Se connecterจี้หานอีถอนหายใจอย่างเฉื่อยชา ในอดีตนางไป๋ย่อมไม่ค่อยเหน็ดเหนื่อยอันใด เพราะไม่ว่าจะเป็นเรื่องไร่นาหรือโรงครัว นางไป๋ล้วนไม่ตรวจสอบบัญชีโดยละเอียด ขอเพียงมองผ่าน ๆ แล้วไม่พบปัญหาใดก็พอ สิ่งที่นางใส่ใจคือตนเองจะกอบโกยผลประโยชน์จากในนั้นได้มากเท่าใดต่างหากกระทั่งบัญชีของโรงครัวก็ยังคร้านตกแต่งให้ยอดตรงกัน เช่นนั้นแล้วจะเหนื่อยสักเพียงใดแต่จี้หานอีย่อมไม่ยอมให้บ่าวไพร่เบื้องล่างหลอกลวงผู้เป็นนาย ทุกส่วนจึงต้องตรวจดูอย่างละเอียด นางตั้งใจจะแก้ไขธรรมเนียมอันเลวร้ายที่สั่งสมมาแต่ก่อน รออีกสักสามถึงห้าปี เมื่อนั้นนางก็คงไม่ต้องวุ่นวายเช่นนี้อีก เมื่อคนในโรงครัวและไร่นาต่างรู้ระเบียบการทำงานของนาง ทั้งบรรยากาศในจวนก็คงเปลี่ยนแปลงไปแล้ว เรื่องราวมากมายย่อมจัดการได้ง่ายขึ้นนางกล่าวกับหรงชุนอย่างแผ่วเบาอยู่สองสามคำ ก่อนนึกขึ้นได้ว่าหลังจากเทศกาลล่าปาผ่านพ้นไป ก็ยังมีเรื่องของกำนัลประจำปีและงานปลายปีอีกสารพัด เพียงคิดก็รู้สึกปวดศีรษะแล้วหรงชุนเอ่ยถึงเรื่องจวนท่านลุงใหญ่ฝั่งตรงข้ามอีกครั้ง บอกว่าซุนเป่าฉยงน่าสงสารยิ่ง เพิ่งแต่งเข้ามาได้ไม่กี่วัน เสิ่นหยวนฮั่นก็ได้รับมอบหมายให้ไปปฏิบัติราชกา
วันเวลาผ่านไปจนถึงช่วงปลายปีอย่างรวดเร็ว หิมะเริ่มโปรยปรายลงมาระลอกหนึ่งแล้วปีนี้หิมะมาเร็วกว่าปกติเล็กน้อย ยิ่งใกล้สิ้นปี งานในมือของจี้หานอีก็ยิ่งมากขึ้นสองวันก่อนถึงเทศกาลล่าปา จี้หานอีต้องจัดเตรียมงานเลี้ยงเล็ก ๆ รวมไปถึงการแจกโจ๊กในวันเทศกาล นางเพิ่งสั่งความกับผู้ดูแลจางแห่งโรงครัวเสร็จ ยังไม่มีโอกาสได้พักสักเท่าใดเทียบขอเข้าพบที่คนเฝ้าประตูส่งมากองสูงถึงสามชุ่นแล้ว ทั้งหมดล้วนมาจากผู้ดูแลไร่นาและร้านค้าต่าง ๆ ยามใกล้สิ้นปีเช่นนี้ มีทั้งผู้มาส่งบัญชี ผู้มาขอคำสั่ง และผู้มาขอความเมตตา ทุกเรื่องล้วนต้องผ่านมือนางทั้งสิ้นนางเลือกพบคนจากไร่นาก่อนคนแรกที่เข้าพบคือเฒ่าอู๋จากไร่หลินซาน เขามีอายุห้าสิบกว่าปี พอเข้ามาก็คุกเข่าโขกศีรษะทันที ตอนลุกขึ้นหัวเข่าถึงกับส่งเสียงดังกร๊อบ แม้จี้หานอีบอกให้นั่ง เขาก็ยังไม่กล้านั่งเต็มเก้าอี้ เพียงนั่งหมิ่นอยู่ครึ่งก้น วางมือทั้งสองบนหัวเข่า ท่าทางประหม่าทำตัวไม่ถูกนี่เป็นครั้งแรกที่เขามาพบฮูหยินรอง ในใจจึงอดหวั่นวิตกไม่ได้ แม้ฮูหยินรองจะดูอ่อนเยาว์และมีสีหน้าอ่อนโยน แต่เขาก็เคยได้ยินว่านางทำงานละเอียดถี่ถ้วน ไม่ยอมให้มีข้อผิดพลาดใด ๆ จึงร
“เดิมทีที่ข้าเข้าเมืองหลวง ก็หวังได้แต่งงานดี ๆ สักครั้ง รวมถึงได้ครองคู่กับบุรุษที่ดีที่สุดในเมืองหลวง เพราะอยากเป็นผู้กำหนดชะตาชีวิตตนเองเจ้าค่ะ”“สักวันหนึ่งท่านอาสะใภ้จะเข้าใจว่า ทุกคำที่ข้าพูดในวันนี้ล้วนเป็นความจริง”จี้หานอีพินิจซุนเป่าฉยงอยู่ครู่หนึ่ง อีกฝ่ายมีความสุขุมเยือกเย็นอย่างหาได้ยากยิ่ง จึงทำให้ผู้คนรู้สึกว่านางเป็นสตรีที่เฉลียวฉลาดและซุนเป่าฉยงก็รู้ดีว่าควรทำอย่างไรให้ผู้อื่นยอมเปิดใจ เพียงบอกเล่าจุดอ่อนและความทุกข์ใจของตน ก็ทำให้คนฟังเกิดความเห็นใจ จนเผลอเปิดใจให้นางโดยไม่รู้ตัวแต่จี้หานอีผ่านการเข้าสังคมในงานเลี้ยงมามากมาย ยิ่งรู้ดีว่าการคบหาสมาคมระหว่างสตรีในเรือนหลังมีเรื่องราวให้เรียนรู้อยู่ไม่น้อย ข้อห้ามสำคัญที่สุดคือการพูดเรื่องลึกซึ้งกับคนที่ยังไม่สนิทสนมกระนั้นเมื่อได้ฟังถ้อยคำเหล่านี้ของซุนเป่าฉยง นางก็สัมผัสได้ถึงความอับจนหนทางอยู่หลายส่วน เสิ่นซื่อเองเคยบอกว่าไทเฮาไม่ได้ทรงรักใคร่เอ็นดูซุนเป่าฉยงสักเท่าใด หากทรงเอ็นดูนางจริง ก็คงไม่ให้นางแต่งเข้าสกุลเสิ่น กล่าวถึงที่สุดแล้ว จะบอกว่านางเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งก็คงไม่ผิดจี้หานอีกล่าวด้วยเสียงแผ่วเบา
ซุนเป่าฉยงรู้ดีว่ายามนี้จี้หานอีไม่ขาดแคลนสิ่งใด เพียงมองข้าวของเครื่องใช้ภายในห้องนี้ก็รู้แล้วว่า ของดีที่จี้หานอีเคยพบเห็นย่อมไม่น้อยไปกว่านางความจริงการมอบของขวัญไม่ได้อยู่ที่ว่าของสิ่งนั้นมีราคาเท่าใด สิ่งสำคัญคือความใส่ใจต่างหากต่อให้เป็นของดีสักเพียงใด ในสายตาคนสกุลเสิ่นก็คงไม่ได้วิเศษอันใดนักซุนเป่าฉยงรู้ว่าสิ่งที่จี้หานอีต้องการมากที่สุดเวลานี้คงไม่พ้นการมีบุตร จึงนำรูปเคารพเจ้าแม่กวนอิมประทานบุตรมามอบให้หนึ่งองค์นางกล่าวต่อ “เมื่อวานข้าไปขอเจ้าแม่กวนอิมองค์นี้จากวัดฝ่าฮวามาให้ท่านอาสะใภ้ด้วยตนเอง หวังเพียงว่าท่านอาสะใภ้จะชอบเจ้าค่ะ”จี้หานอีมองรูปเคารพเจ้าแม่กวนอิมประทานบุตรองค์นั้น ในห้องเก็บของมีอยู่กี่องค์แล้วไม่ทราบ นางเพียงกล่าว “เจ้าเก็บไว้เถิด ตัวเจ้าเองก็คงต้องการเช่นกัน”สีหน้าของซุนเป่าฉยงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนเผยแววเขินอายออกมา “สำหรับข้ายังอีกนานเจ้าค่ะ”นางเลื่อนของขวัญกลับไปตรงหน้าจี้หานอีอีกครั้ง “นี่เป็นน้ำใจจากข้า ท่านอาสะใภ้รับไว้เถิด”จี้หานอีมองสีหน้าของซุนเป่าฉยง อีกฝ่ายมอบของขวัญให้คนในจวนสกุลเสิ่นครบแล้ว ไม่ว่านางจะรับหรือไม่ก็คงไม่ต่างกัน ทั้ง
แม่นมฟางกล่าวกับจี้หานอีด้วยเสียงกระซิบ “เมื่อเช้าตอนถิงอวี่จากโรงครัวไปส่งน้ำแกงบำรุงร่างกาย นางเล่าว่าฮูหยินน้อยผู้นี้ช่างรู้จักธรรมเนียมและการวางตัว แม้แต่สาวใช้ที่บังเอิญพบระหว่างทางก็ยังให้เงินรางวัล พอไปถึงเรือนฮูหยินผู้เฒ่า ก็ถึงกับมอบโสมป่าอายุร้อยปีให้หนึ่งต้นด้วยเจ้าค่ะ”“ลำพังโสมอายุร้อยปีก็หายากมากแล้ว ยิ่งเป็นโสมป่าอายุร้อยปีก็ไม่ต้องพูดถึง ฮูหยินน้อยผู้นี้ช่างใจใหญ่โดยแท้”“แม้ฮูหยินผู้เฒ่าจะไม่ได้ขาดแคลนของพวกนี้ แต่ไมตรีจิตที่มอบให้ก็นับว่าหนักแน่นนัก”จี้หานอีค่อย ๆ จัดดอกไม้อย่างใจเย็น พลางถามต่อ “แล้วทางพี่สะใภ้เล่า?”แม่นมฟางส่ายหน้า “เรื่องที่นางนำอะไรไปมอบให้ฮูหยินใหญ่นั้นกลับไม่ทราบเจ้าค่ะ ทางฮูหยินใหญ่ไม่มีคนของพวกเรา แต่ดูจากที่ฮูหยินน้อยผู้นี้รู้จักจัดการเรื่องราว ของที่ส่งไปให้ฮูหยินใหญ่ย่อมไม่ธรรมดาแน่นอน”ทางฝั่งนางไป๋นั้นป้องกันแน่นหนาราวก่อผนังทองแดงกำแพงเหล็ก เดิมทีจี้หานอีก็เคยคิดเรื่องนี้ แต่ภายหลังก็ล้มเลิกความคิดนั้นไปขณะทั้งสองคนกำลังพูดคุยกันอยู่นั้น สาวใช้ก็เข้ามารายงานว่าซุนเป่าฉยงมาถึงแล้วจี้หานอีจึงให้สาวใช้ออกไปเชิญนางเข้ามา พร้อมทั้ง
พริบตาเดียวก็ถึงวันแต่งงานของเสิ่นหยวนฮั่น การสมรสพระราชทานครั้งนี้หาใช่คู่ครองที่คนสกุลเสิ่นพึงพอใจ ทว่าเมื่อเป็นพระเสาวนีย์ของไทเฮา ก็จำต้องจัดงานอย่างเลี่ยงไม่ได้ไทเฮาทรงให้ความสำคัญกับการแต่งงานครั้งนี้ยิ่ง ถึงกับมีรับสั่งให้กรมพิธีการเข้ามาจัดการ งานจึงถูกจัดขึ้นอย่างใหญ่โตจนเป็นที่รู้กันทั่วเมือง พี่ชายของซุนเป่าฉยงเองก็ควบม้าเร่งเดินทางมาจากเซวียนโจว สำหรับการแต่งงานครั้งนี้ คนสกุลซุนล้วนพึงพอใจสินเดิมที่ซุนเป่าฉยงนำติดตัวมานั้นมีไม่น้อย ไม่ต่ำกว่าหนึ่งร้อยหาบ ทั้งยังมีของพระราชทานจากไทเฮา กระทั่งห้องเก็บของหนึ่งห้องยังบรรจุได้ไม่พอตอนที่ผู้เป็นเจ้าสาวออกมาพบญาติผู้ใหญ่ จี้หานอีนั่งอยู่ค่อนไปทางด้านหน้าของห้องโถง นางทอดสายตามองซุนเป่าฉยงกับเสิ่นหยวนฮั่นค่อย ๆ เดินเข้ามาซุนเป่าฉยงแต่งกายอย่างเหมาะสม ส่วนกิริยามารยาทก็แทบไร้ที่ติซุนเป่าฉยงมีรูปโฉมงดงาม ดวงตาเจือรอยยิ้ม ทั้งยังยกน้ำชาคารวะแม่สามีด้วยท่าทีนอบน้อมความจริงบรรดาคนสกุลเสิ่นที่นั่งอยู่ในโถงแทบไม่มีผู้ใดเบิกบานใจ การแต่งงานครั้งนี้พวกนางล้วนไม่พอใจ ด้วยรู้ว่าซุนเป่าฉยงคือคนที่ไทเฮาทรงส่งมาแทรกแซงในจวน แล้วจะให







