Share

บทที่ 8

Author: หยกงาม
จี้หานอีนั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งภายในห้อง เมื่อเห็นสีหน้าท่าทางอึกอักคล้ายอยากพูดแต่ไม่กล้าพูดของหรงชุน นางก็ยิ้ม "ข้ารู้ว่าเจ้าอยากพูดอะไร"

พูดจบ จี้หานอีก็มองดูเงาสะท้อนของตนซึ่งยังคงดูซีดเซียวด้วยพิษไข้ในคันฉ่องทองแดง นางปลดเครื่องประดับบนเรือนผมออก พลางกล่าวเนิบช้า "หรงชุน เจ้าไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น ข้าเข้าใจดีว่าตนเองกำลังทำสิ่งใด"

นางเป็นหลานสะใภ้สกุลเซี่ย ส่วนเซี่ยอวี้เหิงก็เป็นหลานชายคนโตผู้มีอนาคตยาวไกลที่สุดประจำตระกูล จี้หานอีย่อมรู้ดีว่ามีดวงตาหลายคู่กำลังจับจ้องมองมา เพื่อหาโอกาสจับผิดนาง

ก่อนหน้านี้เพื่อความปรองดอง และเพื่อความสงบสุขในเรือนหลัง นางจึงไม่กล้าทำผิด ไม่กล้าระบายอารมณ์ความรู้สึก ได้แต่อดทนอดกลั้นในทุกเรื่อง พยายามประคับประคองความสัมพันธ์กับเซี่ยอวี้เหิงให้ราบรื่น ด้วยเกรงว่าตนจะเป็นตัวถ่วงของเขา

แต่ชีวิตที่เหลืออยู่อันหนักอึ้งซึ่งมองเห็นจุดจบได้อย่างง่ายดายนี้ กลับทำให้นางรู้สึกเบื่อหน่ายนัก

หากต้องติดอยู่ในพันธนาการที่ทั้งน่าอึดอัด ไร้กำลัง และว่างเปล่าเช่นนี้ไปชั่วชีวิต นางก็คิดว่า ให้มันจบสิ้นกันไปเสียคงดีกว่า

จี้หานอีรู้ดีว่าคืนนี้เซี่ยอวี้เหิงไม่มีทางค้างที่นี่แน่ เรื่องทำนองนี้ใช่ว่าจะไม่เคยเกิดขึ้น ยามเซี่ยอวี้เหิงโกรธ เขาถึงขั้นเคยให้คนส่งตำราโอวาทสตรีและหลักปฏิบัติตัวของสตรีมาให้นางด้วยซ้ำ

เวลานั้นนางมักคิดเสียใจ หรือบางครั้งก็เก็บไปคิดว่าเป็นตนเองทำหน้าที่ได้ไม่ดีจริง ๆ หรือไม่ แต่เมื่อมาทบทวนดูยามนี้ ต่อให้นางทำดีสักเพียงใด ในใจเขาก็คงมองว่านางดีไม่พออยู่ดี

นางชำระล้างร่างกายอย่างไม่รีบร้อน ก่อนเรียกสาวใช้ด้านนอกเข้ามาสอบถามสองสามประโยค จึงได้รู้ว่าคืนนี้เซี่ยอวี้เหิงคงไม่กลับมาแน่

ไม่รู้ว่าต้องรออีกนานเท่าใดถึงจะได้พบหน้ากัน เพื่อพูดคุยเรื่องหย่าขาดกับเขาให้จบสิ้น

นางเท้าคาง ทอดสายตามองบานหน้าต่างลายฉลุที่ปิดสนิท เสียงลมหวีดหวิวกระทบหน้าต่าง คล้ายช่วงเวลาที่สกุลจี้เพิ่งประสบเคราะห์กรรม ครั้งนั้นแม้หน้าต่างปิดสนิทเพียงใดก็ไม่อาจขวางกั้นความตื่นตระหนกที่ปกคลุมไปทั่วทั้งจวนได้เลย

จี้หานอีหลับตาลง ไม่อยากนึกถึงมันอีก

และคืนนั้น เซี่ยอวี้เหิงก็ไม่ได้กลับมาจริง ๆ เช้าวันรุ่งขึ้นเมื่อพบเขา สีหน้าของชายหนุ่มก็เย็นชา ทั่วร่างแผ่กลิ่นอายความห่างเหิน สายตาเย็นเยียบเฉยชานั้นมองผู้ใดก็ล้วนไร้ไมตรี คล้ายกำลังบีบคั้นให้จี้หานอีเป็นฝ่ายยอมจำนน

แต่จี้หานอีเพียงแสร้งมองไม่เห็น ก้มหน้าก้มตาล้างหน้าบ้วนปาก

ที่ผ่านมาระหว่างนางกับเซี่ยอวี้เหิงมักมีเส้นแบ่งเขตแดนชัดเจนเสมอ ทำให้แบ่งแยกคนทั้งสองออกจากกันโดยสิ้นเชิง และนางก็ไม่อาจล่วงล้ำเส้นนั้นแม้ครึ่งก้าว

เมื่อเซี่ยอวี้เหิงแต่งกายเสร็จเตรียมออกจากจวน การกระทำซึ่งเคยเด็ดขาดฉับไวมาโดยตลอด วันนี้กลับสะดุดหยุดลงอยู่ครู่หนึ่งเพราะจี้หานอี

จี้หานอีเองก็แต่งตัวเสร็จแล้วเช่นกัน นางสวมอาภรณ์สีเรียบ บนเรือนผมปักเพียงปิ่นหยกมรกตอันหนึ่ง ภายใต้แสงตะเกียง คิ้วเรียวงามดั่งสายควัน รูปร่างอรชรอ้อนแอ้นปานสายหมอกในป่าไผ่

นางเกิดมาพร้อมรูปโฉมงดงามเย้ายวนใจ ริมฝีปากสีแดงสด ผิวขาวราวหิมะ ซึ่งดูต่างจากนิสัยที่ค่อนข้างเงียบขรึมมากทีเดียว

เซี่ยอวี้เหิงยืนมองดูนิ่งเงียบ นางกำลังนั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง ในมือประคองเตาอุ่นมือ ดวงตาคู่สวยหลุบต่ำ กำลังกระซิบกับหรงชุนว่าจะเลือกปิ่นอันไหนดี

วันนี้ นางดูเงียบผิดปกติ เงียบเสียจนราวกับว่านางไม่เคยมีตัวตนอยู่ข้างกายเขา

เขาเคยชินกับการที่นางมักจะเข้ามาพูดคุยด้วยในยามเช้า ทั้งเรื่องราวในเรือน และถ้อยคำกำชับด้วยความห่วงใย

เซี่ยอวี้เหิงชะงักงันไปเล็กน้อย

เขาพลันตระหนักว่าตนเองก็แทบไม่เคยพูดจากับนางดี ๆ สักครั้ง

ความจริง เมื่อคืนหลังไปส่งหมิงโหรวแล้ว เขาก็ย้อนกลับมายืนฟังเสียงไอของนางอยู่หน้าม่าน เสียงไอที่ดังเป็นระลอกฟังดูทรมาน ชายหนุ่มคิดว่า อย่างไรเสียเขาก็ติดค้างจี้หานอีอยู่จริง ๆ

เมื่อวานท่านอาสามบังเอิญเจอเขา จึงได้พูดถึงเรื่องนี้ บอกว่าเขาทำไม่ถูก เรื่องที่ทำผิดต่อหานอี

ตอนแรกเขาไม่ได้รู้สึกว่ามีสิ่งใดไม่ถูกต้อง หมิงโหรวร่างกายอ่อนแอและโดดเดี่ยวมาแต่เล็ก เขาเคยรับปากว่าจะดูแลนางให้ดี ในเมื่อหานอีเป็นภรรยาของเขา ก็สมควรช่วยเขาดูแลหมิงโหรว

แต่ท่านอาสามกล่าวว่า การที่เขาพาหมิงโหรวกลับมาก่อนนั้น ไม่ทราบเคยนึกถึงหัวอกภรรยาบ้างหรือไม่

ในฐานะลูกผู้ชาย การทิ้งภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากไว้ข้างหลังและพาผู้อื่นกลับไปก่อน ถือเป็นเรื่องที่ผิดทำนองคลองธรรม

ภายหลังมาลองตรองดู ถึงได้รู้ว่าการปล่อยให้สตรีผู้หนึ่งอยู่ท่ามกลางพายุหิมะกลางดึกเพียงลำพัง ถือเป็นการกระทำที่คิดน้อยเกินไปจริง ๆ

เดิมที เขาคิดว่ารถม้าคงไปรับจี้หานอีกลับมาได้โดยเร็ว จึงไม่ได้ย้อนกลับไปดูอีก

และเรื่องเมื่อคืน เขาจะไม่ถือสานางก็ได้ ขอเพียงนางยอมรับผิดก็พอ

อีกอย่าง ถึงอย่างไรจี้หานอีก็เป็นพี่สะใภ้ของหมิงโหรว ทั้งยังอายุมากกว่า ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ตามหลักแล้ว จี้หานอีก็สมควรยอมให้หมิงโหรวบ้าง

นอกจากนี้ เขาก็เลือกคู่ครองให้หมิงโหรวไว้แล้ว ถึงช่วงฤดูใบไม้ผลิเมื่อใดก็เจรจาสู่ขอได้ทันที

ในเมื่อนางเป็นภรรยาของเขา ก็ต้องเป็นไปชั่วชีวิต ไยจึงต้องใจแคบถึงเพียงนี้ ซ้ำท่านพ่อก็เคยสั่งเสียให้เขารักษาสัญญา ห้ามรับอนุภรรยา ซึ่งแต่แรกตัวเขาเองก็ไม่ได้มีความคิดจะรับอนุอยู่แล้ว

แต่เขารอแล้วรอเล่า ก็เห็นเพียงจี้หานอียังคงหลุบตาต่ำ คล้ายไม่มีเจตนาจะปรายตามองเขาสักนิด ครั้งนี้ตนเองอุตส่าห์รอคอย จึงอดรู้สึกผิดหวังไม่ได้ สุดท้ายก็หมุนตัวเลิกม่านเดินออกไป

บ่าวรับใช้ผู้รออยู่ด้านนอกรีบเข้ามาสวมหมวกกันลมและผูกสายเสื้อคลุมให้เซี่ยอวี้เหิง จี้หานอีเองก็เดินตามออกมา นางให้หรงชุนสวมเสื้อคลุมให้อย่างเงียบงัน เตรียมตัวไปคารวะแม่สามี

เซี่ยอวี้เหิงพลันตวัดสายตาเย็นชามองจี้หานอี แม้แต่ก่อนเขาจะไม่ได้ชอบใจนักที่จี้หานอีมาคอยจัดแจงเรื่องพวกนี้ให้ แต่พออยู่ดี ๆ นางเลิกทำขึ้นมา เขาก็อดขมวดคิ้วไม่ได้

เพียงแต่สีหน้าของเขาไม่ได้แปรเปลี่ยน แววตายังคงเย็นชาห่างเหิน เมื่อครู่จึงคล้ายเพียงมองจี้หานอีแวบหนึ่ง ก่อนเดินจากไปตามปกติ

ร่างสูงโปร่งยามยืนหยัดสง่างามราวนกกระเรียน มักทิ้งไว้เพียงแผ่นหลังให้นางเฝ้ามองเสมอ

จี้หานอีมองแผ่นหลังของเซี่ยอวี้เหิง พลางเรียกเขาคำหนึ่ง "นายท่าน"

เซี่ยอวี้เหิงชะงักกึกเมื่อได้ยินคำเรียกนี้

นางไม่เคยเรียกเขาเช่นนี้มาก่อน เพราะนางเรียกเขาว่าท่านพี่เสมอ นางเคยบอกว่า เรียกเช่นนี้จะทำให้รู้สึกสนิทสนมกันยิ่งขึ้น

แล้วทำไมนางถึงเปลี่ยนคำเรียกหาเล่า

เซี่ยอวี้เหิงหยุดเท้ายืนอยู่กลางลานเรือนอันมืดสลัว ก่อนหันกลับมามองจี้หานอี

นางยืนอยู่หน้าประตูที่มีแสงสว่าง แม้เห็นใบหน้าไม่ชัดนัก แต่ก็พอดูออกว่ารูปโฉมในชุดเสื้อคลุมสีเขียวอ่อนนั้นย่อมต้องงดงามหมดจดเป็นแน่

ความจริง เขาเองก็ตกตะลึงในความงามของจี้หานอีตั้งแต่แรกพบ แม้ขณะนั้นนางจะดูเยาว์วัยไร้เดียงสา แต่เรือนผมก็ดกหนาดำขลับ ดวงตาดั่งดารากรในคืนหนาวงามสง่าเสียยิ่งกว่ากิ่งหยก ซ้ำแววตายังเป็นประกายอ่อนโยนอีกด้วย

ทว่านิสัยใจคอของนางกลับไม่ได้งดงามดั่งรูปลักษณ์ภายนอก ทั้งใจแคบและดีแต่ริษยา คอยหาเรื่องจับผิดหมิงโหรวได้ตลอดเวลา

แม้ยอมยกให้นางเป็นภรรยา แต่เขาก็ไม่ได้ชอบนิสัยของนาง ยามนี้จึงยิ่งรู้สึกผิดหวัง นี่ก็สามปีแล้ว แต่นางก็ยังไม่เปลี่ยนเสียที

พลันได้ยินเสียงจี้หานอีกล่าวขึ้น "คืนนี้ท่านกลับเร็วหน่อยได้หรือไม่? ข้ามีเรื่องต้องคุยกับท่านตามลำพัง"

"เป็นเรื่องสำคัญ ไม่เสียเวลาท่านนานหรอกเจ้าค่ะ"

เซี่ยอวี้เหิงขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนพยักหน้ารับ

หลังเซี่ยอวี้เหิงออกไปแล้ว จี้หานอีก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ เซี่ยอวี้เหิงไม่เคยเก็บคำพูดของนางมาใส่ใจ ไม่รู้ว่าเขาจะกลับมาหรือไม่ นางคิดว่าหากเซี่ยอวี้เหิงไม่กลับมา ตนเองก็คงต้องเขียนหนังสือหย่าทิ้งไว้ให้เขาเสียแล้วกระมัง

ช่วงหลายวันนี้อากาศยิ่งหนาวเย็นขึ้น จี้หานอีหยุดเท้ายืนอยู่บนระเบียงทางเดิน ลมหนาวที่พัดผ่านโถงทางเดินทำเอาขนจิ้งจอกสีขาวบนคอเสื้อคลุมไหวตัว ปัดป่ายผ่านปลายคางอันเย็นเฉียบของนางทีละเส้น

ท้องฟ้ายังคงมืดมิด โคมไฟริมระเบียงแกว่งไกวไปมาตามแรงลม เงาดำบนพื้นวูบวาบพลิ้วไหว

จี้หานอีถอนหายใจ ใกล้จะสิ้นปีแล้ว ให้พูดเรื่องหย่าขาดกับเซี่ยอวี้เหิงตอนนี้ ความจริงนับว่าไม่ใช่เวลาที่ดีนัก

แต่นางก็ไม่อาจทนรอได้แล้วจริง ๆ
Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 100

    “คนที่ชอบกินขนมพุทราเชื่อม มีเพียงหลี่หมิงโหรวเท่านั้นเจ้าค่ะ”“ข้าเองก็เข้านอนแล้ว นายท่านรีบกลับไปเถิด”เซี่ยอวี้เหิงมองจี้หานอีด้วยแววตาไม่เข้าใจ “เจ้าก็แค่อยากให้ข้าใส่ใจเจ้า ก็แค่รู้สึกว่าข้าอยู่เป็นเพื่อนหมิงโหรวมากกว่าเจ้าเท่านั้น”“วันหน้าข้าจะพยายามกลับเรือนมาอยู่เป็นเพื่อนเจ้าให้มากขึ้นก็แล้วกัน”“เจ้ายังจะเอาแต่ใจอันใดอีก?”กล่าวพลางสายตาของเขาก็มองทรวดทรงอรชรภายใต้เสื้อผ้าบางเบาของจี้หานอี ใบหน้าที่งดงามปานดอกไม้แรกแย้มยามนี้ดูอ่อนหวานและหมดจดภายใต้แสงตะเกียง กลิ่นหอมอวลอุ่นบนร่างนางทำเอาเขามองจนเกิดความรู้สึกพลุ่งพล่านในใจแม้น้อยครั้งนักที่จะได้สานสัมพันธ์นางแนบชิด แต่เรือนร่างของจี้หานอีก็ทำให้เขาลุ่มหลงมัวเมาได้อย่างแท้จริงเสียงของเขาแหบพร่าเล็กน้อย นัยน์ตาแฝงไว้ด้วยความคลุมเครือแห่งห้วงอารมณ์ “ข้าจะพยายามมีลูกกับเจ้าให้ได้สักคน หากเจ้ามีลูกแล้วจะได้ไม่คิดฟุ้งซ่านอีก”เซี่ยอวี้เหิงกล่าวพลางเอื้อมมือมาหมายจะสัมผัสใบหน้าจี้หานอี แต่ยังไม่ทันได้แตะต้อง จี้หานอีก็เบี่ยงหน้าหลบอย่างแนบเนียน ปลายนิ้วของเซี่ยอวี้เหิงจึงชะงักค้างอยู่กลางอากาศ ได้แต่จ้องมองจี้หานอีนิ่งง

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 99

    เขากลับมาไม่ดึกนัก ขณะนี้เพิ่งล่วงเข้ายามซวีเท่านั้นเมื่อก่อนจี้หานอีไม่เคยเข้านอนไวถึงเพียงนี้ แต่ถึงแม้นางจะหลับไปแล้ว หากรู้ว่าเขากลับมา ก็จะลุกขึ้นมาผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เขาอยู่ดีวันนี้เขาพาหลี่หมิงโหรวออกไปข้างนอก ระหว่างทางบังเอิญพบปะสหายขุนนาง ด้วยความที่หลี่หมิงโหรวสวมหมวกติดผ้าคลุมหน้า สหายขุนนางเหล่านั้นจึงไม่อาจแยกแยะได้ว่าสตรีข้างกายเซี่ยอวี้เหิงคือผู้ใด จึงทึกทักเอาเองว่าหลี่หมิงโหรวคือภรรยาของเขาอย่างที่ควรจะเป็นเมื่อพวกเขาเอ่ยชมว่าความสัมพันธ์สามีภรรยาช่างแน่นแฟ้น ภายในใจเซี่ยอวี้เหิงก็พลันปรากฏความอ้างว้างว่างเปล่าขึ้นมาสายหนึ่งจี้หานอีในฐานะภรรยาตัวจริง กลับไม่เคยได้เดินเคียงคู่ข้างกายเขาตามลำพังที่ผ่านมาไม่เคยรู้สึกผิดอะไร แต่บัดนี้ภายในใจกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดยิ่งนักเซี่ยอวี้เหิงก้มหน้ามองขนมพุทราเชื่อมในมือ ก่อนนึกขึ้นได้ว่าจี้หานอีเคยบอกว่านางชอบทานขนมพุทราเชื่อมในมือเวลานี้เย็นชืดลงนานแล้ว มือของเซี่ยอวี้เหิงที่ยกขึ้นหมายจะผลักบานประตูตรงหน้า กลับชะงักค้างกลางอากาศความจริง เขาอยากให้จี้หานอีแสดงความไม่พอใจ ให้นางโวยวายระบายอารมณ์ใส่เขาเสียยัง

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 98

    คำถามของเซี่ยอวี้เหิงทําให้จี้หานอีต้องขมวดคิ้วนางชะงักเล็กน้อย ก่อนส่ายหน้า “ละครลิงไม่รู้ว่าจะมีอีกเมื่อใด หมิงโหรวยังรอท่านอยู่ นายท่านไม่จําเป็นต้องรั้งอยู่เป็นเพื่อนข้าหรอกเจ้าค่ะ รีบไปเถิด”เซี่ยอวี้เหิงอดนึกถึงค่ำคืนหิมะตกครั้งนั้นขึ้นมาไม่ได้ นางก็พูดเช่นนี้ บอกว่าหมิงโหรวยังรอเขาอยู่ ไม่ต้องสนใจนางนางกล่าวอย่างมีเหตุผลและใจกว้าง ราวกับว่าการที่เขาผู้เป็นสามี ทอดทิ้งนางเพื่อไปอยู่กับสตรีอีกคนหนึ่ง กลายเป็นเรื่องปกติสําหรับนางไปเสียแล้วความเจ็บปวดอันไร้เรี่ยวแรงสายนั้นครอบงําจิตใจมากขึ้นเรื่อย ๆ กระทั่งก่อเกิดเป็นความตื่นตระหนกขึ้นมาเขาเงยหน้ามองจี้หานอีด้วยแววตาลึกซึ้ง พลางกล่าวด้วยเสียงแหบพร่า “หานอี ขอเพียงเจ้าอยากให้ข้ารั้งอยู่เป็นเพื่อน ข้าก็จะอยู่”“ข้าไม่ได้อยู่เป็นเพื่อนเจ้ามานานแล้ว”จี้หานอีชะงักงัน จากนั้นจึงส่ายหน้า “นายท่าน ข้าหาได้ต้องการไม่เจ้าค่ะ”กล่าวพลางจี้หานอีก็ผลักมือของเซี่ยอวี้เหิงที่กอบกุมข้อมือตนออก ก่อนจะย่อกายคารวะเซี่ยอวี้เหิง แล้วกล่าวต่อ “ยามนี้หิมะยังไม่หยุดตก นายท่านรีบไปเถิด หมิงโหรวร่างกายอ่อนแอ อย่าให้นางต้องมายืนตากลมหนาวอยู่ด้านน

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 97

    กล่าวพลางนางก็มองเซี่ยอวี้เหิง "ท่านกับหมิงโหรวไปดูละครลิงนับเป็นเรื่องสำคัญ ข้าเพียงเรียกรถม้าคันใหม่ริมถนนหาได้ยากเย็นอันใด ซ้ำข้าไม่ได้คิดตำหนิท่านเลยเจ้าค่ะ"แผ่นหลังที่เหยียดตรงของเซี่ยอวี้เหิงพลันห่อเหี่ยวลงในชั่วพริบตา เขาจ้องมองจี้หานอีเขม็ง จ้องมองทุกอารมณ์ความรู้สึกบนใบหน้าของนาง ก่อนจะแค่นยิ้มขมขื่นออกมาบางเบาเขาเอ่ยว่า "ข้าจะไปส่งเจ้ากลับจวนก่อน แล้วค่อยออกไปกับหมิงโหรว"จี้หานอีปรายตามองเซี่ยอวี้เหิงด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย สำหรับการตัดสินใจเช่นนี้ของเซี่ยอวี้เหิง นางย่อมประหลาดใจอย่างแท้จริงในใจของเซี่ยอวี้เหิง หมื่นแสนสรรพสิ่งล้วนไม่อาจเทียบเทียมความสำคัญของหลี่หมิงโหรวว่าไปแล้ว นางก็คิดลงจากรถม้าที่ริมถนนจริง ๆ ด้วยยังมีธุระบางอย่างต้องไปจัดการแต่ในเมื่อเซี่ยอวี้เหิงกล่าวเช่นนี้ นางก็คร้านจะทุ่มเถียงกับเขาอีก จึงเพียงแต่พยักหน้าเบา ๆ ไม่ว่าเขาจะตัดสินใจเช่นไร ก็หาได้สำคัญไม่ภายในรถม้าพลันเงียบสงัด ได้ยินเพียงเสียงล้อรถม้าที่บดพื้นถนนไปตามทางหลี่หมิงโหรวปรายตามองจี้หานอีปราดหนึ่ง ก่อนจะหันไปมองเซี่ยอวี้เหิงด้วยความรู้สึกผิดเล็กน้อย "พี่สะใภ้โกรธแล้วใช่หรือ

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 96

    เมื่อจี้หานอีได้ยินคำพูดจอมปลอมของเซี่ยอวี้เหิงแล้วก็ให้รู้สึกอึดอัดใจนักนางรักษาความสงบสุขและหน้าตาจอมปลอมให้เขามาแต่ไหนแต่ไร แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่านางจะไม่โกรธเคืองเสียหน่อยอันที่จริง จี้หานอีอยากถามเซี่ยอวี้เหิงเหลือเกินว่า ในฐานะภรรยาของเขา นางควรต้องยอมให้เขาชักใยไปเสียทุกเรื่องเชียวหรือทั้งปล่อยให้เขาทอดทิ้งนางไว้กลางหิมะตามอำเภอใจทั้งปล่อยให้เขาลำเอียงเข้าข้างสตรีอื่นตามใจชอบนี่หรือคือภรรยาของเขาแต่หลังสูดลมหายใจเข้าลึก ท้ายที่สุดนางก็ยังไม่ได้พูดคำใดด้วยหากกล่าวออกไปก็จะเป็นเพียงความเคียดแค้น เป็นการพร่ำบ่น เป็นความขุ่นเคืองต่อเรื่องราวในอดีตเป็นการระบายความน้อยเนื้อต่ำใจที่สะสมมาเนิ่นนานใส่เซี่ยอวี้เหิงเป็นการแสดงออกว่านางยังคงคาดหวังในตัวเขาแต่ระหว่างนางกับเขานั้นไร้ซึ่งความหวังใดมานานแล้วจี้หานอีไม่ได้คิดปิดบังความขุ่นเคืองใจบนใบหน้า นางก้มศีรษะใช้มือกุมขมับ ไม่อยากมองเซี่ยอวี้เหิงแม้เพียงนิด ปลายนิ้วเรียวนวดคลึงหว่างคิ้วแผ่วเบา ขณะกล่าว "นายท่าน ข้าเหนื่อยแล้วจริง ๆ เจ้าค่ะ"เสียงทอดถอนใจของนางแฝงไว้ด้วยความเหนื่อยล้าชัดเจนสกัดกั้นถ้อยคำที่เซี่ย

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 95

    ทางด้านจี้หานอีเมื่อได้ขึ้นมานั่งบนรถม้าแล้ว ก็พบว่าภายในรถม้ากว้างขวางยิ่งนัก หลี่หมิงโหรวเองก็ก้าวขึ้นรถม้าตามหลังจี้หานอีมาติด ๆ เช่นกันนับจากลมหายใจแรกที่นางเห็นจี้หานอีเมื่อครู่ ก็เอาแต่จับจ้องสำรวจร่างของจี้หานอีไม่วางตานางสำรวจมองเนื้อตัวของอีกฝ่ายทั้งในและนอกร่มผ้า กระทั่งเส้นผมทุกเส้นบนศีรษะก็ยังไม่เว้นจี้หานอียังคงนั่งอย่างสง่างามและใจเย็นเช่นเคย เรือนผมยังคงเรียบร้อยไร้ที่ติ แม้แต่ตำแหน่งของปิ่นปักผมก็ยังไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลงแต่มันไม่ควรเป็นเช่นนี้สิสายตาของหลี่หมิงโหรวเลื่อนไปจับจ้องตรงชายกระโปรงของจี้หานอีที่โผล่พ้นออกมา ก่อนชำเลืองมองเซี่ยอวี้เหิงผู้ก้าวขึ้นรถม้าเป็นคนสุดท้ายปราดหนึ่ง จากนั้นจึงถามจี้หานอีว่า "พี่สะใภ้ ท่านไปเปลี่ยนอาภรณ์มาหรือเจ้าคะ?"เมื่อเซี่ยอวี้เหิงได้ยินคำถามของหลี่หมิงโหรว ก็อดสำรวจมองไม่ได้ขณะนั่งลงข้างกายจี้หานอี ก่อนเอ่ย "เจ้าเปลี่ยนอาภรณ์ในจวนสกุลเสิ่นรึ?"จี้หานอีมีสีหน้าเป็นปกติ "ขณะที่ข้าสนทนากับฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่น สาวใช้ยกน้ำชามาให้ไม่ระวังทำอาภรณ์ข้าเปียก ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นจึงให้คนนำชุดใหม่มาให้ข้าผลัดเปลี่ยนเจ้าค่ะ"เซี่ยอวี้

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status