แชร์

บทที่ 5

ผู้เขียน: หยกงาม
พายุหิมะในวันนี้ไม่ได้โหมกระหน่ำรุนแรงมากนัก แต่ยามที่จี้หานอีก้าวเท้าเดินออกจากห้อง นางกลับยังคงรู้สึกว่าสายลมที่พัดผ่านกายช่างหนาวเหน็บจับขั้วหัวใจ

นางกระชับเสื้อคลุมขนจิ้งจอกบนร่างให้แน่นขึ้น สายตามองดูเกล็ดหิมะซึ่งปกคลุมโคมแก้วหลิวหลีจนเลือนราง เลือนรางไม่ต่างไปจากเส้นทางข้างหน้าแม้แต่น้อย

ช่วงสองวันนี้นางหลินผู้เป็นแม่สามีล้มป่วย คนจากเรือนรองและเรือนที่สามต่างพากันมาเยี่ยมเยียน ตอนที่จี้หานอีไปถึง ในห้องจึงมีผู้คนนั่งอยู่เต็มไปหมด

จี้หานอีปลดสายเสื้อคลุมส่งให้หรงชุน บ่าวอาวุโสด้านข้างช่วยเลิกม่านให้นางเดินเข้าไป เสียงพูดคุยกันอย่างคึกครื้นพลันดังถนัดหู แต่แล้วก็เงียบลงชั่วขณะ สายตาของทุกคนต่างจับจ้องมาที่นาง

สีหน้าเหล่านั้นดูเรียบเฉยไม่ยินดียินร้าย และไม่อาจนับว่ามีความสนิทสนมอันใด

ในช่วงสามปีที่นางแต่งเข้ามา คนสกุลเซี่ยล้วนมองนางด้วยสายตาเช่นนี้มาโดยตลอด คล้ายไม่เคยเห็นนางเป็นสะใภ้สกุลเซี่ย จึงยิ่งไม่อาจสนิทใจต่อกัน

จี้หานอีเดินเข้าไปคารวะนางหลินผู้เป็นแม่สามีด้วยกิริยาปกติเช่นเคย

นางหลินกล่าวแสดงความห่วงใยจี้หานอีไม่กี่คำ ถามไถ่อาการป่วยของนางอีกเล็กน้อย ก็บอกให้นางไปนั่งลงด้านข้าง

บรรยากาศกลับมาเป็นการพูดคุยสัพเพเหระอีกครั้ง ไม่มีผู้ใดเอ่ยถึงเรื่องที่นางถูกทิ้งไว้ตามลำพังในคืนหิมะตก พวกเขาเลือกทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น เอาแต่สนทนาเรื่องงานมงคลของหลี่หมิงโหรว

ฮูหยินรองเอ่ยขึ้นว่า "นี่เราก็เลือกกันมาหลายตระกูลแล้ว ทั้งที่หมิงโหรวก็ผ่านวัยปักปิ่นมาเป็นปี แต่อวี้เหิงกลับบอกว่ายังไม่พอใจ ไม่รู้เหมือนกันนะว่าอวี้เหิงต้องการให้สามีหมิงโหรวดีเลิศเพียงใด ถึงจะพอใจเสียที"

คนจากเรือนสามหัวเราะพลางกล่าวว่า "หมิงโหรวเติบโตมาในสายตาของอวี้เหิง เขาไหนเลยจะยอมให้หมิงโหรวต้องได้รับความน้อยเนื้อต่ำใจ ย่อมต้องตั้งใจเลือกให้อย่างดีที่สุดอยู่แล้ว"

พูดจบ พี่สะใภ้คนหนึ่งก็หันไปถามหลี่หมิงโหรวว่า "ในเมืองหลวงนี้ เจ้าถูกใจผู้ใดบ้างหรือไม่? ขอเพียงเจ้าถูกตาต้องใจ ตระกูลส่วนใหญ่ย่อมยินดีรับเจ้าแต่งเข้าบ้าน"

คำพูดนี้กล่าวได้ไม่ผิด บิดาของหลี่หมิงโหรวเคยเป็นถึงเจ้าเมืองเซวียนโจว เป็นขุนนางพ่อเมืองผู้ดูแลทุกข์สุขราษฎร และมีผลงานทางราชการไม่น้อย

เพียงแต่มีอยู่ปีหนึ่งเมืองเซวียนโจวเกิดโรคระบาด บิดาของนางลงไปช่วยดูแลการรักษาด้วยตนเอง สุดท้ายก็ติดโรคระบาด มารดาของนางเองก็ติดโรคเช่นกัน ทั้งคู่ต่างลาโลกไป ทิ้งหลี่หมิงโหรวที่ยังเยาว์วัยให้อยู่กับหลี่หมิงชิงผู้เป็นน้องชายตามลำพัง

ปีนั้นหลี่หมิงโหรวเพิ่งห้าขวบ ส่วนหลี่หมิงชิงก็สามขวบ และเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ทรัพย์สินถูกญาติพี่น้องแย่งชิง นางหลินจึงรับตัวเด็กน้อยทั้งสองซึ่งน้องสาวของนางทิ้งไว้มาอุปการะ

ทรัพย์สมบัติของสกุลหลี่เดิมทีมีไม่น้อย ทั้งราชสำนักยังเห็นแก่คุณงามความดี จึงพระราชทานรางวัลให้อีกมากมาย ของพระราชทานเหล่านี้สกุลเซี่ยย่อมไม่แตะต้อง ล้วนแต่ลงบัญชีไว้ในชื่อของหลี่หมิงโหรวและหลี่หมิงชิงทั้งสิ้น

นอกจากนี้ ในจดหมายสั่งเสียฉบับสุดท้ายของบิดาหลี่หมิงโหรวยังระบุว่า ทรัพย์สินให้แบ่งแก่สองพี่น้องคนละครึ่ง โดยให้ทั้งสองเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ไม่ให้แก่งแย่งกันเองเด็ดขาด

ดังนั้น แม้หลี่หมิงโหรวจะเป็นหญิงกำพร้า แต่สินเดิมในมือก็มีมูลค่ามหาศาล เพียงพอให้กินอยู่อย่างสุขสบายไปหลายชั่วอายุคน

ซ้ำบิดาของนางยังสละชีพเพื่อราษฎร ผู้ที่แต่งงานกับนาง ไม่เพียงจะได้สินเดิมมากมาย ทั้งยังจะได้รับชื่อเสียงอันดีงามตามไปด้วย

จี้หานอีเองก็เพิ่งล่วงรู้หลังแต่งเข้ามาว่า หากมิใช่เพราะปีนั้นนางนำหนังสือหมั้นหมายติดมือมาด้วย คนสกุลเซี่ยทั้งหมดก็ล้วนอยากให้เซี่ยอวี้เหิงแต่งกับหลี่หมิงโหรวทั้งสิ้น

เมื่อหลี่หมิงโหรวได้ยินคำถามของพี่สะใภ้ก็แย้มยิ้ม "เดี๋ยวท่านพี่อวี้เหิงจะเป็นผู้เลือกให้ข้าเองเจ้าค่ะ"

ในจังหวะนั้น เซี่ยอวิ๋นผู้ยืนอยู่ข้างกายฮูหยินรองพลันนึกสงสัยจึงถามด้วยน้ำเสียงไร้เดียงสา "พี่ใหญ่ชอบพี่หญิงที่สุดไม่ใช่หรือ? เช่นนั้นทำไมไม่ให้พี่หญิงแต่งกับพี่ใหญ่เล่า?"

เซี่ยอวิ๋นเพิ่งมีอายุได้เพียงสี่ห้าขวบ เป็นบุตรคนเล็กที่ฮูหยินรองคลอดตอนอายุเกือบสี่สิบปี คำพูดของเด็กย่อมไม่มีเจตนา ผู้คนล้วนไม่ถือสา กลับพากันหัวเราะชอบใจ

เมื่อเสียงหัวเราะเริ่มเบาลง นางหลินจึงพูดขึ้น "เรื่องการแต่งงานของหมิงโหรว อวี้เหิงใส่ใจเป็นที่สุด ผู้ใดก็ตัดสินใจแทนไม่ได้หรอก"

"ไม่ว่าจะเป็นชาติตระกูล คุณธรรม รูปร่างหน้าตา หรือสติปัญญาความสามารถ หากขาดตกบกพร่องไปแม้เพียงครึ่งส่วน เขาก็ไม่พอใจแล้ว"

นางหลินถอนหายใจเฮือกหนึ่ง "เด็กคนนี้ ปกป้องหมิงโหรวมาตั้งแต่เล็ก ย่อมไม่ยอมให้นางต้องอับอายผู้คน"

ระหว่างที่นางหลินพูด ก็จับมือหลี่หมิงโหรวแน่น ในแววตาเต็มไปด้วยความเสียดาย ทุกคนในห้องโถงล้วนดูออกชัดเจนว่าความเสียดายในแววตาของนางหลินนั้นหมายถึงสิ่งใด

นางหลินถอนหายใจอีกครั้ง ตบหลังมือหลี่หมิงโหรวเบา ๆ ก่อนกล่าว "ลำบากเจ้าต้องน้อยใจแล้ว"

"เดิมทีเจ้าก็เป็นเด็กดีคนหนึ่ง"

น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความอาลัยอาวรณ์ และคำว่าน้อยใจนั้น หมายความว่าอย่างไร ไม่มีใครไม่เข้าใจ

สายตาของผู้คนต่างพากันจ้องมองมาทางจี้หานอีทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ ทว่า จี้หานอีกลับคลี่ยิ้มเล็กน้อย ชื่อเสียงตระกูลบัณฑิตผู้สูงส่งของสกุลเซี่ย ก็มีเพียงเท่านี้เอง

สุ้มเสียงหวานใสเจือด้วยความผิดหวังของหลี่หมิงโหรวพลันดังขึ้นอีกครั้ง "หมิงโหรวไม่รู้สึกน้อยใจเลยเจ้าค่ะ"

เมื่อผู้คนแยกย้ายกันกลับเรือน จี้หานอีก็ถูกนางหลินรั้งตัวให้อยู่ต่อ นางหลินเป็นฮูหยินตระกูลใหญ่ผู้สุขสบาย ทุกกิริยาล้วนอ่อนโยนเหมาะสม คำพูดคำจาก็เนิบช้านุ่มนวล

แม้จะล้มป่วย แต่นางก็ยังคงเอนกายพิงตั่งอุ่นอย่างมีราศี สมกับที่กุมอำนาจดูแลเรือนหลังมานานปี ยังคงไว้ซึ่งความน่าเกรงขามไม่เสื่อมคลาย

สายตาที่นางมองจี้หานอี ไม่เคยนับได้ว่ามีความชอบพอเท่าใด

ทว่าในยามนี้ สายตานั้นค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นความขัดเคืองโดยไม่รู้ตัว

ในอดีตนางมักพร่ำบอกว่า หากไม่มีหนังสือหมั้นหมายฉบับนั้น เซี่ยอวี้เหิงย่อมสามารถแต่งงานกับบุตรสาวตระกูลขุนนางสูงศักดิ์ซึ่งจะช่วยส่งเสริมหน้าที่การงานให้เขาได้ดี แต่นางกลับหลงลืมไปว่าการแต่งงานครั้งนี้ถูกกำหนดขึ้นมาอย่างไร

นางหลินขมวดคิ้วมองจี้หานอี "นี่เจ้าก็แต่งเข้ามาเกือบสามปีแล้ว ท้องไส้ยังไม่มีความเคลื่อนไหว ในเมื่ออวี้เหิงไม่ชอบเจ้า เจ้าก็ไม่รู้จักหาทางรั้งตัวเขาไว้ตอนกลางคืนบ้างเลยหรือ?"

"ไม่รู้จักคิดหาวิธีเอาใจให้เขาชื่นชอบบ้างหรือไร?"

"ขืนเจ้ายังเป็นเช่นนี้ต่อไป แล้วข้าจะได้อุ้มหลานเมื่อใดกัน?"

คำพูดของนางหลินบอกถึงความเหนื่อยหน่ายและความเข้มงวด ขาดก็แต่ชี้หน้าด่าว่านางไร้ความสามารถเท่านั้น

ทุกคนต่างรู้ดีว่าเซี่ยอวี้เหิงไม่ชอบนางเพียงใด และก็รู้ดีว่าคนที่เซี่ยอวี้เหิงมีใจให้คือหลี่หมิงโหรว แต่กลับยังมากดดันถามนางว่าเหตุใดจึงไม่เป็นที่โปรดปรานของเซี่ยอวี้เหิงอีก

แต่คำพูดเหล่านั้นจี้หานอีไม่ได้เอ่ยออกไป เพราะนางเป็นผู้เลือกเข้ามาเอง เป็นนางที่ถือหนังสือหมั้นหมายมาหาเซี่ยอวี้เหิง

นางไม่มีข้อแก้ตัวใด ๆ

เมื่อนางหลินเห็นจี้หานอีไม่พูดจา ก็ยกมือนวดหว่างคิ้วด้วยความปวดเศียรเวียนเกล้า "หากเจ้าไม่รู้ว่าจะเอาใจอวี้เหิงอย่างไรจริง ๆ ก็ไปถามหมิงโหรวดูเถิด"

"ไปเรียนรู้จากนางว่าควรวางตัวกับอวี้เหิงเช่นไร"

เมื่อจี้หานอีขอตัวลานางหลิน ก็เห็นหลี่หมิงโหรวรออยู่ที่ด้านนอกแล้ว

หลังเห็นจี้หานอีออกมา นางก็เดินยิ้มเข้ามาคล้องแขน ทว่ารอยยิ้มนั้นกลับส่งไปไม่ถึงดวงตา "พี่สะใภ้รู้หรือไม่ว่าเหตุใด ท่านพี่อวี้เหิงถึงประวิงเวลาไม่ยอมให้ข้าออกเรือนไปเสียที?"

จี้หานอีสบตากับหลี่หมิงโหรว

หลี่หมิงโหรวขยับยิ้มเข้ามาใกล้ ก่อนกระซิบด้วยเสียงที่ได้ยินกันเพียงสองคน "เพราะท่านพี่อวี้เหิงตัดใจจากข้าไม่ได้ไงเล่า"

"พี่สะใภ้รู้หรือไม่ คืนนั้นหลังท่านพี่รับข้ากลับมาแล้ว ท่านพี่ก็ยังไม่วางใจ ส่งของบำรุงร่างกายและของให้ความอบอุ่นไปให้ข้าทุกวัน ด้วยกลัวว่าสุขภาพข้าจะย่ำแย่ลง"

"เมื่อครู่ข้าได้ยินท่านไอ ไม่ทราบท่านพี่เคยห่วงใยท่านสักครั้งหรือไม่? เคยให้คนส่งยามาให้หรือไม่? แม้แต่หมอก็คงเป็นท่านที่เชิญมาเองกระมัง ข้าเห็นแล้วสมเพชท่านเสียเหลือเกิน"

"ต่อให้ท่านดันทุรังครองตำแหน่งนี้ต่อไป ท่านพี่ก็ไม่มีวันชอบท่านหรอก หากข้าเป็นท่าน ขอเพียงมียางอายสักนิด ก็คงไม่คิดหน้าด้านครอบครองคนที่ไม่ใช่ของตนไว้เช่นนี้"

เท้าของจี้หานอีหยุดชะงัก

นางเข้าใจมานานแล้ว เซี่ยอวี้เหิงไม่ได้เย็นชากับทุกคน และเขาก็ไม่ใช่คนที่ไม่รู้จักดูแลใคร

เขาเองก็รู้ดีว่าการอยู่ท่ามกลางพายุหิมะยามค่ำคืนนั้นมันทั้งหนาว และต้องจับไข้ เพียงแต่คนที่เขาสนใจมีแค่หลี่หมิงโหรวผู้เดียวเท่านั้น

สายลมหนาวพัดโชย จี้หานอีมองหลี่หมิงโหรว ท่วงท่ายังคงสง่างาม แววตาเย็นชา "หากจะพูดถึงเรื่องยางอาย ตัวเจ้าเองก็ต้องมีเสียก่อน คนที่มีศักดิ์ศรี ย่อมไม่คิดเพ้อฝันถึงสามีผู้อื่น"

"ข้าแต่งเข้ามาอย่างถูกต้องตามประเพณี แล้วตัวเจ้าเล่าเข้ามาอาศัยอยู่ในสกุลเซี่ยอย่างถูกต้องหรือไม่?"

"หากพวกเจ้ามีใจปฏิพัทธ์ต่อกันจริง เหตุใดไม่รีบมาถอนหมั้นที่สกุลจี้เสียแต่เนิ่น ๆ ? กลับปล่อยให้ข้าต้องมารับเคราะห์กรรมเช่นนี้?"

"แม้เวลานี้สกุลจี้จะสิ้นวาสนาแล้ว แต่หากในครั้งนั้นคนสกุลเซี่ยมาขอถอนหมั้น บิดาข้าย่อมตอบตกลงโดยไม่ทัดทานเป็นแน่"

"แต่ที่เขาไม่รีบมาถอนหมั้น คงเป็นเพราะไม่ได้ชอบเจ้ามากพอกระมัง?"
อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 100

    “คนที่ชอบกินขนมพุทราเชื่อม มีเพียงหลี่หมิงโหรวเท่านั้นเจ้าค่ะ”“ข้าเองก็เข้านอนแล้ว นายท่านรีบกลับไปเถิด”เซี่ยอวี้เหิงมองจี้หานอีด้วยแววตาไม่เข้าใจ “เจ้าก็แค่อยากให้ข้าใส่ใจเจ้า ก็แค่รู้สึกว่าข้าอยู่เป็นเพื่อนหมิงโหรวมากกว่าเจ้าเท่านั้น”“วันหน้าข้าจะพยายามกลับเรือนมาอยู่เป็นเพื่อนเจ้าให้มากขึ้นก็แล้วกัน”“เจ้ายังจะเอาแต่ใจอันใดอีก?”กล่าวพลางสายตาของเขาก็มองทรวดทรงอรชรภายใต้เสื้อผ้าบางเบาของจี้หานอี ใบหน้าที่งดงามปานดอกไม้แรกแย้มยามนี้ดูอ่อนหวานและหมดจดภายใต้แสงตะเกียง กลิ่นหอมอวลอุ่นบนร่างนางทำเอาเขามองจนเกิดความรู้สึกพลุ่งพล่านในใจแม้น้อยครั้งนักที่จะได้สานสัมพันธ์นางแนบชิด แต่เรือนร่างของจี้หานอีก็ทำให้เขาลุ่มหลงมัวเมาได้อย่างแท้จริงเสียงของเขาแหบพร่าเล็กน้อย นัยน์ตาแฝงไว้ด้วยความคลุมเครือแห่งห้วงอารมณ์ “ข้าจะพยายามมีลูกกับเจ้าให้ได้สักคน หากเจ้ามีลูกแล้วจะได้ไม่คิดฟุ้งซ่านอีก”เซี่ยอวี้เหิงกล่าวพลางเอื้อมมือมาหมายจะสัมผัสใบหน้าจี้หานอี แต่ยังไม่ทันได้แตะต้อง จี้หานอีก็เบี่ยงหน้าหลบอย่างแนบเนียน ปลายนิ้วของเซี่ยอวี้เหิงจึงชะงักค้างอยู่กลางอากาศ ได้แต่จ้องมองจี้หานอีนิ่งง

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 99

    เขากลับมาไม่ดึกนัก ขณะนี้เพิ่งล่วงเข้ายามซวีเท่านั้นเมื่อก่อนจี้หานอีไม่เคยเข้านอนไวถึงเพียงนี้ แต่ถึงแม้นางจะหลับไปแล้ว หากรู้ว่าเขากลับมา ก็จะลุกขึ้นมาผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เขาอยู่ดีวันนี้เขาพาหลี่หมิงโหรวออกไปข้างนอก ระหว่างทางบังเอิญพบปะสหายขุนนาง ด้วยความที่หลี่หมิงโหรวสวมหมวกติดผ้าคลุมหน้า สหายขุนนางเหล่านั้นจึงไม่อาจแยกแยะได้ว่าสตรีข้างกายเซี่ยอวี้เหิงคือผู้ใด จึงทึกทักเอาเองว่าหลี่หมิงโหรวคือภรรยาของเขาอย่างที่ควรจะเป็นเมื่อพวกเขาเอ่ยชมว่าความสัมพันธ์สามีภรรยาช่างแน่นแฟ้น ภายในใจเซี่ยอวี้เหิงก็พลันปรากฏความอ้างว้างว่างเปล่าขึ้นมาสายหนึ่งจี้หานอีในฐานะภรรยาตัวจริง กลับไม่เคยได้เดินเคียงคู่ข้างกายเขาตามลำพังที่ผ่านมาไม่เคยรู้สึกผิดอะไร แต่บัดนี้ภายในใจกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดยิ่งนักเซี่ยอวี้เหิงก้มหน้ามองขนมพุทราเชื่อมในมือ ก่อนนึกขึ้นได้ว่าจี้หานอีเคยบอกว่านางชอบทานขนมพุทราเชื่อมในมือเวลานี้เย็นชืดลงนานแล้ว มือของเซี่ยอวี้เหิงที่ยกขึ้นหมายจะผลักบานประตูตรงหน้า กลับชะงักค้างกลางอากาศความจริง เขาอยากให้จี้หานอีแสดงความไม่พอใจ ให้นางโวยวายระบายอารมณ์ใส่เขาเสียยัง

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 98

    คำถามของเซี่ยอวี้เหิงทําให้จี้หานอีต้องขมวดคิ้วนางชะงักเล็กน้อย ก่อนส่ายหน้า “ละครลิงไม่รู้ว่าจะมีอีกเมื่อใด หมิงโหรวยังรอท่านอยู่ นายท่านไม่จําเป็นต้องรั้งอยู่เป็นเพื่อนข้าหรอกเจ้าค่ะ รีบไปเถิด”เซี่ยอวี้เหิงอดนึกถึงค่ำคืนหิมะตกครั้งนั้นขึ้นมาไม่ได้ นางก็พูดเช่นนี้ บอกว่าหมิงโหรวยังรอเขาอยู่ ไม่ต้องสนใจนางนางกล่าวอย่างมีเหตุผลและใจกว้าง ราวกับว่าการที่เขาผู้เป็นสามี ทอดทิ้งนางเพื่อไปอยู่กับสตรีอีกคนหนึ่ง กลายเป็นเรื่องปกติสําหรับนางไปเสียแล้วความเจ็บปวดอันไร้เรี่ยวแรงสายนั้นครอบงําจิตใจมากขึ้นเรื่อย ๆ กระทั่งก่อเกิดเป็นความตื่นตระหนกขึ้นมาเขาเงยหน้ามองจี้หานอีด้วยแววตาลึกซึ้ง พลางกล่าวด้วยเสียงแหบพร่า “หานอี ขอเพียงเจ้าอยากให้ข้ารั้งอยู่เป็นเพื่อน ข้าก็จะอยู่”“ข้าไม่ได้อยู่เป็นเพื่อนเจ้ามานานแล้ว”จี้หานอีชะงักงัน จากนั้นจึงส่ายหน้า “นายท่าน ข้าหาได้ต้องการไม่เจ้าค่ะ”กล่าวพลางจี้หานอีก็ผลักมือของเซี่ยอวี้เหิงที่กอบกุมข้อมือตนออก ก่อนจะย่อกายคารวะเซี่ยอวี้เหิง แล้วกล่าวต่อ “ยามนี้หิมะยังไม่หยุดตก นายท่านรีบไปเถิด หมิงโหรวร่างกายอ่อนแอ อย่าให้นางต้องมายืนตากลมหนาวอยู่ด้านน

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 97

    กล่าวพลางนางก็มองเซี่ยอวี้เหิง "ท่านกับหมิงโหรวไปดูละครลิงนับเป็นเรื่องสำคัญ ข้าเพียงเรียกรถม้าคันใหม่ริมถนนหาได้ยากเย็นอันใด ซ้ำข้าไม่ได้คิดตำหนิท่านเลยเจ้าค่ะ"แผ่นหลังที่เหยียดตรงของเซี่ยอวี้เหิงพลันห่อเหี่ยวลงในชั่วพริบตา เขาจ้องมองจี้หานอีเขม็ง จ้องมองทุกอารมณ์ความรู้สึกบนใบหน้าของนาง ก่อนจะแค่นยิ้มขมขื่นออกมาบางเบาเขาเอ่ยว่า "ข้าจะไปส่งเจ้ากลับจวนก่อน แล้วค่อยออกไปกับหมิงโหรว"จี้หานอีปรายตามองเซี่ยอวี้เหิงด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย สำหรับการตัดสินใจเช่นนี้ของเซี่ยอวี้เหิง นางย่อมประหลาดใจอย่างแท้จริงในใจของเซี่ยอวี้เหิง หมื่นแสนสรรพสิ่งล้วนไม่อาจเทียบเทียมความสำคัญของหลี่หมิงโหรวว่าไปแล้ว นางก็คิดลงจากรถม้าที่ริมถนนจริง ๆ ด้วยยังมีธุระบางอย่างต้องไปจัดการแต่ในเมื่อเซี่ยอวี้เหิงกล่าวเช่นนี้ นางก็คร้านจะทุ่มเถียงกับเขาอีก จึงเพียงแต่พยักหน้าเบา ๆ ไม่ว่าเขาจะตัดสินใจเช่นไร ก็หาได้สำคัญไม่ภายในรถม้าพลันเงียบสงัด ได้ยินเพียงเสียงล้อรถม้าที่บดพื้นถนนไปตามทางหลี่หมิงโหรวปรายตามองจี้หานอีปราดหนึ่ง ก่อนจะหันไปมองเซี่ยอวี้เหิงด้วยความรู้สึกผิดเล็กน้อย "พี่สะใภ้โกรธแล้วใช่หรือ

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 96

    เมื่อจี้หานอีได้ยินคำพูดจอมปลอมของเซี่ยอวี้เหิงแล้วก็ให้รู้สึกอึดอัดใจนักนางรักษาความสงบสุขและหน้าตาจอมปลอมให้เขามาแต่ไหนแต่ไร แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่านางจะไม่โกรธเคืองเสียหน่อยอันที่จริง จี้หานอีอยากถามเซี่ยอวี้เหิงเหลือเกินว่า ในฐานะภรรยาของเขา นางควรต้องยอมให้เขาชักใยไปเสียทุกเรื่องเชียวหรือทั้งปล่อยให้เขาทอดทิ้งนางไว้กลางหิมะตามอำเภอใจทั้งปล่อยให้เขาลำเอียงเข้าข้างสตรีอื่นตามใจชอบนี่หรือคือภรรยาของเขาแต่หลังสูดลมหายใจเข้าลึก ท้ายที่สุดนางก็ยังไม่ได้พูดคำใดด้วยหากกล่าวออกไปก็จะเป็นเพียงความเคียดแค้น เป็นการพร่ำบ่น เป็นความขุ่นเคืองต่อเรื่องราวในอดีตเป็นการระบายความน้อยเนื้อต่ำใจที่สะสมมาเนิ่นนานใส่เซี่ยอวี้เหิงเป็นการแสดงออกว่านางยังคงคาดหวังในตัวเขาแต่ระหว่างนางกับเขานั้นไร้ซึ่งความหวังใดมานานแล้วจี้หานอีไม่ได้คิดปิดบังความขุ่นเคืองใจบนใบหน้า นางก้มศีรษะใช้มือกุมขมับ ไม่อยากมองเซี่ยอวี้เหิงแม้เพียงนิด ปลายนิ้วเรียวนวดคลึงหว่างคิ้วแผ่วเบา ขณะกล่าว "นายท่าน ข้าเหนื่อยแล้วจริง ๆ เจ้าค่ะ"เสียงทอดถอนใจของนางแฝงไว้ด้วยความเหนื่อยล้าชัดเจนสกัดกั้นถ้อยคำที่เซี่ย

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 95

    ทางด้านจี้หานอีเมื่อได้ขึ้นมานั่งบนรถม้าแล้ว ก็พบว่าภายในรถม้ากว้างขวางยิ่งนัก หลี่หมิงโหรวเองก็ก้าวขึ้นรถม้าตามหลังจี้หานอีมาติด ๆ เช่นกันนับจากลมหายใจแรกที่นางเห็นจี้หานอีเมื่อครู่ ก็เอาแต่จับจ้องสำรวจร่างของจี้หานอีไม่วางตานางสำรวจมองเนื้อตัวของอีกฝ่ายทั้งในและนอกร่มผ้า กระทั่งเส้นผมทุกเส้นบนศีรษะก็ยังไม่เว้นจี้หานอียังคงนั่งอย่างสง่างามและใจเย็นเช่นเคย เรือนผมยังคงเรียบร้อยไร้ที่ติ แม้แต่ตำแหน่งของปิ่นปักผมก็ยังไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลงแต่มันไม่ควรเป็นเช่นนี้สิสายตาของหลี่หมิงโหรวเลื่อนไปจับจ้องตรงชายกระโปรงของจี้หานอีที่โผล่พ้นออกมา ก่อนชำเลืองมองเซี่ยอวี้เหิงผู้ก้าวขึ้นรถม้าเป็นคนสุดท้ายปราดหนึ่ง จากนั้นจึงถามจี้หานอีว่า "พี่สะใภ้ ท่านไปเปลี่ยนอาภรณ์มาหรือเจ้าคะ?"เมื่อเซี่ยอวี้เหิงได้ยินคำถามของหลี่หมิงโหรว ก็อดสำรวจมองไม่ได้ขณะนั่งลงข้างกายจี้หานอี ก่อนเอ่ย "เจ้าเปลี่ยนอาภรณ์ในจวนสกุลเสิ่นรึ?"จี้หานอีมีสีหน้าเป็นปกติ "ขณะที่ข้าสนทนากับฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่น สาวใช้ยกน้ำชามาให้ไม่ระวังทำอาภรณ์ข้าเปียก ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นจึงให้คนนำชุดใหม่มาให้ข้าผลัดเปลี่ยนเจ้าค่ะ"เซี่ยอวี้

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status