Masukไอเย็นฉ่ำจากเครื่องปรับอากาศภายในห้องนอนแขกของเพนต์เฮาส์สุดหรู ไม่ได้ช่วยลดทอนความร้อนรุ่มในใจของร่างเล็กที่กำลังขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนาได้เลยแม้แต่น้อย
ยิหวาขยับตัวพลิกไปมาอย่างอึดอัด ก่อนจะปรือตากลมโตขึ้นช้า ๆ ท่ามกลางความสลัวของห้องที่ผ้าม่านสีทึบถูกปิดสนิทจนมองไม่เห็นสภาพอากาศภายนอก หญิงสาวยกมือขึ้นขยี้ตาตัวเองแรง ๆ หวังจะสลัดภาพเหตุการณ์เมื่อคืนให้หลุดพ้นไปจากสมอง ทว่ายิ่งพยายามลืม มันกลับยิ่งฉายชัดราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่วินาทีก่อน
สัมผัสอุ่นร้อนที่ประทับลงมาบนกลีบปาก กลิ่นมินต์เย็น ๆ ที่ผสมผสานกับน้ำหอมบุรุษกลิ่นสุขุม และอ้อมแขนแกร่งที่โอบรัดร่างของเธอเอาไว้บนโซฟาตัวใหญ่กลางห้องนั่งเล่น
“ไอ้ลุงบ้า ไอ้หมอหน้าเลือด ไอ้คนฉวยโอกาส!”
ยิหวาพึมพำด่าคนตัวโตด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่า ใบหน้าหวานจิ้มลิ้มที่มักจะเชิดรั้นอยู่เสมอ บัดนี้กลับแดงเถือกไปจนถึงใบหู เธอคว้าหมอนใบโตขึ้นมาทุบระบายอารมณ์อยู่พักใหญ่ ก่อนจะจำใจสะบัดผ้าห่มออกแล้วก้าวลงจากเตียงเพื่อไปจัดการตัวเองในห้องน้ำ
เมื่อส่องกระจกดู เธอก็ต้องกัดฟันกรอด ริมฝีปากได้บวมเจ่อขึ้นมาเล็กน้อยอย่างเห็นได้ชัด แถมที่บริเวณลาดไหล่ค่อนไปทางซอกคอยังมีรอยจ้ำสีแดงจาง ๆ ที่เกิดจากการขบเม้มอย่างเอาแต่ใจของใครบางคนทิ้งเอาไว้เป็นหลักฐานอีกด้วย
“เล่นฝากรอยไว้แบบนี้ แล้วหนูจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนเล่า”
ยิหวาโวยวายกับเงาตัวเองในกระจก เธอรีบจัดการอาบน้ำล้างหน้าล้างตา พยายามดึงความห้าวเป้งและสติสัมปชัญญะที่แตกกระเจิงไปเมื่อคืนให้กลับคืนมา วันนี้เธอมีคลาสเรียนวิชาการจัดการเชิงกลยุทธ์ที่คณะตั้งแต่เก้าโมงเช้า และนี่คือข้ออ้างชั้นดีที่จะช่วยให้เธอ ‘หนี’ ออกไปจากกรงทองแห่งนี้ก่อนที่ราชสีห์หนุ่มจะตื่นขึ้นมาทวงถามเรื่อง ‘การรักษาแผลใจ’ ต่อ
เธอเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้า เลือกหยิบเสื้อนักศึกษาตัวโคร่งแบบโอเวอร์ไซส์มาสวม จับคู่กับกระโปรงพลีทสีดำและรองเท้าผ้าใบสีซอมซ่อคู่เก่ง ก่อนจะคว้าเสื้อคาร์ดิแกนตัวโปรดมาสวมทับไว้อีกชั้น หญิงสาวรวบผมยาวสลวยมัดเป็นหางม้าสูง ๆ ปล่อยปอยผมตกลงมาปรกกรอบหน้าหวาน ๆ เพื่อเสริมลุคให้ดูทะมัดทะแมงและพร้อมรบที่สุด เมื่อสำรวจตัวเองในกระจกจนแน่ใจว่าคราบสาวน้อยในชุดเดรสแชมเปญถูกลบออกไปจนหมดสิ้น เธอก็สะพายเป้ใบเก่งแล้วย่องออกจากห้องนอนอย่างเงียบเชียบ
บรรยากาศภายในเพนต์เฮาส์ยังคงเงียบสงบ ยิหวาชะโงกหน้ามองไปทางประตูห้องนอนมาสเตอร์ที่ปิดสนิท ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะรีบคว้าปากกามาเขียนโน้ตแผ่นเล็ก ๆ วางทิ้งไว้บนเคาน์เตอร์ครัว
‘ไปเรียนแล้ว ไม่ต้องไปส่ง มีมือมีเท้าไปเองได้ — ผู้จัดการส่วนตัว’
แปะกระดาษโน้ตเสร็จ เธอก็รีบพุ่งตัวออกจากห้องไปราวกับติดปีก โดยไม่รู้เลยว่าการหนีปัญหาของเธอในเช้าวันนี้ จะนำพาวุ่นวายระดับสิบมาให้ในตอนเย็น
*******************************************
คลาสเรียนวิชาการจัดการเชิงกลยุทธ์ในยามสาย คึกคักไปด้วยนักศึกษาคณะบริหารธุรกิจชั้นปีที่สี่ ยิหวาเดินหอบเอกสารประกอบการเรียนเข้ามาในห้องเลกเชอร์ สายตากวาดมองหาเพื่อนสนิทของเธอ ก่อนจะระบายยิ้มกว้างเมื่อเห็นร่างคุ้นตาสองคนนั่งจองที่ไว้ให้ที่แถวกลาง
“นังชะนีหวา! ทางนี้ย่ะ!”
เสียงเรียกแหลมปรี๊ดของเจได เพื่อนสาวประเภทสองที่แต่งตัวจัดเต็มตั้งแต่หัวจรดเท้า ดังข้ามโต๊ะเลกเชอร์มาแต่ไกล เจไดเป็นเพื่อนสนิทอีกคนในกลุ่มที่มีความมั่นใจเกินร้อย ใบหน้าถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางแบรนด์เนมอย่างประณีต ขนตางอนเด้งเบอร์สุด เสื้อนักศึกษาถูกรัดรูปโชว์สัดส่วนพร้อมเข็มขัดแบรนด์หรูเส้นโต ข้าง ๆ กันนั้นมีเจ้าขา หญิงสาวใบหน้าหวานละมุนที่ช่วงนี้ดูอิ่มเอิบและมีออร่าของคนกำลังอินเลิฟกับคุณอาผู้ปกครองแบบสุด ๆ กำลังโบกมือเรียกเพื่อนรักด้วยรอยยิ้มสดใส
ยิหวารีบเดินเข้าไปหาพลางหย่อนก้นลงนั่งบนเก้าอี้เลกเชอร์ข้าง ๆ กัน
“ทำไมวันนี้มาซะเช้าเลย ปกติเห็นชอบมาตอนอาจารย์เช็กชื่อพอดี” เจ้าขาเอ่ยแซวพลางสังเกตใบหน้าของเพื่อนรัก
“นั่นสิยะ” เจไดเสริมทัพทันที สายตาเฉียบคมดุจเหยี่ยวของเพื่อนสาวประเภทสองกวาดมองยิหวาตั้งแต่หัวจรดเท้า “แล้วนี่แต่งตัวบ้าอะไรของแก อากาศข้างนอกร้อนแทบจะสุกเป็นหมูกรอบ แกดันใส่เสื้อนักศึกษาติดกระดุมยันคอหอย แถมยังทับด้วยคาร์ดิแกนอีก นึกว่าอยู่ขั้วโลกเหนือหรือไงยะ หรือว่า...แอบไปซ่อนอะไรไว้”
คำถามแทงใจดำทำเอายิหวาสะดุ้งสุดตัว แม้เจ้าตัวจะพยายามทำหน้านิ่งและทำตัวห้าวเหมือนปกติ แต่คนเป็นเพื่อนสนิทมีหรือจะดูไม่ออกว่าแววตาของยิหวามันดูเลิ่กลั่กและเหม่อลอยแปลก ๆ
“ก...ก็แฟชั่นไง แฟชั่นน่ะแกรู้จักไหม เจไดแกน่ะมันพวกแฟชั่นตกรุ่น ไม่เข้าใจสไตล์สาวชิคหรอก” ยิหวาโวยวายเสียงหลง รีบหยิบสมุดจดขึ้นมาวางบนโต๊ะเพื่อกลบเกลื่อนความประหม่า มือบางเผลอยกขึ้นตะปบปกเสื้อคาร์ดแกนของตัวเองแน่น
“เหรอ...” เจไดลากเสียงยาว หรี่ตามองเพื่อนอย่างจับผิดสุด ๆ “แฟชั่นหรือพยายามปิดรอยสมรภูมิรักกันแน่ยะ เมื่อคืนอาวินบอกเจ้าขาว่าหมอภัคพาผู้หญิงไปเปิดตัวในงานเลี้ยงสมาคมแพทย์ แถมยังประกาศกร้าวต่อหน้าชะนีทั้งงานว่าเป็นคนที่เขากำลังดูแลอยู่ด้วย ผู้หญิงคนนั้น ใช่แกหรือเปล่านังยิหวา”
ยิหวาเบิกตากว้าง
“บ... บ้าเหรอ! ฉันเนี่ยนะจะไปงานสมาคมแพทย์ ตาลุง...เอ้ย คุณหมอเขาจ้างฉันไปเป็นแค่ไม้กันหมาเฉย ๆ หรอก เพื่อตบตาคุณหญิงแม่เขาไง แกก็รู้ว่าฉันเป็นหนี้เขาตั้งห้าแสน”
“ไม้กันหมาอะไรจ๊ะ ถึงได้โดน ‘กัด’ จนคอเป็นรอยแดงขนาดนี้”
จังหวะที่ยิหวาเผลอยกมือขึ้นชี้หน้าเพื่อน เจไดก็ไวกว่า อาศัยจังหวะดึงเสื้อคาร์ดแกนและคอเสื้อนักศึกษาของเพื่อนออกเล็กน้อย เผยให้เห็นรอยกุหลาบสีแดงจาง ๆ ที่ตัดกับผิวขาวเนียนบริเวณซอกคออย่างชัดเจน
“ว้ายยย! คุณพระช่วย! นังหวาโดนโคแก่กินหญ้าอ่อนแล้วค่า!” เจไดยกมือขึ้นทาบอก กรีดร้องเสียงกระซิบด้วยความตื่นเต้นขั้นสุด
เจ้าขาที่เห็นรอยนั้นเต็มสองตาก็ถึงกับอ้าปากค้าง “ยิหวา...นี่แกกับอาหมอภัค...”
แสงแดดยามเช้าสาดส่องลงมากระทบผืนน้ำทะเลสีฟ้าเทอร์ควอยซ์ของหมู่เกาะมัลดีฟส์ เสียงคลื่นลูกเล็ก ๆ กระทบเสาไม้ของวิลลากลางน้ำสุดหรูดังก้องเป็นจังหวะ บรรยากาศแสนโรแมนติกที่คู่ฮันนีมูนทั่วโลกใฝ่ฝัน ทว่าภายในห้องนอนกว้างขวางบนเตียงคิงไซส์หนานุ่มกลับเหลือเพียงความว่างเปล่าใต้ผ้าห่ม หมอภัคค่อย ๆ ลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกงัวเงีย แขนแกร่งวาดออกไปควานหาความนุ่มนิ่มของภรรยาตัวน้อยที่เพิ่งสวมแหวนแต่งงานกันไปหมาด ๆ แต่กลับพบเพียงรอยยับย่นและอุณหภูมิอุ่น ๆ ที่หลงเหลืออยู่ คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน ท่านประธานบริรักษ์กรุ๊ปผุดลุกขึ้นนั่ง สวมชุดคลุมอาบน้ำสีเข้มทับร่างเปลือยเปล่าท่อนบนที่เต็มไปด้วยรอยขีดข่วนบาง ๆ จากสมรภูมิรักเมื่อคืน เขาก้าวเดินออกจากห้องนอน มุ่งหน้าไปยังระเบียงไม้กว้างด้านนอกที่ยื่นออกไปเหนือผืนน้ำทะเล แล้วภาพตรงหน้าก็ทำเอาหมอภัคถึงกับหลุดหัวเราะออ
แสงไฟแชนเดอเลียร์ในห้องแกรนด์บอลรูมถูกหรี่ลงจนสลัว ถูกแทนที่ด้วยแสงเลเซอร์สีสันสดใสและบีตดนตรีอีดีเอ็มจังหวะสนุกสนานจากดีเจชื่อดังที่ถูกจ้างมาเพื่องานนี้โดยเฉพาะ บรรยากาศความหรูหราแบบผู้ดีเก่าในช่วงพิธีการ ถูกเปลี่ยนเป็นฟลอร์เต้นรำสุดเหวี่ยงสำหรับช่วงอาฟเตอร์ปาร์ตี้ เสียงเป่าปากและเสียงเชียร์ดังกึกก้อง เมื่อนายหญิงบริรักษ์ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งในชุดที่เรียกเสียงฮือฮาไปทั่วทั้งงาน ยิหวาสลัดคราบกระสอบข้าวสารฝังเพชรทิ้งไปจนหมดสิ้น หญิงสาวก้าวเข้ามาในชุดมินิเดรสสีขาวมุกที่ตัดเย็บด้วยฝีมือตัวเอง ท่อนบนเป็นคอร์เซ็ตเข้ารูปอวดทรวดทรงองค์เอวชัดเจน แต่ที่เด็ดที่สุดคือดีไซน์โชว์แผ่นหลังขาวเนียนลึกไปจนถึงบั้นเอวคอด ชายกระโปรงสั้นเหนือเข่าประดับด้วยขนนกกระจอกเทศพลิ้วไหวไปตามจังหวะการก้าวเดิน ดูเปรี้ยวซ่า ทะมัดทะแมง และเซ็กซี่จนหนุ่ม ๆ ในงานแทบจะเหลียวหลัง “ว้าว
คืนก่อนวันวิวาห์แห่งปี ภายในเพนต์เฮาส์หรูชั้นบนสุดใจกลางเมือง ยิหวาในชุดนอนผ้าซาตินสายเดี่ยว นั่งขัดสมาธิอยู่บนพรมหน้าเตียงคิงไซส์ รอบตัวเต็มไปด้วยกระเป๋าเดินทางใบโตสองใบที่เปิดอ้าซ่า หญิงสาวกำลังง่วนอยู่กับการจัดกระเป๋าสำหรับทริปฮันนีมูนที่มัลดีฟส์ “ครีมกันแดด แว่นตา อ้อ! ลืมไม่ได้เด็ดขาด” ยิหวาพึมพำ ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบฮาร์ดแวร์วอลเล็ตหรือแฟลชไดร์ฟเก็บคริปโตเคอร์เรนซีสุดหวงแหน ใส่ลงในช่องซิปลับของกระเป๋าสะพายอย่างระมัดระวัง “ไปฮันนีมูนที่เกาะส่วนตัว ยังจะพกกระเป๋าตังค์ดิจิทัลไปอีกเหรอ” เสียงทุ้มคุ้นหูดังขึ้น พร้อมกับร่างสูงใหญ่ของหมอภัคที่เพิ่งก้าวออกมาจากห้องน้ำ เขาทรุดตัวลงนั่งซ้อนด้านหลังภรรยาตัวน้อย วาดวงแขนแกร่งโอบรัดเอวคอดเอาไว้หลวม ๆ “ต้องพกสิคะ เผื่อตลาดมันแดงเดือดตอนเรากำลั
ณ ห้องรับรองสุดหรูภายในคฤหาสน์บริรักษ์บรรยากาศในห้องตอนนี้ไม่ได้ตึงเครียดด้วยรังสีอำมหิต แต่มันเต็มไปด้วยรังสีความกดดันแบบแปลก ๆ เมื่อคุณหญิงปิ่นแก้วนั่งกอดอก หน้ามุ่ยอยู่บนโซฟาหลุยส์ตัวโต โดยมีลูกชายและว่าที่ลูกสะใภ้นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม บนโต๊ะกระจกตรงกลาง มีแฟ้มพรีเซนเทชันงานแต่งงานสองแบบวางคู่กัน แบบแรกคือป่าหิมพานต์สุดอลังการดาวล้านดวงของออร์แกไนเซอร์ และแบบที่สองคือมินิมอลลักชัวรีที่ยิหวาแอบไปสั่งแก้มาใหม่ “ตาภัค ยิหวา พวกเธอจะบ้าหรือไง!” คุณหญิงปิ่นแก้วเปิดฉากด้วยน้ำเสียงปรี๊ดปร๊าด “งานแต่งงานของประธานบริรักษ์กรุ๊ป ทายาทหมื่นล้านนะ ไม่ใช่งานผูกข้อมือใต้ต้นมะขาม จะให้จัดงานมินิมอล ดอกไม้เรียบ ๆ ไม่มีเค้กสูงสิบสองเมตร ไม่มีเฮลิคอปเตอร์โปรยดอกกุหลาบได้ยังไง ขืนจัดเล็ก ๆ แบบนี้
หนึ่งสัปดาห์ก่อนวันวิวาห์แห่งปี... บรรยากาศภายในบริรักษ์ เวลเนส แอนด์ สปา สาขาทองหล่อ เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ พนักงานทุกคนทำงานกันอย่างกระฉับกระเฉง รอยยิ้มที่มอบให้ลูกค้าไม่ใช่รอยยิ้มที่ถูกบังคับด้วยกฎเกณฑ์ แต่เป็นรอยยิ้มที่มาจากความสุขจริง ๆ เพราะตั้งแต่ยิหวาเข้ามาบริหารและปรับโครงสร้างสวัสดิการใหม่ ล้างบางระบบทุจริต และตั้งโบนัสตามผลงานอย่างยุติธรรม ทำให้ทุกคนรู้สึกรักและพร้อมถวายหัวให้ว่าที่นายหญิงคนนี้จากใจ ภายในห้องทำงานผู้จัดการที่กรุกระจกใสรอบด้าน ยิหวานั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่ ในมือไม่ได้ถือแฟ้มสรุปยอดขายของคลินิก แต่กำลังถือไอแพดและขะมักเขม้นอยู่กับการเช็กพอร์ตการลงทุนในตลาดคริปโตเคอร์เรนซี นัยน์ตากลมโตจ้องกราฟสีเขียวสีแดงที่กำลังวิ่งขึ้นลงด้วยความจริงจัง ราวกับกำลังผ่าตัดคนไข้ “อืม... จังหวะนี้แหละ ย่อมาแตะแนวรับพอดี ต้องถัวเพ
เวลาตีสี่ครึ่ง ในขณะที่คนทั้งกรุงเทพมหานครยังคงหลับสนิทอยู่ใต้ผ้าห่มอันอบอุ่น แต่ไฟในเพนต์เฮาส์หรูชั้นบนสุดกลับสว่างโร่ พร้อมกับเสียงฝีเท้าที่เดินขวักไขว่ไปมาของทีมงานช่างหน้าช่างผมระดับท็อปของประเทศ ที่ถูกจ้างมาเนรมิตความงามให้กับว่าที่เจ้าสาวแห่งบริรักษ์กรุ๊ป ยิหวาถูกปลุกขึ้นมาตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง หญิงสาวนั่งสัปหงกอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ในห้องแต่งตัว ปล่อยให้ช่างผมม้วนลอนและช่างแต่งหน้าลงรองพื้นไปตามระเบียบ วันนี้คือวันถ่ายพรีเวดดิ้งที่หมอภัคจัดการเคลียร์คิวงานของตัวเองและเธอ เพื่อถ่ายทำเซ็ตภาพประวัติศาสตร์ที่จะนำไปใช้ในงานฉลองมงคลสมรสเดือนหน้า “โอ๊ยยย สวยมากค่าคุณยิหวา ผิวละเอียดจนช่างแทบไม่ต้องลงคอนซีลเลอร์เลยนะคะเนี่ย ออร่าเจ้าสาวจับสุด ๆ” ช่างแต่งหน้าชื่อดังเอ่ยชมเปาะ พลางปัดบลัชออนสีพีชลงบนพวงแก้มใส ยิหวาปรือตาขึ้นมองเงาสะท้อนของตัวเองในกระจก ก่อนจะลอบถอนหายใจ “สวยก็สวยอยู่หรอกค่ะพี่ช่าง แต่ทำไมเราต้องตื่นมาแต่งหน้ากันตั้งแต่ตีสี่ด้วยล่ะคะ ถ่ายรูปในสตูดิโอไม่ใช่เหรอ ไม่ได้ไปรอแสงเช้าที่ยอดดอยซะหน่อย” “แหม คุณยิ
วันรุ่งขึ้น ยิหวาพยายามหลบหน้าหมอภัคทั้งวัน เธอรีบตื่นตั้งแต่เช้าตรู่เพื่อออกไปเรียน และเมื่อถึงช่วงบ่ายที่ต้องเข้าเวรพาร์ทไทม์ที่เดอะ บริรักษ์ คลินิก เธอก็เอาแต่ก้มหน้าก้มตาทำงานอยู่หลังเคาน์เตอร์ ไม่ยอมสบตาหรือพูดคุ
รสจูบที่เต็มไปด้วยการลงทัณฑ์และสัญชาตญาณดิบเถื่อนภายในลานจอดรถทำเอายิหวาแทบขาดใจ ลมหายใจของเธอถูกช่วงชิงไปครั้งแล้วครั้งเล่าจนสมองขาวโพลน สองมือเล็กที่เคยกำแน่นอยู่ที่สายเข็มขัดนิรภัย บัดนี้เปลี่ยนมาขยุ้มคอเสื้อเชิ้ตแ
“ขุ่นพระ...” เจไดยกมือขึ้นทาบอก ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตะลึงลาน “งานพรีเมียม งานนำเข้า งานแด๊ดดี้ที่แท้ทรู นังหวาผัวแกหล่อวัวตายควายล้มมากกกกกก” ยิหวาเบิกตากว้างจนแทบจะถลน หัวใจดวงน้อยร่ว
“ย... ยุงกัด! ยุงที่คอนโดตาลุงนั่นตัวเท่าควายเลยเจ้าขา เจได กัดทีเป็นรอยเบ้อเริ่ม” ยิหวารีบปัดมือเพื่อนออกแล้วรีบติดกระดุมเสื้อคาร์ดิแกนขึ้







