อย

เสิ่นชิงเซียนป้อนซุปให้เขาช้า ๆ ทีละคำอย่างไม่เร่งเร้า เพราะเกรงว่าร่างกายที่บอบบางนั้นจะรับไม่ไหว

"กินแค่นี้ก่อน"

นางกล่าวเสียงเรียบ

"ท้องว่างมานาน กินมากไปจะไม่ดี"

หยางอวิ๋นเฉิงกลืนซุปลงไปอีกคำ ดวงตาคู่นั้นค่อย ๆ ปิดลงเล็กน้อย ลมหายใจที่เคยกระชั้นเริ่มสม่ำเสมอขึ้น เขาลืมตาขึ้นอีกครั้ง มองนางอย่างซับซ้อนกว่าเดิม ความระแวงยังไม่หายไปความสงสัยก็ยังไม่จางลง แต่ในหัวใจกลับมีความรู้สึกหนึ่งที่เขาไม่เคยสัมผัสมานานมันคือความความอุ่นใจที่อธิบายไม่ถูก

เสิ่นชิงเซียนวางถ้วยลงอย่างแผ่วเบา ก่อนจะลุกขึ้นยืน

"กินอิ่มแล้วก็พักเถิด"

นางเอ่ยเพียงเท่านั้น

"เรื่องอื่น พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน"

คำพูดนั้นเหมือนการตัดบทอย่างเด็ดขาดไม่เปิดโอกาสให้ซักถาม ไม่เปิดช่องให้ความลับรั่วไหล แต่สำหรับหยางอวิ๋นเฉิงเขารู้เพียงอย่างเดียวว่าสตรีผู้นี้ไม่ใช่คนแปลกหน้าธรรมดาและนางก็ไม่ใช่ศัตรูของครอบครัวเขา

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi
Komen (1)
goodnovel comment avatar
Piyapatta Samungkun
อาการของอวิ๋นเฉิงไม่น่ารอดนะแค่ขยับลุกนั่งยังตกเตียงรอดและกลับมาเดนได้คือปาฏิหารย์ของแทร่
LIHAT SEMUA KOMENTAR

Bab terbaru

  • ลิขิตชะตาครอบครัวตัวร้าย   ชะตาที่สิ้นสุดลง

    นับตั้งแต่นั้นฮ่องเต้ให้เผยแพร่ข่าวออกไปทั่วแคว้นว่าหยางอวิ๋นเฉิงคือพระราชนัดดาของพระองค์ ขุนนางที่เคยไม่พอใจต่างเปลี่ยนท่าที บางคนเคารพ บางคนเป็นมิตรมากขึ้น แต่หลายคนก็ยังขุ่นเคืองแต่ก็ทำให้การทำงานร่วมกันลื่นไหลขึ้น บัณฑิตที่เคยดูแคลนไม่กล้าสู้หน้าเขาและมีหลายคนเข้ามาแสดงความยินดี"ท่านเป็นถึงสายเลือดราชวงศ์ เช่นนั้นข้าคงต้องคารวะเช้าเย็น"เสิ่นชิงเซียนบอกกับเขาในยามค่ำที่เรือนพัก นางและเขายืนอยู่หน้าเรือนด้วยกันหลังจากส่งลูกเข้านอนหยางอวิ๋นเฉิงยิ้มบางเอ่ยกับนาง"ข้าก็คือสามีเจ้าคนเดิม จะฐานะใดก็ยังต้องเชื่อฟังเจ้า"เขาไม่พูดเปล่าขยับเข้ามาชิดแล้วโอบกระชับนางไว้ในอ้อมแขนเสิ่นชิ้งเซียนสะดุ้งไม่กล้าสบตาเขาตรง ๆ นี่นาง...ขาดความมั่นใจตั้งแต่เมื่อใด"อายลูก""ลูกหลับแล้ว"เขาโน้มหน้าคมกระซิบแหบพร่า เสิ่นชิงเซียนจะอ้าปากพูดทว่าปากหยักกลับประทับจูบลงบนริมฝีปากนางอย่างอ่อนโยนนางดิ้นขลุกขลักในอ้อมกอดแข็งแรง ไม่นานก็สอดมือบางกอดตอบ รับจูบอ่อนหวานอย่างเต็มใจข่าวการตั้งพระครรภ์ของกุ้ยเฟยแพร่ไปทั่ววังหลวงราวสายลมฤดูใบไม้ผลิ ตำหนักฝ่ายในที่เคยเงียบเชียบกลับมีชีวิตชีวาขึ้นอย่างเห็นได้ชัดฮอง

  • ลิขิตชะตาครอบครัวตัวร้าย   เข้าวังยามวิกาล

    ค่ำคืนนั้น วังหลวงเงียบผิดปกติลมหนาวต้นฤดูพัดผ่านระเบียงหิน เสียงกระดิ่งทองหน้าตำหนักดังแผ่วเบาเหมือนเตือนว่ามีบางสิ่งกำลังจะถูกเปิดเผยภายในห้องทรงงาน ฮ่องเต้ประทับอยู่เพียงลำพัง ตะเกียงน้ำมันสามดวงส่องแสงอ่อนลงบนโต๊ะยาว แผนที่หัวเมืองม้วนเก็บเรียบร้อย ไม่มีฎีกาวางเกะกะเหมือนทุกวันประตูเปิดออกอย่างเงียบ ๆ องครักษ์ชุดดำคุกเข่าลงข้างหนึ่ง ศีรษะก้มต่ำ"รายงานเสร็จแล้วพะย่ะค่ะ"ฮ่องเต้ไม่ตรัสให้ลุก เพียงพยักพระพักตร์เล็กน้อย"ว่ามา"เสียงองครักษ์มั่นคง ไม่มีความลังเล"หมู่บ้านชิงหลิน อยู่ชายแดนแคว้นฉีตะวันออก ครอบครัวตระกูลหยางซึ่งเป็นตระกูลใหญ่มีชื่อเสียง บุตรชายคนเล็กพาสตรีนางหนึ่งเข้าบ้านบอกว่าเป็นภรรยา ขณะนั้นนางตั้งครรภ์แล้ว ถูกขับออกจากตระกูลไปอยู่ท้ายหมู่บ้านถือว่าทำผิดธรรมเนียม มีอาชีพทำไร่ ยากจน นางคลอดบุตรชายได้ราวสิบปีทั้งคู่ก็ติดโรคระบาดทยอยเสียชีวิตทีละคน เหลือเพียงบุตรชายที่ร่างกายอ่อนแอต่อสู้เพียงลำพัง หลายปีต่อมาจู่ ๆ ก็ได้แต่งงานมีบุตรฝาแฝดแล้วภรรยาก็ตายไป เขาจึงหยุดเรียนแล้วเลี้ยงลูกลำพัง และผู้อาวุโสให้แต่งงานใหม่ อาการป่วยก็หายไป ว่ากันว่าภรรยาเขารักษาจนหายขาดและดู

  • ลิขิตชะตาครอบครัวตัวร้าย   ราชเลขาใหม่

    ตำแหน่งราชเลขาแม้จะยังเป็นเพียงชั่วคราวแต่ในวังหลวงไม่มีคำว่าชั่วคราวใดที่ไร้น้ำหนักวันแรกที่หยางอวิ๋นเฉิงเข้ารับหน้าที่ ท้องฟ้ายังไม่ทันสว่างดี เสียงขันทีเดินเร่งฝีเท้าผ่านระเบียงหินดังเป็นจังหวะ นำหน้าพาไปยังตำหนักฝ่ายอักษร ห้องกว้างสงบ เต็มไปด้วยกลิ่นหมึกและกระดาษเก่าใหม่ปะปนขุนนางหลายคนอยู่ที่นั่นแล้ว บางคนมองเขาด้วยความประเมิน บางคนมองด้วยความไม่พอใจ บางคนไม่ปิดบังสายตาดูแคลน"อาจารย์จากชนบท"เสียงกระซิบเบาบางแต่จงใจให้ได้ยิน เขาไม่ตอบโต้หรือหันไปมอง เพียงคำนับตามพิธีแล้วนั่งลงในตำแหน่งที่จัดไว้งานแรกคือเรียบเรียงฎีกาที่คั่งค้างจากหัวเมือง เขาอ่านอย่างละเอียดไม่แก้ทันทีเพียงจดสั้น ๆ ข้างกระดาษเมื่อถึงคราวเสนอความเห็นต่อฮ่องเต้ขุนนางอาวุโสผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นก่อน"เรื่องภาษีปีนี้ ควรยึดแนวเดิม ไม่ควรเปลี่ยน"หยางอวิ๋นเฉิงจึงกล่าวอย่างสุภาพ"แนวเดิมเหมาะกับปีปกติพ่ะย่ะค่ะ แต่ปีนี้น้ำหลาก ชาวบ้านเสียผลผลิต หากยึดอัตราเดิมหัวเมืองจะนิ่ง แต่ราษฎรจะล่ม"ห้องเงียบลงชั่วขณะฮ่องเต้ทอดพระเนตรเขาก่อนตรัสถามความคิดเห็น "แล้วเจ้าคิดเช่นไร""ลดภาษีเพียงบางส่วน และให้เลื่อนกำหนด ไม่ใช่ยกเลิก"

  • ลิขิตชะตาครอบครัวตัวร้าย   สนามสอบ

    เช้ามืดในอีกสามวันถัดมา ทั่วเมืองหลวงคล้ายเพิ่งเริ่มตื่นขึ้น หมอกบางลอยปกคลุมถนนหิน เสียงล้อเกวียนและฝีเท้าบัณฑิตดังแผ่ว ๆ ราวกับทุกคนต่างไม่กล้าส่งเสียงรบกวนสมาธิของตนเองที่หน้าสนามสอบ ประตูใหญ่เปิดอ้า ทหารยืนเรียงราย ตรวจตราผู้เข้าสอบอย่างเข้มงวดไม่มีข้อยกเว้นไม่ว่าผู้นั้นจะมาจากตระกูลใดหยางอวิ๋นเฉิงยืนอยู่ในแถวบัณฑิต สีหน้าเรียบนิ่ง ชุดบัณฑิตสีเข้มสะอาดเรียบร้อย ไม่มีเครื่องประดับเกินจำเป็น นอกจากป้ายโลหะที่ผูกไว้ในแขนเสื้อด้านใน มองไม่เห็นจากภายนอก เขาสัมผัสมันเบา ๆ เพื่อเตือนตนเองว่าเขามาที่นี่เพื่ออะไรเสียงเรียกชื่อดังขึ้นทีละคน บัณฑิตบางคนหน้าซีดลง บางคนกำหมัดแน่น บางคนพยายามวางท่าสงบ แต่ดวงตากลับสั่นไหวเมื่อถึงชื่อของเขา เจ้าหน้าที่เงยหน้าขึ้นมองนานกว่าคนอื่นเล็กน้อย ก่อนจดชื่อและปล่อยให้เข้าไปเพียงก้าวข้ามประตูสนามสอบก็เหมือนเส้นทางชีวิตจะไม่เหมือนเดิมภายในสนามสอบ แถวห้องสอบเรียงรายราวกับช่องคุกเล็ก ๆ แต่ละห้องมีเพียงโต๊ะ เก้าอี้ และกระดาษสอบ ไม่มีใครพูด ไม่มีใครสบตากัน ทุกคนต่างสนใจแค่ตัวเองเสียงระฆังดังขึ้นเป็นสัญญาณว่าการสอบเริ่มต้นแล้วโจทย์แจกลงมา ตัวอักษรเรียบง่า

  • ลิขิตชะตาครอบครัวตัวร้าย   ฮองเฮาเริ่มหายดี

    ผ่านไปเพียงไม่กี่วัน ตำหนักในที่เคยอึมครึมกลับมีบรรยากาศแปลกไปแม้ไม่มีใครกล้าพูดออกมาตรง ๆ แต่ทุกคนต่างรับรู้ได้ว่าฮองเฮามีสีพระพักตร์ดีขึ้นและที่น่าแปลกยิ่งกว่าคือกุ้ยเฟยอารมณ์เบาลงยามบ่ายวันหนึ่ง หมอหลวงสองสามคนเข้ามาตรวจอาการตามปกติ เมื่อเห็นฮองเฮานั่งพิงหมอน เปิดม่านรับแสงอ่อน สีหน้าไม่ซีดเซียวเหมือนก่อนสายตาของหมอหลวงบางคนฉายแววไม่สบายใจ"พระวรกายฮองเฮาดีขึ้นก็จริง"หมอหลวงอาวุโสเอ่ยอย่างระมัดระวัง"แต่การให้รับแดด เปิดให้ลมเข้าและออกแรงเช่นนี้ เกรงว่าจะขัดตำรายาโบราณ"น้ำเสียงนั้นแม้สุภาพ แต่แฝงความไม่เห็นด้วยชัดเจน สายตาหลายคู่เหลือบมองไปยังเสิ่นชิงเซียนราวกับรอให้ถูกตำหนิก่อนที่ใครจะได้เอ่ยต่อกุ้ยเฟยที่นั่งอยู่ข้างฮองเฮากลับวางถ้วยชาลงเบา ๆ"ตำรายาโบราณงั้นหรือ"นางเลิกคิ้วเล็กน้อย"ถ้าตำรานั้นรักษาหาย ทำไมพี่สาวข้าป่วยมาหลายปี"บรรยากาศในห้องเงียบลงทันที หมอหลวงอึ้งไปครู่หนึ่ง"กุ้ยเฟย หมายความว่า...""ข้าหมายความว่า"กุ้ยเฟยพูดต่ออย่างไม่รีบร้อน"ตอนนี้พี่สาวข้าหายใจโล่งขึ้น นอนหลับได้ กินได้ พวกเจ้าไม่ควรเอาแต่ตำหนิคนที่ทำให้อาการดีขึ้น"คำพูดนั้นไม่ได้ดุดันแต่ชัดเจนพอจะ

  • ลิขิตชะตาครอบครัวตัวร้าย   กุ้ยเฟยขอให้ช่วยบ้าง

    เช้าวันต่อ ๆ มาในตำหนักกลางหลังจบงานเลี้ยง ฮองเฮานั่งพิงหมอนสูง สีพระพักตร์มิได้ซีดเผือดดังเดิม ผิวพรรณแม้ยังขาวบาง แต่กลับมีเลือดฝาดจาง ๆ ดวงเนตรที่เคยหม่นมัว บัดนี้ใสขึ้นราวกับหมอกที่ค่อย ๆ จางหายหลังฝนแรกนางกำนัลใกล้ชิดต่างมองหน้ากันด้วยความตื่นเต้นปนไม่อยากเชื่อ"พระอาการวันนี้ ทรงเสวยโจ๊กได้หมดถ้วย"เสียงหนึ่งกระซิบเบา ๆ คล้ายกลัวความจริงจะสลายไปหากพูดดังเกิน"เมื่อคืนก็ทรงบรรทมต่อเนื่องถึงสามชั่วยาม มิได้สะดุ้งตื่น"อีกเสียงเสริมขึ้นสิ่งเหล่านี้ หากเป็นเพียงวันสองวันอาจเรียกว่าเรื่องบังเอิญ แต่เมื่อดำเนินต่อเนื่องกันหลายวัน ความบังเอิญก็แปรเปลี่ยนเป็นความจริงที่ไม่มีใครกล้าปฏิเสธฮองเฮาเองก็ทรงรับรู้ พระองค์ทอดพระเนตรไปยังสวนด้านนอก เห็นแสงแดดส่องผ่านใบไม้สีเขียวอ่อน ในพระทัยที่เคยอึดอัดคล้ายถูกกดทับ กลับรู้สึกโล่งโปร่งอย่างที่ไม่เคยเป็นมานาน"วันนี้"พระสุรเสียงแผ่ว แต่มั่นคง"อากาศดีนัก"คำพูดสั้น ๆ นี้ ทำให้นางกำนัลหลายคนถึงกับน้ำตาซึม เพราะหลายปีมานี้ฮองเฮามักตรัสเพียงว่า หนาว หรือ อึดอัด ไม่เคยเอ่ยถึงความสบายเช่นนี้เลยเสิ่นชิงเซียนได้รับคำสั่งให้เข้ามาดูแลอาการฮองเฮาอีกค

  • ลิขิตชะตาครอบครัวตัวร้าย   ได้พบคนคนหนึ่ง

    บ่ายวันหนึ่งผู้ใหญ่บ้านมาคนเดียวไม่มีลูกบ้านติดตาม เขาถือตะกร้าผลไม้เล็ก ๆ กับสีหน้าจริงจังเดินเข้ามา หยางอวิ๋นเฉิงเชิญเขานั่งใต้ต้นไม้หน้าเรือน เสิ่นชิงเซียนชงน้ำชาให้แล้วถอยออกไปเงียบ ๆผู้ใหญ่บ้านถอนหายใจยาวแล้วกล่าวว่า"เรื่องก่อนหน้า…""ข้าขอโทษ ข้าเชื่อคนอื่นง่ายเกินไป"หยางอวิ๋นเฉิงพยักหน้าไ

  • ลิขิตชะตาครอบครัวตัวร้าย   มาดูให้เห็นกับตา

    เช้าวันต่อมา เสียงซุบซิบเริ่มดังขึ้นตั้งแต่ท้ายหมู่บ้าน"เห็นหรือยังว่าบัณฑิตหยางยืนได้แล้วจริง ๆ""ข้าเห็นกับตา เมื่อวานยังพิงไม้เท้า วันนี้ยืนอยู่หน้าบ้านเฉยเลย""ไม่ใช่ว่า จะใกล้ตายแล้วหรือ"คำพูดเหล่านั้นลอยมาเป็นระยะ เสิ่นชิงเซียนได้ยินแต่ไม่สนใจ นางกำลังตากสมุนไพรอยู่หลังบ้าน ส่วนหยางอวิ๋นเฉิ

  • ลิขิตชะตาครอบครัวตัวร้าย   อาหารเช้าแสนอบอุ่น

    เสียงฮือฮาดังขึ้นบางคนเริ่มเห็นด้วยกับเสิ่นชิงเซียน บางคนเงียบปากและขยับตัวเข้าหากลุ่มตนเอง "แต่สามีเจ้าเป็นหลานตระกูลหยางที่เลี้ยงดูมา เจ้าควรสำนึกบุญคุณบ้างสิ" อวี่เหยาวางถังน้ำแล้วยกมือชี้หน้าเสิ่นชิงเซียน "หากสำนึกคงเป็นท่านปู่และท่านพ่อท่านแม่ของสามีข้า อ่อ พี่ใหญ่กับพี่สะใภ้ใหญ่อีกคนเท่านั

  • ลิขิตชะตาครอบครัวตัวร้าย   ไปหาท่านแม่

    เสิ่นชิงเซียนวางถ้วยยาเปล่าลง ก่อนจะลุกขึ้นจัดผ้าห่มให้หยางอวิ๋นเฉิงไว้เรียบร้อย นางมองออกไปนอกเรือน เห็นแปลงดินหลังบ้านยังคงรกด้วยหญ้าและดินแข็ง"วันนี้ข้าจะไปขุดดินที่สวน จากนั้นก็พรวนดินต่ออาจจะไม่ค่อยได้อยู่บ้าน"นางเอ่ยเสียงเรียบ "ถ้าปลูกผักได้เร็ว บ้านเราจะไม่ขาดอาหาร จากนั้นจึงจะมาทำความะอา

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status