Share

บทที่ 3

Penulis: หยกงาม
เมื่อหรงชุนผู้ยืนอยู่ด้านหลังจี้หานอีได้ยินคำพูดนี้ ก็ถึงขั้นโกรธจนตัวสั่น

ไหนเลยหลี่หมิงโหรวจะทนกลิ่นต้นไห่ถังไม่ได้ เป็นนางทนเห็นฮูหยินน้อยมีความสุขไม่ได้ต่างหาก

ยามใดที่เห็นความสัมพันธ์ของฮูหยินน้อยกับนายท่านดีขึ้นสักหน่อย หลี่หมิงโหรวก็เป็นต้องหาทางสร้างปัญหาขึ้นมาเสมอ

ที่ฮูหยินน้อยชอบดอกไห่ถัง ก็เพราะมารดาของนางเคยชอบ ใต้เท้าผู้เป็นบิดาฮูหยินน้อยจึงลงมือปลูกไว้เต็มเรือน และบิดามารดาของนางก็มีวาสนาต่อกันเพราะดอกไห่ถังนี้เอง

ดอกไห่ถังเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจของฮูหยินน้อย แต่ครั้งนั้นเพียงเพราะคำพูดประโยคเดียวของหลี่หมิงโหรว นายท่านก็สั่งให้คนถอนต้นไห่ถังที่ฮูหยินน้อยปลูกกับมือทิ้งหมดสิ้น

ในวันนั้น ฮูหยินน้อยร่ำไห้ขอร้องให้นายท่านเหลือไว้สักต้น แต่นายท่านกลับไม่แยแส ยังคงสั่งให้คนถอนทิ้งทั้งหมด

การขุดเรื่องที่ผ่านไปแล้วเกือบสองปีมาพูดเช่นนี้ ไม่เท่ากับโรยเกลือลงบนแผลของฮูหยินน้อยหรอกหรือ

จี้หานอีเอียงศีรษะมองออกไปนอกหน้าต่าง

ปีที่เพิ่งแต่งเข้าสกุลเซี่ยนั้น นางเคยคิดว่าจะได้ครองคู่กับเซี่ยอวี้เหิงด้วยความเคารพรักใคร่เช่นท่านพ่อกับท่านแม่ไปชั่วชีวิต

เพราะเซี่ยอวี้เหิงนั้นทั้งสูงส่งและเที่ยงธรรม นางเคยได้ยินชื่อเสียงอันดีงามของเขามานานแล้ว

ผู้คนต่างกล่าวขานว่าเขาเป็นวิญญูชนผู้สูงส่ง ไม่เคยแปดเปื้อนความโสมมทางโลก

ที่นางปลูกต้นไห่ถัง ก็เพราะคิดว่าตนจะได้อาศัยอยู่ที่นี่อย่างสงบสุขไปชั่วชีวิต

ต้นไม้ทุกต้นที่นางลงมือปลูก ล้วนแฝงไว้ด้วยความทุ่มเททั้งกายใจ

ทว่ายามนี้ทิวทัศน์นอกหน้าต่างกลับรกร้างว่างเปล่า เมื่อมองออกไป ก็เห็นเพียงสีขาวโพลนราบเรียบ ไร้ซึ่งสีสันอื่นใด

จี้หานอีหันกลับมา สีหน้าแววตายังคงเยือกเย็น

นางเคยจมดิ่งอยู่ในความเสียใจเนิ่นนาน เวลานั้นไม่มีใครคิดปลอบโยนนาง และนางก็ยิ่งไม่อาจให้ท่านแม่และท่านยายต้องมาเสียใจเพราะนางอีก ภายใต้ราตรีที่เงียบงัน บาดแผลเหล่านั้นจึงค่อย ๆ สมานตัวเอง จนกระทั่งไม่รู้สึกเจ็บปวดอีกต่อไป

ปลายนิ้วยังคงเย็นเฉียบ แม้แต่น้ำชาก็ไม่อาจมอบความอบอุ่นให้ร่างกาย จี้หานอีพลันกล่าวด้วยเสียงแผ่วเบา "ดอกไห่ถังหาดูที่ใดก็ได้ แต่ผู้คนต่างหากสำคัญที่สุด"

คำพูดที่เนิบช้าไม่รีบร้อนนั้น ทำให้หลี่หมิงโหรวรู้สึกคล้ายชกหมัดลงบนปุยนุ่น

คิดไม่ถึงเลยว่านางพูดแทงใจดำถึงเพียงนี้ จี้หานอีกลับยังยอมทนเฝ้ารอคนที่ไร้ใจอยู่อีก

คงเป็นเพราะต้นตระกูลตกต่ำ จึงตัดใจทิ้งความร่ำรวยสุขสบายไม่ได้กระมัง

นางนึกดูแคลนคนเช่นนี้จากก้นบึ้งของหัวใจ

ที่นางมาในครั้งนี้ เดิมทีก็ไม่ได้คิดไว้หน้าจี้หานอีอยู่แล้ว นางถึงวัยปักปิ่นมาหนึ่งปีเต็ม จึงแทบรอไม่ไหวอีกต่อไป

หลี่หมิงโหรวขยับตัวนั่งหลังตรง แววตาไม่ปิดบังถึงความดูแคลนและความอวดดี "พี่สะใภ้รู้หรือไม่ ในปีที่พี่สะใภ้ถือสัญญาหมั้นหมายมาหาท่านพี่ เดิมทีท่านป้าก็เตรียมจะให้ข้าแต่งกับท่านพี่อยู่แล้ว"

"หากไม่ใช่ท่านสอดมือ ถือสัญญาหมั้นเมื่อสิบปีก่อนมาอวดอ้าง เวลานี้ข้าคงได้เป็นภรรยาของท่านพี่ไปแล้ว"

"พี่สะใภ้แต่งเข้าสกุลเซี่ยมาได้สองปี น่าจะเข้าใจดีว่าข้ามีตำแหน่งใดในใจท่านพี่"

"หากพี่สะใภ้รู้ความและขอหย่าไปเอง ข้าก็ยังพอช่วยพูดให้ท่านพี่กับท่านป้ามอบค่าชดเชยให้ท่านได้บ้างเจ้าค่ะ"

หลี่หมิงโหรวลุกขึ้นยืนหลังพูดจบ ก่อนมองจี้หานอีด้วยแววตาเหยียดหยาม "พี่สะใภ้ ท่านอย่าทำตัวไม่รู้ความหน่อยเลย"

"ตัวท่านอยู่กลางหิมะตลอดทั้งคืน แต่ท่านพี่กลับไม่คิดไยดี นี่ท่านยังดูไม่ออกอีกหรือ? ท่านพี่หาได้สนใจท่านไม่"

"คนเราต้องรู้จักเจียมเนื้อเจียมตัว อย่าได้โลภมากเกินไปนัก"

ม่านประตูสะบัดไหว เสียงฝีเท้าแผ่วเบาแว่วห่างออกไป

หลี่หมิงโหรวกระชับแขนเสื้อขณะมองดูหิมะในลานเรือนที่ยังไม่ละลาย จากนั้นจึงมองต้นสาลี่ซึ่งเติบโตสูงใหญ่อยู่มุมกำแพง นางพ่นลมหายใจขาวโพลนออกมา ก่อนคลี่ยิ้ม

เป็นนางกับท่านพี่ช่วยกันปลูกต้นสาลี่ต้นนั้น ครั้งที่นางเพิ่งมาจวนสกุลเซี่ยในวัยเด็ก ท่านพี่เคยบอกว่า ตราบใดที่ต้นสาลี่ต้นนี้ยังอยู่ นางก็จะยังเป็นคนสำคัญของเขาตลอดไป

และเขาจะปกป้องนางชั่วชีวิต

หลี่หมิงโหรวคิดดูถูกจี้หานอี

เพราะจี้หานอีไม่เข้าใจ สิ่งใดที่ไม่ใช่ของนาง ย่อมไม่มีวันเป็นของนาง

ต่อให้ฝืนแย่งชิง ก็ไม่มีวันเป็นได้อยู่ดี

ภายในห้อง จี้หานอีมองตามเงาร่างของหลี่หมิงโหรวไปในความเงียบ เมื่อถอนสายตากลับมาก็เห็นสีหน้าของหรงชุนคล้ายอยากพูดบางอย่าง นางจึงยิ้มพลางตบมือสาวใช้เบา ๆ บอกให้ไปเตรียมน้ำร้อนสำหรับอาบน้ำ

น้ำร้อนชะล้างไอเย็นออกจากร่างกาย หลังแช่อยู่เนิ่นนาน ร่างกายจึงค่อยรู้สึกอุ่นขึ้นบ้าง

หรงชุนพลันกระซิบด้วยความกังวล "ต้องรออยู่ท่ามกลางหิมะทั้งคืน ทั้งยังตากลมหนาวถึงเพียงนั้น ฮูหยินน้อยคงจับไข้เป็นแน่ ไม่สู้ให้ข้าน้อยไปเชิญหมอมาตรวจดูเถิดเจ้าค่ะ"

จี้หานอีทนความระคายเคืองในลำคอไม่ไหว จึงไอออกมาหลายครั้ง ก่อนส่งเสียงรับคำในลำคอ

ท่านหมอมาตรวจดูอาการอย่างรวดเร็ว และก็ต้องขมวดคิ้วนิ่วหน้าพลางถอนหายใจ "ร่างกายของฮูหยินน้อยจะทนรับความหนาวเย็นเช่นนี้ได้อย่างไร พิษไข้ครั้งนี้อาจถึงแก่ชีวิตได้เลยนะขอรับ"

หรงชุนผู้อยู่ด้านข้างขอบตาแดงก่ำ จี้หานอีจึงปลอบโยนว่า "เพียงเป็นไข้เท่านั้น เจ้าอย่ากังวลไปเลย"

หรงชุนปาดน้ำตา "แต่ฮูหยินน้อยไม่เคยต้องได้รับความน้อยเนื้อต่ำใจเช่นนี้ เมื่อก่อนแค่โดนเม็ดฝนโปรยปราย ใต้เท้ากับฮูหยินก็ปวดใจแทบแย่แล้วนะเจ้าคะ"

"นับประสาอะไรกับตากหิมะทั้งคืน"

ปลายนิ้วของจี้หานอีชะงักงัน ได้แต่ถอนหายใจแผ่วเบา "หรงชุน วันนี้ไม่เหมือนวันวานแล้ว"

สกุลจี้ตกต่ำลงแล้ว เบื้องหลังไร้คนสนับสนุน จึงไม่อาจคาดหวังให้ผู้ใดมาเห็นใจได้อีก

เวลานั้น ด้านนอกพลันมีบ่าวอาวุโสเข้ามาถ่ายทอดคำสั่ง เป็นคนของฮูหยินผู้เฒ่า คงเพราะรู้เรื่องเมื่อคืนนี้ จึงส่งยาบำรุงร่างกายมาให้ และบอกให้จี้หานอีพักผ่อนให้ดีในช่วงสองวันนี้ ไม่ต้องไปทำความเคารพที่เรือนใหญ่

จี้หานอีรับไว้ และกล่าวขอบคุณ

เมื่อบ่าวอาวุโสคนนั้นกลับไป นางก็สั่งให้หรงชุนนำของที่ถูกส่งมาไปเก็บไว้

แม้นางจะมาจากตระกูลที่ตกต่ำ แต่ชีวิตในอดีตก็นับว่าสูงส่ง อาหารการกินเครื่องนุ่งห่มล้วนใช้ของดีที่สุด ของที่ส่งมาครั้งนี้คล้ายเป็นรังนกหูฉลามก็จริง แต่ก็เป็นเพียงของคุณภาพดาษดื่นเท่านั้น

จี้หานอีไม่ได้คิดถือสา สกุลเซี่ยอย่างไรก็เป็นตระกูลบัณฑิต บรรพบุรุษล้วนเป็นขุนนางสอบได้ตำแหน่งจิ้นซื่อ ย่อมให้ความสำคัญกับกฎระเบียบและมารยาท คงไม่ประพฤติตนน่าเกลียดจนเกินไป แต่ภายใต้กฎระเบียบเหล่านั้น การกระทำอย่างขอไปทีและการรักษาหน้าเพียงเปลือกนอก ก็คือสิ่งที่ฮูหยินผู้เฒ่าสกุลเซี่ยถนัดที่สุด

เมื่อเซี่ยอวี้เหิงกลับมายามดึก ขณะก้าวเข้าห้องชั้นในก็ได้กลิ่นยาสมุนไพรลอยแตะจมูก หัวคิ้วที่ดูเย็นชาของเขาจึงขมวดเข้าหากันเล็กน้อย

เขาเดินเข้าไป เห็นจี้หานอีเอนกายพิงกับหัวเตียง เส้นผมยาวสลวยที่เคยเกล้าเก็บอย่างประณีต บัดนี้กลับปล่อยสยายระหัวไหล่ ใบหน้างามภายใต้คิ้วเรียวที่หลุบต่ำดูซีดเซียวเล็กน้อย เพิ่มความรู้สึกอ่อนแอและกลิ่นอายของผู้ทรงภูมิขึ้นอีกสองส่วน

ภายในห้องไม่ได้จุดเทียนไขให้สว่างเกินไป เปลวเทียนสีนวลตาอาบไล้ลงบนเสื้อคลุมตัวบางของนาง ตำราในมือนางถูกปิดฉับวางลงข้างหมอนทันทีที่เขาก้าวเข้ามา

นี่เป็นครั้งแรกที่เซี่ยอวี้เหิงกลับมาตอนดึกแล้วเห็นจี้หานอีนอนอยู่บนเตียง และเป็นครั้งแรกที่ยามเขาเดินเข้ามา นางไม่ได้ออกไปต้อนรับ และไม่ได้คอยเดินตามหลังต้อย ๆ เพื่อช่วยเปลี่ยนเสื้อผ้า

สีหน้าของเขาไร้ซึ่งอารมณ์ใด เดิมทีเขาก็ไม่ได้ต้องการให้นางทำเรื่องเหล่านั้นอยู่แล้ว สายตาอันเย็นชาจึงจับจ้องร่างบนเตียงนิ่ง "วันนี้หมิงโหรวมาเยี่ยมเจ้า แต่เจ้ากลับไล่นางไป"

ประโยคบอกเล่าเรียบง่าย น้ำเสียงเย็นชาไร้อารมณ์ ฟังดูราบเรียบไม่บ่งบอกความรู้สึก

บางทีอาจเป็นเพราะเขาทำงานที่ศาลต้าหลี่มานาน แม้แต่ประโยคบอกเล่าเช่นนี้ ก็ฟังดูคล้ายกำลังไต่สวนนักโทษ

บัดนี้ เขามาถึงก็เปิดปากคาดคั้นความผิด ดูท่าคงไปหาหลี่หมิงโหรวมาก่อนเป็นแน่

หลี่หมิงโหรวใช้ทุกวิถีทางเพื่อพิสูจน์ให้นางเห็นว่าเซี่ยอวี้เหิงห่วงใยตนที่สุด และนางก็ทำสำเร็จจริง ๆ

จี้หานอีนวดคลึงหว่างคิ้ว การมุ่งหาความผิดซ้ำซากเช่นนี้ ทำให้นางรู้สึกเบื่อหน่ายและว่างเปล่าเหลือเกิน

ซึ่งนางก็รู้สึกเบื่อหน่ายและว่างเปล่าต่อเซี่ยอวี้เหิงแล้วเช่นกัน

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi
Komen (1)
goodnovel comment avatar
ธีร์ ราชรักษ์
ดีมากน่าติดตาม
LIHAT SEMUA KOMENTAR

Bab terbaru

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 474

    ฮูหยินผู้เฒ่ากู้เข้าใจความหมายในคำพูดของจี้หานอีดี นี่แสดงว่าภายในใจนางกำลังเจ็บปวดแล้วนางกู้ที่อยู่ด้านข้างก็เพิ่งเคยได้ยินเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ใบหน้าจึงซีดเผือดในทันใด “เจ้ายากลำบากแทบแย่กว่าจะหลุดพ้นจากสกุลเซี่ยมาได้ แล้วป้าสะใภ้ใหญ่ของเจ้ากลับยังไปชักนำคนสกุลเซี่ยมาอีก...”ฮูหยินผู้เฒ่ากู้ขอบตาแดงเรื่อ ทอดสายตามองจี้หานอี “ยายรู้ดีว่าบัดนี้เจ้ามีวิถีทางของตนเอง ทุกเรื่องราวในใจล้วนกำหนดเอาไว้แล้ว ยายจะไม่บังคับฝืนใจเจ้าอีก”จี้หานอีนิ่งเงียบไปเล็กน้อย ก่อนเอ่ยด้วยเสียงแผ่วเบา “ที่หลานบอกเรื่องนี้กับท่านยาย ก็ไม่ได้ตั้งใจจะมาคิดบัญชีย้อนหลังอันใดหรอกเจ้าค่ะ เพียงแต่อยากสะสางเรื่องราวทุกอย่างให้กระจ่างแจ้งเท่านั้นเอง”“ก่อนหน้านี้ท่านแม่ของหลานอาศัยอยู่ที่นี่มาถึงสามปี ย่อมได้รับการดูแลจากป้าสะใภ้ใหญ่และพี่เยี่ยนจริง ๆ ไม่ว่าสุดท้ายแล้วจะเป็นเช่นไร แต่นั่นก็นับเป็นบุญคุณ หลานย่อมจดจำไว้ในใจเสมอ”“แต่เมื่อครู่ป้าสะใภ้ใหญ่ก็กล่าวเองว่า สามีของหลานจะตัดสินใจเช่นไรย่อมเป็นเรื่องของเขา สิ่งที่หลานทำได้คือ หากสามีหลานมีน้ำใจอยากช่วยเหลือย่อมสามารถทำได้ แต่หากเขาไม่ยินยอม หลานก็จะไม่

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 473

    กู้สวินจึงรีบยกชายเสื้อคลุมขึ้น แล้วคุกเข่าลงตรงหน้าเสิ่นซื่อทันทีสายตาของผู้คนต่างพากันหันมามองตามการคุกเข่าของกู้สวินนางจางมองดูภาพนั้น พลางลอบคิดในใจว่านางหลิวถึงขั้นยอมให้กู้สวินคุกเข่าเพื่อประจบท่านโหวเสิ่นเชียวหรือ จึงได้แต่กัดฟันกรอดด้วยความเจ็บใจที่ตนเองคิดไม่ทัน การคุกเข่าให้เสิ่นซื่อหาใช่เรื่องน่าอายไม่ หากสามารถสร้างเส้นสายกับเขาได้ ผู้ที่มีโอกาสคุกเข่าขอร้องให้เสิ่นซื่อช่วยเหลือนั้น จะมีสักกี่คนกันเชียว?เสิ่นซื่อขมวดคิ้วเล็กน้อย หางตาเหลือบเห็นจี้หานอีมองมาทางตนเองเช่นกัน จึงบอกให้กู้สวินลุกขึ้นพูดตามตรง การที่จี้หานอีต้องมาเห็นพี่สวินคุกเข่าให้เสิ่นซื่อด้วยตาตนเองเช่นนี้ ก็ให้รู้สึกไม่ค่อยสบายใจนัก ถึงอย่างไรเขาก็เป็นญาติพี่น้องของนางแต่เมื่อนึกได้ว่าเสิ่นซื่อเป็นผู้ช่วยชีวิตพี่สวิน ประกอบกับฐานะของเสิ่นซื่อเองก็สูงส่งอยู่ก่อนแล้ว นางจึงไม่ได้คิดอะไรอีก นอกจากควรต้องซาบซึ้งในบุญคุณของเสิ่นซื่อให้มากเข้าไว้พลันได้ยินเสิ่นซื่อเอ่ยขึ้นด้วยเสียงราบเรียบประโยคหนึ่ง “ข้าทำเพื่อช่วยหานอี ไม่จำเป็นต้องขอบคุณ”นางหลิวชะงักงันไปชั่วขณะ ครั้นตระหนักถึงความหมาย ก็รีบหัน

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 472

    หากไม่มีความคิดเช่นนี้แต่แรกก็คงไม่เป็นไร แต่เมื่อคิดขึ้นมาแล้วกลับไม่ได้ครอบครอง นั่นต่างหากคือสิ่งที่ทรมานใจคนยิ่งกว่ากู้หว่านอวิ๋นยิ่งรู้สึกกระอักกระอ่วนใจเสียจนไม่อยากมองจี้หานอีแม้แต่ปราดเดียวในสถานการณ์นี้ มีเพียงใบหน้าของฮูหยินผู้เฒ่ากู้และคนของบ้านรองเท่านั้นที่แสดงออกถึงความกระตือรือร้นอย่างแท้จริง ทว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าเสิ่นซื่อก็ยังคงดูประหม่าอยู่บ้าง ไม่กล้าทำตัวสนิทสนมจนเกินงาม ได้แต่กล่าวเชิญให้ผู้มาเยือนเดินเข้าไปด้านในป้าสะใภ้รองนางหลิวถึงกับก้าวเข้ามาคล้องแขนจี้หานอี หลังพินิจดูอย่างละเอียดก็เริ่มไถ่ถามความเป็นอยู่ด้วยความเอาใจใส่แต่ก่อนนางมักรู้สึกอยู่เสมอว่าบางทีวันหนึ่งจี้หานอีอาจได้รับวาสนาครั้งใหญ่ นึกไม่ถึงว่าบัดนี้จะสามารถแต่งเข้าจวนสกุลเสิ่นได้จริง ๆ นางไม่เคยคาดคิดเลยว่าหลานสาวจะมีวาสนาที่ยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้ ตอนแรกที่ได้รับเชิญให้ไปร่วมงานมงคลสมรสในจวนสกุลเสิ่นก็ว่าน่าเหลือเชื่อแล้ว วันนี้เมื่อได้มาเห็นด้วยตาตนเองก็บอกไม่ถูกว่าเป็นความรู้สึกเช่นไร นางทั้งดีใจแทนจี้หานอี และก็รู้สึกว่าหลานสาวช่างดวงดีเหลือเกินสำหรับสตรีที่ตระกูลฝั่งมารดากำลังตกต่ำผู้หนึ

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 471

    แล้วกาลเวลาก็ล่วงเลยมาถึงวันที่สาม ซึ่งเป็นกำหนดกลับไปเยี่ยมบ้านเดิมอย่างรวดเร็ว ในเมื่อจี้หานอีแต่งออกจากจวนเฉิงอันโหว ก็ต้องเดินทางไปที่จวนเฉิงอันโหวก่อนเป็นอันดับแรกเมื่อไปถึงจวนเฉิงอันโหว ผู้คนในจวนต่างก็พากันมารอต้อนรับอย่างครึกครื้นแต่เช้าตรู่จี้หานอีเพิ่งเข้าไปคารวะองค์หญิงใหญ่หรงชิ่งเสร็จ ก็ถูกผู้คนดึงตัวไปพูดคุยด้วยทันทีเสิ่นซื่อปรายตามองจี้หานอีผู้ถูกคนในจวนเฉิงอันโหวรุมล้อมชวนคุย ครั้นเห็นรอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้าจิ้มลิ้มที่ขาวผ่องและว่าง่ายของนาง เขาก็คลายความกังวล ก่อนจะเดินไปยังเรือนส่วนหน้าเพื่อร่วมวงสนทนากับพวกบุรุษองค์หญิงใหญ่หรงชิ่งแย้มยิ้มพลางกล่าว "ดอกสาลี่ในลานเรือนบานแล้ว แดดวันนี้ก็กำลังดี อย่ามัวแต่นั่งอุดอู้อยู่ในห้องนี้เลย ประเดี๋ยวจะรู้สึกอึดอัดเสียเปล่า ๆ"ดังนั้น ผู้คนทั้งหลายจึงพากันมุ่งหน้าไปยังเรือนหลีฮวาที่อยู่หลังจวนบนโต๊ะจัดวางน้ำชาหอมกรุ่นคู่กับผลไม้หลากชนิด สายตาของทุกคนต่างก็จับจ้องมาที่จี้หานอี เมื่อเห็นว่านางมีผิวพรรณเปล่งปลั่ง คิ้วตาดูอ่อนโยนละมุนละไม คล้ายเป็นสตรีที่ได้แต่งงานกับคู่ครองแสนดีและถูกดูแลอย่างทะนุถนอม ก็ให้อดรู้สึกอิจฉาข

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 470

    แต่ความเจ็บแปลบบนริมฝีปากกลับย้ำเตือนว่าเรื่องราวคล้ายไม่ใช่ความฝันเมื่อนางลืมตาขึ้นอย่างสะลึมสะลือ ก็เห็นเสิ่นซื่อกำลังหลับตากอดนางไว้ ใบหน้าหล่อเหลานั้นดูเคร่งขรึมและจริงจังยิ่งแต่เมื่อคืนบุรุษผู้ดูเคร่งขรึมจริงจังผู้นี้ กลับ...จี้หานอีไม่กล้าคิดฟุ้งซ่านต่อ ได้แต่จ้องมองใบหน้าของเสิ่นซื่อจนเหม่อลอยไปชั่วขณะในอดีตตอนที่ยังไม่ได้ใกล้ชิดกับเสิ่นซื่อถึงเพียงนี้ นางไม่เคยบังเกิดความรู้สึกใด ๆ ต่อเขาเลย ทว่ายามราตรีตลอดสองคืนที่ผ่านมา หลังได้นอนร่วมเรียงเคียงหมอน นางก็ตระหนักดีว่าความสัมพันธ์ระหว่างตนกับเสิ่นซื่อนั้น มีบางอย่างได้แปรเปลี่ยนไปแล้ว...ขณะกำลังจ้องมองใบหน้าของเสิ่นซื่ออย่างเหม่อลอย เสิ่นซื่อก็พลันลืมตาขึ้นมาทันทีเมื่อจี้หานอีสบตาเขา หนังศีรษะก็พลันชายิบ รีบหลับตาลงด้วยความรู้สึกผิดราวโจรขโมยของ แม้รู้ดีว่าพฤติกรรมนี้ไม่ต่างอันใดกับการปิดหูขโมยกระดิ่ง แต่ก็ไม่อาจทนสบตากับเสิ่นซื่อได้จริง ๆเมื่อคืนนางไม่ได้ปรารถนาเลยแท้ ๆ แต่ความสุขสมซาบซ่านนั้นกลับเป็นสิ่งที่นางไม่เคยพานพบมาก่อนในชีวิตในอดีตเซี่ยอวี้เหิงไม่เคยเป็นเช่นนั้น หลังแต่งงานช่วงแรก เขาก็มักเร่งรีบอยู่เส

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 469

    ดวงจันทร์นอกหน้าต่างลอยเด่นเหนือยอดไม้ เงาไม้ส่งเสียงสวบสาบขณะไหวเอนไปตามสายลมแสงเทียนถูกครอบคุ้มไว้ในโคมผ้าโปร่ง ประหนึ่งดวงดาราที่ถูกโอบอุ้มเงาร่างทาบทับซ้อนกันบนฉากกั้น เสมือนดั่งภาพวาดสาดน้ำหมึกที่เพิ่งเข้ากรอบเสร็จใหม่ ๆ มีทั้งทิวเขาคดเคี้ยวสลับซับซ้อน และมวลเมฆาที่ก่อตัวขึ้นอย่างอิสระยามเส้นผมดำขลับทิ้งตัวลงมาพลันบังเกิดสายลมแผ่วเบา พัดกวนธูปในกระถางปั๋วซานที่กำลังจะดับมิดับแหล่ ควันธูปเปลี่ยนทิศทางอย่างกะทันหัน ลอยละล่องไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งนั่นคือทิศทางที่สำนักโหรหลวงเคยกล่าวไว้ว่าเป็นทิศสถิตของเทพเจ้าแห่งความปีติยินดีในคืนนี้หยกพกพลันกระทบเข้ากับที่วางเท้า บังเกิดเสียง "เคล้ง" ดังกังวานใส ปลุกดวงจันทร์ที่ขดตัวอยู่เหนือตะขอเกี่ยวผ้าม่านให้ตื่นตระหนก แสงจันทร์จึงสาดส่องผ่านช่องหน้าต่างลายข้าวหลามตัดช่องที่เจ็ดเข้ามา อาบไล้ครอบคลุมข้อเท้าพอดีกลิ่นเครื่องหอมอ้อยอิ่ง กลุ่มควันที่ม้วนตัวขึ้นมาจากกระถางธูปปั๋วซานชะงักค้างกลางอากาศ กลายเป็นมาตรวัดแห่งกาลเวลากลุ่มควันสั่นไหวก่อนแตกกระจายและรวมตัวกันใหม่ด้วยความตื่นตระหนก ราวกับฝูงนกกระเรียนที่ถูกก่อกวน และนางก็คือนก

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status