LOGINกลิ่นอาหารอ่อน ๆ ลอยอบอวลวนอยู่ในห้องเล็ก ๆ เป็นกลิ่นที่เขาไม่คุ้นเคยมานาน มันคือกลิ่นของความอิ่มท้อง
เด็กสองคนขยับเข้ามาใกล้โดยไม่รู้ตัว เสวี่ยเอ๋อร์นั่งลงข้างเตียง ส่วนเสี่ยวหานนั่งกอดอกอยู่ปลายเตียง ดวงตาจับจ้องทุกการเคลื่อนไหวของผู้ใหญ่ทั้งสองไม่กะพริบ ชายหนุ่มกลอกตาไปมองลูก ก่อนจะมองกลับมาที่เสิ่นชิงเซียนอีกครั้ง แววตานั้นฉายความลังเล ราวกับมีคำถามนับพันนับหมื่นแต่ไม่รู้จะเริ่มจากข้อใด ในที่สุด เขาก็เปล่งเสียงแหบพร่าออกมา "เจ้า...กลับมา" คำถามนั้นเบาหวิวดั่งสายลม ทว่าเหมือนก้อนหินหนัก ๆ ตกลงกลางหัวใจของเสิ่นชิงเซียน นางสูดลมหายใจเข้าอย่างช้า ๆ ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงสงบนิ่งที่สุด "ใช่ ข้ากลับมาแล้ว" ชายหนุ่มนิ่งไปชั่วขณะ ดวงตาคู่นั้นจ้องนางอย่างไม่วางใจ ความทรงจำในสมองของเขาดุจกำลังถูกหมอกหนาทึบบดบัง เหลือเพียงความว่างเปล่าและสัญชาตญาณที่เตือนให้ระวังตัว แต่สิ่งหนึ่งที่เขารับรู้ได้อย่างชัดเจน สตรีตรงหน้าผู้นี้ไม่ใช่คนที่เขารู้จักและไม่ใช่สตรีธรรมดาอย่างที่ควรจะเป็น นางดูเหมือนมีความพิเศษที่เขาก็ไม่อาจเข้าใจได้ เสิ่นชิงเซียนยกชามซุปมันเทศขึ้น วางไว้ใกล้มือเขา กลิ่นอุ่นลอยขึ้นพร้อมไอจาง ๆ "กินก่อนเถิด เรื่องอื่นค่อยว่ากันภายหลัง" ดวงตาคู่นั้นมองชามอาหาร ก่อนจะเลื่อนกลับมามองนางอีกครั้ง ความระแวงยังไม่จางหาย ทว่าในแววตานั้นกลับมีประกายบางอย่างเพิ่มขึ้น มันเป็นประกายของความสับสนปนความหวังที่เขาเองก็ไม่เข้าใจว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร "เจ้าสองคนกินคนละถ้วย ยกไหวหรือไม่ หากไม่อิ่มยังมีมันเผาในจานกินได้จนอิ่มเลยจ้ะ" น้ำเสียงอ่อนโยนที่นางเองก็ไม่รู้ตัวเอ่ยขึ้น ด้วยความหิวเด็ก ๆ พยักหน้าพร้อมกันแล้วยกชามซุปมันเทศมาวางไว้ใกล้เตียงบิดาแต่ยังไม่ยอมกิน "ทำไมไม่กินล่ะ ไม่หิวหรือ" นางทำหน้าฉงนเอ่ยถามเสวี่ยเอ๋อร์พร้อมมองเลยไปยังเสี่ยวหานที่จ้องมองบิดาไม่วางตา "ท่านพ่อยังไม่ได้กินข้าก็จะไม่กิน" เสี่ยวหานเป็นเด็กเชื่อฟังบิดา เขายึดถือพ่อของเขาเป็นแบบอย่างในการใช้ชีวิตในทุก ๆ เรื่อง เมื่อไม่ได้รับคำสั่งหรือเห็นผู้เป็นพ่อไม่แตะต้องอาหารเขาก็จะรอก่อน หยางอวิ๋นเฉิงยิ้มบางให้บุตรชาย "เสี่ยวหาน เจ้ากินก่อนเถิด" เสียงที่เปล่งออกมาฟังดูอ่อนแรงทว่ามั่นคงทำให้บุตรชายผงกศีรษะอย่างว่าง่ายแล้วหยิบช้อนตักอาหารเข้าปาก เมื่อเห็นเด็ก ๆ ลงมือกินอาหารแล้ว ชายหนุ่มขยับเปลือกตาช้า ๆ คล้ายกำลังพยายามรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดที่เหลืออยู่ในร่างกาย แขนผอมบางยันขอบเตียงไม้เก่า เสียงไม้ครูดเบา ๆ ดังขึ้นในความเงียบ เสวี่ยเอ๋อร์เงยหน้าขึ้นทันที "ท่านพ่อ อย่าลุกเจ้าค่ะ" แต่คำเตือนนั้นมาช้าเกินไป หยางอวิ๋นเฉิงพยายามฝืนลุกขึ้นนั่ง ร่างกายที่อ่อนแรงกลับไม่ตอบสนองดังใจ ขาทั้งสองขาดเรี่ยวแรงราวกับไม่ใช่ของตนเอง เพียงชั่วพริบตา ร่างสูงก็เสียหลัก ตุบ! ร่างผอมซูบทรุดลงจากเตียง กระแทกพื้นดินแข็งอย่างแรง "อวิ๋นเฉิง!" เสิ่นชิงเซียนพุ่งเข้าไปทันทีโดยไม่ทันคิด นางคุกเข่าลงข้างกายเขา แขนเรียวประคองไหล่และหลังไว้แน่น ก่อนจะช่วยพยุงร่างชายหนุ่มขึ้นอย่างระมัดระวัง ลมหายใจของเขาหนักและถี่ เหงื่อเย็นผุดขึ้นเต็มหน้าผาก ริมฝีปากซีดเซียวไร้สีเลือด ดวงตาคู่นั้นเบิกกว้างเล็กน้อย คล้ายยังไม่ทันตั้งสติจากความเจ็บปวดที่แล่นวาบขึ้นมาจากขา เสิ่นชิงเซียนกัดฟันแน่น นางลากหมอนผืนเก่ามารองหลังเขา จัดท่าให้นั่งพิงผนังอย่างมั่นคง ก่อนจะกดไหล่เขาเบา ๆ "หากไม่ไหวก็อย่าฝืน เดี๋ยวอาการจะแย่ลงอีก" น้ำเสียงของนางต่ำและหนักแน่น "ตอนนี้ร่างกายท่านไม่พร้อม" หยางอวิ๋นเฉิงหอบหายใจ ดวงตาคมคู่นั้นจ้องนางอย่างระแวดระวังปนงุนงง ไม่เข้าใจว่าเหตุใดสตรีตรงหน้าจึงกล้าแตะต้องเขาเช่นนี้ แต่เขากลับไม่มีแรงจะปฏิเสธนาง เสิ่นชิงเซียนกำลังจะผละมือออก ทว่าในชั่วขณะหนึ่ง สัญชาตญาณที่ฝังแน่นกลับทำให้นางลืมตัว นางวางสองนิ้วลงบนชีพจรโดยไม่รู้ตัว จังหวะเต้นไม่สม่ำเสมอ ทั้งอ่อนแรงและแฝงความผิดปกติที่ไม่ควรเกิดกับคนธรรมดา เสิ่นชิงเซียนชะงัก คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันทันที สีหน้าที่เคยสงบนิ่งเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดในพริบตา นางหลับตาลงเล็กน้อย ตั้งสมาธิฟังชีพจรอีกครั้งอย่างละเอียด เสี่ยวหานที่ไม่เป็นอันกินข้าวลุกขึ้นยืนอยู่ไม่ไกลมองภาพนั้นอย่างไม่วางตาและไม่อาจวางใจ "ท่านพ่อเป็นอย่างไร" เสิ่นชิงเซียนไม่ได้ตอบในทันที นางถอนมือออกช้า ๆ นิ้วเรียวยังอุ่นจากชีพจรที่อ่อนแรงนั้น ดวงตาของนางมองไปยังใบหน้าซูบซีดของหยางอวิ๋นเฉิงอย่างลึกซึ้ง ราวกับกำลังประเมินบางสิ่งที่ซับซ้อนกว่าความเจ็บป่วยธรรมดา นี่ไม่ใช่แค่ร่างกายอ่อนแอจากความอดอยาก หรือแค่บาดเจ็บที่ขา แต่ในร่างกายของชายผู้นี้มีบางอย่างซ่อนอยู่ มันเป็นพิษเรื้อรังที่ซ่อนลึกและฝังมานานกำลังค่อย ๆ กัดกินชีวิตเขาอย่างเงียบเชียบ เสิ่นชิงเซียนกำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว หัวใจเต้นแรงขึ้นเล็กน้อย "เรื่องนี้…ไม่ธรรมดาเลยจริง ๆ นางพึมพำเสียงเบากับตนเอง หยางอวิ๋นเฉิงมองนางนิ่ง แววตานั้นยิ่งลึกขึ้นกว่าเดิม ในใจของเขาความสงสัยหนึ่งผุดขึ้นชัดเจน สตรีผู้นี้ไม่ใช่หญิงชาวบ้านธรรมดาอย่างที่ควรจะเป็นหรอกหรือ เหตุใดน่าแปลกนัก เสิ่นชิงเซียนคลายกำหมัดลงอย่างรวดเร็ว สีหน้าเคร่งขรึมเมื่อครู่ถูกเก็บซ่อนไว้อย่างแนบเนียน นางยกมือขึ้นจัดเสื้อผ้าของตนเองให้เรียบร้อย ราวกับสิ่งที่เพิ่งรับรู้เมื่อครู่นั้นไม่เคยเกิดขึ้น "อย่าขยับมากกว่านี้อีก" นางกล่าวเสียงเรียบ ก่อนจะหันหลังไปหยิบถ้วยซุปมันเทศจากถาด ไอร้อนจาง ๆ ลอยขึ้นพร้อมกลิ่นหวานอ่อน ๆ ของมันเทศต้ม นางใช้ช้อนตักน้ำซุปใสขึ้นมา เป่าลมเบา ๆ ให้คลายร้อน ก่อนจะยกถ้วยเข้ามาใกล้ หยางอวิ๋นเฉิงชะงัก ดวงตาคมคู่นั้นเบิกขึ้นเล็กน้อย เมื่อเห็นท่าทีของนาง นี่นางจะใกล้ชิดเขามากเกินไปแล้ว "ข้า…ทำเองได้" น้ำเสียงแหบพร่าดังขึ้นแผ่วเบา ทว่าแขนของเขากลับสั่นไหวเพียงยกขึ้นเล็กน้อยก็อ่อนแรงจนตกลงข้างกายอีกครั้ง เสิ่นชิงเซียนไม่ได้หัวเราะและไม่ตำหนิแต่ไม่แสดงท่าทีสงสาร นางเพียงเอ่ยสั้น ๆ "ตอนนี้ไม่ได้" นางยกช้อนขึ้นตรงหน้าเขาอย่างมั่นคง หยางอวิ๋นเฉิงนิ่งไป ดวงตาจับจ้องใบหน้าของนาง ราวกับกำลังชั่งใจว่าจะปฏิเสธหรือยอมรับดี ทว่ากลิ่นอาหารอุ่น ๆ กลับปลุกความหิวโหยที่เขาพยายามอดทนมานานให้ตอบรับโดยปริยาย ในที่สุด เขาก็อ้าปากรับคำเล็ก ๆ อย่างลังเล น้ำซุปร้อนอุ่นไหลผ่านลำคอที่แห้งผาก ความรู้สึกอุ่นวาบแผ่ซ่านลงไปถึงท้องที่ว่างเปล่า เสวี่ยเอ๋อร์จ้องมองภาพนั้นตาเป็นประกาย "ท่านพ่อกินแล้ว" เสี่ยวหานเม้มริมฝีปากแน่น แต่ในดวงตากลับมีประกายแปลกไปจากเดิมเล็กน้อย เสิ่นชิงเซียนป้อนซุปให้เขาช้า ๆ ทีละคำอย่างไม่เร่งเร้า เพราะเกรงว่าร่างกายที่บอบบางนั้นจะรับไม่ไหว "กินแค่นี้ก่อน" นางกล่าวเสียงเรียบ "ท้องว่างมานาน กินมากไปจะไม่ดี" หยางอวิ๋นเฉิงกลืนซุปลงไปอีกคำ ดวงตาคู่นั้นค่อย ๆ ปิดลงเล็กน้อย ลมหายใจที่เคยกระชั้นเริ่มสม่ำเสมอขึ้น เขาลืมตาขึ้นอีกครั้ง มองนางอย่างซับซ้อนกว่าเดิม ความระแวงยังไม่หายไปความสงสัยก็ยังไม่จางลง แต่ในหัวใจกลับมีความรู้สึกหนึ่งที่เขาไม่เคยสัมผัสมานานมันคือความความอุ่นใจที่อธิบายไม่ถูก เสิ่นชิงเซียนวางถ้วยลงอย่างแผ่วเบา ก่อนจะลุกขึ้นยืน "กินอิ่มแล้วก็พักเถิด" นางเอ่ยเพียงเท่านั้น "เรื่องอื่น พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน" คำพูดนั้นเหมือนการตัดบทอย่างเด็ดขาดไม่เปิดโอกาสให้ซักถาม ไม่เปิดช่องให้ความลับรั่วไหล แต่สำหรับหยางอวิ๋นเฉิงเขารู้เพียงอย่างเดียวว่าสตรีผู้นี้ไม่ใช่คนแปลกหน้าธรรมดาและนางก็ไม่ใช่ศัตรูของครอบครัวเขานับตั้งแต่นั้นฮ่องเต้ให้เผยแพร่ข่าวออกไปทั่วแคว้นว่าหยางอวิ๋นเฉิงคือพระราชนัดดาของพระองค์ ขุนนางที่เคยไม่พอใจต่างเปลี่ยนท่าที บางคนเคารพ บางคนเป็นมิตรมากขึ้น แต่หลายคนก็ยังขุ่นเคืองแต่ก็ทำให้การทำงานร่วมกันลื่นไหลขึ้น บัณฑิตที่เคยดูแคลนไม่กล้าสู้หน้าเขาและมีหลายคนเข้ามาแสดงความยินดี"ท่านเป็นถึงสายเลือดราชวงศ์ เช่นนั้นข้าคงต้องคารวะเช้าเย็น"เสิ่นชิงเซียนบอกกับเขาในยามค่ำที่เรือนพัก นางและเขายืนอยู่หน้าเรือนด้วยกันหลังจากส่งลูกเข้านอนหยางอวิ๋นเฉิงยิ้มบางเอ่ยกับนาง"ข้าก็คือสามีเจ้าคนเดิม จะฐานะใดก็ยังต้องเชื่อฟังเจ้า"เขาไม่พูดเปล่าขยับเข้ามาชิดแล้วโอบกระชับนางไว้ในอ้อมแขนเสิ่นชิ้งเซียนสะดุ้งไม่กล้าสบตาเขาตรง ๆ นี่นาง...ขาดความมั่นใจตั้งแต่เมื่อใด"อายลูก""ลูกหลับแล้ว"เขาโน้มหน้าคมกระซิบแหบพร่า เสิ่นชิงเซียนจะอ้าปากพูดทว่าปากหยักกลับประทับจูบลงบนริมฝีปากนางอย่างอ่อนโยนนางดิ้นขลุกขลักในอ้อมกอดแข็งแรง ไม่นานก็สอดมือบางกอดตอบ รับจูบอ่อนหวานอย่างเต็มใจข่าวการตั้งพระครรภ์ของกุ้ยเฟยแพร่ไปทั่ววังหลวงราวสายลมฤดูใบไม้ผลิ ตำหนักฝ่ายในที่เคยเงียบเชียบกลับมีชีวิตชีวาขึ้นอย่างเห็นได้ชัดฮอง
ค่ำคืนนั้น วังหลวงเงียบผิดปกติลมหนาวต้นฤดูพัดผ่านระเบียงหิน เสียงกระดิ่งทองหน้าตำหนักดังแผ่วเบาเหมือนเตือนว่ามีบางสิ่งกำลังจะถูกเปิดเผยภายในห้องทรงงาน ฮ่องเต้ประทับอยู่เพียงลำพัง ตะเกียงน้ำมันสามดวงส่องแสงอ่อนลงบนโต๊ะยาว แผนที่หัวเมืองม้วนเก็บเรียบร้อย ไม่มีฎีกาวางเกะกะเหมือนทุกวันประตูเปิดออกอย่างเงียบ ๆ องครักษ์ชุดดำคุกเข่าลงข้างหนึ่ง ศีรษะก้มต่ำ"รายงานเสร็จแล้วพะย่ะค่ะ"ฮ่องเต้ไม่ตรัสให้ลุก เพียงพยักพระพักตร์เล็กน้อย"ว่ามา"เสียงองครักษ์มั่นคง ไม่มีความลังเล"หมู่บ้านชิงหลิน อยู่ชายแดนแคว้นฉีตะวันออก ครอบครัวตระกูลหยางซึ่งเป็นตระกูลใหญ่มีชื่อเสียง บุตรชายคนเล็กพาสตรีนางหนึ่งเข้าบ้านบอกว่าเป็นภรรยา ขณะนั้นนางตั้งครรภ์แล้ว ถูกขับออกจากตระกูลไปอยู่ท้ายหมู่บ้านถือว่าทำผิดธรรมเนียม มีอาชีพทำไร่ ยากจน นางคลอดบุตรชายได้ราวสิบปีทั้งคู่ก็ติดโรคระบาดทยอยเสียชีวิตทีละคน เหลือเพียงบุตรชายที่ร่างกายอ่อนแอต่อสู้เพียงลำพัง หลายปีต่อมาจู่ ๆ ก็ได้แต่งงานมีบุตรฝาแฝดแล้วภรรยาก็ตายไป เขาจึงหยุดเรียนแล้วเลี้ยงลูกลำพัง และผู้อาวุโสให้แต่งงานใหม่ อาการป่วยก็หายไป ว่ากันว่าภรรยาเขารักษาจนหายขาดและดู
ตำแหน่งราชเลขาแม้จะยังเป็นเพียงชั่วคราวแต่ในวังหลวงไม่มีคำว่าชั่วคราวใดที่ไร้น้ำหนักวันแรกที่หยางอวิ๋นเฉิงเข้ารับหน้าที่ ท้องฟ้ายังไม่ทันสว่างดี เสียงขันทีเดินเร่งฝีเท้าผ่านระเบียงหินดังเป็นจังหวะ นำหน้าพาไปยังตำหนักฝ่ายอักษร ห้องกว้างสงบ เต็มไปด้วยกลิ่นหมึกและกระดาษเก่าใหม่ปะปนขุนนางหลายคนอยู่ที่นั่นแล้ว บางคนมองเขาด้วยความประเมิน บางคนมองด้วยความไม่พอใจ บางคนไม่ปิดบังสายตาดูแคลน"อาจารย์จากชนบท"เสียงกระซิบเบาบางแต่จงใจให้ได้ยิน เขาไม่ตอบโต้หรือหันไปมอง เพียงคำนับตามพิธีแล้วนั่งลงในตำแหน่งที่จัดไว้งานแรกคือเรียบเรียงฎีกาที่คั่งค้างจากหัวเมือง เขาอ่านอย่างละเอียดไม่แก้ทันทีเพียงจดสั้น ๆ ข้างกระดาษเมื่อถึงคราวเสนอความเห็นต่อฮ่องเต้ขุนนางอาวุโสผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นก่อน"เรื่องภาษีปีนี้ ควรยึดแนวเดิม ไม่ควรเปลี่ยน"หยางอวิ๋นเฉิงจึงกล่าวอย่างสุภาพ"แนวเดิมเหมาะกับปีปกติพ่ะย่ะค่ะ แต่ปีนี้น้ำหลาก ชาวบ้านเสียผลผลิต หากยึดอัตราเดิมหัวเมืองจะนิ่ง แต่ราษฎรจะล่ม"ห้องเงียบลงชั่วขณะฮ่องเต้ทอดพระเนตรเขาก่อนตรัสถามความคิดเห็น "แล้วเจ้าคิดเช่นไร""ลดภาษีเพียงบางส่วน และให้เลื่อนกำหนด ไม่ใช่ยกเลิก"
เช้ามืดในอีกสามวันถัดมา ทั่วเมืองหลวงคล้ายเพิ่งเริ่มตื่นขึ้น หมอกบางลอยปกคลุมถนนหิน เสียงล้อเกวียนและฝีเท้าบัณฑิตดังแผ่ว ๆ ราวกับทุกคนต่างไม่กล้าส่งเสียงรบกวนสมาธิของตนเองที่หน้าสนามสอบ ประตูใหญ่เปิดอ้า ทหารยืนเรียงราย ตรวจตราผู้เข้าสอบอย่างเข้มงวดไม่มีข้อยกเว้นไม่ว่าผู้นั้นจะมาจากตระกูลใดหยางอวิ๋นเฉิงยืนอยู่ในแถวบัณฑิต สีหน้าเรียบนิ่ง ชุดบัณฑิตสีเข้มสะอาดเรียบร้อย ไม่มีเครื่องประดับเกินจำเป็น นอกจากป้ายโลหะที่ผูกไว้ในแขนเสื้อด้านใน มองไม่เห็นจากภายนอก เขาสัมผัสมันเบา ๆ เพื่อเตือนตนเองว่าเขามาที่นี่เพื่ออะไรเสียงเรียกชื่อดังขึ้นทีละคน บัณฑิตบางคนหน้าซีดลง บางคนกำหมัดแน่น บางคนพยายามวางท่าสงบ แต่ดวงตากลับสั่นไหวเมื่อถึงชื่อของเขา เจ้าหน้าที่เงยหน้าขึ้นมองนานกว่าคนอื่นเล็กน้อย ก่อนจดชื่อและปล่อยให้เข้าไปเพียงก้าวข้ามประตูสนามสอบก็เหมือนเส้นทางชีวิตจะไม่เหมือนเดิมภายในสนามสอบ แถวห้องสอบเรียงรายราวกับช่องคุกเล็ก ๆ แต่ละห้องมีเพียงโต๊ะ เก้าอี้ และกระดาษสอบ ไม่มีใครพูด ไม่มีใครสบตากัน ทุกคนต่างสนใจแค่ตัวเองเสียงระฆังดังขึ้นเป็นสัญญาณว่าการสอบเริ่มต้นแล้วโจทย์แจกลงมา ตัวอักษรเรียบง่า
ผ่านไปเพียงไม่กี่วัน ตำหนักในที่เคยอึมครึมกลับมีบรรยากาศแปลกไปแม้ไม่มีใครกล้าพูดออกมาตรง ๆ แต่ทุกคนต่างรับรู้ได้ว่าฮองเฮามีสีพระพักตร์ดีขึ้นและที่น่าแปลกยิ่งกว่าคือกุ้ยเฟยอารมณ์เบาลงยามบ่ายวันหนึ่ง หมอหลวงสองสามคนเข้ามาตรวจอาการตามปกติ เมื่อเห็นฮองเฮานั่งพิงหมอน เปิดม่านรับแสงอ่อน สีหน้าไม่ซีดเซียวเหมือนก่อนสายตาของหมอหลวงบางคนฉายแววไม่สบายใจ"พระวรกายฮองเฮาดีขึ้นก็จริง"หมอหลวงอาวุโสเอ่ยอย่างระมัดระวัง"แต่การให้รับแดด เปิดให้ลมเข้าและออกแรงเช่นนี้ เกรงว่าจะขัดตำรายาโบราณ"น้ำเสียงนั้นแม้สุภาพ แต่แฝงความไม่เห็นด้วยชัดเจน สายตาหลายคู่เหลือบมองไปยังเสิ่นชิงเซียนราวกับรอให้ถูกตำหนิก่อนที่ใครจะได้เอ่ยต่อกุ้ยเฟยที่นั่งอยู่ข้างฮองเฮากลับวางถ้วยชาลงเบา ๆ"ตำรายาโบราณงั้นหรือ"นางเลิกคิ้วเล็กน้อย"ถ้าตำรานั้นรักษาหาย ทำไมพี่สาวข้าป่วยมาหลายปี"บรรยากาศในห้องเงียบลงทันที หมอหลวงอึ้งไปครู่หนึ่ง"กุ้ยเฟย หมายความว่า...""ข้าหมายความว่า"กุ้ยเฟยพูดต่ออย่างไม่รีบร้อน"ตอนนี้พี่สาวข้าหายใจโล่งขึ้น นอนหลับได้ กินได้ พวกเจ้าไม่ควรเอาแต่ตำหนิคนที่ทำให้อาการดีขึ้น"คำพูดนั้นไม่ได้ดุดันแต่ชัดเจนพอจะ
เช้าวันต่อ ๆ มาในตำหนักกลางหลังจบงานเลี้ยง ฮองเฮานั่งพิงหมอนสูง สีพระพักตร์มิได้ซีดเผือดดังเดิม ผิวพรรณแม้ยังขาวบาง แต่กลับมีเลือดฝาดจาง ๆ ดวงเนตรที่เคยหม่นมัว บัดนี้ใสขึ้นราวกับหมอกที่ค่อย ๆ จางหายหลังฝนแรกนางกำนัลใกล้ชิดต่างมองหน้ากันด้วยความตื่นเต้นปนไม่อยากเชื่อ"พระอาการวันนี้ ทรงเสวยโจ๊กได้หมดถ้วย"เสียงหนึ่งกระซิบเบา ๆ คล้ายกลัวความจริงจะสลายไปหากพูดดังเกิน"เมื่อคืนก็ทรงบรรทมต่อเนื่องถึงสามชั่วยาม มิได้สะดุ้งตื่น"อีกเสียงเสริมขึ้นสิ่งเหล่านี้ หากเป็นเพียงวันสองวันอาจเรียกว่าเรื่องบังเอิญ แต่เมื่อดำเนินต่อเนื่องกันหลายวัน ความบังเอิญก็แปรเปลี่ยนเป็นความจริงที่ไม่มีใครกล้าปฏิเสธฮองเฮาเองก็ทรงรับรู้ พระองค์ทอดพระเนตรไปยังสวนด้านนอก เห็นแสงแดดส่องผ่านใบไม้สีเขียวอ่อน ในพระทัยที่เคยอึดอัดคล้ายถูกกดทับ กลับรู้สึกโล่งโปร่งอย่างที่ไม่เคยเป็นมานาน"วันนี้"พระสุรเสียงแผ่ว แต่มั่นคง"อากาศดีนัก"คำพูดสั้น ๆ นี้ ทำให้นางกำนัลหลายคนถึงกับน้ำตาซึม เพราะหลายปีมานี้ฮองเฮามักตรัสเพียงว่า หนาว หรือ อึดอัด ไม่เคยเอ่ยถึงความสบายเช่นนี้เลยเสิ่นชิงเซียนได้รับคำสั่งให้เข้ามาดูแลอาการฮองเฮาอีกค
บ่ายวันหนึ่งผู้ใหญ่บ้านมาคนเดียวไม่มีลูกบ้านติดตาม เขาถือตะกร้าผลไม้เล็ก ๆ กับสีหน้าจริงจังเดินเข้ามา หยางอวิ๋นเฉิงเชิญเขานั่งใต้ต้นไม้หน้าเรือน เสิ่นชิงเซียนชงน้ำชาให้แล้วถอยออกไปเงียบ ๆผู้ใหญ่บ้านถอนหายใจยาวแล้วกล่าวว่า"เรื่องก่อนหน้า…""ข้าขอโทษ ข้าเชื่อคนอื่นง่ายเกินไป"หยางอวิ๋นเฉิงพยักหน้าไ
เช้าวันต่อมา เสียงซุบซิบเริ่มดังขึ้นตั้งแต่ท้ายหมู่บ้าน"เห็นหรือยังว่าบัณฑิตหยางยืนได้แล้วจริง ๆ""ข้าเห็นกับตา เมื่อวานยังพิงไม้เท้า วันนี้ยืนอยู่หน้าบ้านเฉยเลย""ไม่ใช่ว่า จะใกล้ตายแล้วหรือ"คำพูดเหล่านั้นลอยมาเป็นระยะ เสิ่นชิงเซียนได้ยินแต่ไม่สนใจ นางกำลังตากสมุนไพรอยู่หลังบ้าน ส่วนหยางอวิ๋นเฉิ
เสียงฮือฮาดังขึ้นบางคนเริ่มเห็นด้วยกับเสิ่นชิงเซียน บางคนเงียบปากและขยับตัวเข้าหากลุ่มตนเอง "แต่สามีเจ้าเป็นหลานตระกูลหยางที่เลี้ยงดูมา เจ้าควรสำนึกบุญคุณบ้างสิ" อวี่เหยาวางถังน้ำแล้วยกมือชี้หน้าเสิ่นชิงเซียน "หากสำนึกคงเป็นท่านปู่และท่านพ่อท่านแม่ของสามีข้า อ่อ พี่ใหญ่กับพี่สะใภ้ใหญ่อีกคนเท่านั
"ตายรึเปล่า" "นอนนิ่งเช่นนี้ ข้าว่าไม่รอดแล้ว" ชายหญิงกลุ่มหนึ่งกำลังก้ม ๆ เงย ๆ มองร่างผอมโซตรงหน้า สตรีวัยแรกรุ่นนอนหมดสติอยู่กลางทาง สวมเสื้อผ้าเก่าที่ปะชุนหลายจุด ข้างตัวของนางมีตะกร้าเปล่าและเสียมขนาดเล็กที่กระจายออกจากกัน ดูจากรูปการณ์แล้วคงล้มลงแรงพอสมควร "ไม่มีเลือดออกจากส่วนใด ดีที่เป็







