共有

บทที่ 4

作者: หยกงาม
เมื่อความคิดดำเนินมาถึงตรงนี้ นางก็ชะงักงันเล็กน้อย

ที่แท้เซี่ยอวี้เหิงก็ไม่ได้มีความสำคัญต่อใจนางแล้ว คำถามเชิงตำหนิเช่นนั้นของเขา นางจึงไม่รู้สึกเสียใจสักนิด

เซี่ยอวี้เหิงผู้สุภาพอ่อนโยนดั่งหยกงามในความทรงจำ เซี่ยอวี้เหิงผู้เคยให้คำมั่นสัญญากับนางว่าต่อให้ตระกูลตกต่ำก็ยังยืนยันมาสู่ขอ เซี่ยอวี้เหิงผู้เป็นวิญญูชนแสนเที่ยงธรรมในคำบอกเล่าของผู้อื่น บัดนี้ ไออุ่นสายสุดท้ายที่หลงเหลืออยู่ในใจนางได้จางหายไปหมดสิ้น

นางเพียงเหม่อลอยไปชั่วครู่ ก็ได้ยินเสียงทุ้มต่ำของเซี่ยอวี้เหิงดังขึ้นอีกครั้ง "หานอี เจ้าควรหัดทำตัวให้สงบนิ่งเช่นหมิงโหรวบ้าง"

"ไม่ใช่เอาแต่ขลุกอยู่ในเรือนหลัง วันทั้งวันรู้จักแต่หึงหวงริษยา"

หลังพูดจบ เขาก็หันกายเดินจากไป

จี้หานอีมองตามแผ่นหลังของเซี่ยอวี้เหิงไปในความเงียบ ก่อนจะดึงสายตากลับมาหยิบตำราในมือขึ้นอ่านด้วยท่าทีเรียบเฉย

นางแต่งเข้าสกุลเซี่ยมาสามปี ทุ่มเทแรงกายแรงใจดูแลเรือนหลังเพื่อเขา จัดเตรียมข้าวของทุกอย่างที่เขาจำเป็นต้องใช้ ไม่เคยปล่อยให้เกิดเรื่องจุกจิกกวนใจเขาสักครั้ง แม้แม่สามีจะคอยหาเรื่องตำหนิหรือกลั่นแกล้งในบางครั้ง แต่นางก็ไม่เคยปริปากบ่นให้เขาฟัง

หลังเป็นสามีภรรยากัน นางก็คิดว่าตนเองทำสุดความสามารถแล้ว แต่สิ่งที่ได้รับจากเขากลับเป็นคำว่าหึงหวงริษยา

ช่างเถิด อย่างไรเสียใจเขาก็ลำเอียงมาแต่ไหนแต่ไร

หรงชุนผู้ยืนอยู่ข้างกายจี้หานอี กระซิบว่า "หลายปีนี้ฮูหยินน้อยกับนายท่านมีเรื่องเข้าใจผิดกันมาตลอด หรือให้บ่าวไปเรียกนายท่านกลับมา ฮูหยินน้อยจะได้อธิบายปรับความเข้าใจกับนายท่านสักหน่อยดีไหมเจ้าคะ"

"คุณหนูผู้นั้นถนัดเรื่องยุแยงตะแคงรั่ว พอนานวันเข้า จะไม่ยิ่งหมางเมินกันไปใหญ่หรือเจ้าคะ?"

จี้หานอีป้องปากไอเล็กน้อย สายตาจับจ้องอยู่ที่หน้าตำรา ขณะส่ายศีรษะ "ไม่ต้องหรอก"

เมื่อก่อนนางก็เคยอธิบาย ซ้ำทำมาแล้วนับพันนับหมื่นครั้ง แต่เขาก็ไม่เคยเชื่อ บัดนี้ เรื่องราวระหว่างกันก็เปรียบเสมือนงานเลี้ยงที่ถูกพายุหิมะพัดกระหน่ำจนพังพินาศ ต่อให้อธิบายชัดเจนเพียงใด ก็เป็นเพียงโต๊ะอาหารที่ล้มคว่ำเสียหาย ไม่อาจหวนคืนสู่สภาพเดิมได้อีก

เขาจะเชื่อหรือไม่ นั่นไม่สำคัญอีกแล้ว

นางเองก็รู้ดี หากการถูกทิ้งอยู่กลางพายุหิมะคืนนั้นทำให้นางหมดใจต่อเซี่ยอวี้เหิง เช่นนั้นความรู้สึกรำคาญใจชั่ววูบที่มีต่อเซี่ยอวี้เหิงเมื่อครู่ ก็คงทำให้นางเกิดการตระหนักขึ้นมาว่า แม้แต่ความผูกพันฉันสามีภรรยาที่นางมีต่อเขา ก็มีอันมลายหายไปไม่เหลือสิ้น

เมื่อตื่นขึ้นมาตอนเช้า เซี่ยอวี้เหิงก็กำลังแต่งกายอยู่ในห้อง

จี้หานอีปรายตามองแวบหนึ่ง ก่อนเดินไปล้างหน้าบ้วนปากตรงอ่างล้างหน้าข้างชั้นวางของ

นี่คือภาพที่เกิดขึ้นเป็นประจำระหว่างคนทั้งสอง เซี่ยอวี้เหิงไม่ค่อยได้มาค้างที่เรือนของนางบ่อยนัก เนื่องจากเขามีงานราชการรัดตัว ไม่ว่าจะเป็นคดีความหรือเอกสารต่าง ๆ ล้วนทำด้วยความตั้งใจให้พ้นข้อครหา จึงต้องใส่ใจในทุกรายละเอียด

บางครั้งเมื่อเซี่ยอวี้เหิงกลับมา จี้หานอีก็แทบไม่เห็นหน้าเขา มีเพียงยามเช้าขณะล้างหน้าแต่งกายเท่านั้น คนทั้งสองจึงมีช่วงเวลาข้องเกี่ยวกันชั่วครู่

แต่สิ่งเดียวที่ต่างออกไปก็คือ วันนี้จี้หานอีไม่ได้อยู่ข้างกายเพื่อช่วยสวมใส่เสื้อผ้าให้เซี่ยอวี้เหิง ไม่ได้จุดเครื่องหอม และก็ไม่ได้ยื่นผ้าเช็ดหน้าอุ่น ๆ ให้เขาเช่นทุกวัน

เซี่ยอวี้เหิงจัดการธุระส่วนตัวเสร็จเรียบร้อยอย่างรวดเร็ว และด้วยความที่ต้องฝ่าพายุหิมะไปเข้าประชุมแต่เช้า เขาจึงมักเป็นฝ่ายออกไปก่อนเสมอ

ทว่าวันนี้ เมื่อเดินไปถึงหน้าม่าน เขากลับหันหลังมองจี้หานอีซึ่งกำลังนั่งให้สาวใช้หวีผมอยู่หน้าคันฉ่องทองแดง

ท้องฟ้าฤดูเหมันต์สว่างช้า แสงเทียนในห้องยังคงสว่างไสว ทอดเงาเทียนลงบนร่างของจี้หานอี

นางนั่งหลังตรงดูเด่นเป็นสง่า เส้นผมสีดำขลับทิ้งตัวลงมาดุจม่านน้ำตก คิ้วตาคมสวยงดงามดั่งสตรีชาวเจียงหนาน ต่างหูหยกมรกตคู่หนึ่งแกว่งไกวอยู่เหนือไหล่อาภรณ์สีม่วงอ่อน สะท้อนประกายวิบวับแวววาว

เรือนร่างอรชรอ้อนแอ้น ภายใต้แสงเทียนวูบไหว ดูคล้ายม่านหมอกฝนสีฟ้าคราม

ตอนที่พบนางครั้งแรก เขาเคยคิดว่านางเป็นสตรีที่มีจิตใจโอบอ้อมอารี

ภายในห้องยังคงมีกลิ่นยาสมุนไพรบางเบา เซี่ยอวี้เหิงจึงพูดว่า "ข้าได้ยินว่าหิมะตกหนัก รถม้าไปรับเจ้าไม่ทัน ทำให้เจ้าต้องติดอยู่กลางหิมะทั้งคืน"

จี้หานอีมองไปทางเซี่ยอวี้เหิงด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย ขณะกำลังจะตอบกลับ ก็ไอขึ้นมาระลอกหนึ่ง

นางป้องปากไออยู่หลายที ก่อนจะหันไปมองเซี่ยอวี้เหิง แล้วกล่าวด้วยเสียงแหบพร่า ท่าทีไม่แปรเปลี่ยน "ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ก็แค่รอนานอีกเล็กน้อยเท่านั้น"

ขณะเซี่ยอวี้เหิงได้ยินเสียงไอที่อีกฝ่ายพยายามข่มกลั้นไว้นั้น สายตาก็พลันเหลือบเห็นผ้าเช็ดหน้าซึ่งปลายนิ้วขาวผ่องของจี้หานอีกำลังใช้ซับริมฝีปาก บนผืนผ้าปักลายดอกไห่ถังสีชมพูดูสมจริง

เขาจ้องมองนางนิ่งงัน ในใจพลันเกิดความรู้สึกแปลกประหลาด

หากเป็นแต่ก่อน จี้หานอีคงต้องเอาเรื่องแล้ว

ยิ่งเป็นเรื่องของหลี่หมิงโหรว ต่อให้เป็นเรื่องเล็กน้อยเพียงใด นางก็เก็บมาใส่ใจทั้งสิ้น

แต่ครั้งนี้ นางกลับเงียบผิดปกติ เงียบเสียจนไม่แม้แต่จะพูดถึงเหตุการณ์นั้นด้วยซ้ำ

เซี่ยอวี้เหิงเม้มริมฝีปาก น้ำเสียงอ่อนโยนขึ้นเล็กน้อย "เรื่องคราวนี้เป็นข้าไตร่ตรองไม่รอบคอบ ประเดี๋ยวข้าจะให้พ่อบ้านนำผ้าไหมสู่จิ่นมาให้เจ้าสักพับ"

เมื่อจี้หานอีได้ยินคำว่าผ้าไหมสู่จิ่น นางก็ถึงกับชะงักกึก

ปรากฏว่าเซี่ยอวี้เหิงยังคงจำเรื่องนี้ได้

ปีที่สองหลังนางแต่งเข้าจวนสกุลเซี่ย เซี่ยอวี้เหิงก็สามารถไขคดีปริศนาเก่าเก็บได้สำเร็จ เบื้องบนจึงประทานรางวัล และหนึ่งในรางวัลนั้นก็มีผ้าไหมสู่จิ่นอยู่สองพับ

เมื่อของรางวัลพระราชทานส่งมาถึง ทั้งจวนก็มีแต่ความปิติยินดี นางนั่งอยู่ท่ามกลางผู้คน รู้สึกดีใจไปกับเซี่ยอวี้เหิง

ในวันนั้น ผ้าไหมสู่จิ่นทั้งสองพับนั้น เซี่ยอวี้เหิงส่งมอบให้มารดาของเขาพับหนึ่งต่อหน้าผู้คนมากมาย

ขณะที่ผู้อื่นคิดว่าอีกพับหนึ่งเขาคงต้องให้นางแน่ แต่เซี่ยอวี้เหิงกลับมอบให้หลี่หมิงโหรว

เขาไม่ได้ให้เหตุผลใด ๆ ซ้ำยังไม่ปรายตามองนางแม้แต่น้อย

ครั้งนั้น จี้หานอีถามเขาว่าทำไมถึงไม่ให้นาง

แต่เซี่ยอวี้เหิงเพียงมองนางด้วยสายตาแฝงความรำคาญใจ ราวกับนางกำลังหาเรื่องอย่างไร้เหตุผล แม้แต่คำแก้ตัวพอเป็นพิธีก็ไม่มีให้ ก่อนจะเดินตรงเข้าห้องหนังสือไปหน้าตาเฉย

จี้หานอีอ้าปาก อยากจะบอกออกไปว่าไม่เป็นไร

สิ่งที่นางใส่ใจหาใช่ผ้าไหมสู่จิ่นพับนั้น

ที่นางใส่ใจมีเพียงเหตุใดบุรุษผู้เป็นสามี ถึงไม่เคยห่วงใยความรู้สึกของนางเลย

หลังเหตุการณ์ครั้งนั้น แม้แต่บ่าวไพร่ในจวนสกุลเซี่ยก็ยังมองนางด้วยสายตาดูแคลน

พวกเขาต่างเข้าใจแจ่มแจ้ง นางไม่ใช่คนโปรดของเซี่ยอวี้เหิง

นางไม่ได้ทำผิดอันใด แต่ผู้คนล้วนเป็นดังไผ่ลู่ลม

เขาเป็นทายาทสายตรงของสกุลเซี่ย ผู้อื่นย่อมปฏิบัติตามอากัปกิริยาและความชอบของเขา

แต่คำว่าไม่เป็นไรนั้นจี้หานอียังไม่ทันได้พูด เซี่ยอวี้เหิงก็เลิกม่านเดินออกไปแล้ว

เขาคงคิดว่านี่คือความเมตตาและการชดเชยที่ยิ่งใหญ่แล้วกระมัง

จี้หานอีมองผ้าม่านซึ่งยังคงไหวตัว ก่อนถอนหายใจ จากนั้นจึงตวัดสายตากลับมาจับจ้องคันฉ่อง และเลือกปิ่นหยกที่ดูเรียบง่ายอันหนึ่งเสียบลงบนมวยผม

พ่อบ้านนำผ้าไหมสู่จิ่นพับนั้นมาส่งให้ในช่วงสายอย่างรวดเร็ว

ขณะพ่อบ้านนำมาส่ง ก็ไม่ลืมประจบสอพลอด้วยหน้าตายิ้มแย้ม "นี่เป็นของที่นายท่านกำชับไว้ก่อนออกไปเมื่อตอนเช้า ให้เพียงฮูหยินน้อยคนเดียวเลยนะขอรับ"

ของที่ว่าได้เพียงคนเดียว ความจริงก็คือคนอื่นที่สมควรได้ล้วนได้กันไปหมดแล้ว เหลือนางเป็นคนสุดท้ายเท่านั้นเอง

ได้เป็นคนสุดท้าย ก็ถือว่าได้เพียงคนเดียวเช่นกัน

จี้หานอีไม่แม้แต่จะชายตามองด้วยหางตา นางเลิกสนใจผ้าไหมสู่จิ่นไปนานแล้ว จึงสั่งให้หรงชุนรับไว้และนำไปเก็บในห้องเก็บของ

ถึงอย่างไรหลังหย่ากันแล้ว นางก็จะไม่นำผ้าพับนี้ไปด้วย ยิ่งไม่มีทางนำมาใช้เด็ดขาด

หลังนางพักรักษาตัวอยู่ในเรือนหลายวัน อาการหวัดก็ทุเลาลง เหลือเพียงอาการไอในช่วงกลางคืนเล็กน้อยเท่านั้น

ช่วงสองวันนี้เซี่ยอวี้เหิงไม่ได้กลับจวน ได้ยินว่าเขามีคดีซับซ้อนต้องดูแล จึงขลุกอยู่ในที่ว่าการตลอดทั้งวัน

เดิมทีจี้หานอีเองก็ไม่รู้เรื่องนี้ แต่เป็นบ่าวอาวุโสข้างกายแม่สามีมาบอกกล่าวกับนาง ให้ไม่ต้องรอคอยเขาในสองคืนนี้

แม้นางจะเป็นภรรยาของเซี่ยอวี้เหิง แต่ทุกเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับตัวเขา นางกลับรู้เป็นคนสุดท้ายเสมอ

ยามเซี่ยอวี้เหิงเดินทางไปราชการต่างเมือง ในบรรดาจดหมายที่ส่งกลับบ้าน ก็ไม่เคยมีของนางแม้แต่ฉบับเดียว

この本を無料で読み続ける
コードをスキャンしてアプリをダウンロード
コメント (1)
goodnovel comment avatar
Nok Natnicha
เนื้อเรื่องน่าอ่าน
すべてのコメントを表示

最新チャプター

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 474

    ฮูหยินผู้เฒ่ากู้เข้าใจความหมายในคำพูดของจี้หานอีดี นี่แสดงว่าภายในใจนางกำลังเจ็บปวดแล้วนางกู้ที่อยู่ด้านข้างก็เพิ่งเคยได้ยินเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ใบหน้าจึงซีดเผือดในทันใด “เจ้ายากลำบากแทบแย่กว่าจะหลุดพ้นจากสกุลเซี่ยมาได้ แล้วป้าสะใภ้ใหญ่ของเจ้ากลับยังไปชักนำคนสกุลเซี่ยมาอีก...”ฮูหยินผู้เฒ่ากู้ขอบตาแดงเรื่อ ทอดสายตามองจี้หานอี “ยายรู้ดีว่าบัดนี้เจ้ามีวิถีทางของตนเอง ทุกเรื่องราวในใจล้วนกำหนดเอาไว้แล้ว ยายจะไม่บังคับฝืนใจเจ้าอีก”จี้หานอีนิ่งเงียบไปเล็กน้อย ก่อนเอ่ยด้วยเสียงแผ่วเบา “ที่หลานบอกเรื่องนี้กับท่านยาย ก็ไม่ได้ตั้งใจจะมาคิดบัญชีย้อนหลังอันใดหรอกเจ้าค่ะ เพียงแต่อยากสะสางเรื่องราวทุกอย่างให้กระจ่างแจ้งเท่านั้นเอง”“ก่อนหน้านี้ท่านแม่ของหลานอาศัยอยู่ที่นี่มาถึงสามปี ย่อมได้รับการดูแลจากป้าสะใภ้ใหญ่และพี่เยี่ยนจริง ๆ ไม่ว่าสุดท้ายแล้วจะเป็นเช่นไร แต่นั่นก็นับเป็นบุญคุณ หลานย่อมจดจำไว้ในใจเสมอ”“แต่เมื่อครู่ป้าสะใภ้ใหญ่ก็กล่าวเองว่า สามีของหลานจะตัดสินใจเช่นไรย่อมเป็นเรื่องของเขา สิ่งที่หลานทำได้คือ หากสามีหลานมีน้ำใจอยากช่วยเหลือย่อมสามารถทำได้ แต่หากเขาไม่ยินยอม หลานก็จะไม่

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 473

    กู้สวินจึงรีบยกชายเสื้อคลุมขึ้น แล้วคุกเข่าลงตรงหน้าเสิ่นซื่อทันทีสายตาของผู้คนต่างพากันหันมามองตามการคุกเข่าของกู้สวินนางจางมองดูภาพนั้น พลางลอบคิดในใจว่านางหลิวถึงขั้นยอมให้กู้สวินคุกเข่าเพื่อประจบท่านโหวเสิ่นเชียวหรือ จึงได้แต่กัดฟันกรอดด้วยความเจ็บใจที่ตนเองคิดไม่ทัน การคุกเข่าให้เสิ่นซื่อหาใช่เรื่องน่าอายไม่ หากสามารถสร้างเส้นสายกับเขาได้ ผู้ที่มีโอกาสคุกเข่าขอร้องให้เสิ่นซื่อช่วยเหลือนั้น จะมีสักกี่คนกันเชียว?เสิ่นซื่อขมวดคิ้วเล็กน้อย หางตาเหลือบเห็นจี้หานอีมองมาทางตนเองเช่นกัน จึงบอกให้กู้สวินลุกขึ้นพูดตามตรง การที่จี้หานอีต้องมาเห็นพี่สวินคุกเข่าให้เสิ่นซื่อด้วยตาตนเองเช่นนี้ ก็ให้รู้สึกไม่ค่อยสบายใจนัก ถึงอย่างไรเขาก็เป็นญาติพี่น้องของนางแต่เมื่อนึกได้ว่าเสิ่นซื่อเป็นผู้ช่วยชีวิตพี่สวิน ประกอบกับฐานะของเสิ่นซื่อเองก็สูงส่งอยู่ก่อนแล้ว นางจึงไม่ได้คิดอะไรอีก นอกจากควรต้องซาบซึ้งในบุญคุณของเสิ่นซื่อให้มากเข้าไว้พลันได้ยินเสิ่นซื่อเอ่ยขึ้นด้วยเสียงราบเรียบประโยคหนึ่ง “ข้าทำเพื่อช่วยหานอี ไม่จำเป็นต้องขอบคุณ”นางหลิวชะงักงันไปชั่วขณะ ครั้นตระหนักถึงความหมาย ก็รีบหัน

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 472

    หากไม่มีความคิดเช่นนี้แต่แรกก็คงไม่เป็นไร แต่เมื่อคิดขึ้นมาแล้วกลับไม่ได้ครอบครอง นั่นต่างหากคือสิ่งที่ทรมานใจคนยิ่งกว่ากู้หว่านอวิ๋นยิ่งรู้สึกกระอักกระอ่วนใจเสียจนไม่อยากมองจี้หานอีแม้แต่ปราดเดียวในสถานการณ์นี้ มีเพียงใบหน้าของฮูหยินผู้เฒ่ากู้และคนของบ้านรองเท่านั้นที่แสดงออกถึงความกระตือรือร้นอย่างแท้จริง ทว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าเสิ่นซื่อก็ยังคงดูประหม่าอยู่บ้าง ไม่กล้าทำตัวสนิทสนมจนเกินงาม ได้แต่กล่าวเชิญให้ผู้มาเยือนเดินเข้าไปด้านในป้าสะใภ้รองนางหลิวถึงกับก้าวเข้ามาคล้องแขนจี้หานอี หลังพินิจดูอย่างละเอียดก็เริ่มไถ่ถามความเป็นอยู่ด้วยความเอาใจใส่แต่ก่อนนางมักรู้สึกอยู่เสมอว่าบางทีวันหนึ่งจี้หานอีอาจได้รับวาสนาครั้งใหญ่ นึกไม่ถึงว่าบัดนี้จะสามารถแต่งเข้าจวนสกุลเสิ่นได้จริง ๆ นางไม่เคยคาดคิดเลยว่าหลานสาวจะมีวาสนาที่ยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้ ตอนแรกที่ได้รับเชิญให้ไปร่วมงานมงคลสมรสในจวนสกุลเสิ่นก็ว่าน่าเหลือเชื่อแล้ว วันนี้เมื่อได้มาเห็นด้วยตาตนเองก็บอกไม่ถูกว่าเป็นความรู้สึกเช่นไร นางทั้งดีใจแทนจี้หานอี และก็รู้สึกว่าหลานสาวช่างดวงดีเหลือเกินสำหรับสตรีที่ตระกูลฝั่งมารดากำลังตกต่ำผู้หนึ

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 471

    แล้วกาลเวลาก็ล่วงเลยมาถึงวันที่สาม ซึ่งเป็นกำหนดกลับไปเยี่ยมบ้านเดิมอย่างรวดเร็ว ในเมื่อจี้หานอีแต่งออกจากจวนเฉิงอันโหว ก็ต้องเดินทางไปที่จวนเฉิงอันโหวก่อนเป็นอันดับแรกเมื่อไปถึงจวนเฉิงอันโหว ผู้คนในจวนต่างก็พากันมารอต้อนรับอย่างครึกครื้นแต่เช้าตรู่จี้หานอีเพิ่งเข้าไปคารวะองค์หญิงใหญ่หรงชิ่งเสร็จ ก็ถูกผู้คนดึงตัวไปพูดคุยด้วยทันทีเสิ่นซื่อปรายตามองจี้หานอีผู้ถูกคนในจวนเฉิงอันโหวรุมล้อมชวนคุย ครั้นเห็นรอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้าจิ้มลิ้มที่ขาวผ่องและว่าง่ายของนาง เขาก็คลายความกังวล ก่อนจะเดินไปยังเรือนส่วนหน้าเพื่อร่วมวงสนทนากับพวกบุรุษองค์หญิงใหญ่หรงชิ่งแย้มยิ้มพลางกล่าว "ดอกสาลี่ในลานเรือนบานแล้ว แดดวันนี้ก็กำลังดี อย่ามัวแต่นั่งอุดอู้อยู่ในห้องนี้เลย ประเดี๋ยวจะรู้สึกอึดอัดเสียเปล่า ๆ"ดังนั้น ผู้คนทั้งหลายจึงพากันมุ่งหน้าไปยังเรือนหลีฮวาที่อยู่หลังจวนบนโต๊ะจัดวางน้ำชาหอมกรุ่นคู่กับผลไม้หลากชนิด สายตาของทุกคนต่างก็จับจ้องมาที่จี้หานอี เมื่อเห็นว่านางมีผิวพรรณเปล่งปลั่ง คิ้วตาดูอ่อนโยนละมุนละไม คล้ายเป็นสตรีที่ได้แต่งงานกับคู่ครองแสนดีและถูกดูแลอย่างทะนุถนอม ก็ให้อดรู้สึกอิจฉาข

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 470

    แต่ความเจ็บแปลบบนริมฝีปากกลับย้ำเตือนว่าเรื่องราวคล้ายไม่ใช่ความฝันเมื่อนางลืมตาขึ้นอย่างสะลึมสะลือ ก็เห็นเสิ่นซื่อกำลังหลับตากอดนางไว้ ใบหน้าหล่อเหลานั้นดูเคร่งขรึมและจริงจังยิ่งแต่เมื่อคืนบุรุษผู้ดูเคร่งขรึมจริงจังผู้นี้ กลับ...จี้หานอีไม่กล้าคิดฟุ้งซ่านต่อ ได้แต่จ้องมองใบหน้าของเสิ่นซื่อจนเหม่อลอยไปชั่วขณะในอดีตตอนที่ยังไม่ได้ใกล้ชิดกับเสิ่นซื่อถึงเพียงนี้ นางไม่เคยบังเกิดความรู้สึกใด ๆ ต่อเขาเลย ทว่ายามราตรีตลอดสองคืนที่ผ่านมา หลังได้นอนร่วมเรียงเคียงหมอน นางก็ตระหนักดีว่าความสัมพันธ์ระหว่างตนกับเสิ่นซื่อนั้น มีบางอย่างได้แปรเปลี่ยนไปแล้ว...ขณะกำลังจ้องมองใบหน้าของเสิ่นซื่ออย่างเหม่อลอย เสิ่นซื่อก็พลันลืมตาขึ้นมาทันทีเมื่อจี้หานอีสบตาเขา หนังศีรษะก็พลันชายิบ รีบหลับตาลงด้วยความรู้สึกผิดราวโจรขโมยของ แม้รู้ดีว่าพฤติกรรมนี้ไม่ต่างอันใดกับการปิดหูขโมยกระดิ่ง แต่ก็ไม่อาจทนสบตากับเสิ่นซื่อได้จริง ๆเมื่อคืนนางไม่ได้ปรารถนาเลยแท้ ๆ แต่ความสุขสมซาบซ่านนั้นกลับเป็นสิ่งที่นางไม่เคยพานพบมาก่อนในชีวิตในอดีตเซี่ยอวี้เหิงไม่เคยเป็นเช่นนั้น หลังแต่งงานช่วงแรก เขาก็มักเร่งรีบอยู่เส

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 469

    ดวงจันทร์นอกหน้าต่างลอยเด่นเหนือยอดไม้ เงาไม้ส่งเสียงสวบสาบขณะไหวเอนไปตามสายลมแสงเทียนถูกครอบคุ้มไว้ในโคมผ้าโปร่ง ประหนึ่งดวงดาราที่ถูกโอบอุ้มเงาร่างทาบทับซ้อนกันบนฉากกั้น เสมือนดั่งภาพวาดสาดน้ำหมึกที่เพิ่งเข้ากรอบเสร็จใหม่ ๆ มีทั้งทิวเขาคดเคี้ยวสลับซับซ้อน และมวลเมฆาที่ก่อตัวขึ้นอย่างอิสระยามเส้นผมดำขลับทิ้งตัวลงมาพลันบังเกิดสายลมแผ่วเบา พัดกวนธูปในกระถางปั๋วซานที่กำลังจะดับมิดับแหล่ ควันธูปเปลี่ยนทิศทางอย่างกะทันหัน ลอยละล่องไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งนั่นคือทิศทางที่สำนักโหรหลวงเคยกล่าวไว้ว่าเป็นทิศสถิตของเทพเจ้าแห่งความปีติยินดีในคืนนี้หยกพกพลันกระทบเข้ากับที่วางเท้า บังเกิดเสียง "เคล้ง" ดังกังวานใส ปลุกดวงจันทร์ที่ขดตัวอยู่เหนือตะขอเกี่ยวผ้าม่านให้ตื่นตระหนก แสงจันทร์จึงสาดส่องผ่านช่องหน้าต่างลายข้าวหลามตัดช่องที่เจ็ดเข้ามา อาบไล้ครอบคลุมข้อเท้าพอดีกลิ่นเครื่องหอมอ้อยอิ่ง กลุ่มควันที่ม้วนตัวขึ้นมาจากกระถางธูปปั๋วซานชะงักค้างกลางอากาศ กลายเป็นมาตรวัดแห่งกาลเวลากลุ่มควันสั่นไหวก่อนแตกกระจายและรวมตัวกันใหม่ด้วยความตื่นตระหนก ราวกับฝูงนกกระเรียนที่ถูกก่อกวน และนางก็คือนก

続きを読む
無料で面白い小説を探して読んでみましょう
GoodNovel アプリで人気小説に無料で!お好きな本をダウンロードして、いつでもどこでも読みましょう!
アプリで無料で本を読む
コードをスキャンしてアプリで読む
DMCA.com Protection Status