Share

บทที่ 3

Author: หยกงาม
เมื่อหรงชุนผู้ยืนอยู่ด้านหลังจี้หานอีได้ยินคำพูดนี้ ก็ถึงขั้นโกรธจนตัวสั่น

ไหนเลยหลี่หมิงโหรวจะทนกลิ่นต้นไห่ถังไม่ได้ เป็นนางทนเห็นฮูหยินน้อยมีความสุขไม่ได้ต่างหาก

ยามใดที่เห็นความสัมพันธ์ของฮูหยินน้อยกับนายท่านดีขึ้นสักหน่อย หลี่หมิงโหรวก็เป็นต้องหาทางสร้างปัญหาขึ้นมาเสมอ

ที่ฮูหยินน้อยชอบดอกไห่ถัง ก็เพราะมารดาของนางเคยชอบ ใต้เท้าผู้เป็นบิดาฮูหยินน้อยจึงลงมือปลูกไว้เต็มเรือน และบิดามารดาของนางก็มีวาสนาต่อกันเพราะดอกไห่ถังนี้เอง

ดอกไห่ถังเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจของฮูหยินน้อย แต่ครั้งนั้นเพียงเพราะคำพูดประโยคเดียวของหลี่หมิงโหรว นายท่านก็สั่งให้คนถอนต้นไห่ถังที่ฮูหยินน้อยปลูกกับมือทิ้งหมดสิ้น

ในวันนั้น ฮูหยินน้อยร่ำไห้ขอร้องให้นายท่านเหลือไว้สักต้น แต่นายท่านกลับไม่แยแส ยังคงสั่งให้คนถอนทิ้งทั้งหมด

การขุดเรื่องที่ผ่านไปแล้วเกือบสองปีมาพูดเช่นนี้ ไม่เท่ากับโรยเกลือลงบนแผลของฮูหยินน้อยหรอกหรือ

จี้หานอีเอียงศีรษะมองออกไปนอกหน้าต่าง

ปีที่เพิ่งแต่งเข้าสกุลเซี่ยนั้น นางเคยคิดว่าจะได้ครองคู่กับเซี่ยอวี้เหิงด้วยความเคารพรักใคร่เช่นท่านพ่อกับท่านแม่ไปชั่วชีวิต

เพราะเซี่ยอวี้เหิงนั้นทั้งสูงส่งและเที่ยงธรรม นางเคยได้ยินชื่อเสียงอันดีงามของเขามานานแล้ว

ผู้คนต่างกล่าวขานว่าเขาเป็นวิญญูชนผู้สูงส่ง ไม่เคยแปดเปื้อนความโสมมทางโลก

ที่นางปลูกต้นไห่ถัง ก็เพราะคิดว่าตนจะได้อาศัยอยู่ที่นี่อย่างสงบสุขไปชั่วชีวิต

ต้นไม้ทุกต้นที่นางลงมือปลูก ล้วนแฝงไว้ด้วยความทุ่มเททั้งกายใจ

ทว่ายามนี้ทิวทัศน์นอกหน้าต่างกลับรกร้างว่างเปล่า เมื่อมองออกไป ก็เห็นเพียงสีขาวโพลนราบเรียบ ไร้ซึ่งสีสันอื่นใด

จี้หานอีหันกลับมา สีหน้าแววตายังคงเยือกเย็น

นางเคยจมดิ่งอยู่ในความเสียใจเนิ่นนาน เวลานั้นไม่มีใครคิดปลอบโยนนาง และนางก็ยิ่งไม่อาจให้ท่านแม่และท่านยายต้องมาเสียใจเพราะนางอีก ภายใต้ราตรีที่เงียบงัน บาดแผลเหล่านั้นจึงค่อย ๆ สมานตัวเอง จนกระทั่งไม่รู้สึกเจ็บปวดอีกต่อไป

ปลายนิ้วยังคงเย็นเฉียบ แม้แต่น้ำชาก็ไม่อาจมอบความอบอุ่นให้ร่างกาย จี้หานอีพลันกล่าวด้วยเสียงแผ่วเบา "ดอกไห่ถังหาดูที่ใดก็ได้ แต่ผู้คนต่างหากสำคัญที่สุด"

คำพูดที่เนิบช้าไม่รีบร้อนนั้น ทำให้หลี่หมิงโหรวรู้สึกคล้ายชกหมัดลงบนปุยนุ่น

คิดไม่ถึงเลยว่านางพูดแทงใจดำถึงเพียงนี้ จี้หานอีกลับยังยอมทนเฝ้ารอคนที่ไร้ใจอยู่อีก

คงเป็นเพราะต้นตระกูลตกต่ำ จึงตัดใจทิ้งความร่ำรวยสุขสบายไม่ได้กระมัง

นางนึกดูแคลนคนเช่นนี้จากก้นบึ้งของหัวใจ

ที่นางมาในครั้งนี้ เดิมทีก็ไม่ได้คิดไว้หน้าจี้หานอีอยู่แล้ว นางถึงวัยปักปิ่นมาหนึ่งปีเต็ม จึงแทบรอไม่ไหวอีกต่อไป

หลี่หมิงโหรวขยับตัวนั่งหลังตรง แววตาไม่ปิดบังถึงความดูแคลนและความอวดดี "พี่สะใภ้รู้หรือไม่ ในปีที่พี่สะใภ้ถือสัญญาหมั้นหมายมาหาท่านพี่ เดิมทีท่านป้าก็เตรียมจะให้ข้าแต่งกับท่านพี่อยู่แล้ว"

"หากไม่ใช่ท่านสอดมือ ถือสัญญาหมั้นเมื่อสิบปีก่อนมาอวดอ้าง เวลานี้ข้าคงได้เป็นภรรยาของท่านพี่ไปแล้ว"

"พี่สะใภ้แต่งเข้าสกุลเซี่ยมาได้สองปี น่าจะเข้าใจดีว่าข้ามีตำแหน่งใดในใจท่านพี่"

"หากพี่สะใภ้รู้ความและขอหย่าไปเอง ข้าก็ยังพอช่วยพูดให้ท่านพี่กับท่านป้ามอบค่าชดเชยให้ท่านได้บ้างเจ้าค่ะ"

หลี่หมิงโหรวลุกขึ้นยืนหลังพูดจบ ก่อนมองจี้หานอีด้วยแววตาเหยียดหยาม "พี่สะใภ้ ท่านอย่าทำตัวไม่รู้ความหน่อยเลย"

"ตัวท่านอยู่กลางหิมะตลอดทั้งคืน แต่ท่านพี่กลับไม่คิดไยดี นี่ท่านยังดูไม่ออกอีกหรือ? ท่านพี่หาได้สนใจท่านไม่"

"คนเราต้องรู้จักเจียมเนื้อเจียมตัว อย่าได้โลภมากเกินไปนัก"

ม่านประตูสะบัดไหว เสียงฝีเท้าแผ่วเบาแว่วห่างออกไป

หลี่หมิงโหรวกระชับแขนเสื้อขณะมองดูหิมะในลานเรือนที่ยังไม่ละลาย จากนั้นจึงมองต้นสาลี่ซึ่งเติบโตสูงใหญ่อยู่มุมกำแพง นางพ่นลมหายใจขาวโพลนออกมา ก่อนคลี่ยิ้ม

เป็นนางกับท่านพี่ช่วยกันปลูกต้นสาลี่ต้นนั้น ครั้งที่นางเพิ่งมาจวนสกุลเซี่ยในวัยเด็ก ท่านพี่เคยบอกว่า ตราบใดที่ต้นสาลี่ต้นนี้ยังอยู่ นางก็จะยังเป็นคนสำคัญของเขาตลอดไป

และเขาจะปกป้องนางชั่วชีวิต

หลี่หมิงโหรวคิดดูถูกจี้หานอี

เพราะจี้หานอีไม่เข้าใจ สิ่งใดที่ไม่ใช่ของนาง ย่อมไม่มีวันเป็นของนาง

ต่อให้ฝืนแย่งชิง ก็ไม่มีวันเป็นได้อยู่ดี

ภายในห้อง จี้หานอีมองตามเงาร่างของหลี่หมิงโหรวไปในความเงียบ เมื่อถอนสายตากลับมาก็เห็นสีหน้าของหรงชุนคล้ายอยากพูดบางอย่าง นางจึงยิ้มพลางตบมือสาวใช้เบา ๆ บอกให้ไปเตรียมน้ำร้อนสำหรับอาบน้ำ

น้ำร้อนชะล้างไอเย็นออกจากร่างกาย หลังแช่อยู่เนิ่นนาน ร่างกายจึงค่อยรู้สึกอุ่นขึ้นบ้าง

หรงชุนพลันกระซิบด้วยความกังวล "ต้องรออยู่ท่ามกลางหิมะทั้งคืน ทั้งยังตากลมหนาวถึงเพียงนั้น ฮูหยินน้อยคงจับไข้เป็นแน่ ไม่สู้ให้ข้าน้อยไปเชิญหมอมาตรวจดูเถิดเจ้าค่ะ"

จี้หานอีทนความระคายเคืองในลำคอไม่ไหว จึงไอออกมาหลายครั้ง ก่อนส่งเสียงรับคำในลำคอ

ท่านหมอมาตรวจดูอาการอย่างรวดเร็ว และก็ต้องขมวดคิ้วนิ่วหน้าพลางถอนหายใจ "ร่างกายของฮูหยินน้อยจะทนรับความหนาวเย็นเช่นนี้ได้อย่างไร พิษไข้ครั้งนี้อาจถึงแก่ชีวิตได้เลยนะขอรับ"

หรงชุนผู้อยู่ด้านข้างขอบตาแดงก่ำ จี้หานอีจึงปลอบโยนว่า "เพียงเป็นไข้เท่านั้น เจ้าอย่ากังวลไปเลย"

หรงชุนปาดน้ำตา "แต่ฮูหยินน้อยไม่เคยต้องได้รับความน้อยเนื้อต่ำใจเช่นนี้ เมื่อก่อนแค่โดนเม็ดฝนโปรยปราย ใต้เท้ากับฮูหยินก็ปวดใจแทบแย่แล้วนะเจ้าคะ"

"นับประสาอะไรกับตากหิมะทั้งคืน"

ปลายนิ้วของจี้หานอีชะงักงัน ได้แต่ถอนหายใจแผ่วเบา "หรงชุน วันนี้ไม่เหมือนวันวานแล้ว"

สกุลจี้ตกต่ำลงแล้ว เบื้องหลังไร้คนสนับสนุน จึงไม่อาจคาดหวังให้ผู้ใดมาเห็นใจได้อีก

เวลานั้น ด้านนอกพลันมีบ่าวอาวุโสเข้ามาถ่ายทอดคำสั่ง เป็นคนของฮูหยินผู้เฒ่า คงเพราะรู้เรื่องเมื่อคืนนี้ จึงส่งยาบำรุงร่างกายมาให้ และบอกให้จี้หานอีพักผ่อนให้ดีในช่วงสองวันนี้ ไม่ต้องไปทำความเคารพที่เรือนใหญ่

จี้หานอีรับไว้ และกล่าวขอบคุณ

เมื่อบ่าวอาวุโสคนนั้นกลับไป นางก็สั่งให้หรงชุนนำของที่ถูกส่งมาไปเก็บไว้

แม้นางจะมาจากตระกูลที่ตกต่ำ แต่ชีวิตในอดีตก็นับว่าสูงส่ง อาหารการกินเครื่องนุ่งห่มล้วนใช้ของดีที่สุด ของที่ส่งมาครั้งนี้คล้ายเป็นรังนกหูฉลามก็จริง แต่ก็เป็นเพียงของคุณภาพดาษดื่นเท่านั้น

จี้หานอีไม่ได้คิดถือสา สกุลเซี่ยอย่างไรก็เป็นตระกูลบัณฑิต บรรพบุรุษล้วนเป็นขุนนางสอบได้ตำแหน่งจิ้นซื่อ ย่อมให้ความสำคัญกับกฎระเบียบและมารยาท คงไม่ประพฤติตนน่าเกลียดจนเกินไป แต่ภายใต้กฎระเบียบเหล่านั้น การกระทำอย่างขอไปทีและการรักษาหน้าเพียงเปลือกนอก ก็คือสิ่งที่ฮูหยินผู้เฒ่าสกุลเซี่ยถนัดที่สุด

เมื่อเซี่ยอวี้เหิงกลับมายามดึก ขณะก้าวเข้าห้องชั้นในก็ได้กลิ่นยาสมุนไพรลอยแตะจมูก หัวคิ้วที่ดูเย็นชาของเขาจึงขมวดเข้าหากันเล็กน้อย

เขาเดินเข้าไป เห็นจี้หานอีเอนกายพิงกับหัวเตียง เส้นผมยาวสลวยที่เคยเกล้าเก็บอย่างประณีต บัดนี้กลับปล่อยสยายระหัวไหล่ ใบหน้างามภายใต้คิ้วเรียวที่หลุบต่ำดูซีดเซียวเล็กน้อย เพิ่มความรู้สึกอ่อนแอและกลิ่นอายของผู้ทรงภูมิขึ้นอีกสองส่วน

ภายในห้องไม่ได้จุดเทียนไขให้สว่างเกินไป เปลวเทียนสีนวลตาอาบไล้ลงบนเสื้อคลุมตัวบางของนาง ตำราในมือนางถูกปิดฉับวางลงข้างหมอนทันทีที่เขาก้าวเข้ามา

นี่เป็นครั้งแรกที่เซี่ยอวี้เหิงกลับมาตอนดึกแล้วเห็นจี้หานอีนอนอยู่บนเตียง และเป็นครั้งแรกที่ยามเขาเดินเข้ามา นางไม่ได้ออกไปต้อนรับ และไม่ได้คอยเดินตามหลังต้อย ๆ เพื่อช่วยเปลี่ยนเสื้อผ้า

สีหน้าของเขาไร้ซึ่งอารมณ์ใด เดิมทีเขาก็ไม่ได้ต้องการให้นางทำเรื่องเหล่านั้นอยู่แล้ว สายตาอันเย็นชาจึงจับจ้องร่างบนเตียงนิ่ง "วันนี้หมิงโหรวมาเยี่ยมเจ้า แต่เจ้ากลับไล่นางไป"

ประโยคบอกเล่าเรียบง่าย น้ำเสียงเย็นชาไร้อารมณ์ ฟังดูราบเรียบไม่บ่งบอกความรู้สึก

บางทีอาจเป็นเพราะเขาทำงานที่ศาลต้าหลี่มานาน แม้แต่ประโยคบอกเล่าเช่นนี้ ก็ฟังดูคล้ายกำลังไต่สวนนักโทษ

บัดนี้ เขามาถึงก็เปิดปากคาดคั้นความผิด ดูท่าคงไปหาหลี่หมิงโหรวมาก่อนเป็นแน่

หลี่หมิงโหรวใช้ทุกวิถีทางเพื่อพิสูจน์ให้นางเห็นว่าเซี่ยอวี้เหิงห่วงใยตนที่สุด และนางก็ทำสำเร็จจริง ๆ

จี้หานอีนวดคลึงหว่างคิ้ว การมุ่งหาความผิดซ้ำซากเช่นนี้ ทำให้นางรู้สึกเบื่อหน่ายและว่างเปล่าเหลือเกิน

ซึ่งนางก็รู้สึกเบื่อหน่ายและว่างเปล่าต่อเซี่ยอวี้เหิงแล้วเช่นกัน

Continue to read this book for free
Scan code to download App
Comments (1)
goodnovel comment avatar
ธีร์ ราชรักษ์
ดีมากน่าติดตาม
VIEW ALL COMMENTS

Latest chapter

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 842

    ตอนที่เสิ่นซื่อก้าวเข้ามาภายในห้องนอน เวลายังไม่ดึกเท่าใดนักภายในห้องนอนไม่มีสาวใช้คอยปรนนิบัติ จี้หานอีเองก็ยังไม่หลับ นางกำลังนั่งอยู่บนขอบเตียง เมื่อเห็นเสิ่นซื่อก้าวเข้ามา เพียงปรายตามองเขาปราดหนึ่ง ก็ขยับขึ้นไปบนเตียง โดยไม่ได้เข้าไปช่วยเขาผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเช่นที่ผ่านมาเสิ่นซื่อทอดสายตามองแผ่นหลังของจี้หานอีพลางชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะขยับกายเข้าไปหา ถึงได้เห็นว่าขอบตาของจี้หานอีนั้นแดงก่ำเสิ่นซื่อขมวดคิ้วมุ่น รีบยื่นมือไปเชยคางของจี้หานอีให้หันหน้ามาหา พลางถามนางว่า "เป็นอันใดไป?"นัยน์ตาของจี้หานอีรื้นด้วยหยาดน้ำตา ทอประกายระยิบระยับ ดวงตาดุจเมล็ดซิ่งช้อนมองเสิ่นซื่อเล็กน้อย ก่อนหลุบตาลง "ถั่วเขียวต้มน้ำตาลที่ข้าทำมันไม่อร่อย จนท่านพี่ต้องรังเกียจถึงเพียงนี้เลยหรือเจ้าคะ?"นิ้วหัวแม่มือของเสิ่นซื่อลูบไล้ไปตามหางตาของจี้หานอี หัวใจของเขาพลันกระตุกวูบ ก่อนกล่าวด้วยเสียงทุ้มต่ำ "ไม่ได้รังเกียจสักหน่อย"จี้หานอีจึงหันหน้าหนี "ข้าอุตส่าห์ใช้เวลาทั้งบ่ายต้มให้ท่านพี่ จนมือถูกลวกแดงไปหมด ทว่าท่านพี่กลับทานไปเพียงคำเดียว ที่แท้ก็เป็นเพราะสิ่งที่ข้าทำไม่ถูกใจท่านพี่ ไม่ได้รับควา

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 841

    แต่ตัวนางกลับถูกเสิ่นซื่อกดไว้ จี้หานอีจึงไม่อาจหยัดกายลุกขึ้น ขณะกำลังจะอ้าปากบอกให้เสิ่นซื่อปล่อยมือ ริมฝีปากของนางก็ถูกปิดกั้นด้วยแตงหวานฉ่ำชิ้นหนึ่งที่เสิ่นซื่อป้อนเข้ามาจากนั้นก็ได้ยินเสิ่นซื่อสั่งแม่นมฟางที่อยู่ด้านนอก ให้ไปถ่ายทอดคำพูดที่เรือนของฮูหยินผู้เฒ่าว่า นางเพิ่งกลับจากการตีคลีจนเหนื่อยล้า ไว้พรุ่งนี้เช้าค่อยไปคารวะจี้หานอีกัดแตงหวานไปหนึ่งคำ ก่อนหันกลับไปมองเสิ่นซื่อ "ท่านพี่ไม่ใช่เพิ่งบอกว่าข้าไม่สบายหรอกหรือ นี่ก็เท่ากับบอกว่าร่างกายข้าทนความเหน็ดเหนื่อยไม่ได้ ฝั่งท่านแม่คงต้องคิดว่าร่างกายข้าอ่อนแออีกแล้ว ประเดี๋ยวก็คงสรรหายาบำรุงมาให้ข้ากินอีกแน่"เสิ่นซื่อจ้องมองจี้หานอีพลางเลิกคิ้วยิ้ม "หรือเจ้าอยากให้ผู้อื่นคิดว่าสุขภาพของเจ้าแข็งแรงดี จะได้ไปคอยปรนนิบัติทุกวัน? ตอนนี้ยังคิดจะลุกไปแต่งตัวแล้วตามไปอีกหรือ?"คำพูดนี้ทำเอาจี้หานอีถึงกับไม่รู้จะตอบอย่างไรหากกล่าวเช่นนี้ นางย่อมไม่อยากไป แต่คนที่นางต้องไปปรนนิบัตินั้นคือแม่สามี การที่เสิ่นซื่อพูดเรื่องนี้ จี้หานอีย่อมไม่อาจยอมรับได้ จึงได้แต่อึกอักไม่ยอมตอบเท่านั้นเสิ่นซื่ออ่านความคิดของจี้หานอีออกแต่แรกแล้ว

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 840

    ทางด้านนี้ทันทีที่จี้หานอีและเสิ่นซื่อกลับออกไป ฮองเฮาก็หันไปมองชายารัชทายาทผู้เอาแต่ก้มหน้าเงียบอยู่ข้างกายด้วยความเย็นชา "ข้าได้ยินมาว่าเมื่อคืนเจ้าอาละวาดอีกแล้วหรือ?"เฉิงหลานหรูชะงักไปเล็กน้อย ก่อนตอบกลับด้วยความน้อยใจ "องค์รัชทายาทไม่เสด็จไปหาหม่อมฉันที่ตำหนักเป็นเดือนแล้วนะเพคะ หม่อมฉันอุตส่าห์นำน้ำแกงไปถวาย องค์รัชทายาทก็ไม่ยอมให้เข้าเฝ้า หม่อมฉันเพียงร้องไห้อยู่หน้าประตูครู่หนึ่งเท่านั้น จะนับว่าอาละวาดได้อย่างไร"ขณะเฉิงหลานหรูกล่าว สายตาก็ลอบชำเลืองมององค์รัชทายาทผู้ยืนอยู่ข้างหน้าต่างเล็กน้อย ปากบอกว่าน้อยใจ แต่ความจริงคือต้องการฟ้องให้ทราบนั่นเองเมื่อองค์รัชทายาทได้ยินเสียงของเฉิงหลานหรู ก็หันกลับมามองนางด้วยแววตาเย็นชา ชายาผู้นี้เดิมทีก็เป็นคนที่เสด็จย่ายัดเยียดมาให้ จะให้เขาบอกว่าชอบหรือไม่ชอบก็คงไม่ได้ ขอเพียงนางไม่ก่อเรื่องวุ่นวาย เขาก็พร้อมจะให้เกียรติและปฏิบัติต่อนางเป็นอย่างดี ไม่คิดทำให้นางต้องลำบากใจเพียงแต่ช่วงนี้เขาเองทำงานหนักนัก โดยเฉพาะเรื่องเขื่อนกั้นแม่น้ำหย่งชุน เสด็จพ่อมีรับสั่งให้เขาไปตรวจสอบด้วยตนเอง นี่ก็เพิ่งกลับมาถึงเมื่อสองวันก่อน พอกลับมาก็ต้

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 839

    ทางด้านจี้หานอี การแข่งขันดำเนินมาถึงช่วงท้ายแล้ว ฝ่ายสีแดงทำคะแนนนำไปหนึ่งลูกคว้าชัยชนะ ชุยจิ้งหมิ่นยอมรับความพ่ายแพ้แต่โดยดี นางหันมายิ้มให้จี้หานอีพลางกล่าว “ปีหน้าข้าจะไม่ยอมออมมือให้เจ้าแล้ว”จี้หานอีรีบโบกมือปฏิเสธ “ระหว่างพวกเราไม่มีผู้ชนะหรือผู้แพ้หรอก เป็นเพียงการประลองฝีมือกันเท่านั้น”ชุยจิ้งหมิ่นหัวเราะร่วน “นั่นก็จริง”กลุ่มผู้ชนะของพวกนางยังต้องขึ้นไปรับรางวัลบนอัฒจันทร์ จี้หานอีจึงบอกลาชุยจิ้งหมิ่นไปก่อน โดยกล่าวว่าวันหน้าค่อยมาสนทนากันให้ละเอียดเสิ่นซู่อี๋อยู่ฝ่ายเดียวกับจี้หานอี นางจึงเดินตามหลังจี้หานอีไป พร้อมกันนั้นก็จ้องมองแผ่นหลังของจี้หานอี วันนี้จี้หานอีได้หน้าไปเต็ม ๆ ส่วนนางที่เดิมทีตีคลีไม่เป็น แต่กลับถูกมารดาผลักดันแกมบังคับให้มาลงแข่ง หลายครั้งที่เกือบพลัดตกจากหลังม้า ก็ได้จี้หานอีตาไวคอยช่วยประคองไว้ เรียกว่าไม่ได้หน้าแล้วยังต้องขายหน้าไม่น้อยอีกเวลานี้ในใจจึงรู้สึกขมขื่นอธิบายไม่ถูก เดิมทีนางมีชื่อเสียงในฐานะสตรีผู้เพียบพร้อมด้วยพรสวรรค์ แต่หลังการแข่งขันตีคลีในครั้งนี้ เกรงว่าแม้แต่ชื่อเสียงก็คงรักษาไว้ไม่ได้ ในเมื่อองค์ชายรองทรงโปรดปรานสตรีที่ตีค

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 838

    แผ่นหลังโค้งงอลงอย่างไม่อาจควบคุม ตัวคนแทบหายใจไม่ออกความเสียใจดั่งเกลียวคลื่นยักษ์ถาโถม หวังซัดเขาให้จมดิ่งลงสู่ผืนน้ำ และขาดใจตายไปในลมหายใจนี้ใช่แล้ว เขาไม่รู้ มีเรื่องราวอีกมากมายที่เขาไม่เคยรู้ เดิมทีคิดว่านางเป็นคนจืดชืดน่าเบื่อ ทว่านางไม่เคยเป็นเช่นนั้นเลย...คนที่ยืนอยู่ด้านข้างมองเห็นความผิดปกติของเซี่ยอวี้เหิง จึงรีบดึงตัวเขาไว้ "พี่เซี่ย ท่านเป็นอะไรไป?"เซี่ยอวี้เหิงโบกมืออย่างยากลำบาก ก่อนสะบัดมืออีกฝ่ายออกแล้วเดินโซเซไปด้านนอกเซี่ยอวี้เหิงในยามนี้ กระทั่งความกล้าที่จะมองจี้หานอีเพิ่มอีกสักปราดก็ยังไม่มีเซี่ยอวี้เหิงพุ่งตัวออกจากฝูงชน ร่างกายโงนเงนแทบยืนไม่อยู่ เบื้องหน้าพลันมีกลิ่นหอมอันคุ้นเคยลอยมากระทบจมูก เขาฝืนข่มความรู้สึกอยากอาเจียนแล้วเงยหน้าขึ้น สายตาพลันสบเข้ากับดวงตาอันแสนเย็นชาของหลี่หมิงโหรวหลี่หมิงโหรวช่วยประคองเซี่ยอวี้เหิงขึ้นมาอย่างนุ่มนวล รอยยิ้มเย็นชาของนางแฝงไว้ด้วยความอ่อนโยน ขณะขยับเข้าไปกระซิบข้างหูเซี่ยอวี้เหิงว่า "ท่านพี่ได้ยินว่าจี้หานอีมาตีคลี ก็เลยตามมาดูงั้นหรือ?""ในเมื่อท่านพี่ตัดใจจากนางไม่ได้ถึงเพียงนี้ แล้วเหตุใดตอนนั้นถึงได้เ

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 837

    ลูกที่จี้หานอีตีไปเมื่อครู่เรียกได้ว่ายอดเยี่ยมยิ่ง ท่วงท่าปราดเปรียว แม้จะเป็นเรือนร่างอันบอบบางของสตรี แต่ทุกการเคลื่อนไหวกลับเฉียบขาด ไร้ซึ่งความเชื่องช้าอืดอาด เต็มเปี่ยมด้วยความพลิ้วไหวคล่องแคล่วโดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวะพลิกกายกลับมานั่งบนหลังม้า แผ่นหลังอันเหยียดตรงนั้นก็ช่างดูสง่างามแฝงความทะนงตนเล็กน้อย ชวนให้ผู้คนไม่อาจละสายตาเจียงเสวียนทอดสายตามองลงไปที่สนามตีคลี เงาร่างนั้นได้นำพาความตื่นตะลึงอันงดงามมาสู่การแข่งขันตีคลีในวันนี้องค์ชายรองเจียงเซิงจับจ้องไปที่ร่างของจี้หานอีเขม็ง ก่อนกล่าวกับเจียงเสวียนที่อยู่ข้างกายด้วยความตื่นเต้นว่า "เสด็จพี่ สตรีชุดขาวที่เพิ่งทำคะแนนไปเมื่อครู่คือคุณหนูจากตระกูลใดหรือ?"เจียงเสวียนรีบกระตุกแขนเสื้อของเจียงเซิง เสด็จพ่อยังคงประทับอยู่ด้านข้างและมองลงไปด้านล่าง จึงเตือนไม่ให้น้องชายเสียกิริยาขณะกำลังจะอ้าปากบอกเจียงเซิงว่านั่นคือภรรยาของท่านน้า เพื่อให้อีกฝ่ายรีบสงบปากคำ ในทันใดนั้นเสด็จพ่อที่ประทับอยู่ทางด้านข้างกลับตรัสขึ้นมาเสียก่อนว่า "นางคือน้าสะใภ้ของเจ้า"ด้วยความที่รับชมอยู่ห่างไกล จึงมองเห็นใบหน้าไม่ชัดเจน การที่สามารถจดจำไ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status