Masukปึก!
“กรี๊ดด!” ร่างเล็กดิ้นพล่านราวกับโดนของร้อนเมื่อจู่ ๆ ความแข็งขันของคนตรงหน้าก็พุ่งเข้ามาไม่ให้เธอได้มีเวลาตั้งตัว
“อย่าดิ้น! มันจะหลุด” เสียงดุว่าพลางกดสองขาเรียวให้แบะอ้าออกจากกัน ยิ่งทำให้ร่างเล็กขัดขืนเพราะรู้สึกเจ็บ
“เจ็บ!”
“คิดว่าเจ็บเป็นคนเดียวหรือไง” ชีคหนุ่มถอนหายใจดังพรืดขณะหลุบตามองอาวุธร้ายที่เข้าไปในกายสาวได้เพียงส่วนหัว ความคับแคบที่บีบรัดปลายอาวุธทำให้ใบหน้าคมคายเหยเก “แต่ก็อย่างที่บอกไป ว่าวันนี้ฉันต้องได้เห็นเลือดเธอ”
ปึก!
“กรี๊ดด!” / “อ๊าสส!”
“เจ็บ… มันเจ็บ” เสียงแหบแห้งเอ่ยขณะนอนกำมือแน่น สองตากลมมีหยาดน้ำใสไหลออกมาไม่หยุด “คุณ บะ เบาหน่อย”
ฟู่วว!
ลมหายใจร้อน ๆ พ่นออกมาขณะใบหน้าคมบิดเบี้ยวไม่ต่างกับคนที่นอนอยู่ ช่องทางคับแคบที่แทรกตัวเข้าไปได้ทำให้ชีคหนุ่มหายใจติดขัด ความอ่อนนุ่มปนอุ่นแต่แรงบีบรัดไม่ธรรมดาทำให้ยากจะขยับกาย หากถอนออกก็คล้ายจะขาด หากขยับเข้าก็แน่นหนึบจวนจะขาดใจ
“เธอ… ซี๊ดด” กลีบปากหนาเม้มกันแน่นเมื่อสะโพกสอบเริ่มโยกเบา ๆ มือสองข้างกำต้นขาอ่อนของคนตรงหน้าไว้ หลุบตาลงมองแก่นกายร้อนผ่าวที่กำลังเคลื่อนตัวผ่านช่องแคบชื้นแฉะด้วยความพอใจ มองของเหลวสีแดงปนใสไหลอาบกายแกร่งแล้วอารมณ์ยิ่งพลุ่งพล่าน พอสะโพกสอบเริ่มโยกถี่ขึ้น ช่องทางคับแคบก็ยิ่งลื่นชื้นราวกับว่าคนตรงหน้าปรับตัวได้แล้ว
“อ๊าา” กายบางแอ่นขึ้นเมื่อความเสียวซ่านเข้ามาแทนความเจ็บปวดก่อนหน้า สองขาเรียวที่เคยสั่นเกร็งจนปวดหนึบตอนนี้เริ่มผ่อนคลายลง “…จะจบตอนไหนคะ” คำถามนี้ทำชีคหนุ่มแค่นขำออกมา
“ฉันเพิ่งเริ่ม สโรชา”
ปึก!
“อ๊าา” เสียงครางกระเส่าของร่างน้อยดังสลับกับเสียงคำรามของชีคหนุ่ม จังหวะเอวสอบที่ขยับโยกไปมาถี่ ๆ เกิดเป็นเสียงเนื้อกระทบเนื้อดังก้องห้อง ยิ่งสโรชาร้องครางดังขึ้นเท่าไร หัวใจแกร่งก็เต้นโครมครามไม่หยุด ยิ่งจ้องมองดวงหน้าน้อยที่บิดเบี้ยวราวกับทรมาน มองคิ้วเรียวที่ย่นชนกันราวกับกำลังอดทน ก็ยิ่งปลุกเร้าอารมณ์กระสันของเขาให้เพิ่มมากขึ้น
“คุณ… ตรงนั้นมัน…” ดวงตากลมมีแพขนตาเปียกชุ่มมองเจ้าของกายแกร่งที่ขยับโยกตัวเข้าหาในจังหวะถี่รัว “ตรงนั้นมันรู้สึกแปลก ๆ”
“ตรงนี้หรือเปล่า” เสียงแหบพร่าเอ่ยถามพร้อมช้อนตามองร่างอรชรเบื้องหน้า สะโพกสอบผ่อนจังหวะให้เบาลงแล้วใช้นิ้วใหญ่บดขยี้ทับทิมเม็ดงามกลางหว่างขาสาวแรง ๆ “ตรงนี้ใช่ไหม”
“อ๊ะ อ๊าา ไม่เอา” คราวนี้ร่างน้อยบิดเร่าไปมาด้วยความเสียวซ่าน จุดอ่อนไหวที่ถูกนิ้วมือใหญ่กระตุ้นทำให้หยาดน้ำหวานเริ่มไหลออกมา ทั้งแรงตอดรัดของช่องทางคับแคบก็ตอบสนองรุนแรงขึ้น จนกายแกร่งที่แช่ตัวอยู่ทนไม่ไหวต้องเริ่มขยับ
ปึก!
“อื้อ!” เอวสอบกระแทกเข้าหากายสาวถี่ ๆ ขณะมือข้างหนึ่งยังคงบดขยี้ทับทิมเม็ดน้อยรุนแรง
“อ๊าสส!” ชีคหนุ่มเปล่งเสียงคำรามออกมาติด ๆ ยามที่ช่องแคบตอดรัดกายแกร่ง ทั้งพึมพำในลำคอหนายามที่ร่างกายกระตุกเกร็ง และขบเม้มปากยามที่สองขาเรียวกอดเกี่ยวเอวเขาแน่นขึ้น
“พะ พอแล้ว ไม่ไหวแล้ว” เสียงแหบแห้งร้องบอกเมื่อร่างกายกระตุกเกร็งไปแล้วหลายครั้ง
“ขอแรงกว่านี้แล้วจะพอ” ชีคหนุ่มโน้มตัวลงไปกระซิบข้างใบหูเล็กก่อนจะตวัดลิ้นสากหยาบชื้นไปตามติ่งหู ขบเม้มเนื้อนิ่มเบา ๆ จนร่างน้อยเสียววาบ
กลับมาที่ปัจจุบัน…“อัสซาน! กลับมาแล้วเหรอ” เสียงใสขององค์หญิงตัวน้อยดังขึ้นทันทีที่รู้ว่าใครบางคนกลับจากโรงเรียนแล้ว แม้จะเป็นช่วงปิดเทอมฤดูร้อนแต่อัสซานซึ่งเป็นลูกบุญธรรมของคาริบกับโยธกาก็ยังไปเรียนอยู่ตลอด และเป็นโรงเรียนประจำที่กลับบ้านได้เฉพาะเสาร์อาทิตย์เท่านั้นจึงทำให้เด็กชายไม่รู้เลยว่าตอนนี้ที่บ้านมีแขก“องค์หญิง…” ดวงตากลมเบิกกว้างขึ้นเมื่อได้ยินเสียงสดใสของใครบางคน ร่างร้อยในชุดกระโปรงสีชมพูฟูฟ่องวิ่งลงจากบันไดมาด้วยรอยยิ้มกว้าง ก่อนจะพุ่งเข้าไปกอดคนตรงหน้าที่ยังงงอยู่“ได้ยังไงพ่ะย่ะค่ะ องค์หญิงอยู่ที่นี่ได้ยังไง...” เด็กชายวัยสิบขวบมองเด็กน้อยตรงหน้าอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง เพราะทุกครั้งที่เขาได้เจอเธอคือตอนไปคฤหาสน์ฟูไจราห์กับบิดา“อัสซานกลับมาแล้วเหรอลูก” คาริบเดินลงมาจากบันไดเอ่ยกับลูกชาย แม้จะจับปืนมาทั้งชีวิต แต่พอรับอัสซานมาเป็นลูกเขาก็อ่อนโยนขึ้นและทำหน้าที่ของพ่อได้อย่า
“เฮ้ย! ห้องนั้นเข้าไปไม่ได้นะคุณ”“ทามมาย” ศีรษะทุยหันมาถามคนที่รั้งแขนเอาไว้ทัน แต่มืออีกข้างของเธอก็เกาะขอบประตูไว้แน่น“โอเค ถ้าจะนอนก็นอนเงียบ ๆ เดี๋ยวผมจะไปนอนห้องคุณโอเคไหม แต่ห้ามรื้อค้นอะไรทั้งนั้น”“อู้หูววว” เหมือนคนเมาจะไม่ฟังอะไร สายตาหยาดเยิ้มจ้องมองมาที่แผ่งอกแกร่งแล้วทาบฝ่ามือร้อน ๆ ลง “ผู้ชายอะไรนมโต๊โต”“คุณโยธกา” มือใหญ่รีบคว้าข้อมือเล็กไว้พร้อมเค้นเสียงลอดไรฟัน ถลึงตาใส่คนตรงหน้าด้วยแววตาดุ ๆ ทว่าคนเมาจะไปรู้อะไร เธอไม่สนใจด้วยซ้ำว่าเขาจะทำหน้าแบบไหน“เรียกทำไมจ๊ะคนหล่อ”“เอามือออกจากหน้าอกผม”“อ๋อ หวงเหรอจ๊ะ ขอจับหน่อยหนึ่งก็ไม่ได้”“คุณนี่แปลกตั้งแต่วันแรกที่เจอยังไง วันนี้ก็แปลกอย่างนั้นนะครับ”“แปลกแต่แซ่บนะจ๊ะ ถ้าลองแล้วจะติดใจ”“คุณโยธกา”
หลังงานแต่งงานของเชคอาซิซกับเชคคาห์สโรชาจบลง ไม่นานงานหมั้นของคาริบกับโยธกาก็ถูกจัดขึ้น แน่นอนว่าหลังหมั้นกันแล้วทั้งคู่ก็แยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตัวเอง ไม่ได้ติดต่ออะไรกันราวกับว่าการหมั้นหมายไม่เคยเกิดขึ้น โยธกาอยู่ที่เมืองไทยเพราะยังติดเรื่องฝึกงานและวางแผนไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ ส่วนเพื่อนซี้เธอนั้นเพราะฝึกงานในบริษัทฯ ของสามีตัวเองจึงไม่มีปัญหาเรื่องชั่วโมงฝึก และเพราะมีเบบี๋แล้วเลยต้องยกเลิกแพลนเรียนต่อไปก่อน คาริบเองก็ไป ๆ มา ๆ ระหว่างเมืองไทยกับฟูไจราห์ แต่หลังจากเจ้านายแต่งงานเขาก็มาอยู่เมืองไทยเป็นหลักเพราะเชคคาห์ตั้งท้อง คนเป็นสามีเลยต้องอยู่ดูแลอย่างใกล้ชิด ทำให้งานทุกอย่างในเมืองไทยและประเทศใกล้เคียงตกอยู่ที่เขา“อีกห้าวันก็ได้ถอนหมั้นแล้วสินะ” คนที่หยิบเสื้อคลุมมาสวมเอ่ยกับเงาตัวเองที่สะท้อนในกระจก แม้โยธกาจะยังไม่ได้ไปเรียนต่อแต่เธอก็รักษาระยะห่างจากเขาและแสดงให้ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายเข้าใจไปเองว่าทั้งคู่กำลังห่างเหินกัน คาริบซึ่งยุ่งกับงานอยู่แล้วจึงไม่ต้องแสดงละครเพราะเขายุ่งจริง ๆ ทำให้ความสมจริงเ
แปดปีก่อน…ทันทีที่กลับเข้ามาในคฤหาสน์หลังใหญ่ซึ่งเป็นสถานที่ทำงานแสนคุ้นเคย ชายหนุ่มผู้ที่เป็นทั้งหัวหน้าหน่วยอารักขาและเลขาคนสนิทของผู้นำรัฐก็ต้องตกใจ เมื่อสายเรียกเข้าจากพ่อบังเกิดเกล้าทำให้เขาได้ยินเรื่องประหลาดเข้า“ผมไปมีแฟนตั้งแต่ตอนไหนครับ? ไม่เห็นจะรู้เลย” หลังโวยวายไปแบบนั้น เรื่องยาวยืดน่าปวดหัวก็ทำให้เขารีบนั่งเครื่องบินส่วนตัวของเจ้านายจากฟูไจราห์ตรงไปอาบูดาบีบ้านเกิดทันทีเมื่อจัดการเรื่องวุ่นวายที่บ้านเสร็จแล้วเขาก็รีบกลับมายังฟูไจราห์เพื่อรอคอยเจ้านายทั้งสองอย่างใจจดใจจ่อ นี่เป็นครั้งแรกที่ชายหนุ่มมากความสามารถรู้สึกเหมือนคอตัวเองวางอยู่บนแท่นประหาร รอวันที่เจ้านายจะมาช่วยเหลือ“หัวหน้า ท่านเชคกับท่านเชคคาห์กลับมาแล้วครับ” คาริบถอนหายใจหนัก ๆ ออกมาด้วยความโล่งอก เป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์กว่า ๆ ที่เจ้านายทั้งสองของเขาทิ้งงานหลายอย่างไว้ให้โดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า ยิ่งไปกว่านั้นยังให้เขาไปออกงานแทนจนมีคนเข้าใจผิดคิดว่าเขาเป็
เสียงกรีดร้องของเชคคาห์สาวทำให้ภายในกองเกิดความโกลาหลไปชั่วขณะ แต่ก็จบลงด้วยการที่เชคอาซิซออกมาบอกว่ามีงูทะเลทรายเข้าไปในกระโจม แต่เขาจัดการมันเรียบร้อยแล้ว ทุกคนจึงแยกย้ายกันไปทำหน้าที่เฝ้ายามและบางส่วนก็แยกย้ายกันไปนอนต่อ“เกือบเป็นเรื่องแล้วไหมคะ” พอกลับเข้าไปในกระโจมร่างน้อยก็หันไปดุคนข้าง ๆ การที่เขาพลิกตัวกะทันหัน ทำให้เธอที่กลายเป็นฝ่ายอยู่ใต้ร่างเผลอกรีดร้องออกมาด้วยความตกใจ แถมแสงไฟจากตะเกียงที่กระทบใบหน้าของเขาก็ทำให้คนที่อยู่ใต้ร่างรู้สึกไม่ปลอดภัย หากข้ารับใช้ไม่ร้องถามและไม่เกิดความโกลาหลขึ้นเสียก่อน เธอคงได้นอนหอบอยู่ใต้ร่างเขาไปแล้ว“ก็ใครเป็นคนเริ่มก่อนล่ะ” เสียงทุ้มเถียงกลับขณะมองภรรยาล้มตัวนอนลงบนฟูกผืนหนา ร่างกำยำรีบกระตุกเชือกเสื้อคลุมออกอย่างรวดเร็วทำเอาคนที่เพิ่งเอนกายลงรีบร้องท้วง“จะทำอะไรคะ”“มาต่อให้จบเถอะ ไม่งั้นคืนนี้ฉันหลับไม่ลงแน่ ๆ” ก็เธอยั่วให้อยากแล้วจากไปอย่างนั้น เขาทนได้จนถึงตอนนี้ก็ดีแค่ไหนแล้ว
ผ่านมาสองวันแล้วที่กองคาราวานของเชคอาซิซยังปักหลักอยู่ที่โอเอซิสแห่งใหม่ เพื่อให้ความร่วมมือกับทางโอมานที่ส่งคนเข้ามาวัดระดับของน้ำเพื่อติดป้ายเตือนความลึกตื้น และปักธงของประเทศรวมถึงป้ายถือครองกรรมสิทธิ์ ทำให้แนวชายแดนระหว่างโอมานกับเอมิเรสต์มีทหารติดอาวุธของสองประเทศคอยลาดตระเวนอยู่ ทั้งที่ปกติแล้วในทะเลทรายไม่จำเป็นต้องมีทหารลาดตระเวน และสองวันที่ผ่านมาการอารักขาบริเวณกระโจมของฟูไจราห์ก็แน่นหนาขึ้น อีกทั้งเหนือน่านฟ้าของสองประเทศยังมีเฮลิคอปเตอร์ของสองกองทัพบินวนอยู่แทบจะทั้งวัน“ผมกลับแล้วนะท่านพี่ ไว้พบกันใหม่นะครับพี่สะใภ้” เชคอาคิมบอกลาพี่ชายและพี่สะใภ้ก่อนจะบังคับอูฐให้เดินออกไปกับขบวน“น้องชายของคุณจะแต่งงานจริง ๆ เหรอคะ ดูไม่เหมือนคนที่กำลังจะแต่งงานเลย” เสียงหวานหันไปถามสามีขณะเดินกลับเข้ามาในกระโจม สีหน้าของอีกฝ่ายดูกลัดกลุ้มอยู่ตลอด ทำให้ตลอดเวลาของการพบกันเชคคาห์สาวไม่กล้าเอ่ยถึงผู้ที่จะมาเป็นน้องสะใภ้“ถูกคลุมถุงชน คงไม่ดีใจหรอก” คนตอบแค่นยิ้ม







