LOGINจี้หานอีพยักหน้า ก่อนหันไปกล่าวกับหลงจู๊หมิง “เอาเรือนหลังนี้แหละเจ้าค่ะ”จากนั้นจี้หานอีก็ถามหลงจู๊หมิงต่อ “ท่านตกลงกับเขาเรียบร้อยแล้วแน่หรือ? ข้าคงอาศัยอยู่อย่างมากแค่สองเดือนเท่านั้นเอง”หลงจู๊หมิงตอบว่า “คุณหนูวางใจเถิดขอรับ ข้าน้อยเจรจาไว้เรียบร้อยแล้ว”จี้หานอีได้ยินดังนั้นจึงค่อยวางใจหลงจู๊หมิงรู้จักกับนางมาสามปี ซึ่งเขาก็ทำงานอย่างรอบคอบและไว้ใจได้เสมอ จี้หานอีจึงเชื่อใจเต็มที่แล้วหลงจู๊หมิงก็เล่าเรื่องอันธพาลสองคนที่มาสาดน้ำอุจจาระให้จี้หานอีฟังอีกครั้ง หลังถูกชี้ตัวไปคราวก่อน พวกเขาก็ถูกลงทัณฑ์ในกองปราบทหารม้า พอถูกปล่อยตัวออกมาเมื่อคืน ก็รีบมาที่ร้านเพื่อขอร้องให้ช่วยรับตัวไว้ทำงานไถ่โทษทันทีจี้หานอีฟังจบก็เอ่ยเสียงแผ่ว “หากสมควรใช้งานก็ใช้งานเถิด”หลงจู๊หมิงพยักหน้า “ใช่เลยขอรับ ข้าน้อยจึงสั่งให้พวกเขาคุกเข่า แล้วใช้น้ำต้มใบอ้ายเฉ่าขัดถูพื้นให้หมดจด รอจนหมดกลิ่นเหม็นเมื่อใดถึงค่อยไปได้เมื่อนั้น”จี้หานอีคลี่ยิ้ม “เข้าทียิ่งนัก”เสิ่นซื่อยืนอยู่บนระเบียงชั้นสองของเรือนซึ่งอยู่ข้างกัน เขาก้มมองจี้หานอีผู้กำลังสนทนากับหลงจู๊หมิงอย่างยิ้มแย้ม สายลมโชยพัดแผ่วเบา ชาย
ผ่านไปเพียงสองวัน ทางหลงจู๊หมิงก็ส่งข่าวมาว่าหาเรือนดี ๆ ได้แล้วหลังหนึ่ง จึงเรียกให้จี้หานอีแวะไปดูความจริงจี้หานอีเองก็นึกอยากหาเรือนให้ได้โดยเร็วอยู่แล้ว ตกบ่ายนางจึงนัดแนะกับหลงจู๊หมิงเพื่อไปดูเรือนด้วยกันขณะมุ่งหน้าไปทางเขตเมืองฝั่งตะวันออกตามที่อยู่ในจดหมายของหลงจู๊หมิง ความจริงจี้หานอีก็ยังอดสงสัยไม่ได้ว่า เหตุใดตนเองถึงได้โชคหล่นทับเช่นนี้ภายในเมืองหลวงมีคำกล่าวขานที่ส่งต่อกันมาประโยคหนึ่งว่า ตะวันออกสูงศักดิ์ ตะวันตกร่ำรวย เซวียนอู่ยากจน และฉงเหวินทรุดโทรมผู้ที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองฝั่งตะวันออกโดยทั่วไปล้วนเป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่และพระวงศานุวงศ์ เช่นจวนสกุลเสิ่นก็ตั้งอยู่ในทำเลที่ดีที่สุดของฝั่งตะวันออก ทั่วทั้งตรอกนั้นมีเพียงจวนสกุลเสิ่นตั้งอยู่ตระกูลเดียวแม้แต่จวนสกุลเซี่ยเองก็อยู่ในเขตเมืองฝั่งตะวันออกเช่นกัน ส่วนร้านค้าของจี้หานอีนั้นตั้งอยู่บริเวณหน้าประตูฉงเหวินซึ่งเชื่อมต่อกับถนนสายใต้ ที่นั่นส่วนใหญ่มีแต่พ่อค้าแม่ขายรายย่อย ตัวร้านไม่ได้มีราคาค่างวดอันใด ทั้งยังทำการค้ากับชาวบ้านธรรมดาทั่วไปความจริงตอนแรกจี้หานอีเพียงคิดอยากหาเรือนธรรมดาสักหลังในเขตเมืองฝั่งตะว
"กฎหมายไร้ความเมตตา จึงดำรงไว้ซึ่งความยุติธรรมของสวรรค์ ความดีคือความดี ความผิดคือความผิด เช่นนี้จึงจะตักเตือนขุนนางทั้งปวงให้ปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างเต็มกำลังได้พ่ะย่ะค่ะ"เมื่อฮ่องเต้รับฟังคำพูดของเสิ่นซื่อจบก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนทอดสายตามองพลางถาม “เจ้าตั้งใจจะจัดการอย่างไร?”เสิ่นซื่อตอบ "ตามกฎแล้ว เขาทำงานผิดพลาด แม้ไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายใหญ่หลวง แต่ก็ถือว่าละเลยต่อหน้าที่ สมควรถูกโบยและปลดออกจากตำแหน่งพ่ะย่ะค่ะ"ฮ่องเต้เคาะปลายนิ้วลงบนโต๊ะเบา ๆ จากนั้นจึงพยักหน้า “เช่นนั้นก็จัดการตามที่เจ้าว่าแล้วกัน”เมื่อเสิ่นซื่อเห็นว่าโน้มน้าวพระทัยฮ่องเต้ได้สำเร็จ ก็เตรียมลุกขึ้นขอตัวกลับ “กระหม่อมยังต้องกลับไปที่สำนักตรวจการอีก ขอทูลลาพ่ะย่ะค่ะ”แต่ฮ่องเต้กลับรั้งเสิ่นซื่อไว้ โดยยิ้มเล็กน้อยขณะถาม “เจ้าคงเคยพบเป่าฉยงแล้วกระมัง เจ้าว่านางเป็นอย่างไรบ้าง?”“พี่สาวเจ้าโปรดปรานนางมากเชียวนะ”เสิ่นซื่อเม้มริมฝีปาก ก่อนคุกเข่าโขกศีรษะทำความเคารพฮ่องเต้อย่างเต็มพิธีการ นัยน์ตาหลุบต่ำ “ความจริงกระหม่อมมีสตรีที่พึงใจอยู่แล้วพ่ะย่ะค่ะ”ฮ่องเต้พิจารณาอากัปกิริยาของเสิ่นซื่อ แววตาไหววูบ ก
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น จี้หานอีเรียกให้หรงชุนรีบนำข้าวของไปส่งให้โรงหมอตรวจดู ทว่าตอนที่หรงชุนกำลังจะออกไปนั้น กลับบังเอิญพบกู้เยี่ยนเข้าพอดีกู้เยี่ยนปรายตามองบรรดาห่อกระดาษที่หรงชุนประคองไว้ในอ้อมอก ซึ่งมีกลิ่นสมุนไพรจาง ๆ โชยมา ทั้งยังมีมุมหนึ่งของเห็ดซงหรงโผล่พ้นออกมาจากห่อกระดาษนั้นด้วยหรงชุนเองก็คิดไม่ถึงว่าจะได้พบคุณชายรองตั้งแต่เช้า จึงรีบย่อกายทำความเคารพกู้เยี่ยนพยักหน้ารับ พลางคลี่ยิ้มเอ่ยถาม “ข้าจะไปเยี่ยมท่านอาหญิง แล้วนี่เจ้าจะไปที่ใดหรือ?”หรงชุนจำคำกำชับของจี้หานอีได้ดี จึงตอบ “บ่าวจะออกไปรับยาเจ้าค่ะ”กู้เยี่ยนเพียงพยักหน้าพลางเบี่ยงกายหลบให้หรงชุนเดินไปก่อนรอจนกระทั่งหรงชุนเดินผ่านไป กู้เยี่ยนก็เหลียวกลับไปมองแผ่นหลังของนาง แววตาของเขาพลันมืดทะมึนลงเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับมาและก้าวเดินต่อไปอีกครั้งในช่วงสาย ขณะจี้หานอีกำลังป้อนยามารดา ป้าสะใภ้ใหญ่ก็แวะมาหาอย่างคาดไม่ถึงสีหน้าและท่าทีของนางแตกต่างไปจากในอดีตสิ้นเชิง คล้ายเปลี่ยนไปเป็นคนละคน นางนั่งลงบนขอบเตียงของนางกู้พลางไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบด้วยความห่วงใย ซ้ำยังกอบกุมมือนางกู้ พลางถามตลอดว่ายังขาดเหลือสิ่งใดอี
กู้เยี่ยนปรายตามองนางจางอย่างเรียบเฉย "ลูกไม่ได้กำลังปรึกษาท่านแม่ แต่ลูกเพียงมาแจ้งให้ทราบว่า ในโลกนี้นอกจากน้องหญิงอีแล้ว ลูกจะไม่แต่งกับผู้ใดทั้งสิ้น""หากท่านแม่คิดขัดขวาง ลูกก็จะขอลงไปสวดมนต์ขอพรให้น้องหญิงอีในยมโลก""น้องหญิงอีสำคัญยิ่งกว่าชีวิตของลูกขอรับ"นางจางตื่นตระหนกจนแทบสิ้นสติขณะพูดคำใดไม่ออกอีกแล้วถ้อยคำที่หนักอึ้งถึงเพียงนี้ ทำให้นางอยากจะตายไปเสียให้รู้แล้วรู้รอดบุตรชายของนางยอมลงยมโลก เขาไม่ได้คิดสวดขอพรให้ตนเอง แต่กลับลงไปเพื่อสวดขอพรให้แก่สตรีที่ผ่านการหย่าร้างผู้หนึ่งชั่วขณะนี้นางรู้สึกหัวใจสลายราวเถ้าถ่าน ทันใดนั้นก็ผุดลุกขึ้นคล้ายคนเสียสติ ก่อนฉวยกรรไกรจากตะกร้าเย็บปักถักร้อยบนโต๊ะเตี้ยหมายแทงเข้าที่หน้าอกตนเองนางจ้องมองกู้เยี่ยน "นี่เจ้าคิดบังคับให้แม่ต้องตายไปด้วยใช่หรือไม่?"กู้เยี่ยนทอดสายตามองนางจางด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไร้ซึ่งความหวั่นไหวแม้แต่น้อย น้ำเสียงของเขาเยือกเย็นจนน่ากลัว "ท่านแม่จะทำเช่นนั้นก็ได้ ลูกคงแบกรับตราบาปนี้ไม่ไหว อย่างมากก็แค่ตายเป็นเพื่อนท่านแม่เท่านั้น"ขณะกล่าว มีดสั้นในมือกู้เยี่ยนก็กดลึกลงไปอีกหนึ่งชุ่น โลหิตสีแดงสดทะลักล
เมื่อกู้เยี่ยนได้ยินน้ำเสียงอันตื่นตระหนกของมารดา ก็เงยหน้าขึ้นมากล่าวเสียงต่ำ “ท่านแม่ไม่ต้องกังวล ที่ลูกชักมีดสั้นออกมา ไม่ได้คิดทำร้ายผู้อื่นหรอกขอรับ”นางจางยังคงจ้องมองกู้เยี่ยนด้วยความตกตะลึง “เช่นนั้นเจ้าจะทำสิ่งใด?”กู้เยี่ยนวางฝักมีดสั้นลงบนโต๊ะตัวเล็กด้านข้าง จากนั้นจึงเลิกแขนเสื้อของตนขึ้นอย่างเชื่องช้า เผยให้เห็นผิวหนังบริเวณข้อมือ ก่อนจะนำมีดสั้นกรีดลงไป แล้วหยดเลือดสายหนึ่งก็ผุดขึ้นมาบนข้อมือในพริบตานางจางตกใจหน้าถอดสี รีบถลาจากเก้าอี้เข้ามาหาบุตรชาย แทบจะคุกเข่าลงตรงหน้าเขา นางจ้องมองมีดสั้นที่ยังคงกดอยู่บนข้อมือนั้น ราวกับว่าในลมหายใจต่อไปมันจะกรีดลึกลงไปถึงเส้นเลือดมือของนางสั่นเทาขณะอยากสัมผัสแต่ไม่กล้า ได้แต่สะอื้นไห้พลางมองกู้เยี่ยน “เยี่ยนเกอเอ๋อร์ เจ้ากำลังจะทำสิ่งใดกันแน่?”“นี่เจ้าเป็นอะไรไป?”กู้เยี่ยนมองมารดาผู้คุกเข่าอยู่ตรงหน้าด้วยแววตาเย็นชา น้ำเสียงที่เอื้อนเอ่ยยังคงราบเรียบ คล้ายว่าบาดแผลบนข้อมือนั้นไม่ได้สร้างความเจ็บปวดให้เขาแม้แต่น้อย“เหตุใดท่านแม่ถึงปฏิบัติต่อท่านอาหญิงและน้องหญิงอีเช่นนั้น?”“ท่านแม่ลืมไปแล้วหรือว่าท่านอาเขยเคยสนับสนุนท่าน







