Share

บทที่ 3

Author: หยกงาม
เมื่อหรงชุนผู้ยืนอยู่ด้านหลังจี้หานอีได้ยินคำพูดนี้ ก็ถึงขั้นโกรธจนตัวสั่น

ไหนเลยหลี่หมิงโหรวจะทนกลิ่นต้นไห่ถังไม่ได้ เป็นนางทนเห็นฮูหยินน้อยมีความสุขไม่ได้ต่างหาก

ยามใดที่เห็นความสัมพันธ์ของฮูหยินน้อยกับนายท่านดีขึ้นสักหน่อย หลี่หมิงโหรวก็เป็นต้องหาทางสร้างปัญหาขึ้นมาเสมอ

ที่ฮูหยินน้อยชอบดอกไห่ถัง ก็เพราะมารดาของนางเคยชอบ ใต้เท้าผู้เป็นบิดาฮูหยินน้อยจึงลงมือปลูกไว้เต็มเรือน และบิดามารดาของนางก็มีวาสนาต่อกันเพราะดอกไห่ถังนี้เอง

ดอกไห่ถังเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจของฮูหยินน้อย แต่ครั้งนั้นเพียงเพราะคำพูดประโยคเดียวของหลี่หมิงโหรว นายท่านก็สั่งให้คนถอนต้นไห่ถังที่ฮูหยินน้อยปลูกกับมือทิ้งหมดสิ้น

ในวันนั้น ฮูหยินน้อยร่ำไห้ขอร้องให้นายท่านเหลือไว้สักต้น แต่นายท่านกลับไม่แยแส ยังคงสั่งให้คนถอนทิ้งทั้งหมด

การขุดเรื่องที่ผ่านไปแล้วเกือบสองปีมาพูดเช่นนี้ ไม่เท่ากับโรยเกลือลงบนแผลของฮูหยินน้อยหรอกหรือ

จี้หานอีเอียงศีรษะมองออกไปนอกหน้าต่าง

ปีที่เพิ่งแต่งเข้าสกุลเซี่ยนั้น นางเคยคิดว่าจะได้ครองคู่กับเซี่ยอวี้เหิงด้วยความเคารพรักใคร่เช่นท่านพ่อกับท่านแม่ไปชั่วชีวิต

เพราะเซี่ยอวี้เหิงนั้นทั้งสูงส่งและเที่ยงธรรม นางเคยได้ยินชื่อเสียงอันดีงามของเขามานานแล้ว

ผู้คนต่างกล่าวขานว่าเขาเป็นวิญญูชนผู้สูงส่ง ไม่เคยแปดเปื้อนความโสมมทางโลก

ที่นางปลูกต้นไห่ถัง ก็เพราะคิดว่าตนจะได้อาศัยอยู่ที่นี่อย่างสงบสุขไปชั่วชีวิต

ต้นไม้ทุกต้นที่นางลงมือปลูก ล้วนแฝงไว้ด้วยความทุ่มเททั้งกายใจ

ทว่ายามนี้ทิวทัศน์นอกหน้าต่างกลับรกร้างว่างเปล่า เมื่อมองออกไป ก็เห็นเพียงสีขาวโพลนราบเรียบ ไร้ซึ่งสีสันอื่นใด

จี้หานอีหันกลับมา สีหน้าแววตายังคงเยือกเย็น

นางเคยจมดิ่งอยู่ในความเสียใจเนิ่นนาน เวลานั้นไม่มีใครคิดปลอบโยนนาง และนางก็ยิ่งไม่อาจให้ท่านแม่และท่านยายต้องมาเสียใจเพราะนางอีก ภายใต้ราตรีที่เงียบงัน บาดแผลเหล่านั้นจึงค่อย ๆ สมานตัวเอง จนกระทั่งไม่รู้สึกเจ็บปวดอีกต่อไป

ปลายนิ้วยังคงเย็นเฉียบ แม้แต่น้ำชาก็ไม่อาจมอบความอบอุ่นให้ร่างกาย จี้หานอีพลันกล่าวด้วยเสียงแผ่วเบา "ดอกไห่ถังหาดูที่ใดก็ได้ แต่ผู้คนต่างหากสำคัญที่สุด"

คำพูดที่เนิบช้าไม่รีบร้อนนั้น ทำให้หลี่หมิงโหรวรู้สึกคล้ายชกหมัดลงบนปุยนุ่น

คิดไม่ถึงเลยว่านางพูดแทงใจดำถึงเพียงนี้ จี้หานอีกลับยังยอมทนเฝ้ารอคนที่ไร้ใจอยู่อีก

คงเป็นเพราะต้นตระกูลตกต่ำ จึงตัดใจทิ้งความร่ำรวยสุขสบายไม่ได้กระมัง

นางนึกดูแคลนคนเช่นนี้จากก้นบึ้งของหัวใจ

ที่นางมาในครั้งนี้ เดิมทีก็ไม่ได้คิดไว้หน้าจี้หานอีอยู่แล้ว นางถึงวัยปักปิ่นมาหนึ่งปีเต็ม จึงแทบรอไม่ไหวอีกต่อไป

หลี่หมิงโหรวขยับตัวนั่งหลังตรง แววตาไม่ปิดบังถึงความดูแคลนและความอวดดี "พี่สะใภ้รู้หรือไม่ ในปีที่พี่สะใภ้ถือสัญญาหมั้นหมายมาหาท่านพี่ เดิมทีท่านป้าก็เตรียมจะให้ข้าแต่งกับท่านพี่อยู่แล้ว"

"หากไม่ใช่ท่านสอดมือ ถือสัญญาหมั้นเมื่อสิบปีก่อนมาอวดอ้าง เวลานี้ข้าคงได้เป็นภรรยาของท่านพี่ไปแล้ว"

"พี่สะใภ้แต่งเข้าสกุลเซี่ยมาได้สองปี น่าจะเข้าใจดีว่าข้ามีตำแหน่งใดในใจท่านพี่"

"หากพี่สะใภ้รู้ความและขอหย่าไปเอง ข้าก็ยังพอช่วยพูดให้ท่านพี่กับท่านป้ามอบค่าชดเชยให้ท่านได้บ้างเจ้าค่ะ"

หลี่หมิงโหรวลุกขึ้นยืนหลังพูดจบ ก่อนมองจี้หานอีด้วยแววตาเหยียดหยาม "พี่สะใภ้ ท่านอย่าทำตัวไม่รู้ความหน่อยเลย"

"ตัวท่านอยู่กลางหิมะตลอดทั้งคืน แต่ท่านพี่กลับไม่คิดไยดี นี่ท่านยังดูไม่ออกอีกหรือ? ท่านพี่หาได้สนใจท่านไม่"

"คนเราต้องรู้จักเจียมเนื้อเจียมตัว อย่าได้โลภมากเกินไปนัก"

ม่านประตูสะบัดไหว เสียงฝีเท้าแผ่วเบาแว่วห่างออกไป

หลี่หมิงโหรวกระชับแขนเสื้อขณะมองดูหิมะในลานเรือนที่ยังไม่ละลาย จากนั้นจึงมองต้นสาลี่ซึ่งเติบโตสูงใหญ่อยู่มุมกำแพง นางพ่นลมหายใจขาวโพลนออกมา ก่อนคลี่ยิ้ม

เป็นนางกับท่านพี่ช่วยกันปลูกต้นสาลี่ต้นนั้น ครั้งที่นางเพิ่งมาจวนสกุลเซี่ยในวัยเด็ก ท่านพี่เคยบอกว่า ตราบใดที่ต้นสาลี่ต้นนี้ยังอยู่ นางก็จะยังเป็นคนสำคัญของเขาตลอดไป

และเขาจะปกป้องนางชั่วชีวิต

หลี่หมิงโหรวคิดดูถูกจี้หานอี

เพราะจี้หานอีไม่เข้าใจ สิ่งใดที่ไม่ใช่ของนาง ย่อมไม่มีวันเป็นของนาง

ต่อให้ฝืนแย่งชิง ก็ไม่มีวันเป็นได้อยู่ดี

ภายในห้อง จี้หานอีมองตามเงาร่างของหลี่หมิงโหรวไปในความเงียบ เมื่อถอนสายตากลับมาก็เห็นสีหน้าของหรงชุนคล้ายอยากพูดบางอย่าง นางจึงยิ้มพลางตบมือสาวใช้เบา ๆ บอกให้ไปเตรียมน้ำร้อนสำหรับอาบน้ำ

น้ำร้อนชะล้างไอเย็นออกจากร่างกาย หลังแช่อยู่เนิ่นนาน ร่างกายจึงค่อยรู้สึกอุ่นขึ้นบ้าง

หรงชุนพลันกระซิบด้วยความกังวล "ต้องรออยู่ท่ามกลางหิมะทั้งคืน ทั้งยังตากลมหนาวถึงเพียงนั้น ฮูหยินน้อยคงจับไข้เป็นแน่ ไม่สู้ให้ข้าน้อยไปเชิญหมอมาตรวจดูเถิดเจ้าค่ะ"

จี้หานอีทนความระคายเคืองในลำคอไม่ไหว จึงไอออกมาหลายครั้ง ก่อนส่งเสียงรับคำในลำคอ

ท่านหมอมาตรวจดูอาการอย่างรวดเร็ว และก็ต้องขมวดคิ้วนิ่วหน้าพลางถอนหายใจ "ร่างกายของฮูหยินน้อยจะทนรับความหนาวเย็นเช่นนี้ได้อย่างไร พิษไข้ครั้งนี้อาจถึงแก่ชีวิตได้เลยนะขอรับ"

หรงชุนผู้อยู่ด้านข้างขอบตาแดงก่ำ จี้หานอีจึงปลอบโยนว่า "เพียงเป็นไข้เท่านั้น เจ้าอย่ากังวลไปเลย"

หรงชุนปาดน้ำตา "แต่ฮูหยินน้อยไม่เคยต้องได้รับความน้อยเนื้อต่ำใจเช่นนี้ เมื่อก่อนแค่โดนเม็ดฝนโปรยปราย ใต้เท้ากับฮูหยินก็ปวดใจแทบแย่แล้วนะเจ้าคะ"

"นับประสาอะไรกับตากหิมะทั้งคืน"

ปลายนิ้วของจี้หานอีชะงักงัน ได้แต่ถอนหายใจแผ่วเบา "หรงชุน วันนี้ไม่เหมือนวันวานแล้ว"

สกุลจี้ตกต่ำลงแล้ว เบื้องหลังไร้คนสนับสนุน จึงไม่อาจคาดหวังให้ผู้ใดมาเห็นใจได้อีก

เวลานั้น ด้านนอกพลันมีบ่าวอาวุโสเข้ามาถ่ายทอดคำสั่ง เป็นคนของฮูหยินผู้เฒ่า คงเพราะรู้เรื่องเมื่อคืนนี้ จึงส่งยาบำรุงร่างกายมาให้ และบอกให้จี้หานอีพักผ่อนให้ดีในช่วงสองวันนี้ ไม่ต้องไปทำความเคารพที่เรือนใหญ่

จี้หานอีรับไว้ และกล่าวขอบคุณ

เมื่อบ่าวอาวุโสคนนั้นกลับไป นางก็สั่งให้หรงชุนนำของที่ถูกส่งมาไปเก็บไว้

แม้นางจะมาจากตระกูลที่ตกต่ำ แต่ชีวิตในอดีตก็นับว่าสูงส่ง อาหารการกินเครื่องนุ่งห่มล้วนใช้ของดีที่สุด ของที่ส่งมาครั้งนี้คล้ายเป็นรังนกหูฉลามก็จริง แต่ก็เป็นเพียงของคุณภาพดาษดื่นเท่านั้น

จี้หานอีไม่ได้คิดถือสา สกุลเซี่ยอย่างไรก็เป็นตระกูลบัณฑิต บรรพบุรุษล้วนเป็นขุนนางสอบได้ตำแหน่งจิ้นซื่อ ย่อมให้ความสำคัญกับกฎระเบียบและมารยาท คงไม่ประพฤติตนน่าเกลียดจนเกินไป แต่ภายใต้กฎระเบียบเหล่านั้น การกระทำอย่างขอไปทีและการรักษาหน้าเพียงเปลือกนอก ก็คือสิ่งที่ฮูหยินผู้เฒ่าสกุลเซี่ยถนัดที่สุด

เมื่อเซี่ยอวี้เหิงกลับมายามดึก ขณะก้าวเข้าห้องชั้นในก็ได้กลิ่นยาสมุนไพรลอยแตะจมูก หัวคิ้วที่ดูเย็นชาของเขาจึงขมวดเข้าหากันเล็กน้อย

เขาเดินเข้าไป เห็นจี้หานอีเอนกายพิงกับหัวเตียง เส้นผมยาวสลวยที่เคยเกล้าเก็บอย่างประณีต บัดนี้กลับปล่อยสยายระหัวไหล่ ใบหน้างามภายใต้คิ้วเรียวที่หลุบต่ำดูซีดเซียวเล็กน้อย เพิ่มความรู้สึกอ่อนแอและกลิ่นอายของผู้ทรงภูมิขึ้นอีกสองส่วน

ภายในห้องไม่ได้จุดเทียนไขให้สว่างเกินไป เปลวเทียนสีนวลตาอาบไล้ลงบนเสื้อคลุมตัวบางของนาง ตำราในมือนางถูกปิดฉับวางลงข้างหมอนทันทีที่เขาก้าวเข้ามา

นี่เป็นครั้งแรกที่เซี่ยอวี้เหิงกลับมาตอนดึกแล้วเห็นจี้หานอีนอนอยู่บนเตียง และเป็นครั้งแรกที่ยามเขาเดินเข้ามา นางไม่ได้ออกไปต้อนรับ และไม่ได้คอยเดินตามหลังต้อย ๆ เพื่อช่วยเปลี่ยนเสื้อผ้า

สีหน้าของเขาไร้ซึ่งอารมณ์ใด เดิมทีเขาก็ไม่ได้ต้องการให้นางทำเรื่องเหล่านั้นอยู่แล้ว สายตาอันเย็นชาจึงจับจ้องร่างบนเตียงนิ่ง "วันนี้หมิงโหรวมาเยี่ยมเจ้า แต่เจ้ากลับไล่นางไป"

ประโยคบอกเล่าเรียบง่าย น้ำเสียงเย็นชาไร้อารมณ์ ฟังดูราบเรียบไม่บ่งบอกความรู้สึก

บางทีอาจเป็นเพราะเขาทำงานที่ศาลต้าหลี่มานาน แม้แต่ประโยคบอกเล่าเช่นนี้ ก็ฟังดูคล้ายกำลังไต่สวนนักโทษ

บัดนี้ เขามาถึงก็เปิดปากคาดคั้นความผิด ดูท่าคงไปหาหลี่หมิงโหรวมาก่อนเป็นแน่

หลี่หมิงโหรวใช้ทุกวิถีทางเพื่อพิสูจน์ให้นางเห็นว่าเซี่ยอวี้เหิงห่วงใยตนที่สุด และนางก็ทำสำเร็จจริง ๆ

จี้หานอีนวดคลึงหว่างคิ้ว การมุ่งหาความผิดซ้ำซากเช่นนี้ ทำให้นางรู้สึกเบื่อหน่ายและว่างเปล่าเหลือเกิน

ซึ่งนางก็รู้สึกเบื่อหน่ายและว่างเปล่าต่อเซี่ยอวี้เหิงแล้วเช่นกัน

Continue to read this book for free
Scan code to download App
Comments (1)
goodnovel comment avatar
ธีร์ ราชรักษ์
ดีมากน่าติดตาม
VIEW ALL COMMENTS

Latest chapter

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 686

    ภายในจวนสกุลเสิ่น จี้หานอีกำลังร่วมรับประทานอาหารค่ำกับเสิ่นซื่อแม้จี้หานอีมีนิสัยเนิบนาบอ่อนโยน ทั้งยังค่อนข้างเงียบขรึมและเก็บเนื้อเก็บตัว แต่ก็ไม่ได้เงียบงันจนดูไร้ชีวิตชีวาเช่นเสิ่นซื่อแน่นอนช่วงเวลาที่ทั้งสองได้รับประทานอาหารค่ำร่วมกันนั้นมีไม่มาก เดิมทีคิดว่าเสิ่นซื่อจะไม่กลับมา อาหารค่ำจากโรงครัววันนี้จึงมีแต่จานโปรดของจี้หานอีทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นจานที่มีรสเปรี้ยวอมหวาน รสหวานนำ รสเปรี้ยวจัด แล้วก็ยังมีปลาหลีฮื้อทอดรสเผ็ดเล็กน้อยอีกหนึ่งจานบนโต๊ะอาหารทั้งสองต่างไร้ซึ่งวาจา เสิ่นซื่อยิ่งเงียบงันไม่ยอมพูดคุยแม้ครึ่งคำ เขาเพียงคอยคีบอาหารให้จี้หานอีเป็นระยะเช่นเดิมเท่านั้นจี้หานอีเห็นเสิ่นซื่อคล้ายแทบไม่แตะต้องอาหาร สุดท้ายจึงถามด้วยความลังเลใจว่า “หรือจะให้โรงครัวทำมาให้ใหม่ดีไหมเจ้าคะ?”นั่นเอง เสิ่นซื่อถึงค่อยเงยหน้าขึ้นมองจี้หานอี แววตานั้นราวคนที่ถูกละเลยมาเนิ่นนาน แฝงไว้ด้วยความแง่งอนระคนตัดพ้อประหนึ่งว่าในที่สุดนางก็นึกถึงเขาเสียทีจี้หานอีเองก็ไม่ทราบเช่นกันว่าเหตุใดตนจึงสัมผัสได้ถึงห้วงอารมณ์เช่นนี้ของเสิ่นซื่อ ทั้งที่ใบหน้าของเขายังคงราบเรียบเย็นชา ซ้ำยังคงไว้ซ

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 685

    "อีกสองเดือนข้าก็จะอายุครบยี่สิบห้า ข้ารอต่อไปไม่ไหวแล้วจริง ๆ มิเช่นนั้นท่านพ่อคงได้เฆี่ยนข้าจนเนื้อปริแน่ หรือเจ้าต้องการให้ข้าป่าวประกาศเรื่องนี้ต่อหน้าผู้คนสกุลชุยในเวลานั้นเล่า?"ชุยจาวอวิ๋นรู้สึกตีบตันในลำคอ ชัดเจนว่าชุยจิ่นจวินกำลังพูดข่มขู่ บีบให้นางจำต้องตอบตกลงแผงอกอันแข็งแกร่งดุจผนังทองแดงกำแพงเหล็กของชุยจิ่นจวินกดทับลงมาจนชุยจาวอวิ๋นแทบหายใจไม่ออก ท่วงท่าของทั้งสองยามนี้ช่างดูคลุมเครือชวนให้คิดลึก แม้ภายในรถม้าจะกว้างขวาง แต่ชุยจาวอวิ๋นกลับถูกชุยจิ่นจวินโอบกอดและกดทับไว้ใต้ร่าง ตรึงไว้ตรงมุมหนึ่งจนไม่อาจขยับเขยื้อนลมหายใจร้อนระอุเป่ารดลงมาที่ตัวนาง ตลอดหลายปีนี้ แม้กล่าวว่าชุยจิ่นจวินมักบีบบังคับนาง มักบุกรุกเข้ามาในห้องนอนนางโดยไม่บอกล่วงหน้า ทว่าเขาก็ยังรู้จักหักห้ามใจตนเอง ไม่เคยกระทำการใดเกินงาม ซ้ำมือของเขาก็ไม่เคยลูบคลำบนกายนางสะเปะสะปะ แม้นางจะสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่างจากตัวเขา แต่เขาก็เพียงประทับจูบนางสองสามหน แล้วก็รีบผละจากไปอย่างรวดเร็วทันทีแต่เวลานี้แววตาของชุยจิ่นจวินกลับไม่เหมือนเดิม แลดูมืดทะมึนน่าหวาดกลัว แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายแห่งการรุกล้ำน่าครั่นค

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 684

    เสียงของชุยจิ่นจวินไม่ต่างไปจากกรวดหินก้อนเล็ก ๆ ที่ร่วงกราวลงกลางหัวใจขอบตาของชุยจาวอวิ๋นค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นสีแดงเรื่อคำพูดของชุยจิ่นจวินทำให้นางไม่อาจหาเหตุผลใดมาโต้แย้งได้อีกต่อให้นางไม่อยากยอมรับ แต่นางก็กำลังใช้ประโยชน์จากชุยจิ่นจวินอยู่จริง ๆแม้นางจะไม่เคยขาดแคลนข้าวของเครื่องใช้ใดเมื่ออยู่ในจวนโหว ซ้ำเบี้ยหวัดรายเดือนของคุณหนูทุกคนต่างก็ได้รับเท่ากันหมด ลำพังค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันย่อมเพียงพอ แต่คงไม่มีทางนำไปจุนเจือเด็กกำพร้าจำนวนมากถึงเพียงนั้นแน่ชุยจิ่นจวินเป็นคนมือเติบ ด้วยความที่เป็นถึงบุตรชายคนโตของสกุลชุย เป็นผู้นำตระกูลชุยในอนาคต ซ้ำตำแหน่งขุนนางก็ไม่ได้ต่ำต้อย ทั้งยังได้รับความไว้วางใจจากฮ่องเต้ ข้าวของทุกชิ้นที่ผ่านมือเขาจึงต้องเป็นของชั้นเลิศทั้งสิ้นตัวนางเองย่อมไม่อาจนำเครื่องประดับทั้งหมดไปจำนำหรือขายต่อ อย่างไรเสียก็ต้องมีเครื่องประดับไว้สวมใส่ให้ผู้คนได้เห็น ทั้งเครื่องประดับของนางล้วนเป็นของที่จวนโหวจัดส่งมาให้ หากอยู่ดี ๆ เกิดสูญหายไปโดยไร้เหตุ ย่อมตกเป็นที่เคลือบแคลงของผู้คนอย่างเลี่ยงไม่ได้ดังนั้น บรรดาของกำนัลที่ชุยจิ่นจวินดึงดันมอบมาให้ นาง

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 683

    อารมณ์ความรู้สึกของเขามักถูกดึงดูดไปตามการมีอยู่ของนาง ยามใดมีนางอยู่ เขาก็ไม่อาจละสายตาไปจากนางแม้แต่น้อยถึงขั้นยอมเดินทางไกลนับพันลี้เพื่อไปเสาะหายามารักษานางในอดีตชุยจาวอวิ๋นเคยสนิทสนมกับเขา ทว่าบัดนี้นางกลับเอาแต่ผลักไส ราวกับว่าเขาเป็นภัยพิบัติหรือสัตว์ร้ายอย่างไรอย่างนั้นชุยจิ่นจวินค่อย ๆ คลายมือออก พลางกล่าวด้วยเสียงแหบพร่า “ต่อให้ข้าเป็นคนที่น้องหญิงรองไม่ชอบก็ไม่เป็นไร แต่ยามนี้ที่บ้านกำลังเจรจาเรื่องแต่งงานให้ข้า ถึงเวลานั้นข้าจะไปบอกกล่าวกับท่านแม่โดยตรงเอง”กล่าวพลางชุยจิ่นจวินก็จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของชุยจาวอวิ๋น “อย่างไรเสีย เรื่องราวระหว่างเราก็ต้องมีคนรู้เข้าสักวันไม่ใช่หรือ?”ร่างกายของชุยจาวอวิ๋นสั่นสะท้านแผ่วเบา นัยน์ตาค่อย ๆ รื้นด้วยความหวาดผวาขณะจ้องมองชุยจิ่นจวิน “เรื่องราวอันใดระหว่างพวกเรา? ข้ากับท่านไม่มีเรื่องอันใดต่อกันทั้งสิ้น…”“หากท่านทำเช่นนี้ แล้วจะให้ข้าอาศัยอยู่ในสกุลชุยต่อไปได้อย่างไร? ท่านจะให้ข้าสู้หน้าท่านแม่และคนอื่น ๆ ในสกุลชุยได้อย่างไร?”ชุยจิ่นจวินเลิกคิ้วมองท่าทางอันหวาดผวาของชุยจาวอวิ๋น “ระหว่างพวกเราไม่มีความสัมพันธ์อันใดต่อกันงั้น

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 682

    แม้ชุยจาวอวิ๋นจะมองไม่เห็นสีหน้าของชุยจิ่นจวิน แต่นางกลับรู้สึกว่าการที่เขายืนอยู่ในยามนี้ก็ไม่ต่างจากมีขุนเขาตั้งตระหง่านกลิ่นอายบนร่างเขาโอบล้อมตัวนางไว้ ทำให้ไม่ว่านางจะไปที่ใด ก็ไม่อาจหนีพ้นชุยจาวอวิ๋นหลุบตาลง สองเท้าก้าวไปยังรถม้าที่จอดรออยู่ด้วยความยากลำบากเล็กน้อยชุยจิ่นจวินยื่นมือไปหมายช่วยประคอง แต่นางกลับไม่มีทีท่าว่าจะวางมือลง ซ้ำยังก้าวขึ้นรถม้าไปคนเดียวเสียอีกชุยจิ่นจวินทอดสายตามองท่าทีรักษาระยะห่างของชุยจาวอวิ๋นอย่างเงียบงัน เขารอกระทั่งนางขึ้นรถม้าไปแล้ว ถึงค่อยก้าวตามขึ้นไปติด ๆภายในรถม้ามีเพียงเขากับนางสองคน ชุยจิ่นจวินนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับชุยจาวอวิ๋น เมื่อรถม้าเริ่มเคลื่อนตัวไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้า ชุยจิ่นจวินก็จ้องมองชุยจาวอวิ๋นพลางถาม "นี่อยากหลบหน้าข้าถึงเพียงนี้เชียวหรือ?"ชุยจาวอวิ๋นไม่ได้ตอบคำใด เพียงนั่งมองม่านหน้าต่างที่สะบัดไหวไปมาตามจังหวะการเคลื่อนตัวของรถม้าในความเงียบ ชุยจิ่นจวินมองดูท่าทีเมินเฉยของชุยจาวอวิ๋น นับตั้งแต่เขาเผยความในใจ นางก็เอาแต่แสดงท่าทีเย็นชาเช่นนี้มาโดยตลอด ทั้งยังพยายามหลบหน้าเขาทุกวิถีทางเท่าที่จะทำได้ทั้งที่นางก็รู้

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 681

    เหตุผลที่เขายุ่งเช่นนี้ก็เพราะหมายเร่งปิดคดีจวนหย่งชิงโหวให้เสร็จโดยเร็ว เพื่อให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่งานรัดตัวที่สุด เนื่องจากอยากมีเวลาว่างมาคอยอยู่เคียงข้างนางให้มากขึ้นเสิ่นซื่อรู้ตัวดีมาตลอดว่า ช่วงเวลาที่ตนเองได้อยู่เคียงข้างจี้หานอีนั้นมีน้อยเหลือเกินตลอดเวลากว่าหนึ่งเดือนหลังเข้าพิธีวิวาห์ก็มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายแต่ความจริงนั้น สุดท้ายก็เป็นตัวเขาเองที่คิดถึงจี้หานอีมากที่สุดซ้ำยังอดใจแทบไม่ไหวที่จะได้สัมผัสนางเสิ่นซื่อยื่นมือออกไป สัมผัสลงบนใบหน้าอันขาวผ่องของจี้หานอี ผิวหน้านั้นเนียนนุ่มลื่นมือดุจแพรพรรณ สัมผัสแล้วชวนให้รู้สึกดีเสียจนอดบีบเบา ๆ ไม่ได้ยามทอดสายตามองนัยน์ตาคู่งามที่สะท้อนแสงโคมไฟ เสิ่นซื่อก็หลุบตามองจี้หานอี ก่อนเสียงทุ้มต่ำของเขาจะดังขึ้นท่ามกลางความมืดสลัว “หลายวันนี้คิดถึงข้าบ้างหรือไม่?”ใบหน้าของจี้หานอีถูกเสิ่นซื่อเชยขึ้นมา ข้างกายมีเพียงโคมไฟสองดวง แสงสว่างที่วูบไหวทำให้มองเห็นใบหน้าของเสิ่นซื่อไม่ชัดเจนนัก กอปรกับเสิ่นซื่อมีรูปร่างสูงใหญ่ สวมใส่เสื้อคลุมตัวโคร่งสีดำ เนื้อผ้าต่วนทอประกายระยิบระยับล้อแสงไฟ ยิ่งขับเน้นให้เสิ่นซื่อดูสูงส่งจนมิอ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status