Share

บทที่ 5

Penulis: หยกงาม
พายุหิมะในวันนี้ไม่ได้โหมกระหน่ำรุนแรงมากนัก แต่ยามที่จี้หานอีก้าวเท้าเดินออกจากห้อง นางกลับยังคงรู้สึกว่าสายลมที่พัดผ่านกายช่างหนาวเหน็บจับขั้วหัวใจ

นางกระชับเสื้อคลุมขนจิ้งจอกบนร่างให้แน่นขึ้น สายตามองดูเกล็ดหิมะซึ่งปกคลุมโคมแก้วหลิวหลีจนเลือนราง เลือนรางไม่ต่างไปจากเส้นทางข้างหน้าแม้แต่น้อย

ช่วงสองวันนี้นางหลินผู้เป็นแม่สามีล้มป่วย คนจากเรือนรองและเรือนที่สามต่างพากันมาเยี่ยมเยียน ตอนที่จี้หานอีไปถึง ในห้องจึงมีผู้คนนั่งอยู่เต็มไปหมด

จี้หานอีปลดสายเสื้อคลุมส่งให้หรงชุน บ่าวอาวุโสด้านข้างช่วยเลิกม่านให้นางเดินเข้าไป เสียงพูดคุยกันอย่างคึกครื้นพลันดังถนัดหู แต่แล้วก็เงียบลงชั่วขณะ สายตาของทุกคนต่างจับจ้องมาที่นาง

สีหน้าเหล่านั้นดูเรียบเฉยไม่ยินดียินร้าย และไม่อาจนับว่ามีความสนิทสนมอันใด

ในช่วงสามปีที่นางแต่งเข้ามา คนสกุลเซี่ยล้วนมองนางด้วยสายตาเช่นนี้มาโดยตลอด คล้ายไม่เคยเห็นนางเป็นสะใภ้สกุลเซี่ย จึงยิ่งไม่อาจสนิทใจต่อกัน

จี้หานอีเดินเข้าไปคารวะนางหลินผู้เป็นแม่สามีด้วยกิริยาปกติเช่นเคย

นางหลินกล่าวแสดงความห่วงใยจี้หานอีไม่กี่คำ ถามไถ่อาการป่วยของนางอีกเล็กน้อย ก็บอกให้นางไปนั่งลงด้านข้าง

บรรยากาศกลับมาเป็นการพูดคุยสัพเพเหระอีกครั้ง ไม่มีผู้ใดเอ่ยถึงเรื่องที่นางถูกทิ้งไว้ตามลำพังในคืนหิมะตก พวกเขาเลือกทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น เอาแต่สนทนาเรื่องงานมงคลของหลี่หมิงโหรว

ฮูหยินรองเอ่ยขึ้นว่า "นี่เราก็เลือกกันมาหลายตระกูลแล้ว ทั้งที่หมิงโหรวก็ผ่านวัยปักปิ่นมาเป็นปี แต่อวี้เหิงกลับบอกว่ายังไม่พอใจ ไม่รู้เหมือนกันนะว่าอวี้เหิงต้องการให้สามีหมิงโหรวดีเลิศเพียงใด ถึงจะพอใจเสียที"

คนจากเรือนสามหัวเราะพลางกล่าวว่า "หมิงโหรวเติบโตมาในสายตาของอวี้เหิง เขาไหนเลยจะยอมให้หมิงโหรวต้องได้รับความน้อยเนื้อต่ำใจ ย่อมต้องตั้งใจเลือกให้อย่างดีที่สุดอยู่แล้ว"

พูดจบ พี่สะใภ้คนหนึ่งก็หันไปถามหลี่หมิงโหรวว่า "ในเมืองหลวงนี้ เจ้าถูกใจผู้ใดบ้างหรือไม่? ขอเพียงเจ้าถูกตาต้องใจ ตระกูลส่วนใหญ่ย่อมยินดีรับเจ้าแต่งเข้าบ้าน"

คำพูดนี้กล่าวได้ไม่ผิด บิดาของหลี่หมิงโหรวเคยเป็นถึงเจ้าเมืองเซวียนโจว เป็นขุนนางพ่อเมืองผู้ดูแลทุกข์สุขราษฎร และมีผลงานทางราชการไม่น้อย

เพียงแต่มีอยู่ปีหนึ่งเมืองเซวียนโจวเกิดโรคระบาด บิดาของนางลงไปช่วยดูแลการรักษาด้วยตนเอง สุดท้ายก็ติดโรคระบาด มารดาของนางเองก็ติดโรคเช่นกัน ทั้งคู่ต่างลาโลกไป ทิ้งหลี่หมิงโหรวที่ยังเยาว์วัยให้อยู่กับหลี่หมิงชิงผู้เป็นน้องชายตามลำพัง

ปีนั้นหลี่หมิงโหรวเพิ่งห้าขวบ ส่วนหลี่หมิงชิงก็สามขวบ และเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ทรัพย์สินถูกญาติพี่น้องแย่งชิง นางหลินจึงรับตัวเด็กน้อยทั้งสองซึ่งน้องสาวของนางทิ้งไว้มาอุปการะ

ทรัพย์สมบัติของสกุลหลี่เดิมทีมีไม่น้อย ทั้งราชสำนักยังเห็นแก่คุณงามความดี จึงพระราชทานรางวัลให้อีกมากมาย ของพระราชทานเหล่านี้สกุลเซี่ยย่อมไม่แตะต้อง ล้วนแต่ลงบัญชีไว้ในชื่อของหลี่หมิงโหรวและหลี่หมิงชิงทั้งสิ้น

นอกจากนี้ ในจดหมายสั่งเสียฉบับสุดท้ายของบิดาหลี่หมิงโหรวยังระบุว่า ทรัพย์สินให้แบ่งแก่สองพี่น้องคนละครึ่ง โดยให้ทั้งสองเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ไม่ให้แก่งแย่งกันเองเด็ดขาด

ดังนั้น แม้หลี่หมิงโหรวจะเป็นหญิงกำพร้า แต่สินเดิมในมือก็มีมูลค่ามหาศาล เพียงพอให้กินอยู่อย่างสุขสบายไปหลายชั่วอายุคน

ซ้ำบิดาของนางยังสละชีพเพื่อราษฎร ผู้ที่แต่งงานกับนาง ไม่เพียงจะได้สินเดิมมากมาย ทั้งยังจะได้รับชื่อเสียงอันดีงามตามไปด้วย

จี้หานอีเองก็เพิ่งล่วงรู้หลังแต่งเข้ามาว่า หากมิใช่เพราะปีนั้นนางนำหนังสือหมั้นหมายติดมือมาด้วย คนสกุลเซี่ยทั้งหมดก็ล้วนอยากให้เซี่ยอวี้เหิงแต่งกับหลี่หมิงโหรวทั้งสิ้น

เมื่อหลี่หมิงโหรวได้ยินคำถามของพี่สะใภ้ก็แย้มยิ้ม "เดี๋ยวท่านพี่อวี้เหิงจะเป็นผู้เลือกให้ข้าเองเจ้าค่ะ"

ในจังหวะนั้น เซี่ยอวิ๋นผู้ยืนอยู่ข้างกายฮูหยินรองพลันนึกสงสัยจึงถามด้วยน้ำเสียงไร้เดียงสา "พี่ใหญ่ชอบพี่หญิงที่สุดไม่ใช่หรือ? เช่นนั้นทำไมไม่ให้พี่หญิงแต่งกับพี่ใหญ่เล่า?"

เซี่ยอวิ๋นเพิ่งมีอายุได้เพียงสี่ห้าขวบ เป็นบุตรคนเล็กที่ฮูหยินรองคลอดตอนอายุเกือบสี่สิบปี คำพูดของเด็กย่อมไม่มีเจตนา ผู้คนล้วนไม่ถือสา กลับพากันหัวเราะชอบใจ

เมื่อเสียงหัวเราะเริ่มเบาลง นางหลินจึงพูดขึ้น "เรื่องการแต่งงานของหมิงโหรว อวี้เหิงใส่ใจเป็นที่สุด ผู้ใดก็ตัดสินใจแทนไม่ได้หรอก"

"ไม่ว่าจะเป็นชาติตระกูล คุณธรรม รูปร่างหน้าตา หรือสติปัญญาความสามารถ หากขาดตกบกพร่องไปแม้เพียงครึ่งส่วน เขาก็ไม่พอใจแล้ว"

นางหลินถอนหายใจเฮือกหนึ่ง "เด็กคนนี้ ปกป้องหมิงโหรวมาตั้งแต่เล็ก ย่อมไม่ยอมให้นางต้องอับอายผู้คน"

ระหว่างที่นางหลินพูด ก็จับมือหลี่หมิงโหรวแน่น ในแววตาเต็มไปด้วยความเสียดาย ทุกคนในห้องโถงล้วนดูออกชัดเจนว่าความเสียดายในแววตาของนางหลินนั้นหมายถึงสิ่งใด

นางหลินถอนหายใจอีกครั้ง ตบหลังมือหลี่หมิงโหรวเบา ๆ ก่อนกล่าว "ลำบากเจ้าต้องน้อยใจแล้ว"

"เดิมทีเจ้าก็เป็นเด็กดีคนหนึ่ง"

น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความอาลัยอาวรณ์ และคำว่าน้อยใจนั้น หมายความว่าอย่างไร ไม่มีใครไม่เข้าใจ

สายตาของผู้คนต่างพากันจ้องมองมาทางจี้หานอีทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ ทว่า จี้หานอีกลับคลี่ยิ้มเล็กน้อย ชื่อเสียงตระกูลบัณฑิตผู้สูงส่งของสกุลเซี่ย ก็มีเพียงเท่านี้เอง

สุ้มเสียงหวานใสเจือด้วยความผิดหวังของหลี่หมิงโหรวพลันดังขึ้นอีกครั้ง "หมิงโหรวไม่รู้สึกน้อยใจเลยเจ้าค่ะ"

เมื่อผู้คนแยกย้ายกันกลับเรือน จี้หานอีก็ถูกนางหลินรั้งตัวให้อยู่ต่อ นางหลินเป็นฮูหยินตระกูลใหญ่ผู้สุขสบาย ทุกกิริยาล้วนอ่อนโยนเหมาะสม คำพูดคำจาก็เนิบช้านุ่มนวล

แม้จะล้มป่วย แต่นางก็ยังคงเอนกายพิงตั่งอุ่นอย่างมีราศี สมกับที่กุมอำนาจดูแลเรือนหลังมานานปี ยังคงไว้ซึ่งความน่าเกรงขามไม่เสื่อมคลาย

สายตาที่นางมองจี้หานอี ไม่เคยนับได้ว่ามีความชอบพอเท่าใด

ทว่าในยามนี้ สายตานั้นค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นความขัดเคืองโดยไม่รู้ตัว

ในอดีตนางมักพร่ำบอกว่า หากไม่มีหนังสือหมั้นหมายฉบับนั้น เซี่ยอวี้เหิงย่อมสามารถแต่งงานกับบุตรสาวตระกูลขุนนางสูงศักดิ์ซึ่งจะช่วยส่งเสริมหน้าที่การงานให้เขาได้ดี แต่นางกลับหลงลืมไปว่าการแต่งงานครั้งนี้ถูกกำหนดขึ้นมาอย่างไร

นางหลินขมวดคิ้วมองจี้หานอี "นี่เจ้าก็แต่งเข้ามาเกือบสามปีแล้ว ท้องไส้ยังไม่มีความเคลื่อนไหว ในเมื่ออวี้เหิงไม่ชอบเจ้า เจ้าก็ไม่รู้จักหาทางรั้งตัวเขาไว้ตอนกลางคืนบ้างเลยหรือ?"

"ไม่รู้จักคิดหาวิธีเอาใจให้เขาชื่นชอบบ้างหรือไร?"

"ขืนเจ้ายังเป็นเช่นนี้ต่อไป แล้วข้าจะได้อุ้มหลานเมื่อใดกัน?"

คำพูดของนางหลินบอกถึงความเหนื่อยหน่ายและความเข้มงวด ขาดก็แต่ชี้หน้าด่าว่านางไร้ความสามารถเท่านั้น

ทุกคนต่างรู้ดีว่าเซี่ยอวี้เหิงไม่ชอบนางเพียงใด และก็รู้ดีว่าคนที่เซี่ยอวี้เหิงมีใจให้คือหลี่หมิงโหรว แต่กลับยังมากดดันถามนางว่าเหตุใดจึงไม่เป็นที่โปรดปรานของเซี่ยอวี้เหิงอีก

แต่คำพูดเหล่านั้นจี้หานอีไม่ได้เอ่ยออกไป เพราะนางเป็นผู้เลือกเข้ามาเอง เป็นนางที่ถือหนังสือหมั้นหมายมาหาเซี่ยอวี้เหิง

นางไม่มีข้อแก้ตัวใด ๆ

เมื่อนางหลินเห็นจี้หานอีไม่พูดจา ก็ยกมือนวดหว่างคิ้วด้วยความปวดเศียรเวียนเกล้า "หากเจ้าไม่รู้ว่าจะเอาใจอวี้เหิงอย่างไรจริง ๆ ก็ไปถามหมิงโหรวดูเถิด"

"ไปเรียนรู้จากนางว่าควรวางตัวกับอวี้เหิงเช่นไร"

เมื่อจี้หานอีขอตัวลานางหลิน ก็เห็นหลี่หมิงโหรวรออยู่ที่ด้านนอกแล้ว

หลังเห็นจี้หานอีออกมา นางก็เดินยิ้มเข้ามาคล้องแขน ทว่ารอยยิ้มนั้นกลับส่งไปไม่ถึงดวงตา "พี่สะใภ้รู้หรือไม่ว่าเหตุใด ท่านพี่อวี้เหิงถึงประวิงเวลาไม่ยอมให้ข้าออกเรือนไปเสียที?"

จี้หานอีสบตากับหลี่หมิงโหรว

หลี่หมิงโหรวขยับยิ้มเข้ามาใกล้ ก่อนกระซิบด้วยเสียงที่ได้ยินกันเพียงสองคน "เพราะท่านพี่อวี้เหิงตัดใจจากข้าไม่ได้ไงเล่า"

"พี่สะใภ้รู้หรือไม่ คืนนั้นหลังท่านพี่รับข้ากลับมาแล้ว ท่านพี่ก็ยังไม่วางใจ ส่งของบำรุงร่างกายและของให้ความอบอุ่นไปให้ข้าทุกวัน ด้วยกลัวว่าสุขภาพข้าจะย่ำแย่ลง"

"เมื่อครู่ข้าได้ยินท่านไอ ไม่ทราบท่านพี่เคยห่วงใยท่านสักครั้งหรือไม่? เคยให้คนส่งยามาให้หรือไม่? แม้แต่หมอก็คงเป็นท่านที่เชิญมาเองกระมัง ข้าเห็นแล้วสมเพชท่านเสียเหลือเกิน"

"ต่อให้ท่านดันทุรังครองตำแหน่งนี้ต่อไป ท่านพี่ก็ไม่มีวันชอบท่านหรอก หากข้าเป็นท่าน ขอเพียงมียางอายสักนิด ก็คงไม่คิดหน้าด้านครอบครองคนที่ไม่ใช่ของตนไว้เช่นนี้"

เท้าของจี้หานอีหยุดชะงัก

นางเข้าใจมานานแล้ว เซี่ยอวี้เหิงไม่ได้เย็นชากับทุกคน และเขาก็ไม่ใช่คนที่ไม่รู้จักดูแลใคร

เขาเองก็รู้ดีว่าการอยู่ท่ามกลางพายุหิมะยามค่ำคืนนั้นมันทั้งหนาว และต้องจับไข้ เพียงแต่คนที่เขาสนใจมีแค่หลี่หมิงโหรวผู้เดียวเท่านั้น

สายลมหนาวพัดโชย จี้หานอีมองหลี่หมิงโหรว ท่วงท่ายังคงสง่างาม แววตาเย็นชา "หากจะพูดถึงเรื่องยางอาย ตัวเจ้าเองก็ต้องมีเสียก่อน คนที่มีศักดิ์ศรี ย่อมไม่คิดเพ้อฝันถึงสามีผู้อื่น"

"ข้าแต่งเข้ามาอย่างถูกต้องตามประเพณี แล้วตัวเจ้าเล่าเข้ามาอาศัยอยู่ในสกุลเซี่ยอย่างถูกต้องหรือไม่?"

"หากพวกเจ้ามีใจปฏิพัทธ์ต่อกันจริง เหตุใดไม่รีบมาถอนหมั้นที่สกุลจี้เสียแต่เนิ่น ๆ ? กลับปล่อยให้ข้าต้องมารับเคราะห์กรรมเช่นนี้?"

"แม้เวลานี้สกุลจี้จะสิ้นวาสนาแล้ว แต่หากในครั้งนั้นคนสกุลเซี่ยมาขอถอนหมั้น บิดาข้าย่อมตอบตกลงโดยไม่ทัดทานเป็นแน่"

"แต่ที่เขาไม่รีบมาถอนหมั้น คงเป็นเพราะไม่ได้ชอบเจ้ามากพอกระมัง?"

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 698

    สุดท้าย จี้หานอีก็จำต้องยอมประนีประนอม แต่ยิ่งใกล้ครบจำนวนนางก็ยิ่งเรียกหาอย่างลวก ๆ รวมถึงเริ่มออกอาการงอแงแล้วแม้ว่าแววตาของเสิ่นซื่อจะดูราบเรียบไม่ใส่ใจ แต่เขากลับจดจำไว้ทุกคำเรียกหา ไม่ยอมให้นางเล่นลูกไม้แม้แต่น้อยตอนลงจากรถม้า ก็ยังเหลือที่นางต้องเรียกอีกสี่สิบครั้งจี้หานอีเพิ่งจะมารู้สึกตัวเอาตอนนี้เองว่านี่มันช่างไม่ยุติธรรม จึงเงยหน้าขึ้นถลึงตาใส่เสิ่นซื่อ "เหตุใดถึงสั่งให้ข้าเรียกอยู่ฝ่ายเดียวเล่า? แล้วท่านเรียกข้าว่าฮูหยินร้อยครั้งบ้างไม่ได้หรือไร?"ริมฝีปากของเสิ่นซื่อประดับด้วยรอยยิ้มบางเบา ขณะก้มหน้าลงมองจี้หานอี "หืม? แล้วถ้าข้าไม่เรียกล่ะ?"จี้หานอีเบ้ปาก ดูท่าว่านางคงไม่อาจข่มขู่เสิ่นซื่อได้จริง ๆเสิ่นซื่อเปรียบดั่งผนังทองแดงกำแพงเหล็ก ไม่ว่าศาสตราวุธใดก็ฟันแทงไม่เข้า เขาสามารถควบคุมนางให้อยู่ในกำมือได้อย่างง่ายดาย แต่นางกลับไม่อาจควบคุมเขาสักนิดขณะในใจนึกถึงความไม่ยุติธรรม แต่เมื่อลองตรองดู ระหว่างเขากับนางก็ไม่เคยมีความยุติธรรมมาตั้งแต่ต้นอยู่แล้วเขาเป็นดั่งผู้ที่ยืนอยู่เหนือกว่าเสมอ เป็นลูกรักสวรรค์ในสายตาของผู้คนทั่วไป และเป็นผู้กุมอำนาจตัดสินใจในทุกเร

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 697

    จี้หานอีส่ายหน้า "ไม่อยากไปที่ใดทั้งนั้นเจ้าค่ะ"เหตุผลของนางนั้นหนักแน่นเพียงพอ "โรงครัวกำลังทำอาหาร หากพวกเราออกไปตอนนี้เกรงว่าคงไม่ค่อยดีนัก"เสิ่นซื่อพินิจดูสีหน้าของจี้หานอี เขาไม่ได้สนใจคำพูดของนาง ซ้ำยังตัดสินใจแทนทันที "ทางฝั่งตะวันออกของเมืองมีเหลาสุราเพิ่งเปิดใหม่ ที่นั่นอาจมีอาหารที่เจ้ายังไม่เคยลิ้มลองก็เป็นได้ เดี๋ยวคืนนี้ข้าจะไปเป็นเพื่อนเจ้าเอง"จี้หานอีชะงักงันเล็กน้อย ก่อนเอียงศีรษะมองเสิ่นซื่อ "ไว้วันหลังค่อยไปดีหรือไม่เจ้าคะ"เสิ่นซื่อเลิกคิ้ว "วันหลังข้าอาจไม่ว่างแล้วน่ะสิ"กล่าวพลางเสิ่นซื่อก็ประคองจี้หานอีให้ลุกขึ้น ก่อนทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง "ไปเวลานี้กำลังดีทีเดียว"เมื่อกล่าวจบก็หันกลับมามองจี้หานอี "เจ้ายังมีสิ่งใดที่อยากได้อีกหรือไม่ คืนนี้ข้าจะพาไปซื้อหาให้ครบถ้วน""แต่งตัวเถิด เดี๋ยวข้าจะไปรออยู่ด้านนอก"จี้หานอีได้แต่เหม่อมองเสิ่นซื่อก้าวเดินออกไป จากนั้นหรงชุนก็เดินเข้ามา ภายในใจนางพลันบังเกิดความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่าง เสิ่นซื่อไม่เคยใส่ใจคำพูดของนางสักนิด เมื่อเขาตัดสินใจแล้ว ผู้อื่นก็ทำได้เพียงปฏิบัติตามเท่านั้นแต่นางพลันคิดได้ว่าสิ่งใ

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 696

    จี้หานอีรู้สึกว่าช่วงนี้เสิ่นซื่อดูอารมณ์แปรปรวนผิดปกติเล็กน้อยความแปรปรวนที่ว่านี้ไม่ใช่เพราะเสิ่นซื่อปฏิบัติต่อนางไม่ดี แต่จี้หานอีกลับไม่เคยคาดเดาอารมณ์ของเสิ่นซื่อได้เลย ทุกครั้งที่นางคิดว่าเขาควรโกรธ แต่เสิ่นซื่อกลับไม่ได้แสดงท่าทีเช่นนั้นออกมาแต่ยามที่นางคิดว่าเสิ่นซื่อไม่น่าโกรธ หว่างคิ้วและแววตาของเขากลับดูคล้ายไม่สบอารมณ์เสียอย่างนั้นอารมณ์ของเสิ่นซื่อไม่ได้ขึ้นลงรุนแรงนัก น้อยครั้งที่จะเห็นเขาดูมีความสุข กระทั่งจี้หานอีก็ยังไม่เคยเห็นเสิ่นซื่อหัวเราะอย่างเบิกบานใจสักหนสำหรับจี้หานอี เสิ่นซื่อมีเพียงสองสีหน้าเท่านั้น หนึ่งคือดูเหมือนไม่สบอารมณ์ และสองคือดูปกติไม่ต่างจากยามธรรมดาดั่งเช่นเสิ่นซื่อในเวลานี้ที่คล้ายไม่พอใจอะไรบางอย่าง แต่จี้หานอีกลับไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าเป็นเพราะเหตุใด ทั้งยังไม่แน่ใจนักว่าตนเองตาฝาดไปหรือไม่จี้หานอีเงยหน้าขึ้นประสานสายตากับเสิ่นซื่อ พลางถามเสียงแผ่ว “ท่านโหวเสร็จงานแล้วหรือเจ้าคะ?”เสิ่นซื่อส่งเสียงรับคำในลำคอแผ่วเบา ก่อนทิ้งตัวลงนั่งข้างกายจี้หานอีพลางจ้องลึกเข้าไปในดวงตานาง “เหตุใดถึงไม่ไปที่ห้องหนังสือเล่า?”จี้หานอีตอบตามความจริ

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 695

    เมื่อนางไป๋ผู้อยู่ภายในห้องมองดูจี้หานอีพร้อมด้วยนางชุยเดินเคียงข้างกันไปจนลับตา รอยยิ้มบนใบหน้าก็พลันเลือนหาย สายตาทอดมองถ้วยชาข้างกายซึ่งยังคงมีไอร้อนลอยกรุ่น ก่อนจะก้มหน้าลงนวดคลึงหว่างคิ้วตนเองเบา ๆแม่นมจางเดินเข้ามาช่วยบีบนวดหัวไหล่ให้นางไป๋ พร้อมกระซิบถามว่า “ฮูหยินใหญ่จะยกโรงครัวให้ฮูหยินรองดูแลจริงหรือเจ้าคะ? ผลประโยชน์ในนั้นไม่ใช่น้อย ๆ เลยนะเจ้าคะ...”มุมปากของนางไป๋ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบาจนแทบมองไม่เห็น ทว่าในแววตากลับไร้ซึ่งความยินดี นางตอบเสียงเรียบ “ในเมื่อฮูหยินผู้เฒ่าออกปากแล้ว จะไม่ให้ก็คงไม่ได้”“บ่อน้ำในโรงครัวแห่งนั้น... มองดูผิวหน้าคล้ายมีแต่น้ำมันลอยฟ่อง ทว่าก้นบ่อกลับเป็นโคลนตมที่สามารถฉุดยื้อผู้คนให้จมน้ำตายได้ทีเดียว”“บ่าวไพร่น่ะจัดการง่าย แต่เจ้าจะจัดการหัวใจผู้คนได้รึ? เจ้าจะควบคุมความโลภของมนุษย์ได้อย่างไร การไปตัดเส้นทางทำมาหากินของผู้อื่น ย่อมไม่ใช่เรื่องที่ควบคุมได้โดยง่ายอยู่แล้ว”“หากเจ้าคิดยึดครองอำนาจ ก็ต้องทำให้ผู้คนยอมเชื่อฟัง หากเจ้าเข้มงวดกวดขันจนเกินไป ก็รังแต่จะสร้างความขุ่นเคืองใจและให้ผลลัพธ์ที่ตรงกันข้าม ตัวเจ้ามีดวงตาเพียงคู่เดียว แล้

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 694

    ในขณะที่นางไป๋กล่าววาจาได้อย่างรัดกุม รอยยิ้มบนใบหน้าของจี้หานอีก็ยังคงประดับอยู่เช่นเดิมมือของนางประคองถ้วยชาขึ้นจิบคำหนึ่ง ดวงตาแฝงรอยยิ้ม ท่วงท่าดูอ่อนหวานนุ่มนวล ขณะเอ่ยด้วยเสียงแผ่วเบา "พี่สะใภ้อย่าได้เยินยอข้าเลยเจ้าค่ะ เมื่อก่อนข้าไม่เคยดูแลจวน พี่สะใภ้ย่อมทราบดี ภายหน้าเกรงว่าคงต้องแวะเวียนมารบกวนพี่สะใภ้บ่อยครั้งเป็นแน่"นางไป๋ทอดสายตามองจี้หานอี ครั้นเห็นกิริยาท่าทางอันสูงส่ง ทว่าการแต่งกายกลับเรียบง่าย เรือนร่างสวมใส่อาภรณ์ผ้าไหมหร่วนเยียนหลัวทรงคอตั้งสีเหลืองอ่อน ลำคอระหงไร้ซึ่งเครื่องประดับใด มีเพียงต่างหูหยกหนึ่งคู่ประดับตรงใบหู และปิ่นหยกสองเล่มปักอยู่บนเรือนผม แต่ทั้งหมดนั้นกลับดูรับกันอย่างลงตัวเมื่อมองดูจี้หานอีที่พูดจาด้วยความอ่อนโยน มือเรียวถือพัดทรงกลมด้ามจับงาช้าง คิ้วโก่งดั่งคันศร ท่าทีดูเป็นคนอารมณ์ดีและพูดคุยง่าย แต่หลายวันที่ผ่านมานี้ การที่ฮูหยินผู้เฒ่าคอยหาเรื่องตำหนิจี้หานอี กลับคล้ายว่าจี้หานอีไม่เคยเก็บมาใส่ใจ ซ้ำร้ายช่วงนี้ฮูหยินผู้เฒ่าก็ยังเอ่ยปากชมจี้หานอีถึงสองหนอีกการเอ่ยชมครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อเจ็ดแปดวันก่อน ภาพวาดของจี้หานอีได้รับความชื่นชมจา

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 693

    ภายในห้องนอนหากไร้ซึ่งคำสั่งของเสิ่นซื่อ บรรดาสาวใช้ย่อมไม่กล้าเข้ามาโดยพลการ เสิ่นซื่อจึงอุ้มร่างบางตรงเข้าไปในห้องอาบน้ำทันทีการเปลือยเปล่าต่อหน้ากันเช่นนี้หาใช่ครั้งแรก แต่คราวนี้เสิ่นซื่อกลับแสดงความไม่พอใจออกมาอย่างเห็นได้ชัด เขาทอดสายตามองคนที่กำลังพิงขอบอ่างอาบน้ำ น้ำเสียงที่เอื้อนเอ่ยเจือความเกียจคร้านน้อยลง ทว่ากลับแฝงความเย็นเยียบขึ้นมาแทน "กลัวที่จะต้องอยู่ใกล้ชิดข้าถึงเพียงนี้เชียวหรือ?"จี้หานอีชะงักไปชั่วขณะ ด้วยฟังออกถึงความขุ่นเคืองใจในน้ำเสียงของเขา จึงตอบว่า "เปล่าเจ้าค่ะ"ริมฝีปากของเสิ่นซื่อประดับยิ้มหยันบางเบา เขาดึงตัวจี้หานอีเข้ามาตรงหน้า ครั้นเห็นนางพยายามซ่อนกายลงไปใต้ผิวน้ำ ก็หรี่ตามองนางพลางกล่าว "พวกเราแต่งงานกันแล้ว เจ้าถือเป็นคนของข้า เมื่อครู่ยังออดอ้อนข้าอยู่เลย บัดนี้กลับกลัวข้ามองดูงั้นหรือ?"จี้หานอีเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าของเสิ่นซื่อด้วยความตกใจ นัยน์ตาที่หรี่ลงคู่นั้นดูลึกล้ำและมืดมิดเสียจนจี้หานอีใจหาย ได้แต่ตกตะลึงอย่างตั้งตัวไม่ทันฝ่ามืออันเปียกชุ่มของเสิ่นซื่อลูบไล้ไปตามพวงแก้มของจี้หานอีอีกครั้ง สีหน้าแฝงไว้ด้วยความดุดันที่ไม่อนุญาตให้ปฏิเส

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status