Share

บทที่ 5

Penulis: หยกงาม
พายุหิมะในวันนี้ไม่ได้โหมกระหน่ำรุนแรงมากนัก แต่ยามที่จี้หานอีก้าวเท้าเดินออกจากห้อง นางกลับยังคงรู้สึกว่าสายลมที่พัดผ่านกายช่างหนาวเหน็บจับขั้วหัวใจ

นางกระชับเสื้อคลุมขนจิ้งจอกบนร่างให้แน่นขึ้น สายตามองดูเกล็ดหิมะซึ่งปกคลุมโคมแก้วหลิวหลีจนเลือนราง เลือนรางไม่ต่างไปจากเส้นทางข้างหน้าแม้แต่น้อย

ช่วงสองวันนี้นางหลินผู้เป็นแม่สามีล้มป่วย คนจากเรือนรองและเรือนที่สามต่างพากันมาเยี่ยมเยียน ตอนที่จี้หานอีไปถึง ในห้องจึงมีผู้คนนั่งอยู่เต็มไปหมด

จี้หานอีปลดสายเสื้อคลุมส่งให้หรงชุน บ่าวอาวุโสด้านข้างช่วยเลิกม่านให้นางเดินเข้าไป เสียงพูดคุยกันอย่างคึกครื้นพลันดังถนัดหู แต่แล้วก็เงียบลงชั่วขณะ สายตาของทุกคนต่างจับจ้องมาที่นาง

สีหน้าเหล่านั้นดูเรียบเฉยไม่ยินดียินร้าย และไม่อาจนับว่ามีความสนิทสนมอันใด

ในช่วงสามปีที่นางแต่งเข้ามา คนสกุลเซี่ยล้วนมองนางด้วยสายตาเช่นนี้มาโดยตลอด คล้ายไม่เคยเห็นนางเป็นสะใภ้สกุลเซี่ย จึงยิ่งไม่อาจสนิทใจต่อกัน

จี้หานอีเดินเข้าไปคารวะนางหลินผู้เป็นแม่สามีด้วยกิริยาปกติเช่นเคย

นางหลินกล่าวแสดงความห่วงใยจี้หานอีไม่กี่คำ ถามไถ่อาการป่วยของนางอีกเล็กน้อย ก็บอกให้นางไปนั่งลงด้านข้าง

บรรยากาศกลับมาเป็นการพูดคุยสัพเพเหระอีกครั้ง ไม่มีผู้ใดเอ่ยถึงเรื่องที่นางถูกทิ้งไว้ตามลำพังในคืนหิมะตก พวกเขาเลือกทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น เอาแต่สนทนาเรื่องงานมงคลของหลี่หมิงโหรว

ฮูหยินรองเอ่ยขึ้นว่า "นี่เราก็เลือกกันมาหลายตระกูลแล้ว ทั้งที่หมิงโหรวก็ผ่านวัยปักปิ่นมาเป็นปี แต่อวี้เหิงกลับบอกว่ายังไม่พอใจ ไม่รู้เหมือนกันนะว่าอวี้เหิงต้องการให้สามีหมิงโหรวดีเลิศเพียงใด ถึงจะพอใจเสียที"

คนจากเรือนสามหัวเราะพลางกล่าวว่า "หมิงโหรวเติบโตมาในสายตาของอวี้เหิง เขาไหนเลยจะยอมให้หมิงโหรวต้องได้รับความน้อยเนื้อต่ำใจ ย่อมต้องตั้งใจเลือกให้อย่างดีที่สุดอยู่แล้ว"

พูดจบ พี่สะใภ้คนหนึ่งก็หันไปถามหลี่หมิงโหรวว่า "ในเมืองหลวงนี้ เจ้าถูกใจผู้ใดบ้างหรือไม่? ขอเพียงเจ้าถูกตาต้องใจ ตระกูลส่วนใหญ่ย่อมยินดีรับเจ้าแต่งเข้าบ้าน"

คำพูดนี้กล่าวได้ไม่ผิด บิดาของหลี่หมิงโหรวเคยเป็นถึงเจ้าเมืองเซวียนโจว เป็นขุนนางพ่อเมืองผู้ดูแลทุกข์สุขราษฎร และมีผลงานทางราชการไม่น้อย

เพียงแต่มีอยู่ปีหนึ่งเมืองเซวียนโจวเกิดโรคระบาด บิดาของนางลงไปช่วยดูแลการรักษาด้วยตนเอง สุดท้ายก็ติดโรคระบาด มารดาของนางเองก็ติดโรคเช่นกัน ทั้งคู่ต่างลาโลกไป ทิ้งหลี่หมิงโหรวที่ยังเยาว์วัยให้อยู่กับหลี่หมิงชิงผู้เป็นน้องชายตามลำพัง

ปีนั้นหลี่หมิงโหรวเพิ่งห้าขวบ ส่วนหลี่หมิงชิงก็สามขวบ และเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ทรัพย์สินถูกญาติพี่น้องแย่งชิง นางหลินจึงรับตัวเด็กน้อยทั้งสองซึ่งน้องสาวของนางทิ้งไว้มาอุปการะ

ทรัพย์สมบัติของสกุลหลี่เดิมทีมีไม่น้อย ทั้งราชสำนักยังเห็นแก่คุณงามความดี จึงพระราชทานรางวัลให้อีกมากมาย ของพระราชทานเหล่านี้สกุลเซี่ยย่อมไม่แตะต้อง ล้วนแต่ลงบัญชีไว้ในชื่อของหลี่หมิงโหรวและหลี่หมิงชิงทั้งสิ้น

นอกจากนี้ ในจดหมายสั่งเสียฉบับสุดท้ายของบิดาหลี่หมิงโหรวยังระบุว่า ทรัพย์สินให้แบ่งแก่สองพี่น้องคนละครึ่ง โดยให้ทั้งสองเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ไม่ให้แก่งแย่งกันเองเด็ดขาด

ดังนั้น แม้หลี่หมิงโหรวจะเป็นหญิงกำพร้า แต่สินเดิมในมือก็มีมูลค่ามหาศาล เพียงพอให้กินอยู่อย่างสุขสบายไปหลายชั่วอายุคน

ซ้ำบิดาของนางยังสละชีพเพื่อราษฎร ผู้ที่แต่งงานกับนาง ไม่เพียงจะได้สินเดิมมากมาย ทั้งยังจะได้รับชื่อเสียงอันดีงามตามไปด้วย

จี้หานอีเองก็เพิ่งล่วงรู้หลังแต่งเข้ามาว่า หากมิใช่เพราะปีนั้นนางนำหนังสือหมั้นหมายติดมือมาด้วย คนสกุลเซี่ยทั้งหมดก็ล้วนอยากให้เซี่ยอวี้เหิงแต่งกับหลี่หมิงโหรวทั้งสิ้น

เมื่อหลี่หมิงโหรวได้ยินคำถามของพี่สะใภ้ก็แย้มยิ้ม "เดี๋ยวท่านพี่อวี้เหิงจะเป็นผู้เลือกให้ข้าเองเจ้าค่ะ"

ในจังหวะนั้น เซี่ยอวิ๋นผู้ยืนอยู่ข้างกายฮูหยินรองพลันนึกสงสัยจึงถามด้วยน้ำเสียงไร้เดียงสา "พี่ใหญ่ชอบพี่หญิงที่สุดไม่ใช่หรือ? เช่นนั้นทำไมไม่ให้พี่หญิงแต่งกับพี่ใหญ่เล่า?"

เซี่ยอวิ๋นเพิ่งมีอายุได้เพียงสี่ห้าขวบ เป็นบุตรคนเล็กที่ฮูหยินรองคลอดตอนอายุเกือบสี่สิบปี คำพูดของเด็กย่อมไม่มีเจตนา ผู้คนล้วนไม่ถือสา กลับพากันหัวเราะชอบใจ

เมื่อเสียงหัวเราะเริ่มเบาลง นางหลินจึงพูดขึ้น "เรื่องการแต่งงานของหมิงโหรว อวี้เหิงใส่ใจเป็นที่สุด ผู้ใดก็ตัดสินใจแทนไม่ได้หรอก"

"ไม่ว่าจะเป็นชาติตระกูล คุณธรรม รูปร่างหน้าตา หรือสติปัญญาความสามารถ หากขาดตกบกพร่องไปแม้เพียงครึ่งส่วน เขาก็ไม่พอใจแล้ว"

นางหลินถอนหายใจเฮือกหนึ่ง "เด็กคนนี้ ปกป้องหมิงโหรวมาตั้งแต่เล็ก ย่อมไม่ยอมให้นางต้องอับอายผู้คน"

ระหว่างที่นางหลินพูด ก็จับมือหลี่หมิงโหรวแน่น ในแววตาเต็มไปด้วยความเสียดาย ทุกคนในห้องโถงล้วนดูออกชัดเจนว่าความเสียดายในแววตาของนางหลินนั้นหมายถึงสิ่งใด

นางหลินถอนหายใจอีกครั้ง ตบหลังมือหลี่หมิงโหรวเบา ๆ ก่อนกล่าว "ลำบากเจ้าต้องน้อยใจแล้ว"

"เดิมทีเจ้าก็เป็นเด็กดีคนหนึ่ง"

น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความอาลัยอาวรณ์ และคำว่าน้อยใจนั้น หมายความว่าอย่างไร ไม่มีใครไม่เข้าใจ

สายตาของผู้คนต่างพากันจ้องมองมาทางจี้หานอีทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ ทว่า จี้หานอีกลับคลี่ยิ้มเล็กน้อย ชื่อเสียงตระกูลบัณฑิตผู้สูงส่งของสกุลเซี่ย ก็มีเพียงเท่านี้เอง

สุ้มเสียงหวานใสเจือด้วยความผิดหวังของหลี่หมิงโหรวพลันดังขึ้นอีกครั้ง "หมิงโหรวไม่รู้สึกน้อยใจเลยเจ้าค่ะ"

เมื่อผู้คนแยกย้ายกันกลับเรือน จี้หานอีก็ถูกนางหลินรั้งตัวให้อยู่ต่อ นางหลินเป็นฮูหยินตระกูลใหญ่ผู้สุขสบาย ทุกกิริยาล้วนอ่อนโยนเหมาะสม คำพูดคำจาก็เนิบช้านุ่มนวล

แม้จะล้มป่วย แต่นางก็ยังคงเอนกายพิงตั่งอุ่นอย่างมีราศี สมกับที่กุมอำนาจดูแลเรือนหลังมานานปี ยังคงไว้ซึ่งความน่าเกรงขามไม่เสื่อมคลาย

สายตาที่นางมองจี้หานอี ไม่เคยนับได้ว่ามีความชอบพอเท่าใด

ทว่าในยามนี้ สายตานั้นค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นความขัดเคืองโดยไม่รู้ตัว

ในอดีตนางมักพร่ำบอกว่า หากไม่มีหนังสือหมั้นหมายฉบับนั้น เซี่ยอวี้เหิงย่อมสามารถแต่งงานกับบุตรสาวตระกูลขุนนางสูงศักดิ์ซึ่งจะช่วยส่งเสริมหน้าที่การงานให้เขาได้ดี แต่นางกลับหลงลืมไปว่าการแต่งงานครั้งนี้ถูกกำหนดขึ้นมาอย่างไร

นางหลินขมวดคิ้วมองจี้หานอี "นี่เจ้าก็แต่งเข้ามาเกือบสามปีแล้ว ท้องไส้ยังไม่มีความเคลื่อนไหว ในเมื่ออวี้เหิงไม่ชอบเจ้า เจ้าก็ไม่รู้จักหาทางรั้งตัวเขาไว้ตอนกลางคืนบ้างเลยหรือ?"

"ไม่รู้จักคิดหาวิธีเอาใจให้เขาชื่นชอบบ้างหรือไร?"

"ขืนเจ้ายังเป็นเช่นนี้ต่อไป แล้วข้าจะได้อุ้มหลานเมื่อใดกัน?"

คำพูดของนางหลินบอกถึงความเหนื่อยหน่ายและความเข้มงวด ขาดก็แต่ชี้หน้าด่าว่านางไร้ความสามารถเท่านั้น

ทุกคนต่างรู้ดีว่าเซี่ยอวี้เหิงไม่ชอบนางเพียงใด และก็รู้ดีว่าคนที่เซี่ยอวี้เหิงมีใจให้คือหลี่หมิงโหรว แต่กลับยังมากดดันถามนางว่าเหตุใดจึงไม่เป็นที่โปรดปรานของเซี่ยอวี้เหิงอีก

แต่คำพูดเหล่านั้นจี้หานอีไม่ได้เอ่ยออกไป เพราะนางเป็นผู้เลือกเข้ามาเอง เป็นนางที่ถือหนังสือหมั้นหมายมาหาเซี่ยอวี้เหิง

นางไม่มีข้อแก้ตัวใด ๆ

เมื่อนางหลินเห็นจี้หานอีไม่พูดจา ก็ยกมือนวดหว่างคิ้วด้วยความปวดเศียรเวียนเกล้า "หากเจ้าไม่รู้ว่าจะเอาใจอวี้เหิงอย่างไรจริง ๆ ก็ไปถามหมิงโหรวดูเถิด"

"ไปเรียนรู้จากนางว่าควรวางตัวกับอวี้เหิงเช่นไร"

เมื่อจี้หานอีขอตัวลานางหลิน ก็เห็นหลี่หมิงโหรวรออยู่ที่ด้านนอกแล้ว

หลังเห็นจี้หานอีออกมา นางก็เดินยิ้มเข้ามาคล้องแขน ทว่ารอยยิ้มนั้นกลับส่งไปไม่ถึงดวงตา "พี่สะใภ้รู้หรือไม่ว่าเหตุใด ท่านพี่อวี้เหิงถึงประวิงเวลาไม่ยอมให้ข้าออกเรือนไปเสียที?"

จี้หานอีสบตากับหลี่หมิงโหรว

หลี่หมิงโหรวขยับยิ้มเข้ามาใกล้ ก่อนกระซิบด้วยเสียงที่ได้ยินกันเพียงสองคน "เพราะท่านพี่อวี้เหิงตัดใจจากข้าไม่ได้ไงเล่า"

"พี่สะใภ้รู้หรือไม่ คืนนั้นหลังท่านพี่รับข้ากลับมาแล้ว ท่านพี่ก็ยังไม่วางใจ ส่งของบำรุงร่างกายและของให้ความอบอุ่นไปให้ข้าทุกวัน ด้วยกลัวว่าสุขภาพข้าจะย่ำแย่ลง"

"เมื่อครู่ข้าได้ยินท่านไอ ไม่ทราบท่านพี่เคยห่วงใยท่านสักครั้งหรือไม่? เคยให้คนส่งยามาให้หรือไม่? แม้แต่หมอก็คงเป็นท่านที่เชิญมาเองกระมัง ข้าเห็นแล้วสมเพชท่านเสียเหลือเกิน"

"ต่อให้ท่านดันทุรังครองตำแหน่งนี้ต่อไป ท่านพี่ก็ไม่มีวันชอบท่านหรอก หากข้าเป็นท่าน ขอเพียงมียางอายสักนิด ก็คงไม่คิดหน้าด้านครอบครองคนที่ไม่ใช่ของตนไว้เช่นนี้"

เท้าของจี้หานอีหยุดชะงัก

นางเข้าใจมานานแล้ว เซี่ยอวี้เหิงไม่ได้เย็นชากับทุกคน และเขาก็ไม่ใช่คนที่ไม่รู้จักดูแลใคร

เขาเองก็รู้ดีว่าการอยู่ท่ามกลางพายุหิมะยามค่ำคืนนั้นมันทั้งหนาว และต้องจับไข้ เพียงแต่คนที่เขาสนใจมีแค่หลี่หมิงโหรวผู้เดียวเท่านั้น

สายลมหนาวพัดโชย จี้หานอีมองหลี่หมิงโหรว ท่วงท่ายังคงสง่างาม แววตาเย็นชา "หากจะพูดถึงเรื่องยางอาย ตัวเจ้าเองก็ต้องมีเสียก่อน คนที่มีศักดิ์ศรี ย่อมไม่คิดเพ้อฝันถึงสามีผู้อื่น"

"ข้าแต่งเข้ามาอย่างถูกต้องตามประเพณี แล้วตัวเจ้าเล่าเข้ามาอาศัยอยู่ในสกุลเซี่ยอย่างถูกต้องหรือไม่?"

"หากพวกเจ้ามีใจปฏิพัทธ์ต่อกันจริง เหตุใดไม่รีบมาถอนหมั้นที่สกุลจี้เสียแต่เนิ่น ๆ ? กลับปล่อยให้ข้าต้องมารับเคราะห์กรรมเช่นนี้?"

"แม้เวลานี้สกุลจี้จะสิ้นวาสนาแล้ว แต่หากในครั้งนั้นคนสกุลเซี่ยมาขอถอนหมั้น บิดาข้าย่อมตอบตกลงโดยไม่ทัดทานเป็นแน่"

"แต่ที่เขาไม่รีบมาถอนหมั้น คงเป็นเพราะไม่ได้ชอบเจ้ามากพอกระมัง?"

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 686

    ภายในจวนสกุลเสิ่น จี้หานอีกำลังร่วมรับประทานอาหารค่ำกับเสิ่นซื่อแม้จี้หานอีมีนิสัยเนิบนาบอ่อนโยน ทั้งยังค่อนข้างเงียบขรึมและเก็บเนื้อเก็บตัว แต่ก็ไม่ได้เงียบงันจนดูไร้ชีวิตชีวาเช่นเสิ่นซื่อแน่นอนช่วงเวลาที่ทั้งสองได้รับประทานอาหารค่ำร่วมกันนั้นมีไม่มาก เดิมทีคิดว่าเสิ่นซื่อจะไม่กลับมา อาหารค่ำจากโรงครัววันนี้จึงมีแต่จานโปรดของจี้หานอีทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นจานที่มีรสเปรี้ยวอมหวาน รสหวานนำ รสเปรี้ยวจัด แล้วก็ยังมีปลาหลีฮื้อทอดรสเผ็ดเล็กน้อยอีกหนึ่งจานบนโต๊ะอาหารทั้งสองต่างไร้ซึ่งวาจา เสิ่นซื่อยิ่งเงียบงันไม่ยอมพูดคุยแม้ครึ่งคำ เขาเพียงคอยคีบอาหารให้จี้หานอีเป็นระยะเช่นเดิมเท่านั้นจี้หานอีเห็นเสิ่นซื่อคล้ายแทบไม่แตะต้องอาหาร สุดท้ายจึงถามด้วยความลังเลใจว่า “หรือจะให้โรงครัวทำมาให้ใหม่ดีไหมเจ้าคะ?”นั่นเอง เสิ่นซื่อถึงค่อยเงยหน้าขึ้นมองจี้หานอี แววตานั้นราวคนที่ถูกละเลยมาเนิ่นนาน แฝงไว้ด้วยความแง่งอนระคนตัดพ้อประหนึ่งว่าในที่สุดนางก็นึกถึงเขาเสียทีจี้หานอีเองก็ไม่ทราบเช่นกันว่าเหตุใดตนจึงสัมผัสได้ถึงห้วงอารมณ์เช่นนี้ของเสิ่นซื่อ ทั้งที่ใบหน้าของเขายังคงราบเรียบเย็นชา ซ้ำยังคงไว้ซ

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 685

    "อีกสองเดือนข้าก็จะอายุครบยี่สิบห้า ข้ารอต่อไปไม่ไหวแล้วจริง ๆ มิเช่นนั้นท่านพ่อคงได้เฆี่ยนข้าจนเนื้อปริแน่ หรือเจ้าต้องการให้ข้าป่าวประกาศเรื่องนี้ต่อหน้าผู้คนสกุลชุยในเวลานั้นเล่า?"ชุยจาวอวิ๋นรู้สึกตีบตันในลำคอ ชัดเจนว่าชุยจิ่นจวินกำลังพูดข่มขู่ บีบให้นางจำต้องตอบตกลงแผงอกอันแข็งแกร่งดุจผนังทองแดงกำแพงเหล็กของชุยจิ่นจวินกดทับลงมาจนชุยจาวอวิ๋นแทบหายใจไม่ออก ท่วงท่าของทั้งสองยามนี้ช่างดูคลุมเครือชวนให้คิดลึก แม้ภายในรถม้าจะกว้างขวาง แต่ชุยจาวอวิ๋นกลับถูกชุยจิ่นจวินโอบกอดและกดทับไว้ใต้ร่าง ตรึงไว้ตรงมุมหนึ่งจนไม่อาจขยับเขยื้อนลมหายใจร้อนระอุเป่ารดลงมาที่ตัวนาง ตลอดหลายปีนี้ แม้กล่าวว่าชุยจิ่นจวินมักบีบบังคับนาง มักบุกรุกเข้ามาในห้องนอนนางโดยไม่บอกล่วงหน้า ทว่าเขาก็ยังรู้จักหักห้ามใจตนเอง ไม่เคยกระทำการใดเกินงาม ซ้ำมือของเขาก็ไม่เคยลูบคลำบนกายนางสะเปะสะปะ แม้นางจะสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่างจากตัวเขา แต่เขาก็เพียงประทับจูบนางสองสามหน แล้วก็รีบผละจากไปอย่างรวดเร็วทันทีแต่เวลานี้แววตาของชุยจิ่นจวินกลับไม่เหมือนเดิม แลดูมืดทะมึนน่าหวาดกลัว แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายแห่งการรุกล้ำน่าครั่นค

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 684

    เสียงของชุยจิ่นจวินไม่ต่างไปจากกรวดหินก้อนเล็ก ๆ ที่ร่วงกราวลงกลางหัวใจขอบตาของชุยจาวอวิ๋นค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นสีแดงเรื่อคำพูดของชุยจิ่นจวินทำให้นางไม่อาจหาเหตุผลใดมาโต้แย้งได้อีกต่อให้นางไม่อยากยอมรับ แต่นางก็กำลังใช้ประโยชน์จากชุยจิ่นจวินอยู่จริง ๆแม้นางจะไม่เคยขาดแคลนข้าวของเครื่องใช้ใดเมื่ออยู่ในจวนโหว ซ้ำเบี้ยหวัดรายเดือนของคุณหนูทุกคนต่างก็ได้รับเท่ากันหมด ลำพังค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันย่อมเพียงพอ แต่คงไม่มีทางนำไปจุนเจือเด็กกำพร้าจำนวนมากถึงเพียงนั้นแน่ชุยจิ่นจวินเป็นคนมือเติบ ด้วยความที่เป็นถึงบุตรชายคนโตของสกุลชุย เป็นผู้นำตระกูลชุยในอนาคต ซ้ำตำแหน่งขุนนางก็ไม่ได้ต่ำต้อย ทั้งยังได้รับความไว้วางใจจากฮ่องเต้ ข้าวของทุกชิ้นที่ผ่านมือเขาจึงต้องเป็นของชั้นเลิศทั้งสิ้นตัวนางเองย่อมไม่อาจนำเครื่องประดับทั้งหมดไปจำนำหรือขายต่อ อย่างไรเสียก็ต้องมีเครื่องประดับไว้สวมใส่ให้ผู้คนได้เห็น ทั้งเครื่องประดับของนางล้วนเป็นของที่จวนโหวจัดส่งมาให้ หากอยู่ดี ๆ เกิดสูญหายไปโดยไร้เหตุ ย่อมตกเป็นที่เคลือบแคลงของผู้คนอย่างเลี่ยงไม่ได้ดังนั้น บรรดาของกำนัลที่ชุยจิ่นจวินดึงดันมอบมาให้ นาง

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 683

    อารมณ์ความรู้สึกของเขามักถูกดึงดูดไปตามการมีอยู่ของนาง ยามใดมีนางอยู่ เขาก็ไม่อาจละสายตาไปจากนางแม้แต่น้อยถึงขั้นยอมเดินทางไกลนับพันลี้เพื่อไปเสาะหายามารักษานางในอดีตชุยจาวอวิ๋นเคยสนิทสนมกับเขา ทว่าบัดนี้นางกลับเอาแต่ผลักไส ราวกับว่าเขาเป็นภัยพิบัติหรือสัตว์ร้ายอย่างไรอย่างนั้นชุยจิ่นจวินค่อย ๆ คลายมือออก พลางกล่าวด้วยเสียงแหบพร่า “ต่อให้ข้าเป็นคนที่น้องหญิงรองไม่ชอบก็ไม่เป็นไร แต่ยามนี้ที่บ้านกำลังเจรจาเรื่องแต่งงานให้ข้า ถึงเวลานั้นข้าจะไปบอกกล่าวกับท่านแม่โดยตรงเอง”กล่าวพลางชุยจิ่นจวินก็จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของชุยจาวอวิ๋น “อย่างไรเสีย เรื่องราวระหว่างเราก็ต้องมีคนรู้เข้าสักวันไม่ใช่หรือ?”ร่างกายของชุยจาวอวิ๋นสั่นสะท้านแผ่วเบา นัยน์ตาค่อย ๆ รื้นด้วยความหวาดผวาขณะจ้องมองชุยจิ่นจวิน “เรื่องราวอันใดระหว่างพวกเรา? ข้ากับท่านไม่มีเรื่องอันใดต่อกันทั้งสิ้น…”“หากท่านทำเช่นนี้ แล้วจะให้ข้าอาศัยอยู่ในสกุลชุยต่อไปได้อย่างไร? ท่านจะให้ข้าสู้หน้าท่านแม่และคนอื่น ๆ ในสกุลชุยได้อย่างไร?”ชุยจิ่นจวินเลิกคิ้วมองท่าทางอันหวาดผวาของชุยจาวอวิ๋น “ระหว่างพวกเราไม่มีความสัมพันธ์อันใดต่อกันงั้น

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 682

    แม้ชุยจาวอวิ๋นจะมองไม่เห็นสีหน้าของชุยจิ่นจวิน แต่นางกลับรู้สึกว่าการที่เขายืนอยู่ในยามนี้ก็ไม่ต่างจากมีขุนเขาตั้งตระหง่านกลิ่นอายบนร่างเขาโอบล้อมตัวนางไว้ ทำให้ไม่ว่านางจะไปที่ใด ก็ไม่อาจหนีพ้นชุยจาวอวิ๋นหลุบตาลง สองเท้าก้าวไปยังรถม้าที่จอดรออยู่ด้วยความยากลำบากเล็กน้อยชุยจิ่นจวินยื่นมือไปหมายช่วยประคอง แต่นางกลับไม่มีทีท่าว่าจะวางมือลง ซ้ำยังก้าวขึ้นรถม้าไปคนเดียวเสียอีกชุยจิ่นจวินทอดสายตามองท่าทีรักษาระยะห่างของชุยจาวอวิ๋นอย่างเงียบงัน เขารอกระทั่งนางขึ้นรถม้าไปแล้ว ถึงค่อยก้าวตามขึ้นไปติด ๆภายในรถม้ามีเพียงเขากับนางสองคน ชุยจิ่นจวินนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับชุยจาวอวิ๋น เมื่อรถม้าเริ่มเคลื่อนตัวไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้า ชุยจิ่นจวินก็จ้องมองชุยจาวอวิ๋นพลางถาม "นี่อยากหลบหน้าข้าถึงเพียงนี้เชียวหรือ?"ชุยจาวอวิ๋นไม่ได้ตอบคำใด เพียงนั่งมองม่านหน้าต่างที่สะบัดไหวไปมาตามจังหวะการเคลื่อนตัวของรถม้าในความเงียบ ชุยจิ่นจวินมองดูท่าทีเมินเฉยของชุยจาวอวิ๋น นับตั้งแต่เขาเผยความในใจ นางก็เอาแต่แสดงท่าทีเย็นชาเช่นนี้มาโดยตลอด ทั้งยังพยายามหลบหน้าเขาทุกวิถีทางเท่าที่จะทำได้ทั้งที่นางก็รู้

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 681

    เหตุผลที่เขายุ่งเช่นนี้ก็เพราะหมายเร่งปิดคดีจวนหย่งชิงโหวให้เสร็จโดยเร็ว เพื่อให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่งานรัดตัวที่สุด เนื่องจากอยากมีเวลาว่างมาคอยอยู่เคียงข้างนางให้มากขึ้นเสิ่นซื่อรู้ตัวดีมาตลอดว่า ช่วงเวลาที่ตนเองได้อยู่เคียงข้างจี้หานอีนั้นมีน้อยเหลือเกินตลอดเวลากว่าหนึ่งเดือนหลังเข้าพิธีวิวาห์ก็มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายแต่ความจริงนั้น สุดท้ายก็เป็นตัวเขาเองที่คิดถึงจี้หานอีมากที่สุดซ้ำยังอดใจแทบไม่ไหวที่จะได้สัมผัสนางเสิ่นซื่อยื่นมือออกไป สัมผัสลงบนใบหน้าอันขาวผ่องของจี้หานอี ผิวหน้านั้นเนียนนุ่มลื่นมือดุจแพรพรรณ สัมผัสแล้วชวนให้รู้สึกดีเสียจนอดบีบเบา ๆ ไม่ได้ยามทอดสายตามองนัยน์ตาคู่งามที่สะท้อนแสงโคมไฟ เสิ่นซื่อก็หลุบตามองจี้หานอี ก่อนเสียงทุ้มต่ำของเขาจะดังขึ้นท่ามกลางความมืดสลัว “หลายวันนี้คิดถึงข้าบ้างหรือไม่?”ใบหน้าของจี้หานอีถูกเสิ่นซื่อเชยขึ้นมา ข้างกายมีเพียงโคมไฟสองดวง แสงสว่างที่วูบไหวทำให้มองเห็นใบหน้าของเสิ่นซื่อไม่ชัดเจนนัก กอปรกับเสิ่นซื่อมีรูปร่างสูงใหญ่ สวมใส่เสื้อคลุมตัวโคร่งสีดำ เนื้อผ้าต่วนทอประกายระยิบระยับล้อแสงไฟ ยิ่งขับเน้นให้เสิ่นซื่อดูสูงส่งจนมิอ

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status