INICIAR SESIÓNหลังเสิ่นซื่อได้ยินคำพูดของแม่นมฟางก็ชะงักงัน สายตาตวัดมองไปที่แม่นมฟางทันทีแม่นมฟางรีบกล่าวต่อ "บ่าวดูแล้ว ฮูหยินอาจตั้งครรภ์ก็เป็นได้เจ้าค่ะ"เมื่อแม่นมฟางพูดจบ ภายในห้องก็พลันเงียบงันในทันใดจี้หานอีเองก็เงยหน้าขึ้นมองแม่นมฟาง รู้สึกคลื่นเหียนอย่างรุนแรง ทั้งยังเวียนศีรษะ หรือว่านางจะตั้งครรภ์จริง ๆ ?ในอดีตมารดาก็เคยบอกเล่าเรื่องราวตอนตั้งครรภ์ให้นางรับฟัง อาการก็เป็นดั่งเช่นที่แม่นมฟางกล่าวมาไม่มีผิดมือของเสิ่นซื่อที่กอบกุมอยู่บนท่อนแขนของจี้หานอีพลันกระชับแน่นขึ้น ก่อนจะรีบสั่งให้คนไปตามท่านหมอประจำจวนมาโดยเร็วไม่นานนักท่านหมอประจำจวนก็เร่งรุดมาถึง เสิ่นซื่อโอบกอดจี้หานอี ภายในใจนึกตึงเครียดขึ้นมาเช่นกันหากจี้หานอีตั้งครรภ์จริง ๆ ตัวเขาเองก็ไม่ได้รู้สึกยินดีมากนัก กลับรู้สึกว่าออกจะเร็วเกินไปด้วยซ้ำเขากับจี้หานอีแต่งงานกันมาเพียงสองเดือน บัดนี้เพิ่งได้ลิ้มรสความสุนทรีย์ของสามีภรรยา จี้หานอีกลับมาตั้งครรภ์เสียแล้ว สำหรับเขา เรื่องนี้ช่างรวดเร็วเกินไปเขาจ้องมองท่านหมอประจำจวนผู้จับชีพจรเสร็จแล้วก็ปล่อยมือออก ขณะถามด้วยเสียงทุ้มต่ำ "ตั้งครรภ์หรือไม่?"ท่านหมอประจำจวน
เรื่องนี้จะโทษเขาก็ไม่ได้ เป็นจี้หานอีที่ยั่วยวนก่อน ทั้งกอดเอวทั้งคล้องคอ ซ้ำยังแนบเรือนร่างอันอ่อนนุ่มเข้าหาอีก คืนนี้หากไม่ได้ใช้ท่านี้สักหน่อยคงไม่ได้แล้วเขาคลายมือที่วางอยู่บนแผ่นหลังของจี้หานอี ปล่อยให้นางกอดตนเองไว้ด้วยความตกใจ เสิ่นซื่อเลื่อนมือดึงสาบเสื้อนางออก อาภรณ์ประจำช่วงวสันตฤดูนั้นบางเบา เผยให้เห็นเนินอกขาวผ่อง เสิ่นซื่อก้มหน้าลงไปครอบครองมันทันทีฉากกั้นด้านข้างสะท้อนเงาร่างของคนทั้งสองทาบทับกัน เรือนร่างอรชรนั่งอยู่บนกายเสิ่นซื่อ แว่วเสียงจี้หานอีร้องว่าเหนื่อยล้าดังมาเป็นระยะ จากนั้นก็เป็นเสิ่นซื่อที่คอยประคองเอวนางไว้ไม่ยอมให้หยุดพักตอนที่เรื่องราวยุติลง ทั้งร่างของจี้หานอีก็เหนื่อยล้าจนหมดเรี่ยวแรงนางอยากอาละวาด และระเบิดอารมณ์ใส่เสิ่นซื่อ ภายในใจรู้สึกขุ่นเคืองยิ่งเมื่อครู่เสิ่นซื่อเพียงเอนกายพิงพนักเก้าอี้ ใบหน้าแลดูสูงศักดิ์สง่างาม เสื้อผ้าบนกายก็ยังสวมใส่ครบถ้วน ทว่านางกลับถูกเขาปลดเปลื้องอาภรณ์จนหลุดลุ่ย ซ้ำยังบังคับให้นางเป็นฝ่ายขยับ หากไม่ขยับเขาก็จะฟาดฝ่ามือลงมาที่สะโพกนาง ยิ่งคิดก็ยิ่งอับอาย กระทั่งตอนนี้นางก็ยังไม่อยากปรายตามองเสิ่นซื่อสักนิดเส
ปลายนิ้วนุ่มนิ่มกรุ่นกลิ่นหอมละมุน เสิ่นซื่อสูดดมแผ่วเบา ก่อนจ้องมองนัยน์ตาที่เปี่ยมด้วยความนัยของจี้หานอี เขาขยับกายเข้าไปใกล้นาง ปล่อยให้สองมือของนางที่โอบรอบเอวเขากระชับแน่นขึ้นอีกนิดช่วงเอวของเสิ่นซื่อนั้นดูบอบบางแต่ก็มีกล้ามเนื้อ เวลาจี้หานอีโอบกอดจึงสัมผัสได้ถึงความตึงแน่น ให้ความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยชวนอุ่นใจเพียงแต่ด้วยความที่เสิ่นซื่อขยับเข้ามาใกล้ นางจึงจำต้องเงยหน้าขึ้น ซ้ำยังต้องโอบกอดเขาไว้ ท่าทางเช่นนี้จึงทำให้ไม่สบายตัวเล็กน้อยเสิ่นซื่อใช้มือประคองท้ายทอยจี้หานอีไว้ ก่อนประทับจูบลงบนริมฝีปากนางแผ่วเบา แล้วพูดด้วยเสียงแหบพร่า “หนังสือนิยายสองเล่มที่ให้เจ้าไป เจ้าต้องอ่านให้จบนะ”“หรือไม่ข้าก็จะกลับมาอ่านเป็นเพื่อนเจ้าทุกวัน”จี้หานอีจ้องมองเสิ่นซื่อด้วยความงุนงง ก็แค่นิยายอ่านฆ่าเวลาสองเล่ม เหตุใดถึงต้องบังคับให้อ่านจนจบด้วยนางพินิจสีหน้าของเสิ่นซื่อ นัยน์ตาของเขาลึกล้ำ จนนางก็ยังคงเดาไม่ออกอยู่ดีว่าเขากำลังคิดสิ่งใด จึงถามออกไป “เหตุใดถึงต้องอ่านให้จบด้วยเจ้าคะ?”เสิ่นซื่อเลิกคิ้ว “เจ้าชอบอ่านนิยายไม่ใช่หรือ?”“อุตส่าห์นำกลับมาให้ หรือว่าตอนนี้ไม่ชอบแล้ว?”จี้
จี้หานอีรู้สึกว่าช่วงเวลานี้ช่างประหลาดนักนางนั่งอยู่บนตักเสิ่นซื่อ โดยมีท่อนแขนของเขาโอบกอดตนเอง ในมือของเสิ่นซื่อถือหนังสือ ทว่าสิ่งที่เขากำลังอ่านกลับเป็นหนังสือนิยายประโลมโลกที่เมื่อก่อนเขาคงไม่แม้แต่จะปรายตามองด้วยซ้ำจี้หานอีอ่านด้วยจิตใจที่ไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ไม่อาจจดจ่อกับเนื้อหา ทว่าเสิ่นซื่อกลับดูคล้ายสนใจยิ่งนางอดถามไม่ได้ว่า “ท่านพี่ชอบเรื่องนี้หรือเจ้าคะ?”เสิ่นซื่อก้มหน้าลง “แล้วเจ้าชอบหรือไม่?”จี้หานอีไม่อยากทำให้เสียบรรยากาศ จึงพยักหน้าแผ่วเบา พลางเอนกายอันอ่อนนุ่มแนบชิดเข้าไปในอ้อมอกเสิ่นซื่ออีกครั้งต้องยอมรับเลยว่า อ้อมอกของเสิ่นซื่อนั้นอบอุ่นยิ่ง ท่วงท่าเช่นนี้ทำให้นางรู้สึกสบายตัวเหลือเกินทว่ามือของเสิ่นซื่อกลับซุกซนอย่างเห็นได้ชัด เริ่มจากลูบคลึงไปตามท้องน้อยของนาง บีบเค้นไปตามช่วงเอว และสุดท้ายเสิ่นซื่อก็จับนางพลิกตัว ให้สองขาแยกออกและนั่งคร่อมอยู่บนตักของเขาเสิ่นซื่อจ้องมองนางด้วยดวงตาสีดำอันร้อนแรงคู่นั้น “ได้ยินมาว่าทำเช่นนี้แล้วเจ้าจะรู้สึกสบายยิ่ง”สมองของจี้หานอีพลันขาวโพลน ครั้นได้สติกลับคืนมาจึงถาม “ท่านไปฟังมาจากที่ใดหรือเจ้าคะ?”แววตาขอ
จี้หานอีย่อมจงใจทำเช่นนั้น นางจะปล่อยให้นางไป๋ลอบขัดแข้งขัดขาตนเองอยู่ฝ่ายเดียวได้อย่างไรเล่านางไป๋จะไม่รู้เชียวหรือว่าผู้ดูแลอู๋เป็นคนเช่นไร? ผู้ดูแลอู๋ก็คือแกะดำที่คอยสร้างความเดือดร้อน หากมีเขาอยู่ บรรดาบ่าวไพร่ก็จะเอาแต่ประจบสอพลอและคอยตีสนิทกับเขา แล้วเช่นนี้นางจะปกครองผู้คนให้ดีได้อย่างไรนางไป๋ย่อมต้องรู้อยู่แก่ใจว่าผู้ดูแลอู๋เป็นคนเช่นไร ไม่แน่ว่านางอาจกำลังรอดูเรื่องขบขันตอนที่นางต้องหัวหมุนอยู่ก็เป็นได้และเรื่องที่เซี่ยจิ่นมาเยือนเมื่อคราวก่อน ก็ไม่ใช่นางไป๋ไปเป่าหูฮูหยินผู้เฒ่าหรอกหรือ แต่พอนางโต้ตอบกลับไปบ้าง ก็ถึงกับต้องมาคาดคั้นกันเชียว? เรื่องเช่นนี้ย่อมสมควรทีใครทีมันสิยามนี้จี้หานอียังคงยิ้มแย้มอย่างมีมารยาทพลางกล่าว "พี่สะใภ้ไฉนจึงคิดเช่นนั้นเล่าเจ้าคะ ข้ารู้ดีว่าพี่สะใภ้จริงใจต่อข้า ข้าเองก็จริงใจต่อพี่สะใภ้ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อจะได้ดูแลจวนให้ดียิ่งขึ้นเท่านั้น""วันหน้าข้ายังต้องเรียนรู้จากพี่สะใภ้อีกมาก ขออย่าได้เกิดความหมางใจกันเพราะเรื่องเล็กน้อยเลยนะเจ้าคะ"นางไป๋เม้มริมฝีปากมองดูรอยยิ้มบนใบหน้าจี้หานอี คำพูดของจี้หานอีนั้นรัดกุมไร้ช่องโหว่ แต่ก็แฝงไว้ด้วย
เมื่อจี้หานอีได้ยินคำพูดเหล่านั้นก็รู้สึกสะอิดสะเอียนอยู่ในใจ ไม่อยากปรายตามองผู้ดูแลอู๋อีก เพียงหันไปสั่งแม่นมฟางที่อยู่ด้านข้างว่า “ไปเรียกคนมาสักสองสามคน เข้าไปค้นในห้องของผู้ดูแลอู๋ดูหน่อย จะได้รู้ว่าหลายปีมานี้เขายักยอกเงินไปเท่าใดแล้ว”ผู้ดูแลอู๋เบิกตาโตจ้องมองจี้หานอีด้วยความตื่นตระหนก นึกไม่ถึงเลยว่าฮูหยินรองที่ดูอ่อนโยนและนุ่มนวลผู้นี้จะเอาจริงขึ้นมาแล้วเงินทองถูกค้นพบและยึดคืนได้อย่างรวดเร็ว ภายในห้องพักของผู้ดูแลขั้นสองผู้ควบคุมบ่าวไพร่ในโรงครัว พบเงินมากเกือบถึงสามพันตำลึง ต้องทราบว่าเขาได้รับเบี้ยหวัดเพียงหนึ่งตำลึงต่อเดือนเท่านั้น เรื่องที่เขายักยอกไปเท่าใดและกดขี่ข่มเหงบ่าวไพร่มานานแค่ไหน ย่อมนึกภาพได้ไม่ยากจี้หานอีปรายตามองผู้ดูแลอู๋ปราดหนึ่ง ก่อนมุ่งหน้าไปยังเรือนของฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่น จากนั้นจึงสั่งให้คนไปตามนางไป๋ให้มาพบที่เรือนของฮูหยินผู้เฒ่าเช่นกันเรื่องนี้จี้หานอีตั้งใจจะจัดการขั้นเด็ดขาด แต่ก็ต้องกระทำให้สมเหตุสมผลและถูกต้องตามกฎระเบียบในเมื่อผู้ดูแลอู๋ได้รับการเลื่อนขั้นโดยนางไป๋ เพื่อเห็นแก่ความปรองดองภายในจวน การที่จี้หานอีสอบถามความคิดเห็นของนางไป๋ต่







