LOGINฮูหยินเว่ยผู้เป็นฮูหยินใหญ่แห่งสกุลฉินพานางซูกับฉินฝูอวี้มาเยี่ยมพร้อมกันยามนี้อาการบาดเจ็บที่ขาของฉินฝูอวี้หายดีแล้ว นางจึงกระโดดโลดเต้นเข้ามาข้างกายจี้หานอี เอาแต่จ้องมองท้องของท่านอาหญิงขณะถาม “เมื่อใดจะคลอดออกมาให้ข้าเล่นด้วยเสียทีเจ้าคะ?”ฮูหยินเว่ยตีมือฉินฝูอวี้ที่ยื่นไปแตะท้องจี้หานอีด้วยความขุ่นเคือง “พูดเหลวไหลอันใดของเจ้า”ฉินฝูอวี้ถูกตีหลังมือไปหนึ่งที ก็รู้สึกน้อยใจนักจี้หานอียิ้มพลางดึงนางมานั่งข้างกาย ก่อนกล่าว “นับดูแล้วก็คงราวปลายปีนี้กระมัง”ฉินฝูอวี้จึงกล่าวด้วยความเป็นกังวล “ตอนนั้นพี่สะใภ้ใหญ่ใช้เวลาคลอดตั้งหนึ่งวันหนึ่งคืน ทำเอาข้าตกใจแทบแย่ แล้วท่านอาหญิงจี้จะต้องใช้เวลานานถึงเพียงนั้นด้วยหรือไม่?”ฮูหยินเว่ยแทบอยากจะตีปากฉินฝูอวี้เสียเหลือเกิน “เจ้าพูดจาเหลวไหลอันใดอีก”ฉินฝูอวี้ตกใจกับท่าทีของมารดา รีบหลบไปอยู่ด้านหลังจี้หานอีทันทีฮูหยินเว่ยรีบหันไปกล่าวกับจี้หานอีว่า “สตรีล้วนต้องผ่านเรื่องเช่นนี้ เจ้าอย่ากลัวไปเลย มีบางคนก็คลอดเร็วเช่นกัน”ความจริงจี้หานอีก็หวาดกลัวอยู่ในใจ แต่นางย่อมไม่อาจหลีกหนีจึงยิ้มพลางพยักหน้ารับคำหลายวันให้หลัง คดีของจวน
ภายในห้องกลับสู่ความสงบ เสิ่นซื่อรับถ้วยจากมือจี้หานอีไปวางไว้ด้านข้าง ก่อนถามนางว่า “กินยาแล้วหรือ?”จี้หานอีพยักหน้า กล่าวว่า “แต่ก็ไม่ได้ผลเจ้าค่ะ”เสิ่นซื่อปวดใจนัก เพิ่งรู้ว่าสตรีตั้งครรภ์ต้องทรมานถึงเพียงนี้เขาโน้มตัวลงโอบจี้หานอีเข้าสู่อ้อมกอด ลูบแผ่นหลังนางเบา ๆ ทำได้เพียงปลอบประโลมว่า “อีกสักพักก็จะดีขึ้น อีกไม่นานก็จะดีขึ้นแล้ว”จี้หานอีพยักหน้าแผ่วเบา ซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดเสิ่นซื่อพร้อมกระซิบ “ความจริงท่านแม่ก็พูดไม่ผิดเจ้าค่ะ หากปล่อยให้ท้องว่าง ข้าจะยิ่งทรมาน ฝืนกินสักหน่อยกลับพอรู้สึกดีขึ้นบ้าง”“ท่านแม่กับพวกพี่สะใภ้ล้วนหวังดีต่อข้าทั้งสิ้น”เสิ่นซื่อกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้น แม้เพิ่งตั้งครรภ์ได้ไม่นาน แต่เขากลับรู้สึกว่านางผ่ายผอมลงแล้ว จึงกล่าว “คนของข้าผู้หนึ่งนำผักกาดกับแตงกวาดองมาให้หนึ่งไห ได้ยินว่าแต่ก่อนภรรยาของเขากินได้เพียงสิ่งนี้ เจ้าจะลองชิมดูหรือไม่?”แม้จี้หานอีจะกินอะไรไม่ลง แต่ความจริงหิวจนท้องกิ่วแล้ว พอได้ยินเช่นนั้นก็รีบพยักหน้าบอกว่าอยากกินทันทีเสิ่นซื่อยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย เขาเองก็ได้ยินเสียงท้องจี้หานอีร้องโครกคราก จึงสั่งให้แม่นมฟางตักใส่จานเล็
วันนี้เสิ่นซื่อเป็นห่วงจี้หานอีอยู่ตลอดเวลา จึงสั่งให้คนนำงานราชการไปไว้ที่ห้องหนังสือ แล้วรีบกลับมาเพื่ออยู่เป็นเพื่อนนางสักครู่ ครั้นก้าวเข้ามาเห็นผู้คนมากมาย สีหน้าของเขาก็เย็นเยียบลงทันทีต้องเดินเข้าไปอีกสองก้าว จึงพอมองเห็นใบหน้าของจี้หานอีขึ้นมาบ้างคนที่เดิมทีเคยงดงาม ยามนี้หว่างคิ้วและแววตากลับแฝงความอ่อนระโหยอย่างจนใจ ในมือประคองถ้วยโจ๊กไว้ ขณะถูกคนรอบข้างคะยั้นคะยอให้รับประทาน ใบหน้าขาวผ่องซีดเซียวยิ่ง นางเอนกายพิงหมอนนุ่มใบใหญ่สีฟ้าทางด้านหลัง ค่อย ๆ ฝืนกินลงไปคำหนึ่งเสิ่นซื่อมองออกว่าจี้หานอีกินด้วยความยากลำบาก เขารับถ้วยชาจากมือสาวใช้มาอย่างไม่ใส่ใจนัก ก่อนคลายมือออก เสียงถ้วยแตกเพล้งดังขึ้น เสียงเกลี้ยกล่อมที่ดังอยู่เมื่อครู่พลันเงียบงัน ทุกคนหันกลับไปมอง จึงเห็นเสิ่นซื่อยืนอยู่ด้านหลังใบหน้าเสิ่นซื่อเรียบเฉยดูไม่ออกว่าอารมณ์ดีหรือร้าย ทั้งเขายังเป็นคนเย็นชามาแต่ไหนแต่ไร พี่สะใภ้ทั้งสองเห็นแล้วก็ใจฝ่อ ความจริงพวกนางล้วนหวังดีต่อจี้หานอี รวมถึงเป็นห่วงซื่อจื่อน้อยในครรภ์นักเสิ่นซื่อไม่พูดคำใด เดินตรงไปข้างเตียง คนที่นั่งอยู่บนขอบเตียงพลันรีบลุกขึ้นหลีกทางให้ทันที
เสิ่นฉางหลิงคิดไม่ถึงว่า หลี่ซู่อวี้ที่แต่ก่อนดูเรียบร้อยอ่อนโยนกลับเป็นสตรีร้ายกาจ เขาชี้นิ้วใส่นาง แต่สุดท้ายก็ข่มใจไว้ไม่ได้กล่าววาจารุนแรงออกมารวมถึงไม่ได้ตะโกนโวยวายให้คนทั้งเรือนแตกตื่น จนหลี่ซู่อวี้ต้องอับอายอีกแต่ที่สำคัญคือในใจเขารู้สึกผิด ต่อให้หลี่ซู่อวี้จะตบตีจะดุด่าเขาสักนิดก็ไม่เป็นไรเมื่อเห็นนิสัยใจคอของเสิ่นฉางหลิงเป็นเช่นนี้ หลี่ซู่อวี้กลับคิดตก จึงพูดกับเขาดี ๆ ว่า “พรุ่งนี้กลับไปเยี่ยมบ้านเดิมเป็นเพื่อนข้าแต่โดยดี เวลาอยู่ต่อหน้าท่านพ่อข้าก็ช่วยเอาใจใส่ข้าสักหน่อย อย่างน้อยทำตัวเป็นลูกเขยที่ดีสักครั้ง ท่านรับปากได้หรือไม่?”เสิ่นฉางหลิงรู้ว่าเรื่องนี้แม้ไม่เต็มใจก็หลีกหนีไม่ได้ ถึงอย่างไรหลี่ซู่อวี้ก็เป็นสตรี หากต้องเสียหน้าเช่นนั้น ย่อมทำให้นางน้อยเนื้อต่ำใจ เขาจึงพยักหน้าหลี่ซู่อวี้ค่อยวางใจ ขณะกล่าวต่อ “แผลบนตัวท่านต้องทายา ไม่เช่นนั้นพรุ่งนี้จะเดินกะเผลกไปหรือ? ตกลงท่านจะให้ข้าทาให้หรือให้สาวใช้ทำ?”เสิ่นฉางหลิงตอบโดยไม่ต้องคิด “ให้สาวใช้ทำก็พอ”แล้วเสริมอีกประโยค “ข้าจะไปอยู่ห้องด้านข้าง”ความจริงหลี่ซู่อวี้โมโหจนน้ำตาแทบร่วง อยากร้องไห้ออกมาดัง ๆ แต
พูดตามตรง หลี่ซู่อวี้มีถ้อยคำตัดพ้อต่อเสิ่นฉางหลิงมากมาย ถึงขั้นอยากกระชากตัวขึ้นมาถามให้กระจ่างว่าเขาคิดทำอะไรกันแน่นางเองก็ใช่ว่าไม่รำคาญใจ แต่ก่อนอยู่จวนมีพี่ชายคอยตามใจ ทั้งนางยังรู้จักนิสัยเสิ่นฉางหลิงดี แม้เขาจะทำตัวเหลาะแหละ แต่ก็เป็นคนใจงาม เช่นตอนที่นางมาจวนสกุลเสิ่นในอดีต ต่อให้นางร่วมมือกับเสิ่นซู่อี๋กลั่นแกล้งเขา เขาก็ไม่เคยโกรธ หากเปลี่ยนเป็นเสิ่นฉางชินผู้เป็นพี่ชายใหญ่ของเขา นางย่อมไม่กล้าทำเช่นนั้นแน่ครั้นความขุ่นเคืองปะทุขึ้นมา นางก็สะบัดผ้าโยนใส่แผ่นหลังเสิ่นฉางหลิง ก่อนถาม “หากรังเกียจข้าก็บอกมาตามตรง ท่านทำให้ข้าอับอายเช่นนี้ หมายความว่าอย่างไรกันแน่?”เสิ่นฉางหลิงชะงักงันเล็กน้อย แต่ยังคงไม่พูดสิ่งใดหลี่ซู่อวี้จึงจิ้มนิ้วลงบนบาดแผลของเขา คราวนี้เสิ่นฉางหลิงร้องโอ๊ย ก่อนจะหันกลับมามองนางพลางกล่าว “เจ้าช่างใจร้ายนัก”หลี่ซู่อวี้ไม่ได้เกรงกลัวเสิ่นฉางหลิงสักนิด นางถลึงตาตอบกลับไป “หากข้าไม่กดแผลของท่าน ก็คงนึกว่าท่านกลายเป็นใบ้ไปแล้วเสียอีก”“เมื่อครู่ท่านไม่ส่งเสียงสักคำตอนถูกท่านพ่อเฆี่ยนตี ข้ายังนึกว่าท่านไม่รู้จักเจ็บปวด สุดท้ายก็เสแสร้งทั้งสิ้น”เสิ่นฉาง
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นย่อมทนดูต่อไปไม่ได้เสิ่นฉางหลิงกับเสิ่นฉางชินล้วนเป็นบุตรหลานที่นางเฝ้ามองมาตั้งแต่เล็ก โดยเฉพาะเสิ่นฉางหลิงที่นางเอ็นดูเป็นพิเศษ เขาไม่มีเล่ห์เหลี่ยม รู้จักพูดจาเอาใจคนฟัง แม้ที่ผ่านมาไม่ได้ดีเท่าเสิ่นฉางชิน ทั้งยังไม่ชอบร่ำเรียน แต่ดูก็รู้ว่าเป็นเด็กจิตใจดีคนหนึ่งลูกหลานสกุลเสิ่น ขอเพียงจิตใจไม่ชั่วร้ายก็ถือเป็นเด็กดี เป็นหลานรักของนางแล้วและหลานรักของนางย่อมไม่อาจเฆี่ยนตีฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นไม่พูดพร่ำ เดินตรงเข้าไปหาเสิ่นซู่ ยื่นมือคว้าแส้ในมือเขา พร้อมสั่งให้คนรีบแก้เชือกที่มัดตัวเสิ่นฉางหลิงออกครั้นเสิ่นซู่เห็นมารดาเข้ามาคว้าแส้ ไหนเลยจะกล้าออกแรงต่อ รีบยั้งมือจึงไม่ฟาดถูกตัวนาง ก่อนกล่าวอย่างร้อนรนว่า “ท่านแม่จะมายุ่งกับเจ้าเด็กอกตัญญูผู้นี้ไปไย เขาไม่สนแม้แต่ธรรมเนียมหรือความเหมาะสมแล้ว”“แต่งงานได้เพียงวันเดียวก็หนีไป ซ้ำไม่คิดกลับมาพาภรรยาไปเยี่ยมบ้านเดิมวันพรุ่งนี้ หากเรื่องนี้แพร่ออกไป คนนอกย่อมพูดกันว่าข้าเสิ่นซู่มีลูกไม่เอาไหน อบรมสั่งสอนลูกไม่ดี สกุลเราไร้กฎระเบียบ”“เช่นนั้นแล้ว ข้าจะไปชี้แจงกับทางครอบครัวสะใภ้ได้อย่างไร?!”ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่น







