分享

บทที่ 5

作者: หยกงาม
พายุหิมะในวันนี้ไม่ได้โหมกระหน่ำรุนแรงมากนัก แต่ยามที่จี้หานอีก้าวเท้าเดินออกจากห้อง นางกลับยังคงรู้สึกว่าสายลมที่พัดผ่านกายช่างหนาวเหน็บจับขั้วหัวใจ

นางกระชับเสื้อคลุมขนจิ้งจอกบนร่างให้แน่นขึ้น สายตามองดูเกล็ดหิมะซึ่งปกคลุมโคมแก้วหลิวหลีจนเลือนราง เลือนรางไม่ต่างไปจากเส้นทางข้างหน้าแม้แต่น้อย

ช่วงสองวันนี้นางหลินผู้เป็นแม่สามีล้มป่วย คนจากเรือนรองและเรือนที่สามต่างพากันมาเยี่ยมเยียน ตอนที่จี้หานอีไปถึง ในห้องจึงมีผู้คนนั่งอยู่เต็มไปหมด

จี้หานอีปลดสายเสื้อคลุมส่งให้หรงชุน บ่าวอาวุโสด้านข้างช่วยเลิกม่านให้นางเดินเข้าไป เสียงพูดคุยกันอย่างคึกครื้นพลันดังถนัดหู แต่แล้วก็เงียบลงชั่วขณะ สายตาของทุกคนต่างจับจ้องมาที่นาง

สีหน้าเหล่านั้นดูเรียบเฉยไม่ยินดียินร้าย และไม่อาจนับว่ามีความสนิทสนมอันใด

ในช่วงสามปีที่นางแต่งเข้ามา คนสกุลเซี่ยล้วนมองนางด้วยสายตาเช่นนี้มาโดยตลอด คล้ายไม่เคยเห็นนางเป็นสะใภ้สกุลเซี่ย จึงยิ่งไม่อาจสนิทใจต่อกัน

จี้หานอีเดินเข้าไปคารวะนางหลินผู้เป็นแม่สามีด้วยกิริยาปกติเช่นเคย

นางหลินกล่าวแสดงความห่วงใยจี้หานอีไม่กี่คำ ถามไถ่อาการป่วยของนางอีกเล็กน้อย ก็บอกให้นางไปนั่งลงด้านข้าง

บรรยากาศกลับมาเป็นการพูดคุยสัพเพเหระอีกครั้ง ไม่มีผู้ใดเอ่ยถึงเรื่องที่นางถูกทิ้งไว้ตามลำพังในคืนหิมะตก พวกเขาเลือกทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น เอาแต่สนทนาเรื่องงานมงคลของหลี่หมิงโหรว

ฮูหยินรองเอ่ยขึ้นว่า "นี่เราก็เลือกกันมาหลายตระกูลแล้ว ทั้งที่หมิงโหรวก็ผ่านวัยปักปิ่นมาเป็นปี แต่อวี้เหิงกลับบอกว่ายังไม่พอใจ ไม่รู้เหมือนกันนะว่าอวี้เหิงต้องการให้สามีหมิงโหรวดีเลิศเพียงใด ถึงจะพอใจเสียที"

คนจากเรือนสามหัวเราะพลางกล่าวว่า "หมิงโหรวเติบโตมาในสายตาของอวี้เหิง เขาไหนเลยจะยอมให้หมิงโหรวต้องได้รับความน้อยเนื้อต่ำใจ ย่อมต้องตั้งใจเลือกให้อย่างดีที่สุดอยู่แล้ว"

พูดจบ พี่สะใภ้คนหนึ่งก็หันไปถามหลี่หมิงโหรวว่า "ในเมืองหลวงนี้ เจ้าถูกใจผู้ใดบ้างหรือไม่? ขอเพียงเจ้าถูกตาต้องใจ ตระกูลส่วนใหญ่ย่อมยินดีรับเจ้าแต่งเข้าบ้าน"

คำพูดนี้กล่าวได้ไม่ผิด บิดาของหลี่หมิงโหรวเคยเป็นถึงเจ้าเมืองเซวียนโจว เป็นขุนนางพ่อเมืองผู้ดูแลทุกข์สุขราษฎร และมีผลงานทางราชการไม่น้อย

เพียงแต่มีอยู่ปีหนึ่งเมืองเซวียนโจวเกิดโรคระบาด บิดาของนางลงไปช่วยดูแลการรักษาด้วยตนเอง สุดท้ายก็ติดโรคระบาด มารดาของนางเองก็ติดโรคเช่นกัน ทั้งคู่ต่างลาโลกไป ทิ้งหลี่หมิงโหรวที่ยังเยาว์วัยให้อยู่กับหลี่หมิงชิงผู้เป็นน้องชายตามลำพัง

ปีนั้นหลี่หมิงโหรวเพิ่งห้าขวบ ส่วนหลี่หมิงชิงก็สามขวบ และเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ทรัพย์สินถูกญาติพี่น้องแย่งชิง นางหลินจึงรับตัวเด็กน้อยทั้งสองซึ่งน้องสาวของนางทิ้งไว้มาอุปการะ

ทรัพย์สมบัติของสกุลหลี่เดิมทีมีไม่น้อย ทั้งราชสำนักยังเห็นแก่คุณงามความดี จึงพระราชทานรางวัลให้อีกมากมาย ของพระราชทานเหล่านี้สกุลเซี่ยย่อมไม่แตะต้อง ล้วนแต่ลงบัญชีไว้ในชื่อของหลี่หมิงโหรวและหลี่หมิงชิงทั้งสิ้น

นอกจากนี้ ในจดหมายสั่งเสียฉบับสุดท้ายของบิดาหลี่หมิงโหรวยังระบุว่า ทรัพย์สินให้แบ่งแก่สองพี่น้องคนละครึ่ง โดยให้ทั้งสองเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ไม่ให้แก่งแย่งกันเองเด็ดขาด

ดังนั้น แม้หลี่หมิงโหรวจะเป็นหญิงกำพร้า แต่สินเดิมในมือก็มีมูลค่ามหาศาล เพียงพอให้กินอยู่อย่างสุขสบายไปหลายชั่วอายุคน

ซ้ำบิดาของนางยังสละชีพเพื่อราษฎร ผู้ที่แต่งงานกับนาง ไม่เพียงจะได้สินเดิมมากมาย ทั้งยังจะได้รับชื่อเสียงอันดีงามตามไปด้วย

จี้หานอีเองก็เพิ่งล่วงรู้หลังแต่งเข้ามาว่า หากมิใช่เพราะปีนั้นนางนำหนังสือหมั้นหมายติดมือมาด้วย คนสกุลเซี่ยทั้งหมดก็ล้วนอยากให้เซี่ยอวี้เหิงแต่งกับหลี่หมิงโหรวทั้งสิ้น

เมื่อหลี่หมิงโหรวได้ยินคำถามของพี่สะใภ้ก็แย้มยิ้ม "เดี๋ยวท่านพี่อวี้เหิงจะเป็นผู้เลือกให้ข้าเองเจ้าค่ะ"

ในจังหวะนั้น เซี่ยอวิ๋นผู้ยืนอยู่ข้างกายฮูหยินรองพลันนึกสงสัยจึงถามด้วยน้ำเสียงไร้เดียงสา "พี่ใหญ่ชอบพี่หญิงที่สุดไม่ใช่หรือ? เช่นนั้นทำไมไม่ให้พี่หญิงแต่งกับพี่ใหญ่เล่า?"

เซี่ยอวิ๋นเพิ่งมีอายุได้เพียงสี่ห้าขวบ เป็นบุตรคนเล็กที่ฮูหยินรองคลอดตอนอายุเกือบสี่สิบปี คำพูดของเด็กย่อมไม่มีเจตนา ผู้คนล้วนไม่ถือสา กลับพากันหัวเราะชอบใจ

เมื่อเสียงหัวเราะเริ่มเบาลง นางหลินจึงพูดขึ้น "เรื่องการแต่งงานของหมิงโหรว อวี้เหิงใส่ใจเป็นที่สุด ผู้ใดก็ตัดสินใจแทนไม่ได้หรอก"

"ไม่ว่าจะเป็นชาติตระกูล คุณธรรม รูปร่างหน้าตา หรือสติปัญญาความสามารถ หากขาดตกบกพร่องไปแม้เพียงครึ่งส่วน เขาก็ไม่พอใจแล้ว"

นางหลินถอนหายใจเฮือกหนึ่ง "เด็กคนนี้ ปกป้องหมิงโหรวมาตั้งแต่เล็ก ย่อมไม่ยอมให้นางต้องอับอายผู้คน"

ระหว่างที่นางหลินพูด ก็จับมือหลี่หมิงโหรวแน่น ในแววตาเต็มไปด้วยความเสียดาย ทุกคนในห้องโถงล้วนดูออกชัดเจนว่าความเสียดายในแววตาของนางหลินนั้นหมายถึงสิ่งใด

นางหลินถอนหายใจอีกครั้ง ตบหลังมือหลี่หมิงโหรวเบา ๆ ก่อนกล่าว "ลำบากเจ้าต้องน้อยใจแล้ว"

"เดิมทีเจ้าก็เป็นเด็กดีคนหนึ่ง"

น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความอาลัยอาวรณ์ และคำว่าน้อยใจนั้น หมายความว่าอย่างไร ไม่มีใครไม่เข้าใจ

สายตาของผู้คนต่างพากันจ้องมองมาทางจี้หานอีทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ ทว่า จี้หานอีกลับคลี่ยิ้มเล็กน้อย ชื่อเสียงตระกูลบัณฑิตผู้สูงส่งของสกุลเซี่ย ก็มีเพียงเท่านี้เอง

สุ้มเสียงหวานใสเจือด้วยความผิดหวังของหลี่หมิงโหรวพลันดังขึ้นอีกครั้ง "หมิงโหรวไม่รู้สึกน้อยใจเลยเจ้าค่ะ"

เมื่อผู้คนแยกย้ายกันกลับเรือน จี้หานอีก็ถูกนางหลินรั้งตัวให้อยู่ต่อ นางหลินเป็นฮูหยินตระกูลใหญ่ผู้สุขสบาย ทุกกิริยาล้วนอ่อนโยนเหมาะสม คำพูดคำจาก็เนิบช้านุ่มนวล

แม้จะล้มป่วย แต่นางก็ยังคงเอนกายพิงตั่งอุ่นอย่างมีราศี สมกับที่กุมอำนาจดูแลเรือนหลังมานานปี ยังคงไว้ซึ่งความน่าเกรงขามไม่เสื่อมคลาย

สายตาที่นางมองจี้หานอี ไม่เคยนับได้ว่ามีความชอบพอเท่าใด

ทว่าในยามนี้ สายตานั้นค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นความขัดเคืองโดยไม่รู้ตัว

ในอดีตนางมักพร่ำบอกว่า หากไม่มีหนังสือหมั้นหมายฉบับนั้น เซี่ยอวี้เหิงย่อมสามารถแต่งงานกับบุตรสาวตระกูลขุนนางสูงศักดิ์ซึ่งจะช่วยส่งเสริมหน้าที่การงานให้เขาได้ดี แต่นางกลับหลงลืมไปว่าการแต่งงานครั้งนี้ถูกกำหนดขึ้นมาอย่างไร

นางหลินขมวดคิ้วมองจี้หานอี "นี่เจ้าก็แต่งเข้ามาเกือบสามปีแล้ว ท้องไส้ยังไม่มีความเคลื่อนไหว ในเมื่ออวี้เหิงไม่ชอบเจ้า เจ้าก็ไม่รู้จักหาทางรั้งตัวเขาไว้ตอนกลางคืนบ้างเลยหรือ?"

"ไม่รู้จักคิดหาวิธีเอาใจให้เขาชื่นชอบบ้างหรือไร?"

"ขืนเจ้ายังเป็นเช่นนี้ต่อไป แล้วข้าจะได้อุ้มหลานเมื่อใดกัน?"

คำพูดของนางหลินบอกถึงความเหนื่อยหน่ายและความเข้มงวด ขาดก็แต่ชี้หน้าด่าว่านางไร้ความสามารถเท่านั้น

ทุกคนต่างรู้ดีว่าเซี่ยอวี้เหิงไม่ชอบนางเพียงใด และก็รู้ดีว่าคนที่เซี่ยอวี้เหิงมีใจให้คือหลี่หมิงโหรว แต่กลับยังมากดดันถามนางว่าเหตุใดจึงไม่เป็นที่โปรดปรานของเซี่ยอวี้เหิงอีก

แต่คำพูดเหล่านั้นจี้หานอีไม่ได้เอ่ยออกไป เพราะนางเป็นผู้เลือกเข้ามาเอง เป็นนางที่ถือหนังสือหมั้นหมายมาหาเซี่ยอวี้เหิง

นางไม่มีข้อแก้ตัวใด ๆ

เมื่อนางหลินเห็นจี้หานอีไม่พูดจา ก็ยกมือนวดหว่างคิ้วด้วยความปวดเศียรเวียนเกล้า "หากเจ้าไม่รู้ว่าจะเอาใจอวี้เหิงอย่างไรจริง ๆ ก็ไปถามหมิงโหรวดูเถิด"

"ไปเรียนรู้จากนางว่าควรวางตัวกับอวี้เหิงเช่นไร"

เมื่อจี้หานอีขอตัวลานางหลิน ก็เห็นหลี่หมิงโหรวรออยู่ที่ด้านนอกแล้ว

หลังเห็นจี้หานอีออกมา นางก็เดินยิ้มเข้ามาคล้องแขน ทว่ารอยยิ้มนั้นกลับส่งไปไม่ถึงดวงตา "พี่สะใภ้รู้หรือไม่ว่าเหตุใด ท่านพี่อวี้เหิงถึงประวิงเวลาไม่ยอมให้ข้าออกเรือนไปเสียที?"

จี้หานอีสบตากับหลี่หมิงโหรว

หลี่หมิงโหรวขยับยิ้มเข้ามาใกล้ ก่อนกระซิบด้วยเสียงที่ได้ยินกันเพียงสองคน "เพราะท่านพี่อวี้เหิงตัดใจจากข้าไม่ได้ไงเล่า"

"พี่สะใภ้รู้หรือไม่ คืนนั้นหลังท่านพี่รับข้ากลับมาแล้ว ท่านพี่ก็ยังไม่วางใจ ส่งของบำรุงร่างกายและของให้ความอบอุ่นไปให้ข้าทุกวัน ด้วยกลัวว่าสุขภาพข้าจะย่ำแย่ลง"

"เมื่อครู่ข้าได้ยินท่านไอ ไม่ทราบท่านพี่เคยห่วงใยท่านสักครั้งหรือไม่? เคยให้คนส่งยามาให้หรือไม่? แม้แต่หมอก็คงเป็นท่านที่เชิญมาเองกระมัง ข้าเห็นแล้วสมเพชท่านเสียเหลือเกิน"

"ต่อให้ท่านดันทุรังครองตำแหน่งนี้ต่อไป ท่านพี่ก็ไม่มีวันชอบท่านหรอก หากข้าเป็นท่าน ขอเพียงมียางอายสักนิด ก็คงไม่คิดหน้าด้านครอบครองคนที่ไม่ใช่ของตนไว้เช่นนี้"

เท้าของจี้หานอีหยุดชะงัก

นางเข้าใจมานานแล้ว เซี่ยอวี้เหิงไม่ได้เย็นชากับทุกคน และเขาก็ไม่ใช่คนที่ไม่รู้จักดูแลใคร

เขาเองก็รู้ดีว่าการอยู่ท่ามกลางพายุหิมะยามค่ำคืนนั้นมันทั้งหนาว และต้องจับไข้ เพียงแต่คนที่เขาสนใจมีแค่หลี่หมิงโหรวผู้เดียวเท่านั้น

สายลมหนาวพัดโชย จี้หานอีมองหลี่หมิงโหรว ท่วงท่ายังคงสง่างาม แววตาเย็นชา "หากจะพูดถึงเรื่องยางอาย ตัวเจ้าเองก็ต้องมีเสียก่อน คนที่มีศักดิ์ศรี ย่อมไม่คิดเพ้อฝันถึงสามีผู้อื่น"

"ข้าแต่งเข้ามาอย่างถูกต้องตามประเพณี แล้วตัวเจ้าเล่าเข้ามาอาศัยอยู่ในสกุลเซี่ยอย่างถูกต้องหรือไม่?"

"หากพวกเจ้ามีใจปฏิพัทธ์ต่อกันจริง เหตุใดไม่รีบมาถอนหมั้นที่สกุลจี้เสียแต่เนิ่น ๆ ? กลับปล่อยให้ข้าต้องมารับเคราะห์กรรมเช่นนี้?"

"แม้เวลานี้สกุลจี้จะสิ้นวาสนาแล้ว แต่หากในครั้งนั้นคนสกุลเซี่ยมาขอถอนหมั้น บิดาข้าย่อมตอบตกลงโดยไม่ทัดทานเป็นแน่"

"แต่ที่เขาไม่รีบมาถอนหมั้น คงเป็นเพราะไม่ได้ชอบเจ้ามากพอกระมัง?"

在 APP 繼續免費閱讀本書
掃碼下載 APP

最新章節

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 702

    เขาคิดว่าตนเองควรพูดคุยกับจี้หานอีให้รู้เรื่องเสียทีเสิ่นซื่อไม่ได้ใส่ใจต่ออารมณ์ของจี้หานอี เขาปิดสมุดบัญชีตรงหน้านางลงอย่างเผด็จการและเอาแต่ใจ จากนั้นจึงโน้มกายลงไปอุ้มจี้หานอีขึ้นมานั่งบนตัก พร้อมกดเอวของนางไว้ไม่ให้ขยับเขยื้อนท่วงท่าทั้งหมดนั้นพลิ้วไหวดั่งสายน้ำ ประหนึ่งพญาเหยี่ยวตะปบกระต่ายน้อย ซึ่งกระต่ายน้อยไม่มีทางหลบหนีได้เลยตอนแรกจี้หานอียังคงดิ้นรนเตะขาไปมา แต่เมื่อนางพบว่าเสิ่นซื่อยังคงนั่งนิ่งมั่นคงดั่งขุนเขา ซ้ำยังเอาแต่จ้องมองนางเงียบ ๆ ด้วยสีหน้าเคร่งขรึมราวกับอาจารย์ผู้เข้มงวดที่กำลังเฝ้ามองศิษย์ดื้อรั้นอาละวาด นางจึงค่อย ๆ สงบลงเรี่ยวแรงของเขานั้นไม่รู้มากกว่านางเท่าใด และเมื่อพิจารณาจากนิสัยของเสิ่นซื่อ ตัวนางย่อมไม่มีวันดิ้นหลุดไปจากอ้อมกอดของเขาแน่ จึงกลับมานั่งนิ่งอย่างว่าง่ายตามเดิมเมื่อเสิ่นซื่อเห็นว่าจี้หานอีหยุดขยับแล้ว เรียวขาที่เคยพาดอยู่บนหน้าแข้งของเขาก็ไม่เตะอีก ทั้งเมื่อมองดูคนในอ้อมกอดที่แม้จะเอียงศีรษะหลบคล้ายเชื่อฟัง ทว่าแววตากลับแฝงความแง่งอนเล็กน้อย เขาจึงยกมุมปากพลางถามอย่างนึกขัน “เหตุใดถึงยอมอยู่นิ่งแล้วเล่า?”จี้หานอีไม่ตอบคำ เพียงส่ง

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 701

    แม่นมจ้าวจ้องมองใบหน้าของจี้หานอีด้วยความตะลึงงัน นางยังคงเป็นฮูหยินรองผู้แสนอ่อนโยนและอบอุ่นเช่นเคย เดิมทีแม่นมจ้าวคิดข่มขวัญจี้หานอีเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายใช้อำนาจตามอำเภอใจยามเข้ารับตำแหน่งใหม่ แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นตนเองถูกต้อนจนมุมเสียแล้วเมื่อพินิจดูสีหน้าของจี้หานอี ประกอบกับได้ฟังเรื่องราวคราวก่อนที่หญิงสาวหยิบยกขึ้นมาพูด เรื่องที่คนในโรงครัวครึ่งหนึ่งถูกขับไล่ออกไป แม้บางคนเป็นบ่าวที่อยู่มานานนับสิบปีก็ไม่มีข้อยกเว้น ในเมื่อเป็นเรื่องที่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้เป็นนาย แล้วยังจะมาคำนึงถึงความผูกพันอันใด หรือจะอ้างว่าเป็นคนเก่าคนแก่ไปเพื่ออะไรนางจึงตระหนักด้วยความตระหนกว่าฮูหยินรองกำลังพูดเตือนสติตนเอง พลันรู้สึกว่าตนช่างเลอะเลือนนัก จึงรีบกล่าว “เมื่อครู่เป็นบ่าวที่โอหังไปเองเจ้าค่ะ บ่าวทำงานในโรงครัวมาสิบห้าปี ความชอบของเจ้านายแต่ละท่านล้วนจดจำไว้ในใจ ฮูหยินรองโปรดวางใจเถิด บ่าวจะไม่มีวันทำพลาดแน่นอน”แววตาของจี้หานอียังคงเรียบเฉย นางเพียงกล่าว “เมื่อมีคำรับรองของแม่นมเช่นนี้ ข้าก็เบาใจ”ก่อนกล่าวต่อ “ท่านเพียงจำไว้ก็พอ ข้าดูที่ผลงาน ไม่ดูที่ตัวคน หากผู้ใดทำพลาด ข้าก็จะไปเอ

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 700

    นางก้มหน้าพิจารณาบรรดาผู้คนตรงหน้า มีทั้งผู้ที่แสดงท่าทีนอบน้อม และผู้ที่มารอดูเรื่องสนุก แม่นมจ้าวยืนอยู่ด้านหน้าสุดด้วยท่าทีเยือกเย็นราวเป็นผู้ที่ถือไพ่เหนือกว่าจี้หานอีจิบชาอย่างเชื่องช้าหนึ่งคำ จากนั้นจึงก้มลงตรวจดูรายชื่อในสมุด ก่อนกล่าว “ทุกท่านล้วนเป็นคนเก่าคนแก่ของโรงครัว ทำงานเหน็ดเหนื่อยเพื่อสกุลเสิ่นมานานปี ที่เชิญมาในวันนี้ ประการแรกคือเพื่อทำความรู้จักกับทุกท่าน ประการที่สองคืออยากรับฟังความคิดเห็นของทุกท่านที่มีต่องานในโรงครัว”เมื่อนางกล่าวจบ ภายในกลุ่มคนก็มีเสียงซุบซิบดังขึ้นแผ่วเบา เมื่อเห็นว่าฮูหยินรองพูดจาสุภาพถึงเพียงนี้ จึงพากันคิดว่านางคงมีอุปนิสัยอ่อนโยนและรับมือได้ไม่ยากจี้หานอีแย้มยิ้มบางเบา พลางปรายตามองแม่นมฟางผู้อยู่ข้างกาย แม่นมฟางนั้นเป็นคนเสียงดัง ทันทีที่ตวาดสั่งให้เงียบ เสียงซุบซิบเหล่านั้นก็สงบลงในพริบตาจี้หานอีหยัดกายลุกขึ้นเดินเข้าไปยังห้องด้านในของโถงบุปผา ก่อนให้หรงชุนขานเรียกชื่อบ่าวประจำโรงครัวให้ตามเข้าไปทีละคนคนแรกที่เดินเข้าไปคือแม่นมจ้าวเมื่อแม่นมจ้าวได้ยินว่าตนเองถูกเรียกเป็นคนแรก แววตาก็ชะงักงันเล็กน้อย ก่อนจะรีบเดินเข้าไปทันที

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 699

    รุ่งเช้าวันต่อมา เสิ่นซื่อก็ยังคงตื่นนอนและลุกไปตั้งแต่เช้าตรู่เช่นเคยก่อนออกจากเรือน เขาไม่ลืมสั่งให้เหวินอันไปวางอำนาจข่มขวัญผู้คนในโรงครัวเสียก่อน เพราะบรรดาบ่าวรับใช้ที่เพิ่งถูกส่งเข้าไปภายหลังนั้นล้วนเป็นคนที่เสิ่นซื่อจัดเตรียมไว้ให้จี้หานอีโดยเฉพาะ เนื่องจากเขาทราบดีว่านางต้องเข้าไปดูแลโรงครัว และเนื่องจากที่นั่นมีผู้คนปะปนกันวุ่นวาย ด้วยความที่จี้หานอียังอายุน้อย อาจรับมือได้ไม่ถนัดนัก เขาจึงจัดการปูทางอยู่เบื้องหลังให้แก่นางเองนอกจากนี้ยังกำชับแม่นมฟางให้คอยอยู่ชี้แนะข้างกายจี้หานอีด้วยเนื่องจากโรงครัวในเรือนของเสิ่นซื่อนั้นมีแม่นมฟางเป็นผู้ดูแลมาตลอด นางย่อมมีประสบการณ์มากพอ ซ้ำเขายังกำชับแม่นมฟางว่าไม่ต้องบอกให้จี้หานอีรู้ว่านี่เป็นคำสั่งของเขาแม่นมฟางรับคำทันที "ท่านโหววางใจเถิด บ่าวจะทุ่มเทสุดกำลังแน่นอนเจ้าค่ะ"นั่นเองเสิ่นซื่อถึงได้ก้าวเดินจากไปบรรดาสาวใช้ในห้องด้านนอกพากันคำนวณเวลาก่อนจะเดินเข้ามา แต่จี้หานอีอนุญาตให้หรงชุนเข้ามาช่วยนางจัดการธุระส่วนตัวได้เพียงคนเดียวเท่านั้นด้วยสภาพบนเตียงนอนย่อมยุ่งเหยิง ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงร่องรอยบนเรือนร่างของจี้หานอี หรงช

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 698

    สุดท้าย จี้หานอีก็จำต้องยอมประนีประนอม แต่ยิ่งใกล้ครบจำนวนนางก็ยิ่งเรียกหาอย่างลวก ๆ รวมถึงเริ่มออกอาการงอแงแล้วแม้ว่าแววตาของเสิ่นซื่อจะดูราบเรียบไม่ใส่ใจ แต่เขากลับจดจำไว้ทุกคำเรียกหา ไม่ยอมให้นางเล่นลูกไม้แม้แต่น้อยตอนลงจากรถม้า ก็ยังเหลือที่นางต้องเรียกอีกสี่สิบครั้งจี้หานอีเพิ่งจะมารู้สึกตัวเอาตอนนี้เองว่านี่มันช่างไม่ยุติธรรม จึงเงยหน้าขึ้นถลึงตาใส่เสิ่นซื่อ "เหตุใดถึงสั่งให้ข้าเรียกอยู่ฝ่ายเดียวเล่า? แล้วท่านเรียกข้าว่าฮูหยินร้อยครั้งบ้างไม่ได้หรือไร?"ริมฝีปากของเสิ่นซื่อประดับด้วยรอยยิ้มบางเบา ขณะก้มหน้าลงมองจี้หานอี "หืม? แล้วถ้าข้าไม่เรียกล่ะ?"จี้หานอีเบ้ปาก ดูท่าว่านางคงไม่อาจข่มขู่เสิ่นซื่อได้จริง ๆเสิ่นซื่อเปรียบดั่งผนังทองแดงกำแพงเหล็ก ไม่ว่าศาสตราวุธใดก็ฟันแทงไม่เข้า เขาสามารถควบคุมนางให้อยู่ในกำมือได้อย่างง่ายดาย แต่นางกลับไม่อาจควบคุมเขาสักนิดขณะในใจนึกถึงความไม่ยุติธรรม แต่เมื่อลองตรองดู ระหว่างเขากับนางก็ไม่เคยมีความยุติธรรมมาตั้งแต่ต้นอยู่แล้วเขาเป็นดั่งผู้ที่ยืนอยู่เหนือกว่าเสมอ เป็นลูกรักสวรรค์ในสายตาของผู้คนทั่วไป และเป็นผู้กุมอำนาจตัดสินใจในทุกเร

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 697

    จี้หานอีส่ายหน้า "ไม่อยากไปที่ใดทั้งนั้นเจ้าค่ะ"เหตุผลของนางนั้นหนักแน่นเพียงพอ "โรงครัวกำลังทำอาหาร หากพวกเราออกไปตอนนี้เกรงว่าคงไม่ค่อยดีนัก"เสิ่นซื่อพินิจดูสีหน้าของจี้หานอี เขาไม่ได้สนใจคำพูดของนาง ซ้ำยังตัดสินใจแทนทันที "ทางฝั่งตะวันออกของเมืองมีเหลาสุราเพิ่งเปิดใหม่ ที่นั่นอาจมีอาหารที่เจ้ายังไม่เคยลิ้มลองก็เป็นได้ เดี๋ยวคืนนี้ข้าจะไปเป็นเพื่อนเจ้าเอง"จี้หานอีชะงักงันเล็กน้อย ก่อนเอียงศีรษะมองเสิ่นซื่อ "ไว้วันหลังค่อยไปดีหรือไม่เจ้าคะ"เสิ่นซื่อเลิกคิ้ว "วันหลังข้าอาจไม่ว่างแล้วน่ะสิ"กล่าวพลางเสิ่นซื่อก็ประคองจี้หานอีให้ลุกขึ้น ก่อนทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง "ไปเวลานี้กำลังดีทีเดียว"เมื่อกล่าวจบก็หันกลับมามองจี้หานอี "เจ้ายังมีสิ่งใดที่อยากได้อีกหรือไม่ คืนนี้ข้าจะพาไปซื้อหาให้ครบถ้วน""แต่งตัวเถิด เดี๋ยวข้าจะไปรออยู่ด้านนอก"จี้หานอีได้แต่เหม่อมองเสิ่นซื่อก้าวเดินออกไป จากนั้นหรงชุนก็เดินเข้ามา ภายในใจนางพลันบังเกิดความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่าง เสิ่นซื่อไม่เคยใส่ใจคำพูดของนางสักนิด เมื่อเขาตัดสินใจแล้ว ผู้อื่นก็ทำได้เพียงปฏิบัติตามเท่านั้นแต่นางพลันคิดได้ว่าสิ่งใ

更多章節
探索並免費閱讀 優質小說
GoodNovel APP 免費暢讀海量優秀小說,下載喜歡的書籍,隨時隨地閱讀。
在 APP 免費閱讀書籍
掃碼在 APP 閱讀
DMCA.com Protection Status