Share

บทที่ 3

Penulis: หยกงาม
เมื่อหรงชุนผู้ยืนอยู่ด้านหลังจี้หานอีได้ยินคำพูดนี้ ก็ถึงขั้นโกรธจนตัวสั่น

ไหนเลยหลี่หมิงโหรวจะทนกลิ่นต้นไห่ถังไม่ได้ เป็นนางทนเห็นฮูหยินน้อยมีความสุขไม่ได้ต่างหาก

ยามใดที่เห็นความสัมพันธ์ของฮูหยินน้อยกับนายท่านดีขึ้นสักหน่อย หลี่หมิงโหรวก็เป็นต้องหาทางสร้างปัญหาขึ้นมาเสมอ

ที่ฮูหยินน้อยชอบดอกไห่ถัง ก็เพราะมารดาของนางเคยชอบ ใต้เท้าผู้เป็นบิดาฮูหยินน้อยจึงลงมือปลูกไว้เต็มเรือน และบิดามารดาของนางก็มีวาสนาต่อกันเพราะดอกไห่ถังนี้เอง

ดอกไห่ถังเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจของฮูหยินน้อย แต่ครั้งนั้นเพียงเพราะคำพูดประโยคเดียวของหลี่หมิงโหรว นายท่านก็สั่งให้คนถอนต้นไห่ถังที่ฮูหยินน้อยปลูกกับมือทิ้งหมดสิ้น

ในวันนั้น ฮูหยินน้อยร่ำไห้ขอร้องให้นายท่านเหลือไว้สักต้น แต่นายท่านกลับไม่แยแส ยังคงสั่งให้คนถอนทิ้งทั้งหมด

การขุดเรื่องที่ผ่านไปแล้วเกือบสองปีมาพูดเช่นนี้ ไม่เท่ากับโรยเกลือลงบนแผลของฮูหยินน้อยหรอกหรือ

จี้หานอีเอียงศีรษะมองออกไปนอกหน้าต่าง

ปีที่เพิ่งแต่งเข้าสกุลเซี่ยนั้น นางเคยคิดว่าจะได้ครองคู่กับเซี่ยอวี้เหิงด้วยความเคารพรักใคร่เช่นท่านพ่อกับท่านแม่ไปชั่วชีวิต

เพราะเซี่ยอวี้เหิงนั้นทั้งสูงส่งและเที่ยงธรรม นางเคยได้ยินชื่อเสียงอันดีงามของเขามานานแล้ว

ผู้คนต่างกล่าวขานว่าเขาเป็นวิญญูชนผู้สูงส่ง ไม่เคยแปดเปื้อนความโสมมทางโลก

ที่นางปลูกต้นไห่ถัง ก็เพราะคิดว่าตนจะได้อาศัยอยู่ที่นี่อย่างสงบสุขไปชั่วชีวิต

ต้นไม้ทุกต้นที่นางลงมือปลูก ล้วนแฝงไว้ด้วยความทุ่มเททั้งกายใจ

ทว่ายามนี้ทิวทัศน์นอกหน้าต่างกลับรกร้างว่างเปล่า เมื่อมองออกไป ก็เห็นเพียงสีขาวโพลนราบเรียบ ไร้ซึ่งสีสันอื่นใด

จี้หานอีหันกลับมา สีหน้าแววตายังคงเยือกเย็น

นางเคยจมดิ่งอยู่ในความเสียใจเนิ่นนาน เวลานั้นไม่มีใครคิดปลอบโยนนาง และนางก็ยิ่งไม่อาจให้ท่านแม่และท่านยายต้องมาเสียใจเพราะนางอีก ภายใต้ราตรีที่เงียบงัน บาดแผลเหล่านั้นจึงค่อย ๆ สมานตัวเอง จนกระทั่งไม่รู้สึกเจ็บปวดอีกต่อไป

ปลายนิ้วยังคงเย็นเฉียบ แม้แต่น้ำชาก็ไม่อาจมอบความอบอุ่นให้ร่างกาย จี้หานอีพลันกล่าวด้วยเสียงแผ่วเบา "ดอกไห่ถังหาดูที่ใดก็ได้ แต่ผู้คนต่างหากสำคัญที่สุด"

คำพูดที่เนิบช้าไม่รีบร้อนนั้น ทำให้หลี่หมิงโหรวรู้สึกคล้ายชกหมัดลงบนปุยนุ่น

คิดไม่ถึงเลยว่านางพูดแทงใจดำถึงเพียงนี้ จี้หานอีกลับยังยอมทนเฝ้ารอคนที่ไร้ใจอยู่อีก

คงเป็นเพราะต้นตระกูลตกต่ำ จึงตัดใจทิ้งความร่ำรวยสุขสบายไม่ได้กระมัง

นางนึกดูแคลนคนเช่นนี้จากก้นบึ้งของหัวใจ

ที่นางมาในครั้งนี้ เดิมทีก็ไม่ได้คิดไว้หน้าจี้หานอีอยู่แล้ว นางถึงวัยปักปิ่นมาหนึ่งปีเต็ม จึงแทบรอไม่ไหวอีกต่อไป

หลี่หมิงโหรวขยับตัวนั่งหลังตรง แววตาไม่ปิดบังถึงความดูแคลนและความอวดดี "พี่สะใภ้รู้หรือไม่ ในปีที่พี่สะใภ้ถือสัญญาหมั้นหมายมาหาท่านพี่ เดิมทีท่านป้าก็เตรียมจะให้ข้าแต่งกับท่านพี่อยู่แล้ว"

"หากไม่ใช่ท่านสอดมือ ถือสัญญาหมั้นเมื่อสิบปีก่อนมาอวดอ้าง เวลานี้ข้าคงได้เป็นภรรยาของท่านพี่ไปแล้ว"

"พี่สะใภ้แต่งเข้าสกุลเซี่ยมาได้สองปี น่าจะเข้าใจดีว่าข้ามีตำแหน่งใดในใจท่านพี่"

"หากพี่สะใภ้รู้ความและขอหย่าไปเอง ข้าก็ยังพอช่วยพูดให้ท่านพี่กับท่านป้ามอบค่าชดเชยให้ท่านได้บ้างเจ้าค่ะ"

หลี่หมิงโหรวลุกขึ้นยืนหลังพูดจบ ก่อนมองจี้หานอีด้วยแววตาเหยียดหยาม "พี่สะใภ้ ท่านอย่าทำตัวไม่รู้ความหน่อยเลย"

"ตัวท่านอยู่กลางหิมะตลอดทั้งคืน แต่ท่านพี่กลับไม่คิดไยดี นี่ท่านยังดูไม่ออกอีกหรือ? ท่านพี่หาได้สนใจท่านไม่"

"คนเราต้องรู้จักเจียมเนื้อเจียมตัว อย่าได้โลภมากเกินไปนัก"

ม่านประตูสะบัดไหว เสียงฝีเท้าแผ่วเบาแว่วห่างออกไป

หลี่หมิงโหรวกระชับแขนเสื้อขณะมองดูหิมะในลานเรือนที่ยังไม่ละลาย จากนั้นจึงมองต้นสาลี่ซึ่งเติบโตสูงใหญ่อยู่มุมกำแพง นางพ่นลมหายใจขาวโพลนออกมา ก่อนคลี่ยิ้ม

เป็นนางกับท่านพี่ช่วยกันปลูกต้นสาลี่ต้นนั้น ครั้งที่นางเพิ่งมาจวนสกุลเซี่ยในวัยเด็ก ท่านพี่เคยบอกว่า ตราบใดที่ต้นสาลี่ต้นนี้ยังอยู่ นางก็จะยังเป็นคนสำคัญของเขาตลอดไป

และเขาจะปกป้องนางชั่วชีวิต

หลี่หมิงโหรวคิดดูถูกจี้หานอี

เพราะจี้หานอีไม่เข้าใจ สิ่งใดที่ไม่ใช่ของนาง ย่อมไม่มีวันเป็นของนาง

ต่อให้ฝืนแย่งชิง ก็ไม่มีวันเป็นได้อยู่ดี

ภายในห้อง จี้หานอีมองตามเงาร่างของหลี่หมิงโหรวไปในความเงียบ เมื่อถอนสายตากลับมาก็เห็นสีหน้าของหรงชุนคล้ายอยากพูดบางอย่าง นางจึงยิ้มพลางตบมือสาวใช้เบา ๆ บอกให้ไปเตรียมน้ำร้อนสำหรับอาบน้ำ

น้ำร้อนชะล้างไอเย็นออกจากร่างกาย หลังแช่อยู่เนิ่นนาน ร่างกายจึงค่อยรู้สึกอุ่นขึ้นบ้าง

หรงชุนพลันกระซิบด้วยความกังวล "ต้องรออยู่ท่ามกลางหิมะทั้งคืน ทั้งยังตากลมหนาวถึงเพียงนั้น ฮูหยินน้อยคงจับไข้เป็นแน่ ไม่สู้ให้ข้าน้อยไปเชิญหมอมาตรวจดูเถิดเจ้าค่ะ"

จี้หานอีทนความระคายเคืองในลำคอไม่ไหว จึงไอออกมาหลายครั้ง ก่อนส่งเสียงรับคำในลำคอ

ท่านหมอมาตรวจดูอาการอย่างรวดเร็ว และก็ต้องขมวดคิ้วนิ่วหน้าพลางถอนหายใจ "ร่างกายของฮูหยินน้อยจะทนรับความหนาวเย็นเช่นนี้ได้อย่างไร พิษไข้ครั้งนี้อาจถึงแก่ชีวิตได้เลยนะขอรับ"

หรงชุนผู้อยู่ด้านข้างขอบตาแดงก่ำ จี้หานอีจึงปลอบโยนว่า "เพียงเป็นไข้เท่านั้น เจ้าอย่ากังวลไปเลย"

หรงชุนปาดน้ำตา "แต่ฮูหยินน้อยไม่เคยต้องได้รับความน้อยเนื้อต่ำใจเช่นนี้ เมื่อก่อนแค่โดนเม็ดฝนโปรยปราย ใต้เท้ากับฮูหยินก็ปวดใจแทบแย่แล้วนะเจ้าคะ"

"นับประสาอะไรกับตากหิมะทั้งคืน"

ปลายนิ้วของจี้หานอีชะงักงัน ได้แต่ถอนหายใจแผ่วเบา "หรงชุน วันนี้ไม่เหมือนวันวานแล้ว"

สกุลจี้ตกต่ำลงแล้ว เบื้องหลังไร้คนสนับสนุน จึงไม่อาจคาดหวังให้ผู้ใดมาเห็นใจได้อีก

เวลานั้น ด้านนอกพลันมีบ่าวอาวุโสเข้ามาถ่ายทอดคำสั่ง เป็นคนของฮูหยินผู้เฒ่า คงเพราะรู้เรื่องเมื่อคืนนี้ จึงส่งยาบำรุงร่างกายมาให้ และบอกให้จี้หานอีพักผ่อนให้ดีในช่วงสองวันนี้ ไม่ต้องไปทำความเคารพที่เรือนใหญ่

จี้หานอีรับไว้ และกล่าวขอบคุณ

เมื่อบ่าวอาวุโสคนนั้นกลับไป นางก็สั่งให้หรงชุนนำของที่ถูกส่งมาไปเก็บไว้

แม้นางจะมาจากตระกูลที่ตกต่ำ แต่ชีวิตในอดีตก็นับว่าสูงส่ง อาหารการกินเครื่องนุ่งห่มล้วนใช้ของดีที่สุด ของที่ส่งมาครั้งนี้คล้ายเป็นรังนกหูฉลามก็จริง แต่ก็เป็นเพียงของคุณภาพดาษดื่นเท่านั้น

จี้หานอีไม่ได้คิดถือสา สกุลเซี่ยอย่างไรก็เป็นตระกูลบัณฑิต บรรพบุรุษล้วนเป็นขุนนางสอบได้ตำแหน่งจิ้นซื่อ ย่อมให้ความสำคัญกับกฎระเบียบและมารยาท คงไม่ประพฤติตนน่าเกลียดจนเกินไป แต่ภายใต้กฎระเบียบเหล่านั้น การกระทำอย่างขอไปทีและการรักษาหน้าเพียงเปลือกนอก ก็คือสิ่งที่ฮูหยินผู้เฒ่าสกุลเซี่ยถนัดที่สุด

เมื่อเซี่ยอวี้เหิงกลับมายามดึก ขณะก้าวเข้าห้องชั้นในก็ได้กลิ่นยาสมุนไพรลอยแตะจมูก หัวคิ้วที่ดูเย็นชาของเขาจึงขมวดเข้าหากันเล็กน้อย

เขาเดินเข้าไป เห็นจี้หานอีเอนกายพิงกับหัวเตียง เส้นผมยาวสลวยที่เคยเกล้าเก็บอย่างประณีต บัดนี้กลับปล่อยสยายระหัวไหล่ ใบหน้างามภายใต้คิ้วเรียวที่หลุบต่ำดูซีดเซียวเล็กน้อย เพิ่มความรู้สึกอ่อนแอและกลิ่นอายของผู้ทรงภูมิขึ้นอีกสองส่วน

ภายในห้องไม่ได้จุดเทียนไขให้สว่างเกินไป เปลวเทียนสีนวลตาอาบไล้ลงบนเสื้อคลุมตัวบางของนาง ตำราในมือนางถูกปิดฉับวางลงข้างหมอนทันทีที่เขาก้าวเข้ามา

นี่เป็นครั้งแรกที่เซี่ยอวี้เหิงกลับมาตอนดึกแล้วเห็นจี้หานอีนอนอยู่บนเตียง และเป็นครั้งแรกที่ยามเขาเดินเข้ามา นางไม่ได้ออกไปต้อนรับ และไม่ได้คอยเดินตามหลังต้อย ๆ เพื่อช่วยเปลี่ยนเสื้อผ้า

สีหน้าของเขาไร้ซึ่งอารมณ์ใด เดิมทีเขาก็ไม่ได้ต้องการให้นางทำเรื่องเหล่านั้นอยู่แล้ว สายตาอันเย็นชาจึงจับจ้องร่างบนเตียงนิ่ง "วันนี้หมิงโหรวมาเยี่ยมเจ้า แต่เจ้ากลับไล่นางไป"

ประโยคบอกเล่าเรียบง่าย น้ำเสียงเย็นชาไร้อารมณ์ ฟังดูราบเรียบไม่บ่งบอกความรู้สึก

บางทีอาจเป็นเพราะเขาทำงานที่ศาลต้าหลี่มานาน แม้แต่ประโยคบอกเล่าเช่นนี้ ก็ฟังดูคล้ายกำลังไต่สวนนักโทษ

บัดนี้ เขามาถึงก็เปิดปากคาดคั้นความผิด ดูท่าคงไปหาหลี่หมิงโหรวมาก่อนเป็นแน่

หลี่หมิงโหรวใช้ทุกวิถีทางเพื่อพิสูจน์ให้นางเห็นว่าเซี่ยอวี้เหิงห่วงใยตนที่สุด และนางก็ทำสำเร็จจริง ๆ

จี้หานอีนวดคลึงหว่างคิ้ว การมุ่งหาความผิดซ้ำซากเช่นนี้ ทำให้นางรู้สึกเบื่อหน่ายและว่างเปล่าเหลือเกิน

ซึ่งนางก็รู้สึกเบื่อหน่ายและว่างเปล่าต่อเซี่ยอวี้เหิงแล้วเช่นกัน
Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 100

    “คนที่ชอบกินขนมพุทราเชื่อม มีเพียงหลี่หมิงโหรวเท่านั้นเจ้าค่ะ”“ข้าเองก็เข้านอนแล้ว นายท่านรีบกลับไปเถิด”เซี่ยอวี้เหิงมองจี้หานอีด้วยแววตาไม่เข้าใจ “เจ้าก็แค่อยากให้ข้าใส่ใจเจ้า ก็แค่รู้สึกว่าข้าอยู่เป็นเพื่อนหมิงโหรวมากกว่าเจ้าเท่านั้น”“วันหน้าข้าจะพยายามกลับเรือนมาอยู่เป็นเพื่อนเจ้าให้มากขึ้นก็แล้วกัน”“เจ้ายังจะเอาแต่ใจอันใดอีก?”กล่าวพลางสายตาของเขาก็มองทรวดทรงอรชรภายใต้เสื้อผ้าบางเบาของจี้หานอี ใบหน้าที่งดงามปานดอกไม้แรกแย้มยามนี้ดูอ่อนหวานและหมดจดภายใต้แสงตะเกียง กลิ่นหอมอวลอุ่นบนร่างนางทำเอาเขามองจนเกิดความรู้สึกพลุ่งพล่านในใจแม้น้อยครั้งนักที่จะได้สานสัมพันธ์นางแนบชิด แต่เรือนร่างของจี้หานอีก็ทำให้เขาลุ่มหลงมัวเมาได้อย่างแท้จริงเสียงของเขาแหบพร่าเล็กน้อย นัยน์ตาแฝงไว้ด้วยความคลุมเครือแห่งห้วงอารมณ์ “ข้าจะพยายามมีลูกกับเจ้าให้ได้สักคน หากเจ้ามีลูกแล้วจะได้ไม่คิดฟุ้งซ่านอีก”เซี่ยอวี้เหิงกล่าวพลางเอื้อมมือมาหมายจะสัมผัสใบหน้าจี้หานอี แต่ยังไม่ทันได้แตะต้อง จี้หานอีก็เบี่ยงหน้าหลบอย่างแนบเนียน ปลายนิ้วของเซี่ยอวี้เหิงจึงชะงักค้างอยู่กลางอากาศ ได้แต่จ้องมองจี้หานอีนิ่งง

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 99

    เขากลับมาไม่ดึกนัก ขณะนี้เพิ่งล่วงเข้ายามซวีเท่านั้นเมื่อก่อนจี้หานอีไม่เคยเข้านอนไวถึงเพียงนี้ แต่ถึงแม้นางจะหลับไปแล้ว หากรู้ว่าเขากลับมา ก็จะลุกขึ้นมาผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เขาอยู่ดีวันนี้เขาพาหลี่หมิงโหรวออกไปข้างนอก ระหว่างทางบังเอิญพบปะสหายขุนนาง ด้วยความที่หลี่หมิงโหรวสวมหมวกติดผ้าคลุมหน้า สหายขุนนางเหล่านั้นจึงไม่อาจแยกแยะได้ว่าสตรีข้างกายเซี่ยอวี้เหิงคือผู้ใด จึงทึกทักเอาเองว่าหลี่หมิงโหรวคือภรรยาของเขาอย่างที่ควรจะเป็นเมื่อพวกเขาเอ่ยชมว่าความสัมพันธ์สามีภรรยาช่างแน่นแฟ้น ภายในใจเซี่ยอวี้เหิงก็พลันปรากฏความอ้างว้างว่างเปล่าขึ้นมาสายหนึ่งจี้หานอีในฐานะภรรยาตัวจริง กลับไม่เคยได้เดินเคียงคู่ข้างกายเขาตามลำพังที่ผ่านมาไม่เคยรู้สึกผิดอะไร แต่บัดนี้ภายในใจกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดยิ่งนักเซี่ยอวี้เหิงก้มหน้ามองขนมพุทราเชื่อมในมือ ก่อนนึกขึ้นได้ว่าจี้หานอีเคยบอกว่านางชอบทานขนมพุทราเชื่อมในมือเวลานี้เย็นชืดลงนานแล้ว มือของเซี่ยอวี้เหิงที่ยกขึ้นหมายจะผลักบานประตูตรงหน้า กลับชะงักค้างกลางอากาศความจริง เขาอยากให้จี้หานอีแสดงความไม่พอใจ ให้นางโวยวายระบายอารมณ์ใส่เขาเสียยัง

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 98

    คำถามของเซี่ยอวี้เหิงทําให้จี้หานอีต้องขมวดคิ้วนางชะงักเล็กน้อย ก่อนส่ายหน้า “ละครลิงไม่รู้ว่าจะมีอีกเมื่อใด หมิงโหรวยังรอท่านอยู่ นายท่านไม่จําเป็นต้องรั้งอยู่เป็นเพื่อนข้าหรอกเจ้าค่ะ รีบไปเถิด”เซี่ยอวี้เหิงอดนึกถึงค่ำคืนหิมะตกครั้งนั้นขึ้นมาไม่ได้ นางก็พูดเช่นนี้ บอกว่าหมิงโหรวยังรอเขาอยู่ ไม่ต้องสนใจนางนางกล่าวอย่างมีเหตุผลและใจกว้าง ราวกับว่าการที่เขาผู้เป็นสามี ทอดทิ้งนางเพื่อไปอยู่กับสตรีอีกคนหนึ่ง กลายเป็นเรื่องปกติสําหรับนางไปเสียแล้วความเจ็บปวดอันไร้เรี่ยวแรงสายนั้นครอบงําจิตใจมากขึ้นเรื่อย ๆ กระทั่งก่อเกิดเป็นความตื่นตระหนกขึ้นมาเขาเงยหน้ามองจี้หานอีด้วยแววตาลึกซึ้ง พลางกล่าวด้วยเสียงแหบพร่า “หานอี ขอเพียงเจ้าอยากให้ข้ารั้งอยู่เป็นเพื่อน ข้าก็จะอยู่”“ข้าไม่ได้อยู่เป็นเพื่อนเจ้ามานานแล้ว”จี้หานอีชะงักงัน จากนั้นจึงส่ายหน้า “นายท่าน ข้าหาได้ต้องการไม่เจ้าค่ะ”กล่าวพลางจี้หานอีก็ผลักมือของเซี่ยอวี้เหิงที่กอบกุมข้อมือตนออก ก่อนจะย่อกายคารวะเซี่ยอวี้เหิง แล้วกล่าวต่อ “ยามนี้หิมะยังไม่หยุดตก นายท่านรีบไปเถิด หมิงโหรวร่างกายอ่อนแอ อย่าให้นางต้องมายืนตากลมหนาวอยู่ด้านน

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 97

    กล่าวพลางนางก็มองเซี่ยอวี้เหิง "ท่านกับหมิงโหรวไปดูละครลิงนับเป็นเรื่องสำคัญ ข้าเพียงเรียกรถม้าคันใหม่ริมถนนหาได้ยากเย็นอันใด ซ้ำข้าไม่ได้คิดตำหนิท่านเลยเจ้าค่ะ"แผ่นหลังที่เหยียดตรงของเซี่ยอวี้เหิงพลันห่อเหี่ยวลงในชั่วพริบตา เขาจ้องมองจี้หานอีเขม็ง จ้องมองทุกอารมณ์ความรู้สึกบนใบหน้าของนาง ก่อนจะแค่นยิ้มขมขื่นออกมาบางเบาเขาเอ่ยว่า "ข้าจะไปส่งเจ้ากลับจวนก่อน แล้วค่อยออกไปกับหมิงโหรว"จี้หานอีปรายตามองเซี่ยอวี้เหิงด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย สำหรับการตัดสินใจเช่นนี้ของเซี่ยอวี้เหิง นางย่อมประหลาดใจอย่างแท้จริงในใจของเซี่ยอวี้เหิง หมื่นแสนสรรพสิ่งล้วนไม่อาจเทียบเทียมความสำคัญของหลี่หมิงโหรวว่าไปแล้ว นางก็คิดลงจากรถม้าที่ริมถนนจริง ๆ ด้วยยังมีธุระบางอย่างต้องไปจัดการแต่ในเมื่อเซี่ยอวี้เหิงกล่าวเช่นนี้ นางก็คร้านจะทุ่มเถียงกับเขาอีก จึงเพียงแต่พยักหน้าเบา ๆ ไม่ว่าเขาจะตัดสินใจเช่นไร ก็หาได้สำคัญไม่ภายในรถม้าพลันเงียบสงัด ได้ยินเพียงเสียงล้อรถม้าที่บดพื้นถนนไปตามทางหลี่หมิงโหรวปรายตามองจี้หานอีปราดหนึ่ง ก่อนจะหันไปมองเซี่ยอวี้เหิงด้วยความรู้สึกผิดเล็กน้อย "พี่สะใภ้โกรธแล้วใช่หรือ

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 96

    เมื่อจี้หานอีได้ยินคำพูดจอมปลอมของเซี่ยอวี้เหิงแล้วก็ให้รู้สึกอึดอัดใจนักนางรักษาความสงบสุขและหน้าตาจอมปลอมให้เขามาแต่ไหนแต่ไร แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่านางจะไม่โกรธเคืองเสียหน่อยอันที่จริง จี้หานอีอยากถามเซี่ยอวี้เหิงเหลือเกินว่า ในฐานะภรรยาของเขา นางควรต้องยอมให้เขาชักใยไปเสียทุกเรื่องเชียวหรือทั้งปล่อยให้เขาทอดทิ้งนางไว้กลางหิมะตามอำเภอใจทั้งปล่อยให้เขาลำเอียงเข้าข้างสตรีอื่นตามใจชอบนี่หรือคือภรรยาของเขาแต่หลังสูดลมหายใจเข้าลึก ท้ายที่สุดนางก็ยังไม่ได้พูดคำใดด้วยหากกล่าวออกไปก็จะเป็นเพียงความเคียดแค้น เป็นการพร่ำบ่น เป็นความขุ่นเคืองต่อเรื่องราวในอดีตเป็นการระบายความน้อยเนื้อต่ำใจที่สะสมมาเนิ่นนานใส่เซี่ยอวี้เหิงเป็นการแสดงออกว่านางยังคงคาดหวังในตัวเขาแต่ระหว่างนางกับเขานั้นไร้ซึ่งความหวังใดมานานแล้วจี้หานอีไม่ได้คิดปิดบังความขุ่นเคืองใจบนใบหน้า นางก้มศีรษะใช้มือกุมขมับ ไม่อยากมองเซี่ยอวี้เหิงแม้เพียงนิด ปลายนิ้วเรียวนวดคลึงหว่างคิ้วแผ่วเบา ขณะกล่าว "นายท่าน ข้าเหนื่อยแล้วจริง ๆ เจ้าค่ะ"เสียงทอดถอนใจของนางแฝงไว้ด้วยความเหนื่อยล้าชัดเจนสกัดกั้นถ้อยคำที่เซี่ย

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 95

    ทางด้านจี้หานอีเมื่อได้ขึ้นมานั่งบนรถม้าแล้ว ก็พบว่าภายในรถม้ากว้างขวางยิ่งนัก หลี่หมิงโหรวเองก็ก้าวขึ้นรถม้าตามหลังจี้หานอีมาติด ๆ เช่นกันนับจากลมหายใจแรกที่นางเห็นจี้หานอีเมื่อครู่ ก็เอาแต่จับจ้องสำรวจร่างของจี้หานอีไม่วางตานางสำรวจมองเนื้อตัวของอีกฝ่ายทั้งในและนอกร่มผ้า กระทั่งเส้นผมทุกเส้นบนศีรษะก็ยังไม่เว้นจี้หานอียังคงนั่งอย่างสง่างามและใจเย็นเช่นเคย เรือนผมยังคงเรียบร้อยไร้ที่ติ แม้แต่ตำแหน่งของปิ่นปักผมก็ยังไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลงแต่มันไม่ควรเป็นเช่นนี้สิสายตาของหลี่หมิงโหรวเลื่อนไปจับจ้องตรงชายกระโปรงของจี้หานอีที่โผล่พ้นออกมา ก่อนชำเลืองมองเซี่ยอวี้เหิงผู้ก้าวขึ้นรถม้าเป็นคนสุดท้ายปราดหนึ่ง จากนั้นจึงถามจี้หานอีว่า "พี่สะใภ้ ท่านไปเปลี่ยนอาภรณ์มาหรือเจ้าคะ?"เมื่อเซี่ยอวี้เหิงได้ยินคำถามของหลี่หมิงโหรว ก็อดสำรวจมองไม่ได้ขณะนั่งลงข้างกายจี้หานอี ก่อนเอ่ย "เจ้าเปลี่ยนอาภรณ์ในจวนสกุลเสิ่นรึ?"จี้หานอีมีสีหน้าเป็นปกติ "ขณะที่ข้าสนทนากับฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่น สาวใช้ยกน้ำชามาให้ไม่ระวังทำอาภรณ์ข้าเปียก ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นจึงให้คนนำชุดใหม่มาให้ข้าผลัดเปลี่ยนเจ้าค่ะ"เซี่ยอวี้

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status