Masukจี้หานอีรับฟังถ้อยคำของเสิ่นซื่อด้วยความเหม่อลอยแต่ภายในใจนาง แม้จะรู้ดีว่านางกับเสิ่นซื่อกำลังจะเข้าพิธีวิวาห์เป็นสามีภรรยาในไม่ช้า แต่นางก็ตระหนักชัดว่าระหว่างพวกตนยังคงมีความแตกต่างกันอยู่พอสมควรถึงเรียกว่าเป็นสามีภรรยา แต่ก็ไม่ใช่สามีภรรยากันอย่างแท้จริงนางรู้ดีว่าความรู้สึกที่ตนมีต่อเสิ่นซื่อนั้นหาใช่ความรัก บางทีในส่วนลึกของหัวใจ นางอาจไม่กล้าที่จะรักผู้ใดอีกแล้วก็เป็นได้ท่ามกลางความเหม่อลอย นางพลันได้ยินเสียงที่คล้ายกำลังทอดถอนใจของเสิ่นซื่อดังขึ้น "หานอี ค่อยเป็นค่อยไปเถิด ประเดี๋ยวเจ้าก็จะชินไปเอง""อีกหน่อยพวกเราก็ต้องมีลูกด้วยกัน เจ้าจะเอาแต่เหินห่างกับข้าเช่นนี้ตลอดไปไม่ได้"จี้หานอีเบิกตาโตด้วยความตกตะลึงลูก...นางไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อน หรืออาจเป็นเพราะนางยังไม่ทันได้คิดถึงเรื่องเหล่านี้เลยด้วยซ้ำเสิ่นซื่อจ้องมองนัยน์ตาอันตื่นตะลึงของจี้หานอีพลางเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ปลายนิ้วสอดสางเข้าไปในเรือนผมของนางที่หลุดลุ่ยลงมา ก่อนเอ่ยด้วยเสียงทุ้มต่ำ "เป็นสามีภรรยากันแล้วจะไม่มีลูกได้อย่างไร? ฝ่าบาทจะทรงคิดเช่นไร? แล้วผู้คนภายนอกจะมองความสัมพันธ์ระหว่างข้ากับเจ้า
จี้หานอียังคงตกตะลึงหอเป้าซานที่ใหญ่โตถึงเพียงนี้ เขามอบให้นางเลยงั้นหรือต่อให้นางไม่ต้องทำสิ่งใด เพียงอาศัยรายได้จากหอเป้าซานก็อยู่อย่างสุขสบายไปตลอดชีวิตแล้ว ซึ่งร้านเล็ก ๆ ทั้งสองร้านของนางเทียบไม่ได้แม้แต่น้อยนางใช้เวลาอยู่นานกว่าจะหาเสียงของตนเองเจอ "แต่ของมีค่าถึงเพียงนี้ ใต้เท้าเสิ่นมอบให้ข้าน้อยเลยหรือเจ้าคะ?""ก่อนหน้านี้ใต้เท้าเสิ่นก็มอบเรือนหลังใหญ่ให้ข้าน้อยแล้วด้วย"เสิ่นซื่อจ้องมองสีหน้ามึนงงและตกตะลึงของจี้หานอี ท่าทีสูงส่งสง่างามของเขาดูเย็นชาทว่ากลับชวนให้อุ่นใจในสายลมยามค่ำคืน "เจ้าช่วยเหลือข้า ข้าย่อมต้องอยากให้เจ้าสบายใจ ไม่ต้องมากังวลเรื่องใดอีก"คำพูดนี้ทำเอาหัวใจของจี้หานอีสั่นไหวเล็กน้อย นางเข้าใจดีว่าต่อให้ตนเองย้ายไปอยู่อำเภอเว่ยเซี่ยน ก็ใช่ว่าเส้นทางข้างหน้าจะราบรื่นเสมอไป และเสิ่นซื่อก็เป็นคนมอบทางถอยอีกสายหนึ่งให้แก่นางนางได้ยินเสียงทุ้มต่ำของเสิ่นซื่อดังขึ้นอีกครั้ง "อีกอย่าง เดี๋ยวเจ้าก็จะเป็นภรรยาของข้า ในเมื่อเจ้ามอบชีวิตให้ข้าดูแล ข้าจึงควรต้องมอบสิ่งเหล่านี้ให้เจ้าอยู่แล้ว"ตอนที่เดินทางกลับนั้นค่อนข้างดึกแล้ว จี้หานอีโอบกอดกล่องไม้ใบนั้นน
จี้หานอีพยายามไพล่มือไว้ด้านหลังหมายหลบเลี่ยง แต่ก็ยังหลบฝ่ามือของเสิ่นซื่อไม่พ้นอยู่ดี จึงอดถามเสียงแผ่วไม่ได้ว่า "ใต้เท้าเสิ่น อยู่ที่นี่ก็ต้องจับมือกันด้วยหรือเจ้าคะ?"ฝ่ามือน้อย ๆ ที่ถูกกอบกุมไว้นั้นทั้งเล็กและนุ่มนิ่ม ยามกระชับไว้ในมือช่างอ่อนนุ่มราวกับไร้กระดูก เสิ่นซื่อกุมมือนางไว้แน่น ไม่คิดคลายออกแม้แต่นิดเขาก้มหน้าลงมองนาง พลางแค่นหัวเราะทุ้มต่ำ "ยังไม่ชินอีกหรือ?"จี้หานอีรู้สึกว่าฝ่ามือเริ่มร้อนผ่าวขึ้นมาเล็กน้อย กอปรกับเมื่อเห็นสีหน้าท่าทางอันเป็นธรรมชาติของเสิ่นซื่อ คล้ายกับว่ามีเพียงนางผู้เดียวที่กำลังตื่นตระหนกและคิดมากไปเอง จึงปฏิเสธโดยไม่รู้ตัว "ไม่ใช่เจ้าค่ะ..."เสิ่นซื่อแย้มยิ้มบางเบา ก่อนจูงมือจี้หานอีเดินลงไปยังชั้นล่างเมื่อกลับมาถึงเรือน เสิ่นซื่อก็จูงมือจี้หานอีก้าวลงจากรถม้าจี้หานอีทอดสายตามองเสิ่นซื่อผู้ยืนอยู่เบื้องหน้ารถม้า ก่อนได้ยินเขาเอ่ยขึ้นว่า "ข้าสั่งคนนำกระดาษวาดภาพมาให้แล้ว คงมาถึงตั้งแต่เมื่อช่วงเช้า เจ้าลองไปดูเถิดว่าถูกใจหรือไม่"กระดาษวาดภาพที่กู้เยี่ยนส่งมาให้เมื่อคราวก่อน จี้หานอียังไม่ทันจะได้หยิบมาใช้ บัดนี้เสิ่นซื่อยังส่งมาให้อีก เ
คำถามนี้จี้หานอีคล้ายเคยถามไปแล้ว ในตอนนั้นเสิ่นซื่อบอกว่าเป็นเพราะสตรีข้างกายเขามีเพียงนางผู้เดียวแต่จี้หานอีกลับคิดว่า ตนเองไม่ใช่คนที่เหมาะสมที่สุด หากเสิ่นซื่อเลือกสตรีอื่น ก็คงไม่ถูกผู้คนคัดค้านถึงเพียงนี้การเลือกนางดูคล้ายจะทำให้ทั้งเขาและนางต้องเผชิญกับความยากลำบากมากยิ่งขึ้นด้วยซ้ำเสิ่นซื่อชะงักงันพลางดึงมือกลับ "คิดอยากเปลี่ยนใจแล้วหรือ?"จี้หานอีหยุดนิ่งเล็กน้อย ก่อนส่ายหน้า "ข้าน้อยรับปากใต้เท้าเสิ่นไว้แล้ว ย่อมไม่มีทางเปลี่ยนใจเจ้าค่ะ"เสิ่นซื่อหัวเราะเสียงทุ้มต่ำในลำคอ "หากเป็นสตรีอื่น คงไม่อาจผ่านด่านองค์หญิงใหญ่หรงชิ่งได้หรอก"จี้หานอีถึงกับพูดไม่ออก ก่อนพึมพำแผ่วเบา "แต่หากบังเอิญมีขึ้นมาเล่า"เสิ่นซื่อเลิกคิ้วขึ้นอย่างเงียบงัน นัยน์ตาค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นลึกล้ำ ก่อนกล่าวอย่างแช่มช้า "หานอี เจ้าคือคนที่เหมาะสมที่สุดแล้ว"จี้หานอีชะงักงัน น้ำเสียงของเสิ่นซื่อในยามนี้ช่างราบเรียบและเย็นชา แม้จะมองเห็นสีหน้าของเขาไม่ถนัดนัก แต่ก็พอจะจินตนาการได้ว่าเขาคงมีท่าทีเคร่งขรึมเพียงใดจี้หานอีจึงได้แต่ทอดถอนใจอย่างยอมแพ้พลางคิดว่าในเมื่อตนเองตกปากรับคำไปแล้ว จะมาซักไซ
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความสามารถ รูปโฉม หรือชาติตระกูล อีกฝ่ายล้วนเป็นผู้ที่คู่ควรกับเสิ่นซื่อมากที่สุดในสายตาผู้อื่นเมื่อได้ครอบครองสิ่งที่ไม่คู่ควรกับฐานะของตน ก็ย่อมนำมาซึ่งความเคียดแค้นชิงชัง จี้หานอีเข้าใจความหมายในคำพูดของฮองเฮาเป็นอย่างดีแม้จะได้แต่งงานกันจริง แต่ในช่วงแรกก็คงต้องเผชิญกับความยากลำบากไม่ใช่น้อยจี้หานอีเหม่อมองแผ่นหลังของเสิ่นซื่อ ก่อนปล่อยม่านรถม้าลง แล้วหลุบตาต่ำอยู่ภายในรถม้าอันมืดสลัวเสิ่นซื่อไม่ได้รั้งอยู่ด้านนอกนานนัก เพียงไม่นานเขาก็ก้าวเข้ามาในรถม้า นั่งลงเคียงข้างจี้หานอีอีกครั้ง ก่อนสั่งให้รถม้าเคลื่อนตัวกลับสายตาของเสิ่นซื่อชำเลืองมองไปเล็กน้อย พิจารณาท่าทีของจี้หานอียามก้มหน้าแม้จะอยู่ท่ามกลางความมืดสลัวในรถม้า ทว่าก็ยังไม่อาจบดบังความขาวผ่องบนเรือนร่างของนางได้แม้แต่น้อยท่วงท่าที่ก้มหน้าลงเล็กน้อยอย่างอ่อนหวานเย้ายวนใจ ประกอบกับต่างหูหยกเขียวขนาดเล็กข้างใบหูที่ทอประกายระยิบระยับ ชั่วขณะนั้นกลับทำให้เสิ่นซื่อรู้สึกทั้งปวดใจและรุ่มร้อนขึ้นมาทันทีได้แต่คิดว่า หากเขากับนางแต่งงานกันแล้ว เขาจะต้องรวบตัวนางเข้ามากอด ให้นางนั่งบนตัก ให้นางแนบแ
ฮองเฮาจ้องมองสีหน้าของเสิ่นซื่ออย่างเงียบงันแล้วนางก็นึกขึ้นมาได้ว่าเมื่อไม่กี่วันก่อน เสิ่นซื่อก็ใช้สีหน้าเช่นนี้ขณะบอกว่าเขาขอร้องเพียงเรื่องนี้เรื่องเดียวเท่านั้น ซ้ำยังเน้นย้ำว่าหากปราศจากจี้หานอี ชั่วชีวิตนี้ก็คงไม่แต่งงานกับผู้ใดอีกดังนั้น นางจึงอยากให้จี้หานอีรู้ตัวและยอมถอยไปเอง ถึงได้เรียกให้มาพบหน้ากันสักครั้งแววตาของฮองเฮาไหววูบ ก่อนจะหลับตาลงด้วยความจนปัญญายามนี้นางไม่อยากพูดสิ่งใดกับเสิ่นซื่อให้มากความอีกไม่อยากกล่าวสิ่งใดอีกต่อไปแล้วภายในห้องตกอยู่ในความเงียบงันอันกดดันเสิ่นซื่อกุมมือจี้หานอีแน่น ก่อนจูงมือนางเดินออกไปจากห้องรับรองด้านนอกยังมีบรรดาคุณหนูตระกูลสูงศักดิ์กลุ่มเมื่อครู่นั่งอยู่ ครั้นเห็นเสิ่นซื่อจูงมือจี้หานอีออกมา แต่ละคนต่างก็เบิกตาโตด้วยความตกตะลึงและเมื่อเห็นเสิ่นซื่อปรายตามองพวกนางด้วยแววตาเยียบเย็นน่าขนลุก พวกนางล้วนเป็นเพียงสตรีในห้องหอ วันธรรมดาจะเคยพานพบสีหน้าที่ทั้งเย็นชาและน่าหวาดผวาเช่นนี้ได้อย่างไร แม้เป็นเพียงการปรายตามองอย่างไม่ใส่ใจ แต่กลับทำเอาทุกคนตกใจกลัวตัวแข็งทื่อ ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรงด้วยซ้ำจวบจนกระทั่งคนทั้งสองเดิน







