LOGIN“คุณมนก็ลองคุยกับเอ๋ยนะคะ ฉันยังไงก็ได้ขอแค่ยัยเอ๋ยมีความสุขฉันก็พอใจแล้วค่ะ” เธอไม่ได้เห็นแก่เงินทองแต่อยู่ที่นี่เพื่อหลานสาว
“ขอบใจนะแม่น้อมที่ยังอยู่ด้วยกัน” คุณสิรามนขอบคุณคนสนิทที่ช่วยกันเลี้ยงดูหลานสาวมาด้วยกันจนตอนนี้ลิปการ์เรียนจบทำงานและอยากให้มีครอบครัวเธอจะได้หมดห่วงและตอนนี้หลานสาวของเธอคบหากับลูกชายของนายตำรวจรุ่นน้องของสามีและในอดีตเคยช่วยเหลือกันจนได้ดิบได้ดีและเพิ่งขอย้ายกลับมาทำงานที่บ้านเกิดได้สามปีเพราะการช่วยเหลือจากพ่อที่เป็นรองผบช.ภ.6
เวลา16.30น.
ลิปการ์ก็เก็บของเมื่อใกล้เวลาเลิกงานและวันนี้เธอทำงานไม่ค่อยรู้เรื่องเพราะห่วงย่าไม่รู้ว่าจะคุยกับพ่อของเธอรู้เรื่องหรือเปล่าสำหรับเธอนั้นไม่ได้สนใจพ่ออยู่แล้วเพราะมันเลยเวลาที่จะโหยหาความรักจากคนเป็นพ่อที่ไม่ยอมรับและไม่ให้เธอเรียกว่าพ่อในวันที่ปู่จากไปและเธอก็ไม่เคยพูดถึงเขาอีกเลยและเรียกว่าคุณชาและไม่เจอหน้ามาเป็นสิบกว่าปีแต่เห็นเขากับครอบครัวผ่านสื่อและไม่มีความรู้สึกอะไรกับพวกเขา
“สวัสดีค่ะคุณย่า” ลิปการ์จอดรถแล้วเดินเข้าบ้านพร้อมกับถุงขนมที่เธอแวะซื้อมาให้ย่าตายายและฝากคนงานทำสวน
“ซื้ออะไรมาลูก”
“ขนมหวานค่ะคุณย่า เจ้านี้เขาใช้หญ้าหวานแทนน้ำตาลค่ะ แล้ววันนี้คุณชามาไหมคะ” ลิปการ์ตอบย่าแล้วถามหาลูกชายของท่านและเป็นผู้ให้กำเนิดเธอและไม่ได้ส่งเสียเลี้ยงดูเธอ
“มาสิลูก ย่าคุยกับพ่อชาแล้วเราคงต้องหาที่อยู่ใหม่กันแล้วล่ะแม่เอ๋ย” คุณสิรามนพูดับหลานสาวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนรักใคร่ปนเจ็บช้ำเพราะลูกชายและมีแต่ลิปการ์ที่เข้าใจและดูแลเธอมาตลอด
“ค่ะคุณย่า” คนเป็นหลานไม่กล้าถามต่อเมื่อเห็นย่าเสียใจ
“แต่แม่เอ๋ยไม่ต้องห่วงนะลูก ย่าขอให้พ่อของเอ๋ยชดเชยเงินให้เราสิบล้านแล้วย่าจะปล่อยให้เขาจัดการเรื่องที่ดินกับบ้านหลังนี้แล้วแต่จะทำอะไร ย่าอยากให้แม่เอ๋ยลาออกจากงานแล้วเปิดร้านกาแฟทำขนมหรืออยากทำธุรกิจเล็กสักอย่างเพื่อนเลี้ยงตัวเองนะลูก” คุณสิรามนวางแผนให้หลานสาวหากเธอไม่อยู่จะได้มีอาชีพเลี้ยงตัวเองและครอบครัว
“คุณย่าคะ” ลิปการ์ซาบซึ้งใจย่าที่รักเธอดูแลเธอและหวังดีกับเธอมาตลอด
“พรุ่งนี้ย่าจะจัดการโอนทุกอย่างที่ย่ามีให้แม่เอ๋ยทั้งหมดรวมถึงที่ดินทั้งที่เชียงใหม่ที่ย่าคิดว่าจะขายแปลงหนึ่งหรือไม่เราย้ายไปอยู่เชียงใหม่กันดีมั้ยลูก ย่าอยากเปลี่ยนบรรยากาศเหมือนกันเผื่ออะไรมันจะดีขึ้น” คุณสิรามนถามความเห็นหลานสาวเพราะเธอแก่แล้วชีวิตที่เหลือก็อยากจัดการชีวิตของหลานสาวให้มีความสุข
“เอ๋ยแล้วแต่คุณย่าค่ะ” ถ้าสิ่งไหนที่ย่าคิดว่าดีเธอก็พร้อมจะทำตามความต้องการของท่าน
“เรายังมีเวลาสองเดือนที่จะย้ายออกจากบ้านหลังนี้ เอ๋ยลาออกจากงานก่อนแล้วเราไปดูที่ดินที่เชียงใหม่ด้วยกันเดี๋ยวย่าจะโทรหาเพื่อนก่อนเผื่อเขาอยากได้ที่ดินเก็บไว้ให้ลูกหลานจะได้ไปดูด้วยกัน” คุณสิรามนคิดถึงเพื่อนรักที่อยู่กรุงเทพและโทรคุยกันแก้เหงาบ่อยๆและไม่เจอกันเกือบปีแล้วหากจะขอความช่วยเหลือจากเพื่อนคนนี้ก็ได้แต่เธอไม่อยากรบกวน
“ตู้ดดๆๆ..” คุณสิรามนโทรหาเพื่อนสนิทที่อยู่กรุงเทพเพื่อคุยเรื่องที่ดินของเธอ
“สวัสดีจ้ะมน ฉันกำลังคิดถึงเธออยู่พอดีเลย” คุณหญิงฉายฤดีพูดกับเพื่อนแล้วยิ้มให้กันถึงจะแกแต่เธอกับเพื่อนก็โทรวีดีโอคอลคุยกัน
“งั้นเราก็ใจตรงกันน่ะสิคุณหญิงฉาย” คุณสิรามนยิ้มให้เพื่อนสนิทที่ยังเหมือนเดิมทุกอย่างแม้จะได้รับสายสะพายมีคำนำหน้าว่าคุณหญิงเพราะได้สร้างคุณงามความดีมาตั้งแต่แต่งงานกับสามีนักธุรกิจชื่อดังก็สร้างองค์กรเพื่อช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาสและเด็กกำพร้าเด็กร่อนเร่ให้มีความรู้มีอาชีพทำมาหากินเลี้ยงตัวเอง
“เธอมีอะไรหรือเปล่ามน” คุณหญิงฉายฤดีจับสีหน้าและน้ำเสียงของเพื่อนได้ก็ถามด้วยความเป็นห่วง
“ก็มีนิดหน่อยน่ะ พอดีฉันอยากจะขายที่ดินที่เชียงใหม่สักแปลงน่ะเธอสนใจมั้ยฉาย” คุณสิรามนถามเพื่อนที่ยังพูดคุยกันเหมือนเดิมไม่มียศถาบรรดาศักดิ์แต่ก็มีพูดหยอกเย้ากันบ้าง
“ทำไมถึงขายล่ะมน ไหนเธอบอกว่าจะเก็บไว้ให้หลานสาวไงล่ะ” คุณหญิงรู้ว่าเพื่อนเก็บที่ดินไว้ให้หลานสาวที่พ่อไม่ยอมรับและเพื่อนของท่านกับสามีเลี้ยงดูหลานสาวคนนี้มาตั้งแต่เด็ก
“ก็เก็บไว้ให้แม่เอ๋ยนั่นแหละ แต่พอดีมีปัญหาต้องใช้เงินก็เลยจะขายแปลงหนึ่งแล้วอีกแปลงก็จะปลูกบ้านให้แม่เอ๋ยและอาศัยหลานอยู่ในบั้นปลายชีวิตน่ะ”
“อ้าว แล้วบ้านของเธอล่ะ” คุณหญิงฉายถามเพื่อนถึงบ้านที่อยูปัจจุบัน
“เมียตาชาเอาไปจำนองและกำลังจะถูกยึดเพราะไม่ส่งเงินต้นเงินดอกน่ะ”
“อะไรนะมน นี่ลูกสะใภ้ของเธอกล้าทำขนาดนี้เลยเหรอ” คุณหญิงฉายฤดีถามเพื่อนอย่างตกใจไม่คิดว่าลูกสะใภ้ของเพื่อนจะกล้าเอาที่ดินของแม่สามีไปจำนอง
“คือเรื่องมันเป็นอย่างนี้นะฉาย...” จากนั้นคุณสิรามนก็เล่าให้เพื่อนฟังแต่ไม่ได้ขอความช่วยเหลือจากเพื่อนเพราะเธอไม่อยากรบกวนเพื่อนและปล่อยวางทุกอย่างแล้ว
“เอาอย่างนี้นะมน อีกสองวันฉันจะไปหาเธอแล้วเราไปดูที่ดินที่เชียงใหม่ด้วยกัน ถ้าเธออยากขายที่ดินที่เชียงใหม่เดี๋ยวฉันจะซื้อเอาไว้สร้างบ้านพักตากอากาศส่วนเรื่องบ้านเธอใจเย็นเดี๋ยวเราค่อยคุยกันเรื่องแค่นี้เองทำไมเธอไม่บอกฉันล่ะมน” คุณหญิงบอกเพื่อนว่าสนใจที่ดินแปลงที่เพื่อนเสนอขายเพราะมันอยู่ติดกันกับแปลงที่เพื่อนเก็บไว้จะปลูกบ้านและจะช่วยเหลือเพื่อนด้วย
“อย่าเลยฉาย แค่เธอช่วยซื้อที่ดินฉันก็ขอบคุณมากแล้ว” คุณสิรามนพูดอย่างเกรงใจเพื่อนเพราะเงินมั้นไม่ใช่น้อยๆ
“เธอเป็นเพื่อนฉันนะมน เพื่อนไม่ช่วยเพื่อนแล้วจะเป็นเพื่อนกันได้ยังไงเอาไว้ค่อยคุยกันนะมน คุยทางโทรศัพท์มันไม่รู้เรื่องหรอก”
“ได้จ้ะฉาย งั้นฉันไม่กวนเธอแล้วนะ”
“โอเคจ้ะมน อีกสองวันเจอกันจ้ะ” คุณหญิงฉายฤดีตอบเพื่อนแล้วยิ้มให้กันก่อนจะวางสายมองสบตากับกรณ์ลูกชายคนเล็กกับดารกาลูกสะใภ้ที่นั่งฟังเธอคุยกับเพื่อนอยู่เงียบๆ
“คุณน้ามนมีปัญหาเหรอครับคุณแม่” กรณ์ถามแม่วันนี้เขากับภรรยามาทานข้าวเป็นเพื่อนแม่เพราะพี่ชายกับภรรยาไปงานเลี้ยงวันเกิดญาติของภรรยา
“ใช่ลูก ก็อย่างที่น้ามนเขาเล่าให้ฟังนั่นแหละจ้ะ”
“ทำไมเขาถึงกล้าทำแบบนี้คะคุณแม่” ดารกาพูดขึ้นเท่าที่เธอรู้ครอบครัวของทิติพรก็ร่ำรวยทำไมถึงทำแบบนี้และเธอก็ไม่ได้สนิทด้วยแค่เจอกันตามงานเลี้ยงทักทายกันตามมารยาทเท่านั้น
“ก็เรื่องอิจฉาลูกเลี้ยงน่ะสิแม่อาย ที่ดินผืนนี้น้ามนเค้าจะเก็บไว้ให้หลานสาวที่เกิดกับเด็กในบ้านแล้วแม่เลี้ยงไม่ยอมให้ผัวมาขอไปค้ำประกันธุรกิจแต่กลับเอาไปจำนองกับธนาคารแล้วก็ไม่สนใจจนกระทั่งจะถูกยึดน้ามนเขาเลยรู้จ้ะ กรณ์ให้ทนายความไปติดตามเรื่องนี้ให้แม่หน่อยสิ แม่จะช่วยน้ามนเขา” คุณหญิงฉายฤดีพูดกับลูกชายลูกสะใภ้
“ได้ครับคุณแม่ พรุ่งนี้ผมจะให้ทนายไปสอบถามเรื่องนี้ดูให้ครับ” กรณ์ตอบแม่หากสิ่งไหนที่ท่านทำแล้วมีความสุขเขาไม่ห้าม
“ขอบใจลูก ได้เรื่องยังไงแล้วบอกแม่ด้วยเดี๋ยวมะรืนนี้แม่จะไปไหว้พระทำบุญกับน้ามนเขาหน่อย ไม่ได้เจอกันนานแล้ว” คุณหญิงฉายฤดีบอกลูกชาย
“ให้ผมกับคุณอายไปเป็นเพื่อนมั้ยครับคุณแม่” กรณ์ถามแม่ด้วยความเป็นห่วงเพราะท่านแก่แล้วถึงจะแข็งแรงแต่เดินทางไกลก็ต้องระวังมากเป็นพิเศษ
“ไม่เป็นไรลูก เดี๋ยวแม่ไปกับละมัยก็ได้”
“ก็ได้ครับ ละมัยดูแลคุณแม่ให้ดีนะ” กรณ์หันไปพูดกับละมัยเขาไว้ใจคนสนิทของแม่ที่อยู่ด้วยกันมาสาวๆจนตอนนี้อายุเกือบสี่สิบและดูแลแม่ของเขาเป็นอย่างดี
“ค่ะคุณกรณ์” ละมัยรับคำสั่งของเจ้านายถึงคุณกรณ์ไม่บอกเธอก็ดูแลคุณหญิงให้ดีที่สุดเท่าที่เธอจะทำได้เพราะท่านเป็นคนให้โอกาสเธอได้มีชีวิตใหม่จากเด็กร่อนเร่ไร้พ่อแม่ไร้ญาติจึงตั้งปฏิญาณไว้ว่าจะตอบแทนบุญคุณท่านด้วยชีวิตของเธอ
“งั้นไปกินข้าวกันเถอะลูก” คุณหญิงฉายฤดีพูดกับลูกชายคนเล็กและลูกสะใภ้
ทั้งสามก็ลุกขึ้นเดินไปห้องอาหารแล้วทานอาหารค่ำด้วยกันหากไม่มีงานเลี้ยงหรือธุระอะไรลูกชายลูกสะใภ้ก็จะมาทานอาหารค่ำพร้อมหน้าพร้อมตาส่วนหลานๆของท่านนั้นอาทิตย์หนึ่งจะเจอกันสักครั้งเพราะแต่ละคนก็งานยุ่งและมีเพื่อนฝูงต้องพบเจอสังสรรค์กันตามประสาหนุ่มสาวและจะอยู่คอนโดกันมากกว่าบ้าน
ที่บ้านของคุณสิรามน
เมื่อวางสายจากเพื่อนแล้วสองย่าหลานก็คุยกันเรื่องคนงานในบ้านหากย้ายไปอยู่เชียงใหม่หรือย้ายบ้านใหม่จะทำยังไงดีและลิปการ์คิดว่าไปดูที่ทางก่อนแล้วค่อยกลับมาคุยกันว่าจะเอายังไงต่อก่อนจะไปอาบน้ำแล้วมาทานอาหารค่ำ แล้ววันถัดมาลิปการ์ลาหยุดงานเพื่อไปทำธุรกรรมกับย่าที่ธนาคารส่วนเรื่องที่ดินก็ต่อสอบถามเรื่องที่ดินว่าการโอนจะต้องทำยังไงบ้างเพื่อจะได้เตรียมเอกสารและทนายความก็ทำเรื่องให้พร้อมกับคุณสิรามนทำพินัยกรรมไว้เพื่อหลานสาวจะได้ไม่มีปัญหาเมื่อเธอจากไปจนเสร็จเรียบร้อยก็ผ่านไปหนึ่งวันและตอนเย็นแฟนหนุ่มก็มาหาที่บ้านและชวนไปเดินเล่นที่ห้างในเมือง
“ที่ผ่านมาเก๋ไม่สนใจค่ะ แต่จากนี้ไปถ้ามีเลิกสถานเดียวค่ะ” คีติกามองแฟนหนุ่มแล้วยิ้มในเมื่อเธอเปิดใจให้เขาก็จะเชื่อใจหวังว่าเขาจะไม่ทำให้เธอผิดหวังที่คบกับเขาส่วนสาวๆเป็นอดีตของเขาก่อนที่จะคบกับเธอเธอไม่เก็บมาคิดให้เสียอารมณ์เพราะตอนนั้นเขาโสด"พี่ยอมเก๋ทุกอย่างครับ""โห่ๆๆๆ.."ทุกคนโห่ใส่วรกันต์จากนั้นก็ดื่มกินและคุยกันทั้งเรื่องงานและเรื่องที่เกิดขึ้นที่พังงาแล้วคีรีภัทรก็ถูกเพื่อนหยอกล้อที่หลงเมียเป็นที่สนุกสนาน แม้ทุกคนจะตกอยู่ในสายตาของสาวสวยทั้งหลายแต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นและกลุ่มดารานางแบบสาวทั้งหมดก็ไม่มายุ่งกับพวกเขาพวกเธอก็เต้นกันอย่างสนุกสนานมีหนุ่มหนุ่มฝรั่งหลายคนไปชนแก้วด้วย“หมดแก้วนี้กูกลับก่อนนะ” คีรีภัทรมองดูนาฬิกาก่อนจะบอกเพื่อนเพราะเขาอยากพักผ่อนมากกว่าและบอกภรรยาไว้ว่าจะโทรหาเธอ“มาด้วยกันก็กลับด้วยกันสิวะ คืนนี้กูจะไปนอนที่เพนท์เฮ้าส์” ปรินทรพูดกับเพื่อนเขาไม่ได้ไปนอนที่เพนท์เฮ้าส์ตั้งแต่กลับมาจากเชียงใหม่“ไวน์หมดขวดก่อนแล้วกลับนะ” บรินัยบอกเพื่อนเพราะไวน์เหลืออีกคนละแก้วก็หมด“เอ้าชนแก้ว” วรกันต์ชูแก้วไวน์ชนกับเพื่อนและแฟนสาวเพราะคืนนี้พวกเขารับประทานอาหารและดื่มกันน
“แล้วไอ้เบ็คล่ะ ไม่มีแฟนแล้วเสือกมาช้าอีก”“มาแล้วเว้ยไอ้คนมีแฟน ได้ทีนี่ว่ากูจัง เอ่อ เมื่อกี้กูเห็นอดีตของมึงมาด้วยวะแต่ไม่รู้ว่าจะไปไหนนะ” บรินัยพูดกับเพื่อนตอนที่เขากำลังเดินเข้ามาในโรงแรมเห็นดาราสาวอดีตคู่ควงของคีรีภัทรและเพื่อนดารานางแบบสี่ห้าคนเพิ่งลงจากรถหน้าโรงแรม“ดูท่างานจะเข้าแล้วมั้งพี่คีย์” คีติกาแซวพี่ชายเพราะตอนยังโสดนี่เพื่อนเยอะเกินไป“งั้นกูกลับดีกว่ามั้ยวะ”“ไม่มีอะไรหรอกน่าเพื่อน พวกกูอยู่ตั้งหลายคนและคนของกูก็อยู่เต็มโรงแรมหากใครจะหิ้วมึงขึ้นห้องก็ต้องมีคนเห็นเดี๋ยวกูสั่งลูกน้องไว้เลยก็ได้” ปรินทรพูดกับเพื่อนขำๆตั้งแต่คีรีภัทรบอกว่าจะแต่งงานก็หยุดทุกอย่างเคลียร์ตัวเองให้ว่าที่เจ้าสาวเห็นว่าเขาไม่มีใครแล้วก็เหมือนเขาตอนนี้ที่เคลียร์ตัวเองให้ทิพรดาเห็นว่าเขาพร้อมจะหยุดที่เธอ“ตกลงจะสั่งอะไรมั้ยกูหิวแล้ว” คีรีภัทรไม่สนใจเพราะเขาเคลียร์ตัวเองเรียบร้อย“สั่งเลยเพื่อน กูขอไวน์นะ” บรินัยบอกเพื่อนแล้วนั่งดูนักเที่ยวสาวๆเผื่อคืนนี้จะได้ไม่นอนเหงาทุกคนก็สั่งอาหารและเครื่องดื่มที่ชอบและคุยกันแล้วสาวสวยกลุ่มใหญ่ก็เดินเข้ามาในคลับแล้วพนักงานก็พาไปนั่งโต้ะด้านหน้าเวทีที่จองไว
“ครับคุณคีย์ ผมไปทำงานก่อนนะครับ อ้อ ถ้าอยากรู้ก็ถามคุณเก้าเองนะครับ” จิรัชยิ้มให้เจ้านายก่อนจะพูดทิ้งท้ายไว้ให้ไปถามพี่ชายเองแล้วเดินไปที่โต้ะทำงานของเขาคีรีภัทรมองเลขาคนสนิทแล้วเดินเข้าไปในห้องทำงานแล้วลงมือทำงานที่กองบนโต้ะไม่นานก็เที่ยงวันเขาก็ให้จิรัชสั่งอาหารมากินที่ห้องทำงานเพราะมีงานด่วนและช่วงบ่ายเขาต้องเข้าไปดูงานที่โรงงานจึงเร่งงานบนโต้ะให้เสร็จก่อน“ก๊อกกๆๆ..”“ทำไรอยู่วะ” วรกันต์เปิดประตูเข้ามาในห้องทำงานของเพื่อนที่ก้มหน้าทำงานแล้วยิ้มขำ“ทำงานไง แล้วมึงว่างนักหรือไงถึงมาบริษัทของกูได้ทุกวันเดี๋ยวก็เจ๊งหรอก” คีรีภัทรว่าเพื่อนตั้งแต่มันตกลงคบกับน้องสาวของเขาก็มารับไปทานอาหารกลางวันทุกวัน“ถ้าเจ๊งกูก็มาเกาะมึงกินไง ว่าแต่ไปฮันนีมูมมาเป็นยังไงบ้างวะแต่ดูหน้าตามึงแล้วน้ำทะเลคงจืดแหละเนาะ” วรกันต์พุดเองตอบเอง“อยากรู้มึงก็มีเมียดูสิ”“ก็รอน้องมึงใจอ่อนนี่แหละ” วรกันต์ตอบเพื่อนและไม่รีบร้อนเพราะเขากับคีติกาเพิ่งตกลงคบหากันถึงแม้จะรู้จักกันมานานแต่ยังไม่ได้คุยกันจริงจัง“ยังเร็วไปเพื่อน อีกสักสองปีแค่แต่งนะ”“นานไป กูกับเก๋รู้จักกันมานานและกูให้เวลาเก๋แค่ปีเดียวพอ” วรกันต์บอกเ
“ยังไงก็คุยกันซะ จะเอายังไงก็บอกพี่ละกันพี่กลับก่อนนะ” พิพัฒน์พูดกับน้องสาวแล้วเดินออกไปจากห้องพักฟื้นของหลานชายพร้อมภรรยาทิติพรมองตามหลังพี่ชายแล้วถอนหายใจตอนนี้เธอทำอะไรไม่ได้นอกจากหลบหน้านักข่าวและผู้คนไปจากเมืองไทยสักพักก่อนรอให้ข่าวซาแล้วค่อยกลับมาห่วงแต่ลูกทั้งสองที่ได้รับผลกระทบจากเรื่องที่เกิดขึ้นมากมายและยังไม่สำนึกยังโทษแม่สามีกับลิปการ์ทำใครอบครัวของเธอที่พิษณุโลกเพื่อนของลิปการ์และคีรีภัทรมารับประทานอาหารเย็นด้วยกันและดื่มกันนิดหน่อยจนสี่ทุ่มก็แยกย้ายกันกลับไปพักผ่อนลิปการ์ก็ช่วยยายกับทุกคนเก็บโต้ะและล้างถ้วยจานชามจนเสร็จก่อนจะขึ้นห้องเพื่ออาบน้ำพักผ่อนพอเข้าไปในห้องนอนก็เห็นสามีนอนเอกนกอยู่บนเตียงใส่แค่บ็อกเซอร์ตัวเดียวอวดแผงอกหนั่นแน่นน่าลูบไล้ก่อนจะเดินไปที่ตู้เสื้อผ้าเพราะห้องนอนของเธอไม่เหมือนห้องนอนที่บ้านของเขาที่กว้างขวางห้องของเธอมีห้องน้ำในตัวมีเตียงนอนชิดผนังห้องด้านหนึ่งติดหน้าต่างและตู้เสื้อผ้าอยู่ถัดจากประตูห้องและโต้ะกระจกติดประตูห้องน้ำด้านข้างอีกฝั่งมีโต้ะหนังสือริมหน้าต่างบนผนังห้องมีรูปภาพใรวัยเด็กจนถึงวันรับปริญญาและมีนาฬิกาแขวนบนผนังห้องหนึ่งอันคีร
“ดีใจด้วยว่ะเพื่อน” คีรภัทรดีใจกับเพื่อนแล้วอดคิดถึงตัวเองไม่ได้เพราะเขาตั้งใจปั๊มเหลนให้ย่าๆและตายายพ่อแม่ลุงป้าอย่างเต็มที่จนภรรยาสาวแทบไม่ได้พักแต่เขาก็รักและทะนุถนอมภรรยาสาว“ขอบใจเพื่อน ตอนนี้ผู้ใหญ่กำลังคุยกันได้ฤกษ์ดีเมื่อไหร่ฉันจะบอกนะ”“ได้เลยเพื่อน ฉันจะรอรับขวัญหลาน”แล้วสองหนุ่มก็คุยเรื่องงานที่คืบหน้าไปมากและไม่มีอะไรขัดข้องการทำงานเป็นไปอย่างราบรื่นและเขาอยากให้เสร็จก่อนจะเข้าหน้าฝน“งั้นฉันจะเร่งมือสร้างบ้านก่อนนะ ส่วนรีสอร์ทก็จะให้ทำทางเดินแล้วทำคลองน้ำตามแผนก่อนละกัน” เจนจบปรับแผนงานใหม่ยังไงก็ต้องรอดินมันเซตตัวก่อนถึงจะสร้างบ้านพักได้เพราะบางจุดก็ถมดินคลองน้ำทำให้ดินทรุดตัวลงเป็นแอ่งทั้งที่เขาเอาหินมาถมแล้วอัดดินลงไปแต่ยังไงก็ต้องตอกเสาเข็มเพื่อให้ฐานแข็งแรง“ขอบใจมากเจน ถ้างานรีสอร์ทล่าช้าไปบ้างก็ไม่เป็นไรนะ” เขาเป็นคนทำให้งานของเพื่อนล่าช้าจึงผ่อนปรนให้เจนจบ“ขอบใจมากคีย์ แต่ฉันจะทำให้เสร็จตามกำหนดได้แหละ”“เย็นนี้ไปกินข้าวด้วยกันนะ”“ได้ๆ แต่ว่ามีดื่มด้วยมั้ยวะ พอดีเมียฉันท้องแล้วเหม็นแอลกอฮอล์ฉันเลยแตะไม่ได้เลยว่ะ” เจนจบบอกเพื่อว่าแฟนสาวแพ้ท้องเหม็นแอลกอฮอล์และกล
“แม่ไม่ออกความเห็นนะลูก ชาไม่ใช่เด็กๆที่แม่จะต้องชี้แนะเพราะชาเป็นคนเลือกทางเดินชีวิตของตัวเองแม่ก็ได้แต่หวังว่าลูกของแม่จะมีความสุขเท่านั้นและไม่ว่าชาจะตัดสินใจยังไงแม่ก็จะอยู่เคียงข้างลูกเสมอจ้ะ” คุณสิรามนพูดกับลูกชายอย่างเข้าใจ“ขอบคุณครับคุณแม่ที่เข้าใจผม ทั้งที่ผมทำแต่ความลำบากให้คุณแม่มาตลอดแต่คุณแม่ไม่เคยทิ้งผม ต่อไปผมจะทำหน้าที่ลูกดูแลคุณแม่ให้ดีกว่าเดิมจะไม่ละทิ้งคุณแม่เหมือนที่ผ่านมาอีกแล้วครับ” ชาคริตพูดกับแม่แล้วเขาลุกจากเก้าอี้ไปนั่งคุกเข่าตรงหน้าท่านก่อนจะกราบเท้าแม่ขอโทษท่านที่ไม่ได้ทำหน้าที่ลูกที่ดีมากว่ายี่สิบปีและต่อไปเขาจะดูแลแม่ให้ดีที่สุด“ไม่เป็นไรลูก ไม่เป็นไร ที่ผ่านมาก็ให้มันผ่านไปแล้วมาเริ่มต้นกันใหม่แม่เชื่อว่าชาจะทำได้ตามที่ตั้งใจได้ลูก” คุณสิรามนมองลูกชายน้ำตาคลอแล้วลูบศีรษะไปมาด้วยความรัก“ผมรักแม่ครับ” ชาคริตพูดสียงสั่นน้ำตาไหลออกมาด้วยความรู้สึกผิดต่อลูกเมียและแม่สุดท้ายชีวิตครอบครัวของเขาก็พังลงแต่ตอนนี้เขารู้สึกผ่อนคลายหลังจากได้คุยกับแม่และขอโทษท่าน“แม่รู้ลูก แม่รู้” คุณสิรามนกอดลูกชายด้วยความรักและให้กำลังใจเพราะท่านก็ไม่รู้ว่าจะอยู่ได้นานแค่ไหนอย่







