Share

บทที่ 4

Author: หยกงาม
เมื่อความคิดดำเนินมาถึงตรงนี้ นางก็ชะงักงันเล็กน้อย

ที่แท้เซี่ยอวี้เหิงก็ไม่ได้มีความสำคัญต่อใจนางแล้ว คำถามเชิงตำหนิเช่นนั้นของเขา นางจึงไม่รู้สึกเสียใจสักนิด

เซี่ยอวี้เหิงผู้สุภาพอ่อนโยนดั่งหยกงามในความทรงจำ เซี่ยอวี้เหิงผู้เคยให้คำมั่นสัญญากับนางว่าต่อให้ตระกูลตกต่ำก็ยังยืนยันมาสู่ขอ เซี่ยอวี้เหิงผู้เป็นวิญญูชนแสนเที่ยงธรรมในคำบอกเล่าของผู้อื่น บัดนี้ ไออุ่นสายสุดท้ายที่หลงเหลืออยู่ในใจนางได้จางหายไปหมดสิ้น

นางเพียงเหม่อลอยไปชั่วครู่ ก็ได้ยินเสียงทุ้มต่ำของเซี่ยอวี้เหิงดังขึ้นอีกครั้ง "หานอี เจ้าควรหัดทำตัวให้สงบนิ่งเช่นหมิงโหรวบ้าง"

"ไม่ใช่เอาแต่ขลุกอยู่ในเรือนหลัง วันทั้งวันรู้จักแต่หึงหวงริษยา"

หลังพูดจบ เขาก็หันกายเดินจากไป

จี้หานอีมองตามแผ่นหลังของเซี่ยอวี้เหิงไปในความเงียบ ก่อนจะดึงสายตากลับมาหยิบตำราในมือขึ้นอ่านด้วยท่าทีเรียบเฉย

นางแต่งเข้าสกุลเซี่ยมาสามปี ทุ่มเทแรงกายแรงใจดูแลเรือนหลังเพื่อเขา จัดเตรียมข้าวของทุกอย่างที่เขาจำเป็นต้องใช้ ไม่เคยปล่อยให้เกิดเรื่องจุกจิกกวนใจเขาสักครั้ง แม้แม่สามีจะคอยหาเรื่องตำหนิหรือกลั่นแกล้งในบางครั้ง แต่นางก็ไม่เคยปริปากบ่นให้เขาฟัง

หลังเป็นสามีภรรยากัน นางก็คิดว่าตนเองทำสุดความสามารถแล้ว แต่สิ่งที่ได้รับจากเขากลับเป็นคำว่าหึงหวงริษยา

ช่างเถิด อย่างไรเสียใจเขาก็ลำเอียงมาแต่ไหนแต่ไร

หรงชุนผู้ยืนอยู่ข้างกายจี้หานอี กระซิบว่า "หลายปีนี้ฮูหยินน้อยกับนายท่านมีเรื่องเข้าใจผิดกันมาตลอด หรือให้บ่าวไปเรียกนายท่านกลับมา ฮูหยินน้อยจะได้อธิบายปรับความเข้าใจกับนายท่านสักหน่อยดีไหมเจ้าคะ"

"คุณหนูผู้นั้นถนัดเรื่องยุแยงตะแคงรั่ว พอนานวันเข้า จะไม่ยิ่งหมางเมินกันไปใหญ่หรือเจ้าคะ?"

จี้หานอีป้องปากไอเล็กน้อย สายตาจับจ้องอยู่ที่หน้าตำรา ขณะส่ายศีรษะ "ไม่ต้องหรอก"

เมื่อก่อนนางก็เคยอธิบาย ซ้ำทำมาแล้วนับพันนับหมื่นครั้ง แต่เขาก็ไม่เคยเชื่อ บัดนี้ เรื่องราวระหว่างกันก็เปรียบเสมือนงานเลี้ยงที่ถูกพายุหิมะพัดกระหน่ำจนพังพินาศ ต่อให้อธิบายชัดเจนเพียงใด ก็เป็นเพียงโต๊ะอาหารที่ล้มคว่ำเสียหาย ไม่อาจหวนคืนสู่สภาพเดิมได้อีก

เขาจะเชื่อหรือไม่ นั่นไม่สำคัญอีกแล้ว

นางเองก็รู้ดี หากการถูกทิ้งอยู่กลางพายุหิมะคืนนั้นทำให้นางหมดใจต่อเซี่ยอวี้เหิง เช่นนั้นความรู้สึกรำคาญใจชั่ววูบที่มีต่อเซี่ยอวี้เหิงเมื่อครู่ ก็คงทำให้นางเกิดการตระหนักขึ้นมาว่า แม้แต่ความผูกพันฉันสามีภรรยาที่นางมีต่อเขา ก็มีอันมลายหายไปไม่เหลือสิ้น

เมื่อตื่นขึ้นมาตอนเช้า เซี่ยอวี้เหิงก็กำลังแต่งกายอยู่ในห้อง

จี้หานอีปรายตามองแวบหนึ่ง ก่อนเดินไปล้างหน้าบ้วนปากตรงอ่างล้างหน้าข้างชั้นวางของ

นี่คือภาพที่เกิดขึ้นเป็นประจำระหว่างคนทั้งสอง เซี่ยอวี้เหิงไม่ค่อยได้มาค้างที่เรือนของนางบ่อยนัก เนื่องจากเขามีงานราชการรัดตัว ไม่ว่าจะเป็นคดีความหรือเอกสารต่าง ๆ ล้วนทำด้วยความตั้งใจให้พ้นข้อครหา จึงต้องใส่ใจในทุกรายละเอียด

บางครั้งเมื่อเซี่ยอวี้เหิงกลับมา จี้หานอีก็แทบไม่เห็นหน้าเขา มีเพียงยามเช้าขณะล้างหน้าแต่งกายเท่านั้น คนทั้งสองจึงมีช่วงเวลาข้องเกี่ยวกันชั่วครู่

แต่สิ่งเดียวที่ต่างออกไปก็คือ วันนี้จี้หานอีไม่ได้อยู่ข้างกายเพื่อช่วยสวมใส่เสื้อผ้าให้เซี่ยอวี้เหิง ไม่ได้จุดเครื่องหอม และก็ไม่ได้ยื่นผ้าเช็ดหน้าอุ่น ๆ ให้เขาเช่นทุกวัน

เซี่ยอวี้เหิงจัดการธุระส่วนตัวเสร็จเรียบร้อยอย่างรวดเร็ว และด้วยความที่ต้องฝ่าพายุหิมะไปเข้าประชุมแต่เช้า เขาจึงมักเป็นฝ่ายออกไปก่อนเสมอ

ทว่าวันนี้ เมื่อเดินไปถึงหน้าม่าน เขากลับหันหลังมองจี้หานอีซึ่งกำลังนั่งให้สาวใช้หวีผมอยู่หน้าคันฉ่องทองแดง

ท้องฟ้าฤดูเหมันต์สว่างช้า แสงเทียนในห้องยังคงสว่างไสว ทอดเงาเทียนลงบนร่างของจี้หานอี

นางนั่งหลังตรงดูเด่นเป็นสง่า เส้นผมสีดำขลับทิ้งตัวลงมาดุจม่านน้ำตก คิ้วตาคมสวยงดงามดั่งสตรีชาวเจียงหนาน ต่างหูหยกมรกตคู่หนึ่งแกว่งไกวอยู่เหนือไหล่อาภรณ์สีม่วงอ่อน สะท้อนประกายวิบวับแวววาว

เรือนร่างอรชรอ้อนแอ้น ภายใต้แสงเทียนวูบไหว ดูคล้ายม่านหมอกฝนสีฟ้าคราม

ตอนที่พบนางครั้งแรก เขาเคยคิดว่านางเป็นสตรีที่มีจิตใจโอบอ้อมอารี

ภายในห้องยังคงมีกลิ่นยาสมุนไพรบางเบา เซี่ยอวี้เหิงจึงพูดว่า "ข้าได้ยินว่าหิมะตกหนัก รถม้าไปรับเจ้าไม่ทัน ทำให้เจ้าต้องติดอยู่กลางหิมะทั้งคืน"

จี้หานอีมองไปทางเซี่ยอวี้เหิงด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย ขณะกำลังจะตอบกลับ ก็ไอขึ้นมาระลอกหนึ่ง

นางป้องปากไออยู่หลายที ก่อนจะหันไปมองเซี่ยอวี้เหิง แล้วกล่าวด้วยเสียงแหบพร่า ท่าทีไม่แปรเปลี่ยน "ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ก็แค่รอนานอีกเล็กน้อยเท่านั้น"

ขณะเซี่ยอวี้เหิงได้ยินเสียงไอที่อีกฝ่ายพยายามข่มกลั้นไว้นั้น สายตาก็พลันเหลือบเห็นผ้าเช็ดหน้าซึ่งปลายนิ้วขาวผ่องของจี้หานอีกำลังใช้ซับริมฝีปาก บนผืนผ้าปักลายดอกไห่ถังสีชมพูดูสมจริง

เขาจ้องมองนางนิ่งงัน ในใจพลันเกิดความรู้สึกแปลกประหลาด

หากเป็นแต่ก่อน จี้หานอีคงต้องเอาเรื่องแล้ว

ยิ่งเป็นเรื่องของหลี่หมิงโหรว ต่อให้เป็นเรื่องเล็กน้อยเพียงใด นางก็เก็บมาใส่ใจทั้งสิ้น

แต่ครั้งนี้ นางกลับเงียบผิดปกติ เงียบเสียจนไม่แม้แต่จะพูดถึงเหตุการณ์นั้นด้วยซ้ำ

เซี่ยอวี้เหิงเม้มริมฝีปาก น้ำเสียงอ่อนโยนขึ้นเล็กน้อย "เรื่องคราวนี้เป็นข้าไตร่ตรองไม่รอบคอบ ประเดี๋ยวข้าจะให้พ่อบ้านนำผ้าไหมสู่จิ่นมาให้เจ้าสักพับ"

เมื่อจี้หานอีได้ยินคำว่าผ้าไหมสู่จิ่น นางก็ถึงกับชะงักกึก

ปรากฏว่าเซี่ยอวี้เหิงยังคงจำเรื่องนี้ได้

ปีที่สองหลังนางแต่งเข้าจวนสกุลเซี่ย เซี่ยอวี้เหิงก็สามารถไขคดีปริศนาเก่าเก็บได้สำเร็จ เบื้องบนจึงประทานรางวัล และหนึ่งในรางวัลนั้นก็มีผ้าไหมสู่จิ่นอยู่สองพับ

เมื่อของรางวัลพระราชทานส่งมาถึง ทั้งจวนก็มีแต่ความปิติยินดี นางนั่งอยู่ท่ามกลางผู้คน รู้สึกดีใจไปกับเซี่ยอวี้เหิง

ในวันนั้น ผ้าไหมสู่จิ่นทั้งสองพับนั้น เซี่ยอวี้เหิงส่งมอบให้มารดาของเขาพับหนึ่งต่อหน้าผู้คนมากมาย

ขณะที่ผู้อื่นคิดว่าอีกพับหนึ่งเขาคงต้องให้นางแน่ แต่เซี่ยอวี้เหิงกลับมอบให้หลี่หมิงโหรว

เขาไม่ได้ให้เหตุผลใด ๆ ซ้ำยังไม่ปรายตามองนางแม้แต่น้อย

ครั้งนั้น จี้หานอีถามเขาว่าทำไมถึงไม่ให้นาง

แต่เซี่ยอวี้เหิงเพียงมองนางด้วยสายตาแฝงความรำคาญใจ ราวกับนางกำลังหาเรื่องอย่างไร้เหตุผล แม้แต่คำแก้ตัวพอเป็นพิธีก็ไม่มีให้ ก่อนจะเดินตรงเข้าห้องหนังสือไปหน้าตาเฉย

จี้หานอีอ้าปาก อยากจะบอกออกไปว่าไม่เป็นไร

สิ่งที่นางใส่ใจหาใช่ผ้าไหมสู่จิ่นพับนั้น

ที่นางใส่ใจมีเพียงเหตุใดบุรุษผู้เป็นสามี ถึงไม่เคยห่วงใยความรู้สึกของนางเลย

หลังเหตุการณ์ครั้งนั้น แม้แต่บ่าวไพร่ในจวนสกุลเซี่ยก็ยังมองนางด้วยสายตาดูแคลน

พวกเขาต่างเข้าใจแจ่มแจ้ง นางไม่ใช่คนโปรดของเซี่ยอวี้เหิง

นางไม่ได้ทำผิดอันใด แต่ผู้คนล้วนเป็นดังไผ่ลู่ลม

เขาเป็นทายาทสายตรงของสกุลเซี่ย ผู้อื่นย่อมปฏิบัติตามอากัปกิริยาและความชอบของเขา

แต่คำว่าไม่เป็นไรนั้นจี้หานอียังไม่ทันได้พูด เซี่ยอวี้เหิงก็เลิกม่านเดินออกไปแล้ว

เขาคงคิดว่านี่คือความเมตตาและการชดเชยที่ยิ่งใหญ่แล้วกระมัง

จี้หานอีมองผ้าม่านซึ่งยังคงไหวตัว ก่อนถอนหายใจ จากนั้นจึงตวัดสายตากลับมาจับจ้องคันฉ่อง และเลือกปิ่นหยกที่ดูเรียบง่ายอันหนึ่งเสียบลงบนมวยผม

พ่อบ้านนำผ้าไหมสู่จิ่นพับนั้นมาส่งให้ในช่วงสายอย่างรวดเร็ว

ขณะพ่อบ้านนำมาส่ง ก็ไม่ลืมประจบสอพลอด้วยหน้าตายิ้มแย้ม "นี่เป็นของที่นายท่านกำชับไว้ก่อนออกไปเมื่อตอนเช้า ให้เพียงฮูหยินน้อยคนเดียวเลยนะขอรับ"

ของที่ว่าได้เพียงคนเดียว ความจริงก็คือคนอื่นที่สมควรได้ล้วนได้กันไปหมดแล้ว เหลือนางเป็นคนสุดท้ายเท่านั้นเอง

ได้เป็นคนสุดท้าย ก็ถือว่าได้เพียงคนเดียวเช่นกัน

จี้หานอีไม่แม้แต่จะชายตามองด้วยหางตา นางเลิกสนใจผ้าไหมสู่จิ่นไปนานแล้ว จึงสั่งให้หรงชุนรับไว้และนำไปเก็บในห้องเก็บของ

ถึงอย่างไรหลังหย่ากันแล้ว นางก็จะไม่นำผ้าพับนี้ไปด้วย ยิ่งไม่มีทางนำมาใช้เด็ดขาด

หลังนางพักรักษาตัวอยู่ในเรือนหลายวัน อาการหวัดก็ทุเลาลง เหลือเพียงอาการไอในช่วงกลางคืนเล็กน้อยเท่านั้น

ช่วงสองวันนี้เซี่ยอวี้เหิงไม่ได้กลับจวน ได้ยินว่าเขามีคดีซับซ้อนต้องดูแล จึงขลุกอยู่ในที่ว่าการตลอดทั้งวัน

เดิมทีจี้หานอีเองก็ไม่รู้เรื่องนี้ แต่เป็นบ่าวอาวุโสข้างกายแม่สามีมาบอกกล่าวกับนาง ให้ไม่ต้องรอคอยเขาในสองคืนนี้

แม้นางจะเป็นภรรยาของเซี่ยอวี้เหิง แต่ทุกเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับตัวเขา นางกลับรู้เป็นคนสุดท้ายเสมอ

ยามเซี่ยอวี้เหิงเดินทางไปราชการต่างเมือง ในบรรดาจดหมายที่ส่งกลับบ้าน ก็ไม่เคยมีของนางแม้แต่ฉบับเดียว

Continue to read this book for free
Scan code to download App
Comments (1)
goodnovel comment avatar
Nok Natnicha
เนื้อเรื่องน่าอ่าน
VIEW ALL COMMENTS

Latest chapter

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 702

    เขาคิดว่าตนเองควรพูดคุยกับจี้หานอีให้รู้เรื่องเสียทีเสิ่นซื่อไม่ได้ใส่ใจต่ออารมณ์ของจี้หานอี เขาปิดสมุดบัญชีตรงหน้านางลงอย่างเผด็จการและเอาแต่ใจ จากนั้นจึงโน้มกายลงไปอุ้มจี้หานอีขึ้นมานั่งบนตัก พร้อมกดเอวของนางไว้ไม่ให้ขยับเขยื้อนท่วงท่าทั้งหมดนั้นพลิ้วไหวดั่งสายน้ำ ประหนึ่งพญาเหยี่ยวตะปบกระต่ายน้อย ซึ่งกระต่ายน้อยไม่มีทางหลบหนีได้เลยตอนแรกจี้หานอียังคงดิ้นรนเตะขาไปมา แต่เมื่อนางพบว่าเสิ่นซื่อยังคงนั่งนิ่งมั่นคงดั่งขุนเขา ซ้ำยังเอาแต่จ้องมองนางเงียบ ๆ ด้วยสีหน้าเคร่งขรึมราวกับอาจารย์ผู้เข้มงวดที่กำลังเฝ้ามองศิษย์ดื้อรั้นอาละวาด นางจึงค่อย ๆ สงบลงเรี่ยวแรงของเขานั้นไม่รู้มากกว่านางเท่าใด และเมื่อพิจารณาจากนิสัยของเสิ่นซื่อ ตัวนางย่อมไม่มีวันดิ้นหลุดไปจากอ้อมกอดของเขาแน่ จึงกลับมานั่งนิ่งอย่างว่าง่ายตามเดิมเมื่อเสิ่นซื่อเห็นว่าจี้หานอีหยุดขยับแล้ว เรียวขาที่เคยพาดอยู่บนหน้าแข้งของเขาก็ไม่เตะอีก ทั้งเมื่อมองดูคนในอ้อมกอดที่แม้จะเอียงศีรษะหลบคล้ายเชื่อฟัง ทว่าแววตากลับแฝงความแง่งอนเล็กน้อย เขาจึงยกมุมปากพลางถามอย่างนึกขัน “เหตุใดถึงยอมอยู่นิ่งแล้วเล่า?”จี้หานอีไม่ตอบคำ เพียงส่ง

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 701

    แม่นมจ้าวจ้องมองใบหน้าของจี้หานอีด้วยความตะลึงงัน นางยังคงเป็นฮูหยินรองผู้แสนอ่อนโยนและอบอุ่นเช่นเคย เดิมทีแม่นมจ้าวคิดข่มขวัญจี้หานอีเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายใช้อำนาจตามอำเภอใจยามเข้ารับตำแหน่งใหม่ แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นตนเองถูกต้อนจนมุมเสียแล้วเมื่อพินิจดูสีหน้าของจี้หานอี ประกอบกับได้ฟังเรื่องราวคราวก่อนที่หญิงสาวหยิบยกขึ้นมาพูด เรื่องที่คนในโรงครัวครึ่งหนึ่งถูกขับไล่ออกไป แม้บางคนเป็นบ่าวที่อยู่มานานนับสิบปีก็ไม่มีข้อยกเว้น ในเมื่อเป็นเรื่องที่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้เป็นนาย แล้วยังจะมาคำนึงถึงความผูกพันอันใด หรือจะอ้างว่าเป็นคนเก่าคนแก่ไปเพื่ออะไรนางจึงตระหนักด้วยความตระหนกว่าฮูหยินรองกำลังพูดเตือนสติตนเอง พลันรู้สึกว่าตนช่างเลอะเลือนนัก จึงรีบกล่าว “เมื่อครู่เป็นบ่าวที่โอหังไปเองเจ้าค่ะ บ่าวทำงานในโรงครัวมาสิบห้าปี ความชอบของเจ้านายแต่ละท่านล้วนจดจำไว้ในใจ ฮูหยินรองโปรดวางใจเถิด บ่าวจะไม่มีวันทำพลาดแน่นอน”แววตาของจี้หานอียังคงเรียบเฉย นางเพียงกล่าว “เมื่อมีคำรับรองของแม่นมเช่นนี้ ข้าก็เบาใจ”ก่อนกล่าวต่อ “ท่านเพียงจำไว้ก็พอ ข้าดูที่ผลงาน ไม่ดูที่ตัวคน หากผู้ใดทำพลาด ข้าก็จะไปเอ

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 700

    นางก้มหน้าพิจารณาบรรดาผู้คนตรงหน้า มีทั้งผู้ที่แสดงท่าทีนอบน้อม และผู้ที่มารอดูเรื่องสนุก แม่นมจ้าวยืนอยู่ด้านหน้าสุดด้วยท่าทีเยือกเย็นราวเป็นผู้ที่ถือไพ่เหนือกว่าจี้หานอีจิบชาอย่างเชื่องช้าหนึ่งคำ จากนั้นจึงก้มลงตรวจดูรายชื่อในสมุด ก่อนกล่าว “ทุกท่านล้วนเป็นคนเก่าคนแก่ของโรงครัว ทำงานเหน็ดเหนื่อยเพื่อสกุลเสิ่นมานานปี ที่เชิญมาในวันนี้ ประการแรกคือเพื่อทำความรู้จักกับทุกท่าน ประการที่สองคืออยากรับฟังความคิดเห็นของทุกท่านที่มีต่องานในโรงครัว”เมื่อนางกล่าวจบ ภายในกลุ่มคนก็มีเสียงซุบซิบดังขึ้นแผ่วเบา เมื่อเห็นว่าฮูหยินรองพูดจาสุภาพถึงเพียงนี้ จึงพากันคิดว่านางคงมีอุปนิสัยอ่อนโยนและรับมือได้ไม่ยากจี้หานอีแย้มยิ้มบางเบา พลางปรายตามองแม่นมฟางผู้อยู่ข้างกาย แม่นมฟางนั้นเป็นคนเสียงดัง ทันทีที่ตวาดสั่งให้เงียบ เสียงซุบซิบเหล่านั้นก็สงบลงในพริบตาจี้หานอีหยัดกายลุกขึ้นเดินเข้าไปยังห้องด้านในของโถงบุปผา ก่อนให้หรงชุนขานเรียกชื่อบ่าวประจำโรงครัวให้ตามเข้าไปทีละคนคนแรกที่เดินเข้าไปคือแม่นมจ้าวเมื่อแม่นมจ้าวได้ยินว่าตนเองถูกเรียกเป็นคนแรก แววตาก็ชะงักงันเล็กน้อย ก่อนจะรีบเดินเข้าไปทันที

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 699

    รุ่งเช้าวันต่อมา เสิ่นซื่อก็ยังคงตื่นนอนและลุกไปตั้งแต่เช้าตรู่เช่นเคยก่อนออกจากเรือน เขาไม่ลืมสั่งให้เหวินอันไปวางอำนาจข่มขวัญผู้คนในโรงครัวเสียก่อน เพราะบรรดาบ่าวรับใช้ที่เพิ่งถูกส่งเข้าไปภายหลังนั้นล้วนเป็นคนที่เสิ่นซื่อจัดเตรียมไว้ให้จี้หานอีโดยเฉพาะ เนื่องจากเขาทราบดีว่านางต้องเข้าไปดูแลโรงครัว และเนื่องจากที่นั่นมีผู้คนปะปนกันวุ่นวาย ด้วยความที่จี้หานอียังอายุน้อย อาจรับมือได้ไม่ถนัดนัก เขาจึงจัดการปูทางอยู่เบื้องหลังให้แก่นางเองนอกจากนี้ยังกำชับแม่นมฟางให้คอยอยู่ชี้แนะข้างกายจี้หานอีด้วยเนื่องจากโรงครัวในเรือนของเสิ่นซื่อนั้นมีแม่นมฟางเป็นผู้ดูแลมาตลอด นางย่อมมีประสบการณ์มากพอ ซ้ำเขายังกำชับแม่นมฟางว่าไม่ต้องบอกให้จี้หานอีรู้ว่านี่เป็นคำสั่งของเขาแม่นมฟางรับคำทันที "ท่านโหววางใจเถิด บ่าวจะทุ่มเทสุดกำลังแน่นอนเจ้าค่ะ"นั่นเองเสิ่นซื่อถึงได้ก้าวเดินจากไปบรรดาสาวใช้ในห้องด้านนอกพากันคำนวณเวลาก่อนจะเดินเข้ามา แต่จี้หานอีอนุญาตให้หรงชุนเข้ามาช่วยนางจัดการธุระส่วนตัวได้เพียงคนเดียวเท่านั้นด้วยสภาพบนเตียงนอนย่อมยุ่งเหยิง ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงร่องรอยบนเรือนร่างของจี้หานอี หรงช

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 698

    สุดท้าย จี้หานอีก็จำต้องยอมประนีประนอม แต่ยิ่งใกล้ครบจำนวนนางก็ยิ่งเรียกหาอย่างลวก ๆ รวมถึงเริ่มออกอาการงอแงแล้วแม้ว่าแววตาของเสิ่นซื่อจะดูราบเรียบไม่ใส่ใจ แต่เขากลับจดจำไว้ทุกคำเรียกหา ไม่ยอมให้นางเล่นลูกไม้แม้แต่น้อยตอนลงจากรถม้า ก็ยังเหลือที่นางต้องเรียกอีกสี่สิบครั้งจี้หานอีเพิ่งจะมารู้สึกตัวเอาตอนนี้เองว่านี่มันช่างไม่ยุติธรรม จึงเงยหน้าขึ้นถลึงตาใส่เสิ่นซื่อ "เหตุใดถึงสั่งให้ข้าเรียกอยู่ฝ่ายเดียวเล่า? แล้วท่านเรียกข้าว่าฮูหยินร้อยครั้งบ้างไม่ได้หรือไร?"ริมฝีปากของเสิ่นซื่อประดับด้วยรอยยิ้มบางเบา ขณะก้มหน้าลงมองจี้หานอี "หืม? แล้วถ้าข้าไม่เรียกล่ะ?"จี้หานอีเบ้ปาก ดูท่าว่านางคงไม่อาจข่มขู่เสิ่นซื่อได้จริง ๆเสิ่นซื่อเปรียบดั่งผนังทองแดงกำแพงเหล็ก ไม่ว่าศาสตราวุธใดก็ฟันแทงไม่เข้า เขาสามารถควบคุมนางให้อยู่ในกำมือได้อย่างง่ายดาย แต่นางกลับไม่อาจควบคุมเขาสักนิดขณะในใจนึกถึงความไม่ยุติธรรม แต่เมื่อลองตรองดู ระหว่างเขากับนางก็ไม่เคยมีความยุติธรรมมาตั้งแต่ต้นอยู่แล้วเขาเป็นดั่งผู้ที่ยืนอยู่เหนือกว่าเสมอ เป็นลูกรักสวรรค์ในสายตาของผู้คนทั่วไป และเป็นผู้กุมอำนาจตัดสินใจในทุกเร

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 697

    จี้หานอีส่ายหน้า "ไม่อยากไปที่ใดทั้งนั้นเจ้าค่ะ"เหตุผลของนางนั้นหนักแน่นเพียงพอ "โรงครัวกำลังทำอาหาร หากพวกเราออกไปตอนนี้เกรงว่าคงไม่ค่อยดีนัก"เสิ่นซื่อพินิจดูสีหน้าของจี้หานอี เขาไม่ได้สนใจคำพูดของนาง ซ้ำยังตัดสินใจแทนทันที "ทางฝั่งตะวันออกของเมืองมีเหลาสุราเพิ่งเปิดใหม่ ที่นั่นอาจมีอาหารที่เจ้ายังไม่เคยลิ้มลองก็เป็นได้ เดี๋ยวคืนนี้ข้าจะไปเป็นเพื่อนเจ้าเอง"จี้หานอีชะงักงันเล็กน้อย ก่อนเอียงศีรษะมองเสิ่นซื่อ "ไว้วันหลังค่อยไปดีหรือไม่เจ้าคะ"เสิ่นซื่อเลิกคิ้ว "วันหลังข้าอาจไม่ว่างแล้วน่ะสิ"กล่าวพลางเสิ่นซื่อก็ประคองจี้หานอีให้ลุกขึ้น ก่อนทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง "ไปเวลานี้กำลังดีทีเดียว"เมื่อกล่าวจบก็หันกลับมามองจี้หานอี "เจ้ายังมีสิ่งใดที่อยากได้อีกหรือไม่ คืนนี้ข้าจะพาไปซื้อหาให้ครบถ้วน""แต่งตัวเถิด เดี๋ยวข้าจะไปรออยู่ด้านนอก"จี้หานอีได้แต่เหม่อมองเสิ่นซื่อก้าวเดินออกไป จากนั้นหรงชุนก็เดินเข้ามา ภายในใจนางพลันบังเกิดความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่าง เสิ่นซื่อไม่เคยใส่ใจคำพูดของนางสักนิด เมื่อเขาตัดสินใจแล้ว ผู้อื่นก็ทำได้เพียงปฏิบัติตามเท่านั้นแต่นางพลันคิดได้ว่าสิ่งใ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status