INICIAR SESIÓNเมื่อจี้หานอีได้ยินคำตอบของฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่น ก็พลันเข้าใจเรื่องราวกระจ่างทั้งยังได้ยินฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นกล่าวต่อ “บัญชีก่อนหน้านี้ก็ถือเสียว่าเป็นบัญชีเก่า ไม่ต้องนำมาคิดเล็กคิดน้อย ภายหน้าเมื่อมอบหมายให้เจ้าเป็นคนดูแลบัญชีโรงครัว ข้าก็วางใจ”จี้หานอีมองฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่น หญิงชราย่อมต้องทราบดีว่าต้นตอของปัญหาในบัญชีนั้นอยู่ที่ใด แต่นางกลับไม่เอ่ยถึงแม้เพียงครึ่งคำ นั่นแสดงให้เห็นว่าฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นไม่ได้คิดจะเอาความกับนางไป๋การที่จี้หานอีนำบัญชีนี้มา ประการแรกก็เพื่อดูว่าจะจัดการกับผู้ดูแลเริ่นอย่างไร และประการที่สองก็เพื่อดูท่าทีของแม่สามีที่มีต่อนางไป๋นั่นเองและตอนนี้นางก็ดูออกแล้วว่า ฮูหยินผู้เฒ่าค่อนข้างผ่อนปรนต่อนางไป๋อยู่มากทีเดียวความจริง นางเองก็ไม่ได้ตั้งใจจะสืบสาวราวเรื่องกับบัญชีเหล่านี้ บัญชีเก่าเก็บที่เน่าเฟะในสมุดบัญชีเล่มหนาเตอะพวกนั้นมีมากเกินไป ทั้งยังเกี่ยวพันกับผู้ดูแลและผู้ที่เคยผ่านมืออีกมากมาย บางคนก็จากไปแล้ว บางคนก็ถูกโยกย้ายไปรับหน้าที่อื่น การจะไปตามสืบดูบัญชีเหล่านั้นทีละรายการ รังแต่จะทำให้วุ่นวายและทำให้ผู้คนตกใจเสียเปล่า ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่
เสียงของจี้หานอีทั้งเยือกเย็นและสงบนิ่ง แม้ไม่ได้ดังมากนัก แต่กลับแฝงไว้ด้วยความเด็ดขาดที่ไม่อาจขัดขืน ผู้ดูแลจางถึงกับแข้งขาอ่อน ร่างกายสั่นเทา แต่ก็ทำได้เพียงส่งเสียงรับคำรัว ๆ เท่านั้นเขารู้สึกโชคดีที่เมื่อก่อนตนยังพอตักตวงผลประโยชน์มาได้บ้าง แต่ยามนี้เมื่อต้องนำมาอุดรอยรั่วของบัญชีก็คงเหลืออยู่ไม่เท่าใด เกรงว่าส่วนแบ่งก้อนใหญ่คงตกไปอยู่ที่ฮูหยินใหญ่เสียหมดแล้วแต่ถึงกระนั้น เขาก็ไม่กล้าซัดทอดฮูหยินใหญ่อยู่ดี หากเขาสารภาพเรื่องฮูหยินใหญ่ออกไป เรื่องนี้ก็จะไม่ใช่แค่การที่คนแก่หูตาฝ้าฟางลงบัญชีผิดพลาดอีกต่อไป แต่มันจะกลายเป็นการปลอมแปลงบัญชีเพื่อยักยอกเงินโดยเจตนา ซึ่งเขาอาจถูกโบยจนตายก็เป็นได้ ถึงอย่างไรฮูหยินใหญ่ก็เป็นเจ้านาย อย่างมากคงถูกลงโทษสถานเบาเพื่อตักเตือนเท่านั้น เป็นตัวเขาเองนั่นแหละที่จะไม่เหลืออะไรเลยยามนี้ขอเพียงเขากัดฟันยืนกรานว่าตนเองหูตาไม่ดี ก็ยังพอจะหวังพึ่งให้ฮูหยินใหญ่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือได้บ้างจี้หานอีปรายตามองผู้ดูแลจาง นางย่อมรู้ดีว่าอีกฝ่ายกำลังคิดสิ่งใด บัญชีที่บ่าวรับใช้ผู้หนึ่งทำขึ้นมาจะโปร่งใสหรือไม่ นางไป๋ย่อมต้องรู้เห็นเป็นใจแน่นอนนางเม้มริมฝ
กระทั่งตอนที่เขาก้มหน้าลงมองจี้หานอี ภายในแววตาก็ยังแฝงรอยยิ้มเล็กน้อย “หากเจ้าคิดว่าทำเช่นนี้แล้วดี ก็จงทำเถิด”เสิ่นซื่อเป็นคนเคร่งขรึมไม่ค่อยยิ้ม ต่อให้บางครั้งจะมีรอยยิ้มปรากฏขึ้นบ้าง แต่ก็ไม่ได้ทำให้ผู้คนรู้สึกว่าเขากำลังเบิกบานใจอยู่จริง ๆแต่ยามนี้เมื่อจี้หานอีมองดูรอยยิ้มบนใบหน้าของเสิ่นซื่อ กลับรู้สึกว่าเขาดูอ่อนโยนขึ้นมาก กอปรกับได้ยินถ้อยคำที่คล้ายเป็นการยอมรับจากเขา ภายในใจจึงรู้สึกสงบลง นางยื่นมือไปหยิบสมุดบัญชีมาจากเขา พลางขยับตัวหยัดกายขึ้น “คืนนี้ข้าจะเขียนให้เสร็จเจ้าค่ะ”เมื่อเสิ่นซื่อมองดูท่าทีของจี้หานอีที่คิดผละกายจากไป เขาจึงกดเอวของนางไว้พลางขมวดคิ้ว “เมื่อครู่พูดไว้ว่าอย่างไร?”ก่อนกล่าวต่อ “อีกอย่างเจ้ายังมีเรี่ยวแรงเหลืออีกหรือ?”หลังจี้หานอีถูกเสิ่นซื่อทักท้วงเช่นนั้น นางก็คล้ายเพิ่งรู้ตัวว่าไร้ซึ่งเรี่ยวแรงจริง ๆ ทั่วทั้งร่างอ่อนปวกเปียก และเริ่มรู้สึกง่วงงุนขึ้นมาจี้หานอีเงยหน้าขึ้นมองเสิ่นซื่อ “คืนนี้ท่านพี่ไม่ยุ่งหรือ?”เสิ่นซื่อหลุบตาลงประสานสายตานาง “ไม่ยุ่ง”จี้หานอีชะงักไปเล็กน้อย ครั้นเห็นว่าเสิ่นซื่อยังคงสวมชุดขุนนางอยู่ จึงเอ่ย “เช่นนั้นข้
จี้หานอีคิดไม่ถึงเลยว่าเสิ่นซื่อจะยอมเป็นฝ่ายรับผิดอย่างอ่อนโยนถึงเพียงนี้ จึงลอบคิดในใจว่าวิธีนี้ช่างได้ผลดีนักดูท่าเสิ่นซื่อกับฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นคงมีอุปนิสัยเหมือนกันกระมัง นั่นคือชอบไม้อ่อนไม่ชอบไม้แข็งแม้บนใบหน้าของจี้หานอีจะยังคงดูแฝงความน้อยใจอยู่บ้าง แต่ภายในใจกลับรู้สึกตื่นเต้นไม่น้อย เมื่อคิดได้ว่าตนเองมีวิธีรับมือเสิ่นซื่อแล้ว ภายหน้าหากเขายังคงทำตัวเผด็จการหรืออารมณ์เสียใส่อีก นางก็รู้แล้วว่าควรต้องจัดการอย่างไรยามนี้จี้หานอีได้แต่แอบดีใจอยู่เงียบ ๆ แต่ก็เกรงว่าอารมณ์บนใบหน้าจะเปิดเผยจนถูกเสิ่นซื่อจับได้ จึงซุกใบหน้าลงไปในอ้อมอกของเสิ่นซื่ออีกครั้ง ท่าทางดูน้อยเนื้อต่ำใจอย่างถึงที่สุด ทว่าลับหลังกลับลอบฉีกยิ้มกว้างนานแล้วเสิ่นซื่อก้มหน้าลงมองเห็นเพียงเสี้ยวหน้าด้านข้างอันขาวผ่องของจี้หานอี แสงสว่างอันอ่อนโยนสาดส่องลงบนแผ่นหลังของนาง ลวดลายบุปผาดูมีชีวิตชีวา เนื้อตัวของนางนั้นทั้งอ่อนนุ่มและหอมกรุ่น กอปรกับการที่นางเป็นฝ่ายซุกตัวเข้าหาอ้อมอกเขาอย่างหาได้ยากยิ่ง หัวใจของเสิ่นซื่อจึงพลันอ่อนยวบลง เขาสูดลมหายใจเข้าลึก ขณะโอบเอวของจี้หานอีไว้ ก่อนก้มหน้าลงคลอเคลียกับเรือน
จี้หานอีเดิมทีก็ดูเป็นคนเนิบนาบเรียบง่าย ยามเอ่ยปากเจรจาก็ใช้น้ำเสียงนุ่มนวลชวนฟัง ซ้ำเวลาพูดคุยกับบ่าวไพร่ในโรงครัวหน้าตาก็ยิ้มแย้มเสมอ ในช่วงสองวันนี้ ปัญหาและความยากลำบากที่เคยหยิบยกขึ้นมาพูดคุยเมื่อคราวก่อนล้วนได้รับการแก้ไขหมดสิ้น ต่อให้เป็นบ่าวชราฝ่ายล้างจานที่บ่นว่าพวกนางต้องรับผิดชอบเรื่องการหาบน้ำไปกลับจนร่างกายรับไม่ไหว จี้หานอีก็ยังช่วยจัดแจงให้มีบ่าวชายสำหรับหาบน้ำมาคอยดูแลโดยเฉพาะเพียงผ่านไปไม่เกินสามวัน บ่าวไพร่ในโรงครัวต่างก็เกิดความประทับใจที่ดีต่อจี้หานอี เมื่อนึกถึงใจเขาใจเรา และความที่จี้หานอีคอยเอาใจใส่ความยากลำบากของพวกนาง ทุกคนจึงกระตือรือร้นและขยันทำงานกันมากขึ้นยามค่ำคืนเมื่อเสิ่นซื่อกลับมา ก็เห็นเงาของจี้หานอีกำลังก้มหน้าทำงานอยู่ตรงโต๊ะหนังสือข้างหน้าต่างเสิ่นซื่อไพล่มือยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นครู่หนึ่ง แม่นมฟางขยับเข้ามาใกล้ก่อนกระซิบ “หลายวันนี้ฮูหยินใส่ใจเรื่องในโรงครัวยิ่ง ยามมีเวลาว่างหากไม่แวะไปเดินดูที่โรงครัว ก็จะคอยเปิดดูสมุดบัญชี ช่วงเย็นหลังทานอาหารเสร็จ ฮูหยินก็ขลุกอยู่แต่ในห้องหนังสือตลอดเลยเจ้าค่ะ”เสิ่นซื่อตวัดสายตาหันไปมองแม่นมฟาง “หากทางฝั่งโ
ตอนที่จี้หานอีได้ยินคำพูดของพระชายารัชทายาทเมื่อครู่ ก็รู้สึกตกใจเล็กน้อยจริง ๆ การพาเด็กเข้าวังมาอยู่เป็นเพื่อนนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกอันใด แต่หากต้องรั้งอยู่ในตำหนักของฮองเฮาเป็นการถาวร เช่นนั้นนางย่อมไม่ยอมแน่แต่นางก็ฟังความหมายของพระชายารัชทายาทออกเช่นกัน น่าจะเป็นเพราะองค์ชายน้อยถูกฮองเฮาอุ้มไป จึงได้หยิบยกเรื่องของนางขึ้นมาบังหน้าเพื่อเอ่ยถึงเรื่องนี้ จี้หานอีรู้ดีว่ายามนี้ตนเองไม่สะดวกเอ่ยปาก จึงได้แต่นิ่งเงียบไม่พูดคำใดเวลานั้นเองภายในตำหนักก็พลันแว่วเสียงร้องไห้ดังขึ้น ทันทีที่พระชายารัชทายาทได้ยินเสียงร้องก็ร้อนใจยิ่ง รีบลุกขึ้นหมายพุ่งตัวเข้าตำหนักด้านใน แต่ก็ถูกแม่นมข้างกายฮองเฮาขวางไว้เสียก่อนเห็นเพียงฮองเฮาปรายตามองพระชายารัชทายาทด้วยความเรียบเฉย ก่อนขมวดคิ้วกล่าว “อวี้เอ๋อร์เพียงหิว เจ้าร้อนรนไปไย? หรือคิดว่าคนในตำหนักข้าจะดูแลเขาไม่ดี?”“นี่คือหลานชายคนโตของข้า ข้าย่อมต้องดูแลเขาด้วยความเอาใจใส่ เจ้าเลิกวุ่นวายได้แล้ว”เสียงร้องไห้จากตำหนักด้านในยังคงดังให้ได้ยิน ซ้ำยังแว่วเสียงนางกำนัลกำลังหลอกล่อปลอบประโลม ขอบตาของพระชายารัชทายาทเอ่อคลอด้วยหยดน้ำตา ขณะทรุดกายลงคุ







