Share

บทที่ 5

Penulis: หยกงาม
พายุหิมะในวันนี้ไม่ได้โหมกระหน่ำรุนแรงมากนัก แต่ยามที่จี้หานอีก้าวเท้าเดินออกจากห้อง นางกลับยังคงรู้สึกว่าสายลมที่พัดผ่านกายช่างหนาวเหน็บจับขั้วหัวใจ

นางกระชับเสื้อคลุมขนจิ้งจอกบนร่างให้แน่นขึ้น สายตามองดูเกล็ดหิมะซึ่งปกคลุมโคมแก้วหลิวหลีจนเลือนราง เลือนรางไม่ต่างไปจากเส้นทางข้างหน้าแม้แต่น้อย

ช่วงสองวันนี้นางหลินผู้เป็นแม่สามีล้มป่วย คนจากเรือนรองและเรือนที่สามต่างพากันมาเยี่ยมเยียน ตอนที่จี้หานอีไปถึง ในห้องจึงมีผู้คนนั่งอยู่เต็มไปหมด

จี้หานอีปลดสายเสื้อคลุมส่งให้หรงชุน บ่าวอาวุโสด้านข้างช่วยเลิกม่านให้นางเดินเข้าไป เสียงพูดคุยกันอย่างคึกครื้นพลันดังถนัดหู แต่แล้วก็เงียบลงชั่วขณะ สายตาของทุกคนต่างจับจ้องมาที่นาง

สีหน้าเหล่านั้นดูเรียบเฉยไม่ยินดียินร้าย และไม่อาจนับว่ามีความสนิทสนมอันใด

ในช่วงสามปีที่นางแต่งเข้ามา คนสกุลเซี่ยล้วนมองนางด้วยสายตาเช่นนี้มาโดยตลอด คล้ายไม่เคยเห็นนางเป็นสะใภ้สกุลเซี่ย จึงยิ่งไม่อาจสนิทใจต่อกัน

จี้หานอีเดินเข้าไปคารวะนางหลินผู้เป็นแม่สามีด้วยกิริยาปกติเช่นเคย

นางหลินกล่าวแสดงความห่วงใยจี้หานอีไม่กี่คำ ถามไถ่อาการป่วยของนางอีกเล็กน้อย ก็บอกให้นางไปนั่งลงด้านข้าง

บรรยากาศกลับมาเป็นการพูดคุยสัพเพเหระอีกครั้ง ไม่มีผู้ใดเอ่ยถึงเรื่องที่นางถูกทิ้งไว้ตามลำพังในคืนหิมะตก พวกเขาเลือกทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น เอาแต่สนทนาเรื่องงานมงคลของหลี่หมิงโหรว

ฮูหยินรองเอ่ยขึ้นว่า "นี่เราก็เลือกกันมาหลายตระกูลแล้ว ทั้งที่หมิงโหรวก็ผ่านวัยปักปิ่นมาเป็นปี แต่อวี้เหิงกลับบอกว่ายังไม่พอใจ ไม่รู้เหมือนกันนะว่าอวี้เหิงต้องการให้สามีหมิงโหรวดีเลิศเพียงใด ถึงจะพอใจเสียที"

คนจากเรือนสามหัวเราะพลางกล่าวว่า "หมิงโหรวเติบโตมาในสายตาของอวี้เหิง เขาไหนเลยจะยอมให้หมิงโหรวต้องได้รับความน้อยเนื้อต่ำใจ ย่อมต้องตั้งใจเลือกให้อย่างดีที่สุดอยู่แล้ว"

พูดจบ พี่สะใภ้คนหนึ่งก็หันไปถามหลี่หมิงโหรวว่า "ในเมืองหลวงนี้ เจ้าถูกใจผู้ใดบ้างหรือไม่? ขอเพียงเจ้าถูกตาต้องใจ ตระกูลส่วนใหญ่ย่อมยินดีรับเจ้าแต่งเข้าบ้าน"

คำพูดนี้กล่าวได้ไม่ผิด บิดาของหลี่หมิงโหรวเคยเป็นถึงเจ้าเมืองเซวียนโจว เป็นขุนนางพ่อเมืองผู้ดูแลทุกข์สุขราษฎร และมีผลงานทางราชการไม่น้อย

เพียงแต่มีอยู่ปีหนึ่งเมืองเซวียนโจวเกิดโรคระบาด บิดาของนางลงไปช่วยดูแลการรักษาด้วยตนเอง สุดท้ายก็ติดโรคระบาด มารดาของนางเองก็ติดโรคเช่นกัน ทั้งคู่ต่างลาโลกไป ทิ้งหลี่หมิงโหรวที่ยังเยาว์วัยให้อยู่กับหลี่หมิงชิงผู้เป็นน้องชายตามลำพัง

ปีนั้นหลี่หมิงโหรวเพิ่งห้าขวบ ส่วนหลี่หมิงชิงก็สามขวบ และเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ทรัพย์สินถูกญาติพี่น้องแย่งชิง นางหลินจึงรับตัวเด็กน้อยทั้งสองซึ่งน้องสาวของนางทิ้งไว้มาอุปการะ

ทรัพย์สมบัติของสกุลหลี่เดิมทีมีไม่น้อย ทั้งราชสำนักยังเห็นแก่คุณงามความดี จึงพระราชทานรางวัลให้อีกมากมาย ของพระราชทานเหล่านี้สกุลเซี่ยย่อมไม่แตะต้อง ล้วนแต่ลงบัญชีไว้ในชื่อของหลี่หมิงโหรวและหลี่หมิงชิงทั้งสิ้น

นอกจากนี้ ในจดหมายสั่งเสียฉบับสุดท้ายของบิดาหลี่หมิงโหรวยังระบุว่า ทรัพย์สินให้แบ่งแก่สองพี่น้องคนละครึ่ง โดยให้ทั้งสองเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ไม่ให้แก่งแย่งกันเองเด็ดขาด

ดังนั้น แม้หลี่หมิงโหรวจะเป็นหญิงกำพร้า แต่สินเดิมในมือก็มีมูลค่ามหาศาล เพียงพอให้กินอยู่อย่างสุขสบายไปหลายชั่วอายุคน

ซ้ำบิดาของนางยังสละชีพเพื่อราษฎร ผู้ที่แต่งงานกับนาง ไม่เพียงจะได้สินเดิมมากมาย ทั้งยังจะได้รับชื่อเสียงอันดีงามตามไปด้วย

จี้หานอีเองก็เพิ่งล่วงรู้หลังแต่งเข้ามาว่า หากมิใช่เพราะปีนั้นนางนำหนังสือหมั้นหมายติดมือมาด้วย คนสกุลเซี่ยทั้งหมดก็ล้วนอยากให้เซี่ยอวี้เหิงแต่งกับหลี่หมิงโหรวทั้งสิ้น

เมื่อหลี่หมิงโหรวได้ยินคำถามของพี่สะใภ้ก็แย้มยิ้ม "เดี๋ยวท่านพี่อวี้เหิงจะเป็นผู้เลือกให้ข้าเองเจ้าค่ะ"

ในจังหวะนั้น เซี่ยอวิ๋นผู้ยืนอยู่ข้างกายฮูหยินรองพลันนึกสงสัยจึงถามด้วยน้ำเสียงไร้เดียงสา "พี่ใหญ่ชอบพี่หญิงที่สุดไม่ใช่หรือ? เช่นนั้นทำไมไม่ให้พี่หญิงแต่งกับพี่ใหญ่เล่า?"

เซี่ยอวิ๋นเพิ่งมีอายุได้เพียงสี่ห้าขวบ เป็นบุตรคนเล็กที่ฮูหยินรองคลอดตอนอายุเกือบสี่สิบปี คำพูดของเด็กย่อมไม่มีเจตนา ผู้คนล้วนไม่ถือสา กลับพากันหัวเราะชอบใจ

เมื่อเสียงหัวเราะเริ่มเบาลง นางหลินจึงพูดขึ้น "เรื่องการแต่งงานของหมิงโหรว อวี้เหิงใส่ใจเป็นที่สุด ผู้ใดก็ตัดสินใจแทนไม่ได้หรอก"

"ไม่ว่าจะเป็นชาติตระกูล คุณธรรม รูปร่างหน้าตา หรือสติปัญญาความสามารถ หากขาดตกบกพร่องไปแม้เพียงครึ่งส่วน เขาก็ไม่พอใจแล้ว"

นางหลินถอนหายใจเฮือกหนึ่ง "เด็กคนนี้ ปกป้องหมิงโหรวมาตั้งแต่เล็ก ย่อมไม่ยอมให้นางต้องอับอายผู้คน"

ระหว่างที่นางหลินพูด ก็จับมือหลี่หมิงโหรวแน่น ในแววตาเต็มไปด้วยความเสียดาย ทุกคนในห้องโถงล้วนดูออกชัดเจนว่าความเสียดายในแววตาของนางหลินนั้นหมายถึงสิ่งใด

นางหลินถอนหายใจอีกครั้ง ตบหลังมือหลี่หมิงโหรวเบา ๆ ก่อนกล่าว "ลำบากเจ้าต้องน้อยใจแล้ว"

"เดิมทีเจ้าก็เป็นเด็กดีคนหนึ่ง"

น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความอาลัยอาวรณ์ และคำว่าน้อยใจนั้น หมายความว่าอย่างไร ไม่มีใครไม่เข้าใจ

สายตาของผู้คนต่างพากันจ้องมองมาทางจี้หานอีทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ ทว่า จี้หานอีกลับคลี่ยิ้มเล็กน้อย ชื่อเสียงตระกูลบัณฑิตผู้สูงส่งของสกุลเซี่ย ก็มีเพียงเท่านี้เอง

สุ้มเสียงหวานใสเจือด้วยความผิดหวังของหลี่หมิงโหรวพลันดังขึ้นอีกครั้ง "หมิงโหรวไม่รู้สึกน้อยใจเลยเจ้าค่ะ"

เมื่อผู้คนแยกย้ายกันกลับเรือน จี้หานอีก็ถูกนางหลินรั้งตัวให้อยู่ต่อ นางหลินเป็นฮูหยินตระกูลใหญ่ผู้สุขสบาย ทุกกิริยาล้วนอ่อนโยนเหมาะสม คำพูดคำจาก็เนิบช้านุ่มนวล

แม้จะล้มป่วย แต่นางก็ยังคงเอนกายพิงตั่งอุ่นอย่างมีราศี สมกับที่กุมอำนาจดูแลเรือนหลังมานานปี ยังคงไว้ซึ่งความน่าเกรงขามไม่เสื่อมคลาย

สายตาที่นางมองจี้หานอี ไม่เคยนับได้ว่ามีความชอบพอเท่าใด

ทว่าในยามนี้ สายตานั้นค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นความขัดเคืองโดยไม่รู้ตัว

ในอดีตนางมักพร่ำบอกว่า หากไม่มีหนังสือหมั้นหมายฉบับนั้น เซี่ยอวี้เหิงย่อมสามารถแต่งงานกับบุตรสาวตระกูลขุนนางสูงศักดิ์ซึ่งจะช่วยส่งเสริมหน้าที่การงานให้เขาได้ดี แต่นางกลับหลงลืมไปว่าการแต่งงานครั้งนี้ถูกกำหนดขึ้นมาอย่างไร

นางหลินขมวดคิ้วมองจี้หานอี "นี่เจ้าก็แต่งเข้ามาเกือบสามปีแล้ว ท้องไส้ยังไม่มีความเคลื่อนไหว ในเมื่ออวี้เหิงไม่ชอบเจ้า เจ้าก็ไม่รู้จักหาทางรั้งตัวเขาไว้ตอนกลางคืนบ้างเลยหรือ?"

"ไม่รู้จักคิดหาวิธีเอาใจให้เขาชื่นชอบบ้างหรือไร?"

"ขืนเจ้ายังเป็นเช่นนี้ต่อไป แล้วข้าจะได้อุ้มหลานเมื่อใดกัน?"

คำพูดของนางหลินบอกถึงความเหนื่อยหน่ายและความเข้มงวด ขาดก็แต่ชี้หน้าด่าว่านางไร้ความสามารถเท่านั้น

ทุกคนต่างรู้ดีว่าเซี่ยอวี้เหิงไม่ชอบนางเพียงใด และก็รู้ดีว่าคนที่เซี่ยอวี้เหิงมีใจให้คือหลี่หมิงโหรว แต่กลับยังมากดดันถามนางว่าเหตุใดจึงไม่เป็นที่โปรดปรานของเซี่ยอวี้เหิงอีก

แต่คำพูดเหล่านั้นจี้หานอีไม่ได้เอ่ยออกไป เพราะนางเป็นผู้เลือกเข้ามาเอง เป็นนางที่ถือหนังสือหมั้นหมายมาหาเซี่ยอวี้เหิง

นางไม่มีข้อแก้ตัวใด ๆ

เมื่อนางหลินเห็นจี้หานอีไม่พูดจา ก็ยกมือนวดหว่างคิ้วด้วยความปวดเศียรเวียนเกล้า "หากเจ้าไม่รู้ว่าจะเอาใจอวี้เหิงอย่างไรจริง ๆ ก็ไปถามหมิงโหรวดูเถิด"

"ไปเรียนรู้จากนางว่าควรวางตัวกับอวี้เหิงเช่นไร"

เมื่อจี้หานอีขอตัวลานางหลิน ก็เห็นหลี่หมิงโหรวรออยู่ที่ด้านนอกแล้ว

หลังเห็นจี้หานอีออกมา นางก็เดินยิ้มเข้ามาคล้องแขน ทว่ารอยยิ้มนั้นกลับส่งไปไม่ถึงดวงตา "พี่สะใภ้รู้หรือไม่ว่าเหตุใด ท่านพี่อวี้เหิงถึงประวิงเวลาไม่ยอมให้ข้าออกเรือนไปเสียที?"

จี้หานอีสบตากับหลี่หมิงโหรว

หลี่หมิงโหรวขยับยิ้มเข้ามาใกล้ ก่อนกระซิบด้วยเสียงที่ได้ยินกันเพียงสองคน "เพราะท่านพี่อวี้เหิงตัดใจจากข้าไม่ได้ไงเล่า"

"พี่สะใภ้รู้หรือไม่ คืนนั้นหลังท่านพี่รับข้ากลับมาแล้ว ท่านพี่ก็ยังไม่วางใจ ส่งของบำรุงร่างกายและของให้ความอบอุ่นไปให้ข้าทุกวัน ด้วยกลัวว่าสุขภาพข้าจะย่ำแย่ลง"

"เมื่อครู่ข้าได้ยินท่านไอ ไม่ทราบท่านพี่เคยห่วงใยท่านสักครั้งหรือไม่? เคยให้คนส่งยามาให้หรือไม่? แม้แต่หมอก็คงเป็นท่านที่เชิญมาเองกระมัง ข้าเห็นแล้วสมเพชท่านเสียเหลือเกิน"

"ต่อให้ท่านดันทุรังครองตำแหน่งนี้ต่อไป ท่านพี่ก็ไม่มีวันชอบท่านหรอก หากข้าเป็นท่าน ขอเพียงมียางอายสักนิด ก็คงไม่คิดหน้าด้านครอบครองคนที่ไม่ใช่ของตนไว้เช่นนี้"

เท้าของจี้หานอีหยุดชะงัก

นางเข้าใจมานานแล้ว เซี่ยอวี้เหิงไม่ได้เย็นชากับทุกคน และเขาก็ไม่ใช่คนที่ไม่รู้จักดูแลใคร

เขาเองก็รู้ดีว่าการอยู่ท่ามกลางพายุหิมะยามค่ำคืนนั้นมันทั้งหนาว และต้องจับไข้ เพียงแต่คนที่เขาสนใจมีแค่หลี่หมิงโหรวผู้เดียวเท่านั้น

สายลมหนาวพัดโชย จี้หานอีมองหลี่หมิงโหรว ท่วงท่ายังคงสง่างาม แววตาเย็นชา "หากจะพูดถึงเรื่องยางอาย ตัวเจ้าเองก็ต้องมีเสียก่อน คนที่มีศักดิ์ศรี ย่อมไม่คิดเพ้อฝันถึงสามีผู้อื่น"

"ข้าแต่งเข้ามาอย่างถูกต้องตามประเพณี แล้วตัวเจ้าเล่าเข้ามาอาศัยอยู่ในสกุลเซี่ยอย่างถูกต้องหรือไม่?"

"หากพวกเจ้ามีใจปฏิพัทธ์ต่อกันจริง เหตุใดไม่รีบมาถอนหมั้นที่สกุลจี้เสียแต่เนิ่น ๆ ? กลับปล่อยให้ข้าต้องมารับเคราะห์กรรมเช่นนี้?"

"แม้เวลานี้สกุลจี้จะสิ้นวาสนาแล้ว แต่หากในครั้งนั้นคนสกุลเซี่ยมาขอถอนหมั้น บิดาข้าย่อมตอบตกลงโดยไม่ทัดทานเป็นแน่"

"แต่ที่เขาไม่รีบมาถอนหมั้น คงเป็นเพราะไม่ได้ชอบเจ้ามากพอกระมัง?"
Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา    บทที่ 5

    พายุหิมะในวันนี้ไม่ได้โหมกระหน่ำรุนแรงมากนัก แต่ยามที่จี้หานอีก้าวเท้าเดินออกจากห้อง นางกลับยังคงรู้สึกว่าสายลมที่พัดผ่านกายช่างหนาวเหน็บจับขั้วหัวใจนางกระชับเสื้อคลุมขนจิ้งจอกบนร่างให้แน่นขึ้น สายตามองดูเกล็ดหิมะซึ่งปกคลุมโคมแก้วหลิวหลีจนเลือนราง เลือนรางไม่ต่างไปจากเส้นทางข้างหน้าแม้แต่น้อยช่วงสองวันนี้นางหลินผู้เป็นแม่สามีล้มป่วย คนจากเรือนรองและเรือนที่สามต่างพากันมาเยี่ยมเยียน ตอนที่จี้หานอีไปถึง ในห้องจึงมีผู้คนนั่งอยู่เต็มไปหมดจี้หานอีปลดสายเสื้อคลุมส่งให้หรงชุน บ่าวอาวุโสด้านข้างช่วยเลิกม่านให้นางเดินเข้าไป เสียงพูดคุยกันอย่างคึกครื้นพลันดังถนัดหู แต่แล้วก็เงียบลงชั่วขณะ สายตาของทุกคนต่างจับจ้องมาที่นางสีหน้าเหล่านั้นดูเรียบเฉยไม่ยินดียินร้าย และไม่อาจนับว่ามีความสนิทสนมอันใดในช่วงสามปีที่นางแต่งเข้ามา คนสกุลเซี่ยล้วนมองนางด้วยสายตาเช่นนี้มาโดยตลอด คล้ายไม่เคยเห็นนางเป็นสะใภ้สกุลเซี่ย จึงยิ่งไม่อาจสนิทใจต่อกันจี้หานอีเดินเข้าไปคารวะนางหลินผู้เป็นแม่สามีด้วยกิริยาปกติเช่นเคยนางหลินกล่าวแสดงความห่วงใยจี้หานอีไม่กี่คำ ถามไถ่อาการป่วยของนางอีกเล็กน้อย ก็บอกให้นางไปนั่

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา    บทที่ 4

    เมื่อความคิดดำเนินมาถึงตรงนี้ นางก็ชะงักงันเล็กน้อยที่แท้เซี่ยอวี้เหิงก็ไม่ได้มีความสำคัญต่อใจนางแล้ว คำถามเชิงตำหนิเช่นนั้นของเขา นางจึงไม่รู้สึกเสียใจสักนิดเซี่ยอวี้เหิงผู้สุภาพอ่อนโยนดั่งหยกงามในความทรงจำ เซี่ยอวี้เหิงผู้เคยให้คำมั่นสัญญากับนางว่าต่อให้ตระกูลตกต่ำก็ยังยืนยันมาสู่ขอ เซี่ยอวี้เหิงผู้เป็นวิญญูชนแสนเที่ยงธรรมในคำบอกเล่าของผู้อื่น บัดนี้ ไออุ่นสายสุดท้ายที่หลงเหลืออยู่ในใจนางได้จางหายไปหมดสิ้นนางเพียงเหม่อลอยไปชั่วครู่ ก็ได้ยินเสียงทุ้มต่ำของเซี่ยอวี้เหิงดังขึ้นอีกครั้ง "หานอี เจ้าควรหัดทำตัวให้สงบนิ่งเช่นหมิงโหรวบ้าง""ไม่ใช่เอาแต่ขลุกอยู่ในเรือนหลัง วันทั้งวันรู้จักแต่หึงหวงริษยา"หลังพูดจบ เขาก็หันกายเดินจากไปจี้หานอีมองตามแผ่นหลังของเซี่ยอวี้เหิงไปในความเงียบ ก่อนจะดึงสายตากลับมาหยิบตำราในมือขึ้นอ่านด้วยท่าทีเรียบเฉยนางแต่งเข้าสกุลเซี่ยมาสามปี ทุ่มเทแรงกายแรงใจดูแลเรือนหลังเพื่อเขา จัดเตรียมข้าวของทุกอย่างที่เขาจำเป็นต้องใช้ ไม่เคยปล่อยให้เกิดเรื่องจุกจิกกวนใจเขาสักครั้ง แม้แม่สามีจะคอยหาเรื่องตำหนิหรือกลั่นแกล้งในบางครั้ง แต่นางก็ไม่เคยปริปากบ่นให้เขาฟัง

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา    บทที่ 3

    เมื่อหรงชุนผู้ยืนอยู่ด้านหลังจี้หานอีได้ยินคำพูดนี้ ก็ถึงขั้นโกรธจนตัวสั่นไหนเลยหลี่หมิงโหรวจะทนกลิ่นต้นไห่ถังไม่ได้ เป็นนางทนเห็นฮูหยินน้อยมีความสุขไม่ได้ต่างหากยามใดที่เห็นความสัมพันธ์ของฮูหยินน้อยกับนายท่านดีขึ้นสักหน่อย หลี่หมิงโหรวก็เป็นต้องหาทางสร้างปัญหาขึ้นมาเสมอที่ฮูหยินน้อยชอบดอกไห่ถัง ก็เพราะมารดาของนางเคยชอบ ใต้เท้าผู้เป็นบิดาฮูหยินน้อยจึงลงมือปลูกไว้เต็มเรือน และบิดามารดาของนางก็มีวาสนาต่อกันเพราะดอกไห่ถังนี้เองดอกไห่ถังเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจของฮูหยินน้อย แต่ครั้งนั้นเพียงเพราะคำพูดประโยคเดียวของหลี่หมิงโหรว นายท่านก็สั่งให้คนถอนต้นไห่ถังที่ฮูหยินน้อยปลูกกับมือทิ้งหมดสิ้นในวันนั้น ฮูหยินน้อยร่ำไห้ขอร้องให้นายท่านเหลือไว้สักต้น แต่นายท่านกลับไม่แยแส ยังคงสั่งให้คนถอนทิ้งทั้งหมดการขุดเรื่องที่ผ่านไปแล้วเกือบสองปีมาพูดเช่นนี้ ไม่เท่ากับโรยเกลือลงบนแผลของฮูหยินน้อยหรอกหรือจี้หานอีเอียงศีรษะมองออกไปนอกหน้าต่างปีที่เพิ่งแต่งเข้าสกุลเซี่ยนั้น นางเคยคิดว่าจะได้ครองคู่กับเซี่ยอวี้เหิงด้วยความเคารพรักใคร่เช่นท่านพ่อกับท่านแม่ไปชั่วชีวิตเพราะเซี่ยอวี้เหิงนั้นทั้งสู

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา    บทที่ 2

    พายุหิมะอันหนาวเหน็บนำพาความเย็นเยียบซึมลึกถึงกระดูก จี้หานอีรอจนล่วงเข้าสู่ช่วงครึ่งหลังของราตรี ถ่านไฟในเตาน้อยที่เหลือเพียงเศษเสี้ยวมอดดับเย็นชืดไปนานแล้ว เหลือเพียงโคมแก้วหลิวหลีบนหลังคารถม้าที่ยังคงส่องแสงวูบไหวลงมาริบหรี่เท่านั้นรถม้าที่ว่าจะมารับนางก็ยังคงไม่มาเสียทีหิมะคืนนี้ตกหนักยิ่ง นางรู้ดีว่าเขาคงไม่มาแล้วยังดีที่แม้ราตรีจะยาวนาน แต่สุดท้ายก็ต้องผันผ่านสู่วันใหม่กระทั่งขอบฟ้าเริ่มปรากฏแสงสว่างเรืองรอง รถม้าคันใหม่จึงค่อยเคลื่อนตัวมาถึงอย่างเชื่องช้าสารถีรถม้ารีบวิ่งเข้ามาพลางยื่นเสื้อคลุมขนจิ้งจอกให้แก่นาง พร้อมรายงานว่า "เมื่อคืนหิมะตกหนักเหลือเกินขอรับ หากไม่ใช่เพราะโชคดีพบขุนนางมีกิจด่วนต้องรีบออกจากเมือง จึงสั่งให้คนกวาดหิมะเปิดทาง เกรงว่าป่านนี้ข้าน้อยคงยังมารับฮูหยินน้อยไม่ได้เลยขอรับ""นับว่าโชคดีที่เจอคนเหล่านั้น หาไม่แล้ว หากฮูหยินน้อยต้องติดอยู่ในหิมะจะทำอย่างไร"นิ้วมือของจี้หานอีกระชับเสื้อคลุมขนจิ้งจอกแน่นขึ้น ก่อนหลุบตาลงสารถีรถม้าผู้อยู่นอกหน้าต่างยังคงพูดเจื้อยแจ้วต่อไป "เดิมทีข้าน้อยเตรียมเตาอุ่นมือมาด้วย แต่เสียดายที่ป่านนี้คงเย็นชืดไปหมดแล้

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา    บทที่ 1

    ค่ำคืนฤดูเหมันต์ ได้ยินเสียงลมพายุหิมะพัดกระหน่ำดังหวีดหวิว คลอด้วยเสียงม่านหน้าต่างถูกลมตีดังพึ่บพั่บจี้หานอีหรี่ตาลง ปลายนิ้วอันเย็นเฉียบเลิกม่านที่ตากลมจนแข็งกระด้างขึ้น สายตามองฝ่าความมืดมิดในคืนหิมะตกหนักออกไปไกล แม้เสียงเกือกม้าที่ควบตะบึงมาจะปะปนไปกับเสียงพายุหิมะฟังแทบไม่รู้เรื่อง แต่นางก็ยังได้ยินพลันมีเสียงอ่อนหวานดังขึ้นจากด้านหลังว่า "พี่สะใภ้ ท่านพี่จะมารับพวกเราหรือไม่"จี้หานอีปล่อยม่านลง ไม่ได้ตอบคำ เพียงหลับตาลงด้วยความเหนื่อยล้านางรู้ดี เขาต้องมาแน่ไม่ว่าพายุหิมะจะรุนแรงเพียงใด เขาก็ต้องมาวันนี้ เดิมทีนางไม่ได้คิดติดตามหลี่หมิงโหรวมาที่เรือนน้ำพุร้อนเลย แต่เขากลับกล่าวว่า "หานอี เจ้าเป็นพี่สะใภ้ของหมิงโหรว หมิงโหรวมีโรคหนาวเข้าแทรก เจ้าควรต้องดูแลนาง"ยามเขาเอ่ยประโยคนี้ น้ำเสียงช่างเย็นชานัก ทั้งยังจัดแจงทุกอย่างไว้เสร็จสรรพคล้ายเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้วเพียงแต่ขณะเดินทางกลับ หิมะตกหนักปิดกั้นถนน ล้อไม้แตกหัก จึงมีรถม้าจำนวนมากติดค้างอยู่กลางทางสารถีขี่ม้ากลับไปส่งข่าว นี่ก็ผ่านไปเกือบสองชั่วยามแล้ว อีกประเดี๋ยวคงกลับมาเสียงเกือกม้าที่ดังขึ้นเดี๋ยวใก

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status