Share

บทที่ 4

Author: หยกงาม
เมื่อความคิดดำเนินมาถึงตรงนี้ นางก็ชะงักงันเล็กน้อย

ที่แท้เซี่ยอวี้เหิงก็ไม่ได้มีความสำคัญต่อใจนางแล้ว คำถามเชิงตำหนิเช่นนั้นของเขา นางจึงไม่รู้สึกเสียใจสักนิด

เซี่ยอวี้เหิงผู้สุภาพอ่อนโยนดั่งหยกงามในความทรงจำ เซี่ยอวี้เหิงผู้เคยให้คำมั่นสัญญากับนางว่าต่อให้ตระกูลตกต่ำก็ยังยืนยันมาสู่ขอ เซี่ยอวี้เหิงผู้เป็นวิญญูชนแสนเที่ยงธรรมในคำบอกเล่าของผู้อื่น บัดนี้ ไออุ่นสายสุดท้ายที่หลงเหลืออยู่ในใจนางได้จางหายไปหมดสิ้น

นางเพียงเหม่อลอยไปชั่วครู่ ก็ได้ยินเสียงทุ้มต่ำของเซี่ยอวี้เหิงดังขึ้นอีกครั้ง "หานอี เจ้าควรหัดทำตัวให้สงบนิ่งเช่นหมิงโหรวบ้าง"

"ไม่ใช่เอาแต่ขลุกอยู่ในเรือนหลัง วันทั้งวันรู้จักแต่หึงหวงริษยา"

หลังพูดจบ เขาก็หันกายเดินจากไป

จี้หานอีมองตามแผ่นหลังของเซี่ยอวี้เหิงไปในความเงียบ ก่อนจะดึงสายตากลับมาหยิบตำราในมือขึ้นอ่านด้วยท่าทีเรียบเฉย

นางแต่งเข้าสกุลเซี่ยมาสามปี ทุ่มเทแรงกายแรงใจดูแลเรือนหลังเพื่อเขา จัดเตรียมข้าวของทุกอย่างที่เขาจำเป็นต้องใช้ ไม่เคยปล่อยให้เกิดเรื่องจุกจิกกวนใจเขาสักครั้ง แม้แม่สามีจะคอยหาเรื่องตำหนิหรือกลั่นแกล้งในบางครั้ง แต่นางก็ไม่เคยปริปากบ่นให้เขาฟัง

หลังเป็นสามีภรรยากัน นางก็คิดว่าตนเองทำสุดความสามารถแล้ว แต่สิ่งที่ได้รับจากเขากลับเป็นคำว่าหึงหวงริษยา

ช่างเถิด อย่างไรเสียใจเขาก็ลำเอียงมาแต่ไหนแต่ไร

หรงชุนผู้ยืนอยู่ข้างกายจี้หานอี กระซิบว่า "หลายปีนี้ฮูหยินน้อยกับนายท่านมีเรื่องเข้าใจผิดกันมาตลอด หรือให้บ่าวไปเรียกนายท่านกลับมา ฮูหยินน้อยจะได้อธิบายปรับความเข้าใจกับนายท่านสักหน่อยดีไหมเจ้าคะ"

"คุณหนูผู้นั้นถนัดเรื่องยุแยงตะแคงรั่ว พอนานวันเข้า จะไม่ยิ่งหมางเมินกันไปใหญ่หรือเจ้าคะ?"

จี้หานอีป้องปากไอเล็กน้อย สายตาจับจ้องอยู่ที่หน้าตำรา ขณะส่ายศีรษะ "ไม่ต้องหรอก"

เมื่อก่อนนางก็เคยอธิบาย ซ้ำทำมาแล้วนับพันนับหมื่นครั้ง แต่เขาก็ไม่เคยเชื่อ บัดนี้ เรื่องราวระหว่างกันก็เปรียบเสมือนงานเลี้ยงที่ถูกพายุหิมะพัดกระหน่ำจนพังพินาศ ต่อให้อธิบายชัดเจนเพียงใด ก็เป็นเพียงโต๊ะอาหารที่ล้มคว่ำเสียหาย ไม่อาจหวนคืนสู่สภาพเดิมได้อีก

เขาจะเชื่อหรือไม่ นั่นไม่สำคัญอีกแล้ว

นางเองก็รู้ดี หากการถูกทิ้งอยู่กลางพายุหิมะคืนนั้นทำให้นางหมดใจต่อเซี่ยอวี้เหิง เช่นนั้นความรู้สึกรำคาญใจชั่ววูบที่มีต่อเซี่ยอวี้เหิงเมื่อครู่ ก็คงทำให้นางเกิดการตระหนักขึ้นมาว่า แม้แต่ความผูกพันฉันสามีภรรยาที่นางมีต่อเขา ก็มีอันมลายหายไปไม่เหลือสิ้น

เมื่อตื่นขึ้นมาตอนเช้า เซี่ยอวี้เหิงก็กำลังแต่งกายอยู่ในห้อง

จี้หานอีปรายตามองแวบหนึ่ง ก่อนเดินไปล้างหน้าบ้วนปากตรงอ่างล้างหน้าข้างชั้นวางของ

นี่คือภาพที่เกิดขึ้นเป็นประจำระหว่างคนทั้งสอง เซี่ยอวี้เหิงไม่ค่อยได้มาค้างที่เรือนของนางบ่อยนัก เนื่องจากเขามีงานราชการรัดตัว ไม่ว่าจะเป็นคดีความหรือเอกสารต่าง ๆ ล้วนทำด้วยความตั้งใจให้พ้นข้อครหา จึงต้องใส่ใจในทุกรายละเอียด

บางครั้งเมื่อเซี่ยอวี้เหิงกลับมา จี้หานอีก็แทบไม่เห็นหน้าเขา มีเพียงยามเช้าขณะล้างหน้าแต่งกายเท่านั้น คนทั้งสองจึงมีช่วงเวลาข้องเกี่ยวกันชั่วครู่

แต่สิ่งเดียวที่ต่างออกไปก็คือ วันนี้จี้หานอีไม่ได้อยู่ข้างกายเพื่อช่วยสวมใส่เสื้อผ้าให้เซี่ยอวี้เหิง ไม่ได้จุดเครื่องหอม และก็ไม่ได้ยื่นผ้าเช็ดหน้าอุ่น ๆ ให้เขาเช่นทุกวัน

เซี่ยอวี้เหิงจัดการธุระส่วนตัวเสร็จเรียบร้อยอย่างรวดเร็ว และด้วยความที่ต้องฝ่าพายุหิมะไปเข้าประชุมแต่เช้า เขาจึงมักเป็นฝ่ายออกไปก่อนเสมอ

ทว่าวันนี้ เมื่อเดินไปถึงหน้าม่าน เขากลับหันหลังมองจี้หานอีซึ่งกำลังนั่งให้สาวใช้หวีผมอยู่หน้าคันฉ่องทองแดง

ท้องฟ้าฤดูเหมันต์สว่างช้า แสงเทียนในห้องยังคงสว่างไสว ทอดเงาเทียนลงบนร่างของจี้หานอี

นางนั่งหลังตรงดูเด่นเป็นสง่า เส้นผมสีดำขลับทิ้งตัวลงมาดุจม่านน้ำตก คิ้วตาคมสวยงดงามดั่งสตรีชาวเจียงหนาน ต่างหูหยกมรกตคู่หนึ่งแกว่งไกวอยู่เหนือไหล่อาภรณ์สีม่วงอ่อน สะท้อนประกายวิบวับแวววาว

เรือนร่างอรชรอ้อนแอ้น ภายใต้แสงเทียนวูบไหว ดูคล้ายม่านหมอกฝนสีฟ้าคราม

ตอนที่พบนางครั้งแรก เขาเคยคิดว่านางเป็นสตรีที่มีจิตใจโอบอ้อมอารี

ภายในห้องยังคงมีกลิ่นยาสมุนไพรบางเบา เซี่ยอวี้เหิงจึงพูดว่า "ข้าได้ยินว่าหิมะตกหนัก รถม้าไปรับเจ้าไม่ทัน ทำให้เจ้าต้องติดอยู่กลางหิมะทั้งคืน"

จี้หานอีมองไปทางเซี่ยอวี้เหิงด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย ขณะกำลังจะตอบกลับ ก็ไอขึ้นมาระลอกหนึ่ง

นางป้องปากไออยู่หลายที ก่อนจะหันไปมองเซี่ยอวี้เหิง แล้วกล่าวด้วยเสียงแหบพร่า ท่าทีไม่แปรเปลี่ยน "ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ก็แค่รอนานอีกเล็กน้อยเท่านั้น"

ขณะเซี่ยอวี้เหิงได้ยินเสียงไอที่อีกฝ่ายพยายามข่มกลั้นไว้นั้น สายตาก็พลันเหลือบเห็นผ้าเช็ดหน้าซึ่งปลายนิ้วขาวผ่องของจี้หานอีกำลังใช้ซับริมฝีปาก บนผืนผ้าปักลายดอกไห่ถังสีชมพูดูสมจริง

เขาจ้องมองนางนิ่งงัน ในใจพลันเกิดความรู้สึกแปลกประหลาด

หากเป็นแต่ก่อน จี้หานอีคงต้องเอาเรื่องแล้ว

ยิ่งเป็นเรื่องของหลี่หมิงโหรว ต่อให้เป็นเรื่องเล็กน้อยเพียงใด นางก็เก็บมาใส่ใจทั้งสิ้น

แต่ครั้งนี้ นางกลับเงียบผิดปกติ เงียบเสียจนไม่แม้แต่จะพูดถึงเหตุการณ์นั้นด้วยซ้ำ

เซี่ยอวี้เหิงเม้มริมฝีปาก น้ำเสียงอ่อนโยนขึ้นเล็กน้อย "เรื่องคราวนี้เป็นข้าไตร่ตรองไม่รอบคอบ ประเดี๋ยวข้าจะให้พ่อบ้านนำผ้าไหมสู่จิ่นมาให้เจ้าสักพับ"

เมื่อจี้หานอีได้ยินคำว่าผ้าไหมสู่จิ่น นางก็ถึงกับชะงักกึก

ปรากฏว่าเซี่ยอวี้เหิงยังคงจำเรื่องนี้ได้

ปีที่สองหลังนางแต่งเข้าจวนสกุลเซี่ย เซี่ยอวี้เหิงก็สามารถไขคดีปริศนาเก่าเก็บได้สำเร็จ เบื้องบนจึงประทานรางวัล และหนึ่งในรางวัลนั้นก็มีผ้าไหมสู่จิ่นอยู่สองพับ

เมื่อของรางวัลพระราชทานส่งมาถึง ทั้งจวนก็มีแต่ความปิติยินดี นางนั่งอยู่ท่ามกลางผู้คน รู้สึกดีใจไปกับเซี่ยอวี้เหิง

ในวันนั้น ผ้าไหมสู่จิ่นทั้งสองพับนั้น เซี่ยอวี้เหิงส่งมอบให้มารดาของเขาพับหนึ่งต่อหน้าผู้คนมากมาย

ขณะที่ผู้อื่นคิดว่าอีกพับหนึ่งเขาคงต้องให้นางแน่ แต่เซี่ยอวี้เหิงกลับมอบให้หลี่หมิงโหรว

เขาไม่ได้ให้เหตุผลใด ๆ ซ้ำยังไม่ปรายตามองนางแม้แต่น้อย

ครั้งนั้น จี้หานอีถามเขาว่าทำไมถึงไม่ให้นาง

แต่เซี่ยอวี้เหิงเพียงมองนางด้วยสายตาแฝงความรำคาญใจ ราวกับนางกำลังหาเรื่องอย่างไร้เหตุผล แม้แต่คำแก้ตัวพอเป็นพิธีก็ไม่มีให้ ก่อนจะเดินตรงเข้าห้องหนังสือไปหน้าตาเฉย

จี้หานอีอ้าปาก อยากจะบอกออกไปว่าไม่เป็นไร

สิ่งที่นางใส่ใจหาใช่ผ้าไหมสู่จิ่นพับนั้น

ที่นางใส่ใจมีเพียงเหตุใดบุรุษผู้เป็นสามี ถึงไม่เคยห่วงใยความรู้สึกของนางเลย

หลังเหตุการณ์ครั้งนั้น แม้แต่บ่าวไพร่ในจวนสกุลเซี่ยก็ยังมองนางด้วยสายตาดูแคลน

พวกเขาต่างเข้าใจแจ่มแจ้ง นางไม่ใช่คนโปรดของเซี่ยอวี้เหิง

นางไม่ได้ทำผิดอันใด แต่ผู้คนล้วนเป็นดังไผ่ลู่ลม

เขาเป็นทายาทสายตรงของสกุลเซี่ย ผู้อื่นย่อมปฏิบัติตามอากัปกิริยาและความชอบของเขา

แต่คำว่าไม่เป็นไรนั้นจี้หานอียังไม่ทันได้พูด เซี่ยอวี้เหิงก็เลิกม่านเดินออกไปแล้ว

เขาคงคิดว่านี่คือความเมตตาและการชดเชยที่ยิ่งใหญ่แล้วกระมัง

จี้หานอีมองผ้าม่านซึ่งยังคงไหวตัว ก่อนถอนหายใจ จากนั้นจึงตวัดสายตากลับมาจับจ้องคันฉ่อง และเลือกปิ่นหยกที่ดูเรียบง่ายอันหนึ่งเสียบลงบนมวยผม

พ่อบ้านนำผ้าไหมสู่จิ่นพับนั้นมาส่งให้ในช่วงสายอย่างรวดเร็ว

ขณะพ่อบ้านนำมาส่ง ก็ไม่ลืมประจบสอพลอด้วยหน้าตายิ้มแย้ม "นี่เป็นของที่นายท่านกำชับไว้ก่อนออกไปเมื่อตอนเช้า ให้เพียงฮูหยินน้อยคนเดียวเลยนะขอรับ"

ของที่ว่าได้เพียงคนเดียว ความจริงก็คือคนอื่นที่สมควรได้ล้วนได้กันไปหมดแล้ว เหลือนางเป็นคนสุดท้ายเท่านั้นเอง

ได้เป็นคนสุดท้าย ก็ถือว่าได้เพียงคนเดียวเช่นกัน

จี้หานอีไม่แม้แต่จะชายตามองด้วยหางตา นางเลิกสนใจผ้าไหมสู่จิ่นไปนานแล้ว จึงสั่งให้หรงชุนรับไว้และนำไปเก็บในห้องเก็บของ

ถึงอย่างไรหลังหย่ากันแล้ว นางก็จะไม่นำผ้าพับนี้ไปด้วย ยิ่งไม่มีทางนำมาใช้เด็ดขาด

หลังนางพักรักษาตัวอยู่ในเรือนหลายวัน อาการหวัดก็ทุเลาลง เหลือเพียงอาการไอในช่วงกลางคืนเล็กน้อยเท่านั้น

ช่วงสองวันนี้เซี่ยอวี้เหิงไม่ได้กลับจวน ได้ยินว่าเขามีคดีซับซ้อนต้องดูแล จึงขลุกอยู่ในที่ว่าการตลอดทั้งวัน

เดิมทีจี้หานอีเองก็ไม่รู้เรื่องนี้ แต่เป็นบ่าวอาวุโสข้างกายแม่สามีมาบอกกล่าวกับนาง ให้ไม่ต้องรอคอยเขาในสองคืนนี้

แม้นางจะเป็นภรรยาของเซี่ยอวี้เหิง แต่ทุกเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับตัวเขา นางกลับรู้เป็นคนสุดท้ายเสมอ

ยามเซี่ยอวี้เหิงเดินทางไปราชการต่างเมือง ในบรรดาจดหมายที่ส่งกลับบ้าน ก็ไม่เคยมีของนางแม้แต่ฉบับเดียว

Patuloy na basahin ang aklat na ito nang libre
I-scan ang code upang i-download ang App
Mga Comments (1)
goodnovel comment avatar
Nok Natnicha
เนื้อเรื่องน่าอ่าน
Tignan lahat ng Komento

Pinakabagong kabanata

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 682

    แม้ชุยจาวอวิ๋นจะมองไม่เห็นสีหน้าของชุยจิ่นจวิน แต่นางกลับรู้สึกว่าการที่เขายืนอยู่ในยามนี้ก็ไม่ต่างจากมีขุนเขาตั้งตระหง่านกลิ่นอายบนร่างเขาโอบล้อมตัวนางไว้ ทำให้ไม่ว่านางจะไปที่ใด ก็ไม่อาจหนีพ้นชุยจาวอวิ๋นหลุบตาลง สองเท้าก้าวไปยังรถม้าที่จอดรออยู่ด้วยความยากลำบากเล็กน้อยชุยจิ่นจวินยื่นมือไปหมายช่วยประคอง แต่นางกลับไม่มีทีท่าว่าจะวางมือลง ซ้ำยังก้าวขึ้นรถม้าไปคนเดียวเสียอีกชุยจิ่นจวินทอดสายตามองท่าทีรักษาระยะห่างของชุยจาวอวิ๋นอย่างเงียบงัน เขารอกระทั่งนางขึ้นรถม้าไปแล้ว ถึงค่อยก้าวตามขึ้นไปติด ๆภายในรถม้ามีเพียงเขากับนางสองคน ชุยจิ่นจวินนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับชุยจาวอวิ๋น เมื่อรถม้าเริ่มเคลื่อนตัวไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้า ชุยจิ่นจวินก็จ้องมองชุยจาวอวิ๋นพลางถาม "นี่อยากหลบหน้าข้าถึงเพียงนี้เชียวหรือ?"ชุยจาวอวิ๋นไม่ได้ตอบคำใด เพียงนั่งมองม่านหน้าต่างที่สะบัดไหวไปมาตามจังหวะการเคลื่อนตัวของรถม้าในความเงียบ ชุยจิ่นจวินมองดูท่าทีเมินเฉยของชุยจาวอวิ๋น นับตั้งแต่เขาเผยความในใจ นางก็เอาแต่แสดงท่าทีเย็นชาเช่นนี้มาโดยตลอด ทั้งยังพยายามหลบหน้าเขาทุกวิถีทางเท่าที่จะทำได้ทั้งที่นางก็รู้

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 681

    เหตุผลที่เขายุ่งเช่นนี้ก็เพราะหมายเร่งปิดคดีจวนหย่งชิงโหวให้เสร็จโดยเร็ว เพื่อให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่งานรัดตัวที่สุด เนื่องจากอยากมีเวลาว่างมาคอยอยู่เคียงข้างนางให้มากขึ้นเสิ่นซื่อรู้ตัวดีมาตลอดว่า ช่วงเวลาที่ตนเองได้อยู่เคียงข้างจี้หานอีนั้นมีน้อยเหลือเกินตลอดเวลากว่าหนึ่งเดือนหลังเข้าพิธีวิวาห์ก็มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายแต่ความจริงนั้น สุดท้ายก็เป็นตัวเขาเองที่คิดถึงจี้หานอีมากที่สุดซ้ำยังอดใจแทบไม่ไหวที่จะได้สัมผัสนางเสิ่นซื่อยื่นมือออกไป สัมผัสลงบนใบหน้าอันขาวผ่องของจี้หานอี ผิวหน้านั้นเนียนนุ่มลื่นมือดุจแพรพรรณ สัมผัสแล้วชวนให้รู้สึกดีเสียจนอดบีบเบา ๆ ไม่ได้ยามทอดสายตามองนัยน์ตาคู่งามที่สะท้อนแสงโคมไฟ เสิ่นซื่อก็หลุบตามองจี้หานอี ก่อนเสียงทุ้มต่ำของเขาจะดังขึ้นท่ามกลางความมืดสลัว “หลายวันนี้คิดถึงข้าบ้างหรือไม่?”ใบหน้าของจี้หานอีถูกเสิ่นซื่อเชยขึ้นมา ข้างกายมีเพียงโคมไฟสองดวง แสงสว่างที่วูบไหวทำให้มองเห็นใบหน้าของเสิ่นซื่อไม่ชัดเจนนัก กอปรกับเสิ่นซื่อมีรูปร่างสูงใหญ่ สวมใส่เสื้อคลุมตัวโคร่งสีดำ เนื้อผ้าต่วนทอประกายระยิบระยับล้อแสงไฟ ยิ่งขับเน้นให้เสิ่นซื่อดูสูงส่งจนมิอ

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 680

    เมื่อชุยจาวอวิ๋นเห็นเสิ่นซื่อ นางก็รีบคลายมือที่ควงแขนจี้หานอีออกอย่างรวดเร็ว ก่อนย่อกายทำความเคารพด้วยความนอบน้อมเสิ่นซื่อเพียงปรายตามองชุยจาวอวิ๋นปราดหนึ่ง สีหน้าของเขายังคงไม่แปรเปลี่ยน เพียงพยักหน้ารับคำอย่างเรียบเฉยเท่านั้นชุยจาวอวิ๋นลอบสังเกตสีหน้าอันราบเรียบของเสิ่นซื่อ กอปรกับการที่จู่ ๆ เขาก็มาปรากฏตัวอยู่ที่นี่ ในใจนางก็พอจะเข้าใจอะไรบางอย่าง จึงหันไปกล่าวกับจี้หานอีที่อยู่ข้างกายว่า "ทางข้างหน้าอยู่ไม่ไกลแล้ว ให้สาวใช้เดินนำทางข้าไปก็พอ พี่หญิงกับท่านโหวเสิ่นไปเถิดเจ้าค่ะ"กล่าวจบ ชุยจาวอวิ๋นก็ย่อกายทำความเคารพจี้หานอีอีกครั้ง "วันนี้ต้องรบกวนพี่หญิงแล้ว"จี้หานอีช่วยประคองชุยจาวอวิ๋นพลางกล่าว "ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวข้าเดินไปส่งเจ้าเอง"ชุยจาวอวิ๋นหันไปมองใบหน้าของเสิ่นซื่อโดยไม่รู้ตัว และก็เห็นว่าสีหน้าของเขาเย็นชาลงกว่าเดิมดังคาด นางจึงทัดทานจี้หานอีด้วยความเกรงใจอีกหลายคำ กระทั่งกล่อมให้จี้หานอียอมให้นางเดินออกไปเองได้สำเร็จ ถึงค่อยลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอกจี้หานอีทอดสายตามองแผ่นหลังของชุยจาวอวิ๋น พอหันหน้ากลับมาก็เห็นว่าเสิ่นซื่อหมุนตัวเดินกลับไปโดยไม่ทักทายสักคำ

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 679

    เมื่อจี้หานอีได้ยินว่าเสิ่นซื่อกลับมาเวลานี้ ก็รู้สึกคาดไม่ถึงอยู่บ้าง ครั้นมองดูท้องฟ้าที่เริ่มมืดสลัวและภายในห้องที่จุดตะเกียงสว่างไสว ก็ตระหนักได้ว่ายามนี้เย็นมากแล้วจริง ๆจี้หานอีหันไปกล่าวกับชุยจาวอวิ๋น “ในเมื่อซื่อจื่อสกุลชุยมารับน้องหญิงกลับ เช่นนั้นข้าก็คงไม่อาจรั้งให้น้องหญิงอยู่ร่วมรับประทานมื้อค่ำด้วยกันแล้ว”ชุยจาวอวิ๋นกำผ้าเช็ดหน้าในมือแน่นขึ้นเล็กน้อย ก่อนกล่าวกับจี้หานอี “เดิมทีข้ายังมีเรื่องราวอีกมากมายอยากสนทนากับพี่หญิง แต่ในเมื่อท่านโหวเสิ่นกลับมาแล้ว ข้าเองก็สมควรต้องกลับเช่นกันเจ้าค่ะ”“เพียงแต่พี่หญิงพอจะช่วยจัดเตรียมรถม้าของจวนสกุลเสิ่นส่งข้ากลับสักคันได้หรือไม่?”จี้หานอีถามด้วยความประหลาดใจ “ซื่อจื่อสกุลชุยอุตส่าห์มารับน้องหญิงทั้งที แล้วเหตุใดน้องหญิงถึงไม่นั่งรถม้าของเขากลับเล่า?”ชุยจาวอวิ๋นทอดถอนใจพลางตอบ “ข้ากับซื่อจื่อสกุลชุยแม้ได้ชื่อว่าเป็นพี่น้องกัน แต่การนั่งรถม้าคันเดียวกันก็ดูไม่ค่อยเหมาะสมนัก อีกอย่างข้ายังมีธุระสำคัญ ต้องแวะไปที่ร้านค้าสักหน่อย เครื่องประดับของข้าชิ้นหนึ่งชำรุด วันนี้น่าจะซ่อมเสร็จพอดี “เพียงแต่เส้นทางนั้นไม่ได้เป็นทางผ่าน

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 678

    เมื่อทั้งสองสาวเปิดฉากสนทนา เวลาก็ล่วงเลยไปจนดวงตะวันคล้อยต่ำไม่รู้ตัว ทว่ายิ่งคุยก็ยิ่งถูกคอ ทั้งคู่มีความชอบคล้ายกันในหลายเรื่อง ภายในห้องจึงมีแต่เสียงหัวเราะสดใสแว่วออกมาเป็นระยะตอนที่จี้หานอีรั้งให้ชุยจาวอวิ๋นอยู่ร่วมรับประทานอาหารด้วยกัน ชุยจาวอวิ๋นก็มีท่าทีลังเลเล็กน้อย "หากท่านโหวเสิ่นกลับมาเล่าเจ้าคะ?"ความจริง จี้หานอีแทบไม่ค่อยได้ร่วมรับประทานมื้อค่ำกับเสิ่นซื่อสักเท่าใด ช่วงหลายวันนี้เสิ่นซื่อยิ่งงานยุ่ง คงไม่มีทางกลับมาเร็วถึงเพียงนี้จี้หานอีบอกเรื่องนี้แก่ชุยจาวอวิ๋น ฝ่ายชุยจาวอวิ๋นเองก็ยังไม่อยากกลับเร็วเช่นกัน นางจึงตอบตกลงทั้งสองหวนกลับไปพูดคุยถึงเรื่องราวแปลกประหลาดที่เคยอ่านพบในนิยายประโลมโลก ส่งผลให้เกิดเสียงหัวเราะดังเล็ดลอดออกมาจากด้านในห้องโถงเล็กเป็นระยะวันนี้งานในมือเสิ่นซื่อสะสางเสร็จสิ้นไปพอสมควร เขาจึงกลับจวนได้เร็วกว่าช่วงก่อนหน้า ขณะยืนรับฟังเสียงหัวเราะอยู่หน้าม่านกั้น เสียงหัวเราะอันสดใสดุจนกขมิ้นของจี้หานอีที่ดังแว่วออกมานั้น ก็ทำให้เสิ่นซื่อเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ได้แต่นึกในใจว่าช่วงหลายวันที่เขาไม่อยู่ นางดูจะใช้ชีวิตได้อย่างอิสระเสรีเสียจริงเ

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 677

    จี้หานอีหันไปมองชุยจาวอวิ๋นด้วยความประหลาดใจ นึกไม่ถึงเลยว่าชุยจาวอวิ๋นจะมีความคิดเช่นนี้คราวก่อนตอนนางไปเยือนจวนผิงหนานโหวก็พบว่าสกุลชุยเป็นตระกูลใหญ่ที่ปรองดองกันอย่างหาได้ยาก บรรดาพี่น้องสตรีในจวนมีความสัมพันธ์อบอุ่น พี่น้องบุรุษรักใคร่เกื้อกูลกัน ดังนั้น ตอนที่นางได้ยินพี่น้องสตรีสกุลชุยเอ่ยปากทวงความยุติธรรมแทนชุยจาวอวิ๋นเมื่อคราวก่อน จึงไม่ได้มีความรู้สึกโกรธเคืองแต่อย่างใดน้องสาวของชุยจาวอวิ๋นก็สนิทสนมและรักใคร่นางยิ่ง ฮูหยินใหญ่ชุยกับฮูหยินรองชุยยิ่งเอ็นดูและปกป้องชุยจาวอวิ๋น พูดตามตรง หากจวนสกุลกู้สามารถรักใคร่กลมเกลียวกันเช่นเดียวกับจวนผิงหนานโหว จี้หานอีเองก็คงปรารถนาจะกลับไปเยี่ยมสกุลกู้ให้บ่อยขึ้นเช่นกันนางเองจึงไม่เข้าใจเลยว่า เหตุใดชุยจาวอวิ๋นถึงได้มีความคิดเช่นนี้จี้หานอีกล่าว “ชีวิตเช่นนั้นนับว่าอิสระก็จริง แต่ก็มีคำกล่าวที่ว่าหากไม่ก้าวลงจากโถงเรือน ยามนั่งมองอย่างน้อยก็มีลำธารกับหุบเขาให้ชมดู”“เหตุผลที่ผู้คนพากันชื่นชมและสะสมภาพวาดทิวทัศน์ขุนเขาสายน้ำ ก็เพราะยากจะตัดใจละทิ้งความผูกพันใด ๆ ในโลกีย์วิสัย จึงทำได้เพียงฝากฝังจิตวิญญาณไว้ในภาพทิวทัศน์เหล่านั้น”

Higit pang Kabanata
Galugarin at basahin ang magagandang nobela
Libreng basahin ang magagandang nobela sa GoodNovel app. I-download ang mga librong gusto mo at basahin kahit saan at anumang oras.
Libreng basahin ang mga aklat sa app
I-scan ang code para mabasa sa App
DMCA.com Protection Status